Category: วัฒนธรรม

  • โพลชี้เปิดด่านไทย-กัมพูชา ความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน ไม่เชื่อใจเขมร | เดลินิวส์

    โพลชี้เปิดด่านไทย-กัมพูชา ความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน ไม่เชื่อใจเขมร | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติแต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และการเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า
    ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่างความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%)
    และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1. ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
    2. สร้างเงื่อนไขเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน
    3. เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ
    4. จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5111741/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TcgrF6ZxEL1_LXe_nzE_P

  • “ภูมิใจไทย” สวน “เพื่อไทย” ชี้นโยบาย “รถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย” แค่ยกตัวเลขลอยๆ มาหาเสียง

    “ภูมิใจไทย” สวน “เพื่อไทย” ชี้นโยบาย “รถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย” แค่ยกตัวเลขลอยๆ มาหาเสียง

    14 กันยายน 2568 18:29 น. สยามรัฐออนไลน์ การเมือง

    วันที่ 14 กันยายน 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยปัดฝุ่นนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันมาใช้ ว่า สภาสมัยที่ผ่านมาตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง มองว่าสามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ร่วมกับ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม และ พ.ร.บ.รฟม.เพื่อดำเนินการศึกษาให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงของค่าโดยสารรถไฟฟ้า ว่าต้นทุนจริงๆ เป็นเท่าไหร่กันแน่ วันนี้ต้องยอมรับว่าความจริงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิด 20 บาทตลอดสาย ไม่ได้อยู่บนฐานจากการศึกษาว่าต้นทุนเท่าไหร่ เป็นการยกตัวเลขมาลอยๆ เพื่อหาเสียง โดยอาศัยกฎหมายที่มีอยู่

    โดยเฉพาะ พ.ร.บ.รฟม.ที่มีกองทุนอยู่ หรือนำงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชยส่วนต่าง เพราะจริงๆ แล้วเอกชนเขาไม่ได้ลดราคาค่าโดยสาร แต่เป็นเรื่องที่รัฐเอางบประมาณไปอุดหนุน ซึ่งเป็นเงินภาษี คำถามคือ ทำแบบนี้คือเอางบประมาณมาหาเสียงหรือไม่ มองว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

    ทั้งนี้ การบอกว่าต้องรับนโยบายนี้ไปดำเนินการต่อไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือไปพิจารณาว่าต้นทุนจริงๆ เท่าไหร่ รัฐต้องอุดหนุนเท่าไหร่ ที่สำคัญวันนี้คน กทม.ไม่ได้ใช้แต่รถไฟฟ้า เขาใช้รถเมล์ด้วย การจะบอกให้รับช่วงต่อโดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการไม่ควรทำ แต่รัฐบาลที่จะเข้ามาหลังจากนี้จะศึกษาค่าโดยสารรถโดยรวมเพื่อจะได้ไม่ต้องอุดหนุนมากกว่าที่ควร ที่สำคัญต้องถามว่านโยบายนี้เป็นเรื่องด่วนหรือไม่ มองว่าต้องศึกษาให้ครบถ้วน เพราะมีกฎหมายอื่นๆ เข้ามาหลายฉบับ มี พ.ร.บ.ออกมาหลายฉบับ ต้องคิดเรื่องต้นทุน และดึงรถเมล์เข้ามาด้วยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9u13y1xo5iNY21q8Fu5H

  • สธ.เขต 9 เปิดผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายกว่า 114.7 ล้านบาท

    สธ.เขต 9 เปิดผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายกว่า 114.7 ล้านบาท

    14 กันยายน 2568 นพ.สามารถ ถิระศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการบริหารจัดการทางการแพทย์และสาธารณสุขของเขตสุขภาพที่ 9 รองรับสถานการณ์ภัยสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 ว่า สถานการณ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 และมีเหตุปะทะอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนรวมถึงหน่วยบริการสาธารณสุข โดย จ.บุรีรัมย์ ปิดบริการ 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลประโคนชัย และโรงพยาบาลบ้านกรวด 

    ส่วน จ.สุรินทร์ ปิดบริการ 4 แห่ง คือ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โรงพยาบาลกาบเชิง โรงพยาบาลสังขะ และโรงพยาบาลปราสาท มูลค่าความเสียหายรวม 114.7 ล้านบาท แบ่งเป็น ด้านโครงสร้าง 45 ล้านบาท ด้านบุคลากร 25.5 ล้านบาท อุปกรณ์/เครื่องมือ 1.45 ล้านบาท และงบประมาณที่สูญเสียอีก 42.7 ล้านบาท มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข

