Category: วัฒนธรรม

  • เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สุดท้าย ซื้อคืน-จ่ายชดเชย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สุดท้าย ซื้อคืน-จ่ายชดเชย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สุดท้าย ซื้อคืน-จ่ายชดเชย

    เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สภาผู้บริโภคช่วยผู้บริโภคชนะคดี สุดท้ายเต็นท์ยอมซื้อคืนรถ พร้อมจ่ายชดเชยผู้บริโภครวมกว่า 5.7 แสน

    ในปัจจุบันรถยนต์มือสองจำนวนมากออกมาสู่ตลาดและมีราคาไม่สูง จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อรถยนต์มือสองเพิ่มมากขึ้น แต่การซื้อรถมือสองมีความเสี่ยงได้รถชำรุดอาจถูกปกปิดโดยเต็นท์ เช่นกรณีผู้บริโภคที่เลือกซื้อรถยนต์มือสองยี่ห้อดังจากเต็นท์รถในกรุงเทพมหานคร แต่หลังใช้งานกลับพบความชำรุดบกพร่องทั้งอาการสะดุดและเสียงผิดปกติ อีกทั้งยังตรวจพบว่าอะไหล่ชิ้นส่วนสำคัญของรถถูกตัดออก จนนำไปสู่การร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือดำเนินการทางกฏหมายที่นำมาสู่การฟ้องร้อง และไกล่เกลี่ยหลังฟ้องโดยเต็นท์รถยอมซื้อรถคืน และจ่ายค่าชดเชย

    สุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นมาจากผู้บริโภคในต่างจังหวัดซื้อรถยนต์มือสองยี่ห้อดังจากเต็นท์รถแห่งหนึ่ง แต่หลังใช้งานไม่นานพบว่ารถมีอาการสะดุดและมีเสียงผิดปกติ เมื่อผู้บริโภคแจ้งพนักงานขาย กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสามารถใช้งานได้ตามปกติ ต่อมาผู้บริโภคได้นำรถเข้าตรวจสอบโดยศูนย์บริการที่น่าเชื่อถือ พบว่าอะไหล่ชิ้นส่วนสำคัญของระบบรถยนต์ถูกตัดออก ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของรถ ผู้บริโภคจึงตัดสินใจร้องเรียนเข้ามาที่หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาผู้บริโภค เพื่อให้ช่วยเหลือดำเนินการ

    “เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่ของสภาผู้บริโภคได้ตรวจสอบสภาพรถ พบว่ามีความชำรุดจริงและขาดชิ้นส่วนสำคัญ จึงได้รวบรวมหลักฐานทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และผลการตรวจสอบจากศูนย์บริการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจาและฟ้องคดีเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค” สุรกิจ กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้พยายามเจรจาในหลายขั้นตอน ทั้งในชั้นหน่วยงานและการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล โดยได้ยืนยันข้อเรียกร้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้บริษัทผู้ขายต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้บริษัทผู้ขายยังคงปฏิเสธโดยอ้างว่า ผู้บริโภคใช้รถมาเกือบ 2 ปี จึงอาจถือเป็นการยอมรับสภาพรถแล้ว

    สุรกิจ อธิบายว่า แม้ผู้บริโภคจะใช้รถมานานเกือบ 2 ปี ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางคดี แต่สภาผู้บริโภคได้ใช้เทคนิคทางกฎหมายพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าความบกพร่องของรถเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการส่งมอบและไม่เป็นไปตามที่โฆษณา กระทั่งหลังการยื่นฟ้องสามารถไกล่เกลี่ยจนบรรลุข้อตกลง โดยบริษัทเต็นท์รถมือสองยอมรับข้อเสนอของผู้บริโภคในการซื้อคืนรถยนต์ พร้อมจ่ายชดเชยแก่ผู้บริโภค จำนวน 415,919.16 บาท และจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกกว่า 154,083.84 บาท ทั้งหมดเป็นมูลค่ากว่า 570,003 บาท ถือเป็นผลสำเร็จในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และเป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดรถยนต์มือสอง

    สำหรับข้อแนะนำแก่ผู้บริโภคที่อาจเจอปัญหาในการซื้อรถมือสอง ขอเน้นย้ำว่า ควรรีบเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งข้อบกพร่องต่อผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษร หากมีสัญญาเช่าซื้อ ต้องแจ้งบริษัทไฟแนนซ์ควบคู่ด้วยเพื่อให้มีการรับผิดชอบร่วมกัน นอกจากนี้ควรนำรถเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ หากผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนผู้บริโภค 1502 หรือ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค

    สุรกิจทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องไม่ยอมแพ้ในการเรียกร้องสิทธิ หากถูกละเมิดสามารถติดต่อหน่วยงานเพื่อขอความช่วยเหลือได้ สภาผู้บริโภคพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในการปกป้องสิทธิอย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/used-car-compensation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hayDHyOYLD5KsjYhjyatU

  • ก้องสนั่น! รือเสาะจัดศึกนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 10 สุดยิ่งใหญ่ | TOPNEWS

    ก้องสนั่น! รือเสาะจัดศึกนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 10 สุดยิ่งใหญ่ | TOPNEWS

    วันที่ 28 ก.ย.  2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สนามสำนักงานเทศบาลตำบลรือเสาะ จ.นราธิวาส ได้เปลี่ยนเป็นเวทีประลองเสียงของนกเขาชวาจากทั่วภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ในงานแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดโดยเทศบาลตำบลรือเสาะร่วมกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงเชียร์จากผู้เลี้ยงนกและผู้ชมตลอดงาน โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ

    การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 6 ประเภทเสียงหลัก ทั้งเสียงใหญ่ กลาง เล็ก ดาวรุ่ง และเบบี้ 1-2 โดยผู้ชนะในแต่ละประเภทต่างคว้ารางวัลถ้วยพระราชทานฯ ไปครองอย่างภาคภูมิใจ อาทิ “แบแซ จาแบปะ” คว้าชัยในรุ่นเสียงใหญ่ และ “PTB อ.ศาลาใหม่” จากนราธิวาส คว้ารางวัลดาวรุ่ง ทั้งนี้ งานยังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงนกเขาเสียงและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการแข่งขันแล้วยังมีการจำหน่ายอุปกรณ์เลี้ยงนก และกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดแคลนถึง 40 ทุนอีกด้วย

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นในภาคใต้ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยรายได้ทั้งหมดจากงานจะถูกนำไปสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นอีกก้าวของการใช้กิจกรรมวัฒนธรรมในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

    กรียา เต๊ะตานี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นราธิวาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1334486&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G95PD-WrKVncL9GQAPo4B

  • “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี | TOPNEWS

    “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี | TOPNEWS

    “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี

    • เผยแพร่ : 28/09/2025 18:00

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี ลดภาระ ปชช.เผย หลัง 30 ก.ย.เตรียมขอ ครม.ใช้งบเยียวยาด่วน

    “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี – Top News รายงาน

    นฤมล

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 2,000 ชุด และตรวจเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ได้แก่ คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตัดผม พร้อมชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และมหกรรมผลงานเทคนิค

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

    โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตรว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงรายงานผลกระทบที่เกิดจากพายุหลายระลอก และเตรียมการรับมือกับพายุที่จะเข้ามาอีกในระยะต่อไป สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้มอบหมายผู้บริหารในพื้นที่เร่งดูแล ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงการประสานงบประมาณเยียวยา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ จะสามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำลังเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย

    7

    5

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘ไอศกรีม’ หลากสีรูปทรงเตะตา ในงานไอศกรีมแห่งปท.จีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘พืชพรรณไทย’ สวยเด่น ในงานดอกไม้คุนหมิง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) มหกรรมวัฒนธรรมตุนหวง หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

    รวบ รปภ.ห้างดังหาดใหญ่ ค้าสิ่งต้องห้าม ยึดของกลาง-ทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 2 ล้าน

    ลุงวัย 68 ถูกกระบะพุ่งชนภายในวัด ขาขาดทั้ง 2 ข้าง ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ.

    ณพล บริบูรณ์ ดูงานแก้ปัญหาขยะแบบยั่งยืน นิคมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน Shenyang Laohuchong

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1334239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29jtP-Mg-QDX60OUIHZnM8

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 29 กันยายน 2568

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 29 กันยายน 2568

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาและอนุปริญญาในวันนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีด้วย เพราะการที่จะบรรลุถึงผลขั้นสุดท้ายของการศึกษา เช่นที่ได้ปฏิบัติมานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และน่าสรรเสริญ แต่ขอให้นึกอยู่เสมอว่า เมื่อท่านสำเร็จการศึกษาออกไปแล้ว ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่เอาใจใส่เฝ้าดูการกระทำของท่านอยู่ต่อไป ใครทำดีก็ได้รับคำชมเชยและสรรเสริญ ใครทำไม่ดี เขาก็จะพากันติ และพลอยติชมถึงสถานศึกษาของท่านด้วย ชื่อมหาวิทยาลัยของท่านคือ “จุฬาลงกรณ์” จะติดตัวท่านไปด้วยเสมอไม่ว่าจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่ว ฉะนั้น ทุกๆ ครั้งที่ท่านจะกระทำการสิ่งใดลงไปจงคิดแล้วคิดอีก ทบทวนดูทั้งทางได้ทางเสียให้แน่ชัดเสียก่อน “จุฬาลงกรณ์” หาได้เป็นแต่เพียงชื่อของมหาวิทยาลัยนี้เท่านั้นไม่ ยังเป็นนามของผู้พระราชทานกำเนิดของสถานที่แห่งนี้ด้วย ฉะนั้น จึงเป็นการจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนไปจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนี้…(ความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 21 พฤษภาคม 2493)