    พร้อมทั้งกำหนดแผนการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 5 ระดับ โดยใช้แผนระดับ 2 รับมือสถานการณ์ ได้แก่ กำหนดจุดปลอดภัยในพื้นที่ วางแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ เตรียมพร้อมเรื่องเตียง ยา เวชภัณฑ์ โลหิต จัดทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงทีม Sky Doctor เพื่อลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ จัดระบบดูแลสุขภาพในศูนย์พักพิงทั้งการรักษาพยาบาล สุขาภิบาล และสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังจัดทำแผนฟื้นฟูด้านสาธารณสุขหลังสงคราม ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น 1-4 สัปดาห์ ระยะกลาง 1-6 เดือน และระยะยาว 6 เดือน – 2 ปี

    นพ.สามารถ ถิระศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข

    ในงานประชุมวิชาการฯ มีการนำเสนอผลการศึกษาของโรงพยาบาลละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เรื่องการพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนในภาวะเสี่ยงสงคราม ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนเกิดเหตุ และเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นจริงได้นำมาปรับใช้ ทำให้สามารถบริหารจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นพ.สามารถกล่าว

    ด้าน นพ.คิมธวัช นันตะวัน นายแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลละหานทราย จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีความตึงเครียดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดย อ.ละหานทราย เป็น 1 ใน 7 พื้นที่เฝ้าระวังของ จ.บุรีรัมย์ จึงได้ทำการศึกษาใน 3 ส่วน คือ 

    1. สภาพปัจจุบันและปัญหาของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน พบว่า โรงพยาบาลละหานทรายยังมีข้อจำกัดหลายมิติ ทั้งด้านทรัพยากร โดยมีเตียงผ่าตัดจำกัด ไม่สามารถรองรับผู้บาดเจ็บจำนวนมากพร้อมกันได้ เวชภัณฑ์ เลือดสำรอง ไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ รถพยาบาลหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นสูงมีข้อจำกัด/มีสภาพเก่า ด้านการประสานงานกับหน่วยงานกู้ภัยและหน่วยงานความมั่นคง ยังไม่เป็นระบบเดียวกันทำให้ล่าช้าหากเกิดเหตุ และมีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนในบางขั้นตอน และด้านความพร้อมของบุคลากร ยังมีจำนวนน้อยและขาดการอบรมเฉพาะทาง

    2. การพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนในภาวะเสี่ยงสงครามให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ แบ่งเป็น 4 องค์ประกอบ คือ 

    1) การเตรียมความพร้อมภายในโรงพยาบาล โดยจัดทำเตรียมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน ครอบคลุมสถานการณ์ปะทะ/สู้รบ, เตรียมพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล จัดเวรสำรอง อบรมทักษะการแพทย์ฉุกเฉิน, สำรองทรัพยากร เวชภัณฑ์ เลือด ห้องผ่าตัด เตียงฉุกเฉิน และจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติ สาธารณภัยระดับอำเภอ (Mini MERT) 

    นพ.คิมธวัช นันตะวัน นายแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลละหานทราย จ.บุรีรัมย์

    2) การประสานงานข้ามหน่วยงานในระดับอำเภอ โดยตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เชื่อมโยงกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 9, ตั้งหน่วยงานประสานงานกับทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กู้ภัย ในการจัดการพื้นที่เกิดเหตุ, จัดทำช่องทางสื่อสารกลางลดความซ้ำซ้อน และมีแผนการอพยพและลำเลียงผู้ป่วยจากโรงพยาบาลละหานทรายไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย 

    3) จัดระบบคัดแยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 4 ระดับ คือ รุนแรง (แดง) ปานกลาง (เหลือง) เล็กน้อย (เขียว) และเสียชีวิต (ดำ) ตามมาตรฐานสากล กำหนดจุดคัดแยกใกล้พื้นที่ปลอดภัย กำหนดเส้นทางเคลื่อนย้ายและใช้รถพยาบาล/รถกู้ชีพหลายระดับร่วมกับทหาร พร้อมผังการทำงานและแบบเช็คลิสต์สำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อความชัดเจนลดความสับสน

    4) การฝึกซ้อมจำลองร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งการฝึกซ้อมในห้องประชุม ฝึกเฉพาะบทบาท ฝึกสถานการณ์จำลองจริงในพื้นที่ และสรุปผลหลังการซ้อมเพื่อนำไปปรับปรุงแผน