    …nn หนังสือพิมพ์แนวหน้า และธรรมกร ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตทุกคนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงผู้รับอนุปริญญา ผู้รับพระราชทานเหรียญรางวัลจากหลักสูตรปริญญาบัณฑิต และผู้รับพระราชทานเงินรางวัลและทุนการศึกษา “เงินทุนภูมิพล” ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรและรางวัลต่างๆ จากพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 29, 30 กันยายน และ 1 ตุลาคม 2568 และขอให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนจงจดจำไว้ว่า เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน

    …nn วันที่ 29 กันยายนนี้ เป็นวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ล่าสุด ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภา แต่คอการเมืองคาดการณ์ว่าการแถลงนโยบายครั้งนี้อาจจะมีความเข้มข้นมากจนเกือบจะไม่ต่างไปจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะต้องถูก สส.พรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้านที่เต็มไปด้วยแรงแค้นซักถามเชิงซักฟอกคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือดอย่างแน่นอน คาดการณ์กันว่าอนุทินจะถูกซักถามเชิงซักฟอกอย่างเข้มข้นและที่ไม่พลาดอีกราย คือ ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    …nn แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า สุชาติ ชมกลิ่น เคยมีวาทะดุเด็ดเผ็ดมันตอบโต้กลางสภาฯ เมื่อครั้งที่ถูกสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายเปิดโปงเรื่องรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องส่งแรงงานไทยไปเป็นสินค้ามนุษย์ในประเทศยุโรป เมื่อสส. พรรคประชาชนพูดเช่นนั้นสุชาติก็ถึงกับแสดงอาการโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟ พร้อมลุกขึ้นชี้หน้าแล้วกล่าวประมาณด่าว่า เฮ้ย! อยู่ไหน ไอ้คนที่พูดเมื่อกี้น่ะ คิดให้เป็น อย่าโง่ ไม่เคยเจอ สส. เลวเท่าคุณพร้อมกับมีคำว่า ไอ้ห่…. หลุดออกมาจากปากของสุชาติด้วย เพราะฉะนั้น หาก สส.พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนจะอภิปรายเชิงกล่าวหาว่าร้ายสุชาติแล้วละก็ ต้องคิดให้หนักด้วย มิฉะนั้น อาจจะเจอผรุสวาจากลางสภา

    …nn แต่ที่แน่ๆ คือ สส. พรรคเพื่อไทยจะต้องใช้โอกาสวันแถลงนโยบายโดยรัฐบาลชุดใหม่ขุดคุ้นลุยทะลวงเรื่องที่ดินเขากระโดง จำนวน 5,083 ไร่ ซึ่งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแล้วว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนกรมที่ดินได้ประกาศเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินดังกล่าวไปแล้ว โปรดอย่าลืมว่าที่ดินจำนวนกว่า 5 พันไร่นั้น บางผืนเป็นของประชาชนกว่าพันราย เพราะประชาชนผู้ครอบครองได้โฉนดที่ดินไปแล้ว แต่บางแปลงก็กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของคนนามสกุล ชิดชอบ ดังทราบกันว่าสนามช้างอารีน่าและสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์คาสเซิ่ล ซึ่งสร้างเป็นcommunity mall และปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง รวมถึงโรงโม่หินของตระกูลชิดชอบก็อยู่บนที่ดินผืนที่มีปัญหา

    …nn แต่หากจะว่ากันตามจริง ก็นับว่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ตรงที่สาธารณชนยังไม่เคยเห็น การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินเขากระโดงของการรถไฟฯ จึงทำให้เกิดคำถามว่าทำไมการรถไฟฯ ไม่ฟ้องร้องให้เป็นกิจจะลักษณะ ทำไมจึงดูเสมือนนิ่งๆ เฉยๆ ราวกับว่าไม่สนใจเรียกร้องที่ดินคืนกลับไปเป็นของการรถไฟฯ