    3.การประเมินผลรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาสอดคล้องกับแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ (สมช. 2560-2564) ซึ่งกำหนดการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักด้านความมั่นคง และตรงกับแนวทางของเขตสุขภาพที่ 9 จากการทดลองฝึกซ้อมพบสามารถปฏิบัติได้จริง เหมาะสมกับพื้นที่ ผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมมีความพึงพอใจระดับสูง

    ทั้งนี้ การประสานงานข้ามหน่วยงานถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาล ทหาร หน่วยกู้ภัย ฝ่ายปกครอง ทำให้การตอบสนองเป็นระบบเดียว สามารถลดความล่าช้า ซึ่งสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่พบว่า การใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) และการซ้อมร่วมกันสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้

    “ภายหลังการศึกษา 1 เดือน ได้เกิดสถานการณ์ขึ้นจริงและได้ใช้การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยมีการอพยพผู้ป่วย 28 รายออกจากพื้นที่ ตามแนวทางการคัดแยก 4 ระดับ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็สามารถส่งผู้ป่วยรายสุดท้ายออกจากโรงพยาบาลได้ รวมทั้งมีการจัดทีม Mini MERT 2 ทีม ที่โรงพยาบาลประโคนชัย และโรงพยาบาลนางรอง ส่วนบุคลากรอื่น ๆ ได้ประจำการที่ศูนย์พักพิงสนามช้างฯ โดยเปิดให้บริการในรูปแบบผู้ป่วยนอก ดูแลประชาชนที่อพยพมากกว่า 15,000 ราย” นพ.คิมธวัชกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/638855&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ngBpM_0inIycI7pTMyRdT

  • รู้หรือไม่? สิ่งสกปรกที่สุดบน “เปลือกไข่” อาจเป็นสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว!

    รู้หรือไม่? สิ่งสกปรกที่สุดบน “เปลือกไข่” อาจเป็นสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว!

    อย่ามองข้ามเปลือกไข่! แม้ดูสะอาด แต่อาจแฝง “เชื้อซัลโมเนลลา” สูงถึง 80% เสี่ยงอาหารเป็นพิษหากกินไม่ถูกวิธี

    ไข่คือวัตถุดิบคู่ครัวของทุกบ้าน ราคาถูก แถมยังอุดมด้วยสารอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า แม้เปลือกไข่จะดูสะอาดสะอ้าน ก็อาจซ่อนเชื้อโรคอันตรายไว้ได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว

    เปลือกไข่…อาจปนเปื้อนเชื้อโรค

    ไก่จะออกไข่และขับถ่ายผ่านทวารเดียวกัน นั่นหมายความว่า ถึงแม้เปลือกไข่จะไม่เปื้อนมูล แต่ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้

    มีการศึกษาพบว่า ไข่ 1 ฟองอาจมีแบคทีเรียมากถึง 1.5 ล้านตัว โดยเฉพาะเชื้ออันตรายอย่าง ซัลโมเนลลา (Salmonella) อีโคไล (E.coli) และ สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus)

    ผลการสุ่มตรวจไข่ในเขตต่างๆ ของปักกิ่ง ประเทศจีน พบว่า

    • 80% ของตัวอย่าง มีเชื้อ E.coli บนเปลือกไข่

    • 15% พบการปนเปื้อน Salmonella

    • 5% มีเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส

    ซัลโมเนลลาคือเชื้อที่น่ากังวลที่สุด เพราะสามารถทะลุผ่านเปลือกเข้าไปในไข่ภายในไม่กี่วัน หากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง เชื้อชนิดนี้ยังทนทานสูง อยู่ในสภาพแห้งได้นานหลายสัปดาห์ ในน้ำได้นาน 3 สัปดาห์ และในมูลสัตว์ถึง 2 เดือน

    ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจมีอาการ ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาเจียน และหากรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต

    70-80% ของผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากไข่ มีซัลโมเนลลาเกี่ยวข้อง ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า ไม่ควรมองข้ามเชื้อที่แฝงอยู่ในเปลือกไข่ แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม

    กินไข่ให้ปลอดภัย ต้องทำอย่างไร?