    …nn กัมพูชาภายใต้การนำของฮุนเซน โดยมีนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด คือ ฮุน มาเนต ยังคงแสดงความก้าวร้าวและจงใจรุกรานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา ทหารกัมพูชาจงใจยิงปืนและขว้างระเบิดใส่ทหารไทยที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี เมื่อทหารกัมพูชาจงใจโจมตีไทยเช่นนี้ก็ทำให้ทหารไทยจำเป็นต้องตอบโต้กลับให้ทัดเทียมกัน ซึ่งการกระทำของทหารกัมพูชาเช่นนี้ถูกวิเคราะห์ว่าน่าจะเกิดจากคำสั่งของฮุนเซน เพราะต้องการยั่วยุฝ่ายไทยให้หมดความอดทน เมื่อหมดความอดทนแล้วก็จะเปิดฉากยิงใส่กัน แล้วอาจจะนำไปสู่การเกิดสงคราม เมื่อเกิดสงครามแล้ว กัมพูชาก็จะสร้างเรื่องบิดเบือนกับนานาชาติว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตีรุกรานกัมพูชาก่อน

    …nn ต้องยอมรับว่าฮุนเซน และ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชามีเล่ห์เหลี่ยมจัดมาก เพราะโจมตีไทยก่อน แต่สามารถโกหกให้นานาชาติเข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดเกมโจมตีกัมพูชาก่อน แล้วที่น่าจับตามองคือกัมพูชายังสร้างเรื่องฟ้องร้องต่อประชาคมโลกตลอดเวลาว่าไทยเป็นผู้บุกรุกกัมพูชา ทั้งๆ ที่กัมพูชาเป็นผู้ก่อเหตุบุกรุกไทยก่อน แต่ฝ่ายไทยไม่ทันเกม ไม่ทันเล่ห์ของกัมพูชา เพราะว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทย รวมถึงรัฐบาลไทยไม่มีปัญญากระชากหน้ากากของฝ่ายกัมพูชา แถมฝ่ายไทยยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเดินเกมการทูตล่าช้าและอ่อนด้อยกว่าฝ่ายกัมพูชาเสมอมา

    …nn เพราะความอ่อนด้อยทางการทูตของไทยจึงทำให้ภาพพจน์และภาพลักษณ์ของไทยเสียหายอย่างหนักในสายตาของประชาคมนานาชาติที่หลงเชื่อคารมของฮุนเซน และฮุน มาเนต จนมีคำถามว่าเมื่อฝ่ายไทยเปลี่ยนรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่คืออนุทิน ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนแพทองธาร ชินวัตร แล้วการดำเนินวิเทโศบายของไทยจะดีกว่าเดิมหรือไม่ หรือพูดให้ชัดคือเมื่อเปลี่ยนตัว รมว.กระทรวงการต่างประเทศจากมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ไปเป็นสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แล้วการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยจะเท่าทันเล่ห์กลของกัมพูชาหรือไม่ ขอย้ำว่าในยุคที่มาริษเป็น รมว.การต่างประเทศนั้น ไทยเดินเกมการทูตล้าหลังกัมพูชาตลอดเวลา แถมยังไม่เคยดำเนินนโยบายการทูตแบบ proactive เลยแม้แต่น้อย แต่ที่น่าสมเพชยิ่งกว่าคือดันเดินนโยบายต่างประเทศแบบเดี้ยงๆ ด้อยๆ เป็นรองกัมพูชาเรื่อยมา

    …nn คำขู่จากพรรคประชาชนที่บอกว่าหากพรรคภูมิใจไทยบิดพลิ้วไม่รักษาสัญญาเรื่องยุบสภาหลังจากรัฐบาลอนุทินบริหารประเทศครบ 4 เดือนแล้ว พรรคประชาชนจะเล่นงานพรรคภูมิใจไทยขั้นเด็ดขาด โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คอการเมืองบอกว่าคำขู่ของพรรคประชาชนไม่น่ากลัวเลย หากพรรคภูมิใจไทยมีสส. ไหลเข้าไปเป็นพวกจนทำให้มีเสียงสนับสนุนเกิน 140 เสียง แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวคำขู่จากพรรคประชาชนอีกต่อไป ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่คอการเมืองติดตามคือ พรรคภูมิใจไทยจะมีกลเม็ดอะไรในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมานั้นพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังก็จำต้องเปลี่ยนท่าที เพราะ ภูมิใจไทย จับมือกับ พรรคประชาชน โดยพรรคประชาชน หนุนให้ อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้คอการเมืองไทยแซวพรรคประชาชนว่าเป็นพรรคฝ่ายหนุนของภูมิใจไทย