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำข้อควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากไข่ปนเปื้อน

    • ปรุงสุก 100% – ต้องทำให้ไข่สุกทั่วถึง เพื่อฆ่าเชื้อซัลโมเนลลา
    • เลือกไข่คุณภาพดี – เปลือกไม่แตก ไม่สกปรก และไม่มีกลิ่น
    • เก็บในตู้เย็น – เก็บในช่องแช่เย็นแยกจากเนื้อหรือผัก และต้องเย็นต่อเนื่อง
    • ซื้อเท่าที่จำเป็น – ไม่ควรเก็บไว้นาน เพราะชั้นป้องกันเปลือกไข่จะเสื่อมสภาพ
    • หลีกเลี่ยงไข่ลวก – ไข่ดิบหรือกึ่งสุกฆ่าเชื้อโรคได้ไม่หมด
    • ไม่กินไข่ที่ผิดปกติ – เช่น ฟองที่มีกลิ่นเหม็น หรือ “ไข่เสีย” ไม่ควรนำมาบริโภค

    ไข่แม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่หากบริโภคไม่ถูกวิธี อาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ทำลายสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว อย่าลืมตรวจสอบและปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนกิน เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9843030/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9_LW2km7DRROL207i9Mj

  • “ดร.เอ้” ประกาศชัดไม่กลับประชาธิปัตย์ ลั่นต้องแน่วแน่ เตรียมเปิดตัว‘พรรคไทยก้าวใหม่’ชูนโยบายด้านการศึกษา | TOPNEWS

    “ดร.เอ้” ประกาศชัดไม่กลับประชาธิปัตย์ ลั่นต้องแน่วแน่ เตรียมเปิดตัว‘พรรคไทยก้าวใหม่’ชูนโยบายด้านการศึกษา | TOPNEWS

    14 กันยายน 2568 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์ “ท็อปนิวส์”กรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เริ่มติดต่ออดีตสมาชิกพรรคให้กลับไปกอบกู้พรรคคืนด้วยว่า ขอยืนยันว่า เป็นคนไม่วอกแวก อยากให้ทุกคนเห็นชัดว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งเป็นพรรคใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ที่เชิญกลับไปช่วยพรรค มีพรรคอื่นก็มาชวน ซึ่งได้ตอบปฏิเสธไป เพราะส่วนตัวตั้งใจจะทำงาน

    ในการจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคไทยก้าวใหม่” ซึ่งตนเป็นคนก่อตั้งโดยจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และขณะนี้ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพรรคจะชูนโยบายหลักคือด้านการศึกษา

    “ผมประกาศชัดเจนหลังจากออกประชาธิปัตย์ว่า ต้องการเห็นประเทศชาติมีความเปลี่ยนแปลงโดยอยากจะเริ่มต้นในเรื่องการศึกษา ดังนั้นจึงต้องมีความแน่วแน่ที่จะทำงานด้านนี้กับพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยค่อนข้างจะตามหลังประเทศอื่น และผมก็ยังไม่เคยเห็นพรรคการเมืองใดที่ชูนโยบายในเรื่องนี้ว่า จะพัฒนาการศึกษาในระยะสั้น ระยะยาวอย่างไร และขอย้ำว่าประเทศไทยต้องยกเครื่องการศึกษาให้ได้ พร้อมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะวิกฤตของไทยขณะนี้ถือว่าหนักมาก ดังนั้นกระดุมเม็ดแรกจึงต้องแก้ด้วยการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับใครได้” ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1314512&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05WM98uwQ2k4y8YlXCPPPq

  • “ดร.เอ้” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้

    “ดร.เอ้” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้

    “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้ ไม่วอกแวก ลั่นหลายพรรคชวนร่วมงานไม่ใช่แค่ประชาธิปัตย์ ย้ำแก้วิกฤตประเทศต้องยกเครื่องการศึกษา

    วันที่ 14 ก.ย. 2568 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ขณะนี้จดทะเบียนจัดตั้ง “พรรคไทยก้าวใหม่” เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาครบ 2 เดือนเต็ม ตั้งใจเริ่มประชุมพรรคและประกาศตัวให้ได้ภายในเดือนนี้ ขอย้ำว่าประเทศไทยต้องยกเครื่องการศึกษาให้ได้ พร้อม ๆ ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะวิกฤตของไทยขณะนี้ถือว่าโหดมาก หากไม่แก้ที่การศึกษา ประเทศไทยแข่งขันกับใครไม่ได้แน่นอน

    ไม่วอกแวก เดินหน้าตั้งพรรค

    ดร.สุชัชวีร์ ยังกล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เริ่มติดต่ออดีตสมาชิกพรรคให้กลับไปกอบกู้พรรคคืนด้วยว่า ขอยืนยันว่าตนเป็นคนไม่วอกแวก อยากให้ทุกคนเห็นชัดว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งเป็นพรรคใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ที่เชิญกลับไปช่วยพรรค มีพรรคอื่นก็มาชวน ซึ่งตนได้ตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

    “วันนี้ผมยังมั่นใจว่า ประเทศไทยก้าวใหม่ ก้าวแรกต้องมาจากห้องเรียน เราโฟกัสที่การสร้างคน การศึกษาและลดคอร์รัปชัน ซึ่งจะเห็นว่าหลายพรรคไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ผมมาสร้างพรรคใหม่ไม่คิดว่าจะต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่หรือเล็ก แต่ทุกอย่างอยู่ที่ความมุ่งมั่นมากกว่า” ดร.สุชัชวีร์กล่าวและว่า

    เป็นกำลังใจให้ปชป.

    การที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์พยายามประสานขอให้อดีตสมาชิกกลับไปช่วยกอบกู้พรรคจะทำให้ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” หรือไม่ ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเป็นคนไม่ค่อยย้ายงานบ่อย ๆ พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นโรงเรียนการเมืองแห่งแรกของตน ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคน หวังว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสร่วมงานกัน

    เรือยอร์ชมารับก็ไม่กลับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายเทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า… มีเสียงเรียกร้องให้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กลับไปช่วยกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ หลังเฉลิมชัยลาออกจากหัวหน้าพรรค แต่ ดร.เอ้ ประกาศชัดเจนต่อหน้าเพื่อน ๆ พี่ ๆ เมื่อวานนี้ว่า “ถ้าผมเดินหน้าทำอะไร จะไม่มีการถอยกลับ ผมว่ายน้ำออกมาขนาดนี้แล้วก็คงไม่ว่ายกลับไป ถึงจะส่งเรือยอร์ชมารับก็ไม่กลับ ตอนนี้กำลังเตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “พรรคไทยก้าวใหม่” ที่จะชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลัก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2882719&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SqPcyz0LAYDEJ8LeMhG2_

  • ‘ศุภชัย’ ดีดปากเพื่อไทย เปิดวอร์รถไฟฟ้าต้นทุนต้องชัดก่อน

    ‘ศุภชัย’ ดีดปากเพื่อไทย เปิดวอร์รถไฟฟ้าต้นทุนต้องชัดก่อน

    แฟ้มภาพ

    “ศุภชัย” อัดกลับเพื่อไทย นโยบายรถไฟฟ้าต้นทุนต้องชัดก่อน ไม่ใช่หวังแค่ประโคมหาเสียงโดยไม่อยู่บนหลักการศึกษา

    14 ก.ย.2568 – นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยปัดฝุ่นนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันมาใช้ว่าสภาสมัยที่ผ่านมาตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางราง มองว่าสามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ร่วมกับ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม และพ.ร.บ.รฟม. เพื่อดำเนินการศึกษาให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงของค่าโดยสารรถไฟฟ้าว่าต้นทุนจริงๆเป็นเท่าไหร่กันแน่ วันนี้ต้องยอมรับว่าความจริงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิด 20 บาทตลอดสาย ไม่ได้อยู่บนฐานจากการศึกษาว่าต้นทุนเท่าไหร่ เป็นการยกตัวเลขมาลอยๆเพื่อหาเสียง โดยอาศัยกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะพ.ร.บ.รฟม.ที่มีกองทุนอยู่ หรือนำงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชยส่วนต่าง เพราะจริงๆแล้วเอกชนเขาไม่ได้ลดราคาค่าโดยสาร แต่เป็นเรื่องที่รัฐเอางบประมาณไปอุดหนุนซึ่งเป็นเงินภาษี

    นายศุภชัย ระบุว่า คำถามคือทำแบบนี้คือเอางบประมาณมาหาเสียงหรือไม่มองว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง การบอกว่าต้องรับนโยบายนี้ไปดำเนินการต่อไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องต้องไปพิจารณาว่าต้นทุนจริงๆเท่าไหร่ รัฐต้องอุดหนุนเท่าไหร่ ที่สำคัญวันนี้คนกทม.ไม่ได้ใช่แต่รถไฟฟ้า เขาใช้รถเมล์ด้วย

    “การจะบอกให้รับช่วงต่อโดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการไม่ควรทำแต่รัฐบาลที่จะเข้ามาหลังจากนี้จะศึกษาค่าโดยรถโดยรวมเพื่อจะได้ไม่ต้องอุดหนุนมากกว่าที่ควร ที่สำคัญต้องถามว่านโยบายนี้เป็นเรื่องด่วนหรือไม่ มองว่าต้องศึกษาให้ครบถ้วนเพราะมีกฎหมายอื่นๆเข้ามาหลายฉบับ มีพ.ร.บ.ออกมาหลายฉบับต้องคิดเรื่องต้นทุน และดึงรถเมล์เข้ามาด้วยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า” นายศุภชัย ระบุ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/861613/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H3PhnItlGARfLn-k1O8g7

  • วิศวฯ จุฬาฯ จัดงานวันรำลึก “ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์”

    วิศวฯ จุฬาฯ จัดงานวันรำลึก “ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    วิศวฯ จุฬาฯ จัดหลากหลายกิจกรรมในงานวันรำลึก “ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์”ผู้มีคุณูปการต่อภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า

    ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านเทคโนโลยีไฟฟ้ากำลัง จัดงาน “วันรำลึก ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ณ อาคารเกเวอร์ต สแควร์ (Gewertz Square) คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการและแสดงกตัญญุตาต่อ ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และวงการวิศวกรรมไฟฟ้าของไทย ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพิธีการทางศาสนา พิธีมอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินและทุนการศึกษา ตลอดจนกิจกรรมวิชาการและการสาธิตนวัตกรรม

    กิจกรรมในงาน “วันรำลึก ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” เริ่มด้วยพิธีรับมอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (เพิ่มเติม) จังหวัดสระบุรี จากมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาฯ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นผู้รับมอบ

    จากนั้นเป็นพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายสังฆทาน และถวายภัตตาหารเพล

    ศ.กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ประธานมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาฯ มอบทุนการศึกษา “ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” แก่นิสิตระดับปริญญาตรี

    รศ.ดร.พิชนี โพธารามิก เป็นประธานในพิธีเปิดแพรคลุมป้ายห้องปฏิบัติการวิจัย Adisai – Phichani Bodharamik Embedded Systems and IC Design Research Laboratory ณ อาคาร IC Spark, Gewertz Square
    ห้องปฏิบัติการวิจัย Adisai – Phichani Bodharamik Embedded Systems and IC Design Research Laboratory จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงด้านระบบสมองกลฝังตัว (Embedded Systems) และการออกแบบวงจรรวม (IC Design) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์สมัยใหม่ ภายในห้องปฏิบัติการประกอบด้วยอุปกรณ์และซอฟต์แวร์มาตรฐานสากลที่เอื้อต่อการทำงานวิจัยเชิงลึกด้านการออกแบบ การทดสอบ และการสร้างต้นแบบชิป นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติวิจัยยังเป็นศูนย์กลางการสร้างสังคมการเรียนรู้ของนิสิตและนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติจริง การทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการพัฒนานวัตกรรม IC Design ของประเทศไทย เพื่อช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคอาเซียน

    ในช่วงบ่าย เป็นกิจกรรมวิชาการ มีการบรรยายหัวข้อ “Imagination to Future Technology” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.สมศักดิ์ ปัญญาแก้ว มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนิสิตและนักวิจัยรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกวิศวกรรมจากยุคดิจิทัลไปสู่ควอนตัมและปัญญาประดิษฐ์ ต่อด้วยการบรรยายหัวข้อ “Toward Grid Edge Revolution with RE100 Microgrid @ Gewertz Square” โดย รศ.ดร.วิจารณ์ หวังดี ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญฯ ไฟฟ้ากำลัง ซึ่งอธิบายถึงแนวทางการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ผ่านโครงการพัฒนาไมโครกริดต้นแบบบนอาคารเกเวอรต ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนอกจากนี้ยังมีการสาธิตนวัตกรรมที่หลากหลาย รวมถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ภายใต้หัวข้อ “Robot & Drone Startups!” ต่อด้วยกิจกรรมสังสรรค์สร้างเครือข่าย

    จากนั้น รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมด้วยผู้แทนสมาคมนิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมพิธีเปิดแพรคลุมป้ายห้อง Student Innovation Space by CUEA ซึ่งเป็นพื้นที่ให้นิสิตได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทดลองออกแบบต้นแบบทางวิศวกรรมเพื่อการอยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต และต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

    ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Green Cocktail Networking ซึ่งเป็นเวทีสังสรรค์และแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและนวัตกรรมระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย ศิษย์เก่า และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/260368/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sYX173QAc7qcw9x605PC6

  • กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ฟังเสียงสะท้อนประชาชน “แลนด์บริดจ์” กระทบสิ่งแวดล้อม-อาชีพ

    กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ฟังเสียงสะท้อนประชาชน “แลนด์บริดจ์” กระทบสิ่งแวดล้อม-อาชีพ

    เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 เพจเฟซบุ๊กนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) รายงานว่า ที่โครงการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมรับฟังข้อมูลผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร จากนายอภิศักดิ์ ทัศนี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Beach for Life โดยเกี่ยวข้องกับตะกอนในทะเล ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการศึกษาผลกระทบของโครงการ และกองทุนที่โครงการเตรียมไว้ ซึ่งเขามองว่าไม่สามารถเยียวยาผลกระทบได้จริง

    นายอภิศักดิ์ อธิบายว่า การศึกษาโครงการนี้ค่อนข้างมีปัญหามากในเรื่องการทำ EHIA เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตทะเลน้ำตื้นที่อยู่ห่างฝั่งไม่มากเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในพื้นที่อื่นที่น้ำลึกกว่า ส่งผลให้ต้องทำการขุดลอกค่อนข้างมาก ในช่วงแรกมีการนำตะกอนดินจากการขุดลอกมาถมที่ท่าเรือ แต่พอผ่านไปร่องน้ำก็จะตื้นขึ้นตามธรรมชาติ การบำรุงรักษาร่องน้ำไม่ได้มีการถูกพูดถึงในรายงานการศึกษาเลย ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือการขุดลอกตะกอนจะมีเป็นปริมาณมาก

    นายอภิศักดิ์ ยังกล่าวถึงเรื่องทิศทางกระแสน้ำส่วนใหญ่มีทั้งขึ้นเหนือและลงใต้ ในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์พบว่าตะกอนจะคลุมไปจนถึงเกาะคาม ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จ.ชุมพรและมีแหล่งประการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ รวมทั้งบริเวณดังกล่าวยังเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำ ดังั้นประเด็นเรื่องตะกอนจึงเป็นประเด็นสำคัญของฝั่งระนอง-ชุมพร หากมีการขุดลอกมากขนาดนี้อาจกระต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารทั้งหมด.ส่วนตัวไม่เชื่อการใช้ม่านดักตะกอนในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะมีประสิทธิภาพเพียงพอ จากบทเรียนของโคงการในพื้นที่อื่นชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่มีพื้นที่ใดที่ม่านดักตะกอนไม่สามารถดักได้ 100% ส่งผลให้ตะกอนันฟุ้งทั่วแนวอ่าวและอาจมีผลกระทบกับปะการัง

    ประเด็นต่อมาเรื่องที่เป็นปัญหาของรายงานการศึกษาคือวิธีการเก็บข้อมูลผ่านการร่อนดินเพื่อตรวจสิ่งมีชีวิตหน้าดิน พบว่าพบวิ่งมีชีวิตจำนวน 1 ชนิดเท่ากันในการตรวจสอบ 4 ครั้ง แต่ในรายงานที่ศึกษาคู่ขนานของภาคประชาชนพบสิ่งมีชีวิตกว่า 108 ชนิด ซึ่งตัวเลขสัตว์ที่มีจำนวนมหาศาลนั้นสะท้อนว่าใต้พื้นทะเลมีอาหารของสัตว์น้ำ

    สำหรับประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมในเวที ค.2 พบว่ากลุ่มย่อยทั้งหมดในบันทึกการประชุมเป็นข้าราชการ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่แทบรวมถึงชาวบ้านที่ประกอบอาชีพไม่มี ไม่มีการพบกับกลุ่มอาชีพ พบกับชาวประมงแเพียง 1-2 ครั้ง

    ท้ายที่สุดคือเรื่องกองทุนภายใต้ พรบ. SEC พื้นที่นี้ถูกวางไว้ 2 กองทุน รวมวงเงินประมาณ 130 ล้าน ซึ่งพบว่าหากคำนวณแล้วการจ่ายค่าชดเชยรายได้ที่เสียไปให้ชาวบ้านจากกองทุนนี้นั้นไม่เพียงพอ และน้อยมากเมื่อนำทุกกลุ่มอาชีพมารวมกัน ดังนั้นโครงการนี้จึงไม่สามารถชดเชยให้ผู้ใดได้เลยหากเกิดผลกระทบในพื้นที่นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241648&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xmwh6OLBbzRK90leprou1

  • เปิดประวัติ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์” จากเส้นทางวิศวะมุ่งสู่ผู้เผยแผ่ “พุทธวจน” | เดลินิวส์

    เปิดประวัติ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์” จากเส้นทางวิศวะมุ่งสู่ผู้เผยแผ่ “พุทธวจน” | เดลินิวส์

    ในช่วงนี้ ยังคงมีประเด็นเกี่ยวกับพระสงฆ์และข่าวคราวในวงการศาสนาของไทยให้ติดตามกันต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในชื่อของพระสงฆ์ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความศรัทธา คงจะมีชื่อของ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล” แห่งวัดนาป่าพง ปรากฏขึ้นในใจของหลายๆคนมิใช่น้อย ซึ่งท่านถือว่าเป็นผู้เผยแผ่คำสอน “พุทธวจน” ที่โด่งดังและมีผู้ติดตามทั่วประเทศ

    จากทหารสายวิศวะมุ่งสู่เส้นทางธรรม

    ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก พุทธที่แท้จริง ระบุว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปีพุทธศักราช 2506 จบการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหารและจบหลักสูตรนายร้อย จปร. รุ่น 33 ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนอุปสมบท ท่านรับราชการทหารมียศสุดท้ายในชีวิตฆราวาสที่ พันตรี

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อท่านได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อศึกษาหลักธรรมจากพระไตรปิฎกโดยตรง แม้จะมีข้อมูลที่แตกต่างกันในเรื่องสถานที่และอายุที่บวช แต่ความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นเด่นชัด

    วัดนาป่าพง ศูนย์กลางการเผยแผ่ “พุทธวจน”

    วัดนาป่าพง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่ดินซึ่งมารดาของพระอาจารย์ถวายให้ จากนั้นได้พัฒนาจนขึ้นทะเบียนเป็นวัดในเวลาต่อมา ปัจจุบันวัดนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็น “พุทธวจนธรรมสถาน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่เรียกว่า “พุทธวจน” โดยมีเครือข่ายวัดสาขาเกิดขึ้นในหลายจังหวัด รวมถึงการเผยแผ่ผ่านช่องทางสื่อหลากหลายรูปแบบ

    “พุทธวจน” คืออะไร?

    แนวทางหลักในการเผยแผ่ธรรมของพระอาจารย์คึกฤทธิ์คือ “พุทธวจน” ซึ่งท่านให้ความหมายว่าเป็น “หลักธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง” ที่ถูกบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก ท่านเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่คำที่แต่งขึ้นใหม่ในภายหลัง และมีแนวทางการสอนที่โดดเด่นคือ..
    -ไม่ใช้อรรถกถา-ฎีกา มุ่งเน้นไปที่พระสูตรในพระไตรปิฎกโดยตรง
    -อธิบายความตามต้นฉบับ ใช้วิธีอ่านพระสูตร, แปลตรง และอธิบายเชื่อมโยงบทต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัว
    -เน้นหลักปฏิบัติ ให้ความสำคัญกับ ศีล สมาธิ ปัญญา มากกว่าพิธีกรรม
    โดยการสอนเช่นนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ศึกษารู้จักตนเอง เห็นเหตุแห่งทุกข์ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องตามหลักพุทธธรรม

    จากการฟ้องร้องฉ้อโกงสู่การขอขมา

    เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ชื่อของ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์” ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลังปรากฏว่ามีอดีตศิษย์ฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงจากเงินบริจาค รวมกว่า 515 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์หนังสือและเงินบริจาคซื้อที่ดินข้างวัด คดีนี้ถูกยื่นฟ้องในปี พ.ศ. 2560 และศาลได้รับฟ้องในปี พ.ศ. 2561

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี อดีตศิษย์ที่ยื่นฟ้องได้ทำพิธีขอขมาและถอนฟ้องพระอาจารย์คึกฤทธิ์และพวก โดยได้กล่าวขอโทษและยอมรับว่า “ความผิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น…การดำเนินคดีทุกเรื่องเกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ทั้งสองเอง”

    ผลการไกล่เกลี่ยของศาลเป็นที่สิ้นสุด เมื่อศาลระบุว่า “โจทก์ที่ 1 เต็มใจยอมรับว่าจำเลยทั้งสามมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำฟ้องในคดีนี้ ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง” พร้อมทั้งระบุว่าโจทก์จะไปถอนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ทำให้พระอาจารย์คึกฤทธิ์ พ้นมลทินจากข้อกล่าวหาในที่สุด

    ปัจจุบัน “พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล” ยังคงทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดนาป่าพงเดินหน้าเผยแผ่ศาสนาผ่านสื่อสมัยใหม่และกิจกรรมที่วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำแนวคิด “พุทธวจน” ไปสู่การใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ยังเป็นผู้สร้างข้อถกเถียงทางหลักคำสอนที่เข้มข้นกับคณะสงฆ์กระแสหลักอีกด้วย..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5112451/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jnpqrxx3RafLzQoZZDzjZ