    …nn ปิดท้ายด้วยเรื่องแพทองธาร ชินวัตร ลูกทักษิณ ออกมาให้ข่าวว่านักโทษชายทักษิณ จะออกไปเป็นหัวหน้าคนคุกผู้ควบคุมคนคุกลอกท่อในเขต กทม. ถามว่าแพทองธารเอาข่าวนี้มาจากไหน เต้าข่าวขึ้นมาเอง หรือมีใครสั่งให้แพทองธารพูด หรือว่าแพทองธารต้องการเล่นบทเด็กเลี้ยงแกะ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คำพูดของแพทองธารสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าทักษิณกำลังหาทางออกจากคุกก่อนครบกำหนดจำขังเป็นเวลา 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ปัญหาคือจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์คนไหนกล้าช่วยเหลือให้ทักษิณออกจากคุกก่อนครบกำหนดจำขังหรือ  แต่ก็ไม่แน่นะ เพราะอาจจะมีคนราชทัณฑ์บางคนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือไม่ก็อาจจะถูกเงินก้อนโตของทักษิณหล่นทับเท้าจนเท้าบวมเปล่ง ทำให้ขยับเท้าไม่ได้…nn

    ธรรมกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64106&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FUWnnTleYxl1raC8VWlil

  • กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา คาดไทยต้องซื้อยาแพง

    กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา คาดไทยต้องซื้อยาแพง

    กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา กดดันตั้งโรงงานในสหรัฐ ขึ้นภาษียา นักเศรษฐศาสตร์ มองกระทบหนักระบบการผลิตยาทั่วโลก คาดไทยต้องซื้อยาแพง 

     กีดกันการค้าระลอกใหม่ มุ่งเป้ารายอุตสาหกรรม ภาษี 100% ผสานมาตรการเลือกปฏิบัติเขย่าห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยาโลก ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เตือนกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมกระทบหนัก ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 อัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% ต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกในภาคส่งออก และ เร่งลงทุนสร้างงาน

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT)  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพฯ 15.00 น. วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก

     รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี 

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้น นัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น 

    อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือ บริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ 

     การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ 

    การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้ บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิต แทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ 

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และ เตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนัก

    โดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้  

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40% ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น 

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า มีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก

     โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น

    การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้” ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท 

    ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และ มีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต                     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2885717&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOCycZGr8U5kAaP0iA6QK

  • ผลเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ภท. คะแนนทิ้งห่าง พท. 7,378 คะแนน

    ผลเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ภท. คะแนนทิ้งห่าง พท. 7,378 คะแนน

    วันที่ 28 กันยายน 2568 การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 จังหวัดศรีสะเกษ ได้ปิดหีบลงเวลา 17.00 น. เพื่อหา สส.แทน นายอมรเทพ สมหมาย สส.เพื่อไทย โดยพรรคเพื่อไทย(พท.) ส่ง น.ส.ภูริกา สมหมาย ลงสมัครป้องกันพื้นที่เดิม เจอกับคู่แข่ง คือ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย(ภท.) 

    ผลเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เมื่อเวลา 19.40  น. ผลคะแนนปรากฏว่า

    น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้ 34,180  คะแนน

    ส่วน น.ส.ภูริกา ได้ 26,802  คะแนน

    คะแนนทิ้งห่างกัน 7,378 คะแนน

    ชัยชนะของ “จินณ์ตวรรณ” สะท้อนบารมีทางการเมืองของตระกูลไตรสรณกุล ในศรีสะเกษ ซึ่งมีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็ง นำโดย นายวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ และเป็นบิดาของ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ถือเป็นกำลังหลักของทีมภูมิใจไทยในพื้นที่อีสานตอนล่าง

    ประวัติย่อ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล

    เกิดในครอบครัวการเมืองตระกูลไตรสรณกุล จังหวัดศรีสะเกษ

    บุตรสาวของ นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

    หลานสาวของ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

    จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาต่อปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล

    เคยทำงานด้านพัฒนาชุมชนและกิจการเยาวชนในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว

    การเลือกตั้งซ่อมปี 2568 ถือเป็นการลงสมัคร ส.ส. ครั้งแรก และสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/640062&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_9cWkIqBcxTythASzHjXi

  • “นฤมล” นำ ศธ.ตรวจ ร.ร.พิจิตรถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี 

    “นฤมล” นำ ศธ.ตรวจ ร.ร.พิจิตรถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี 

    การศึกษา

    “นฤมล” นำ ศธ.ตรวจ ร.ร.พิจิตรถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี 

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ 

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 2,000 ชุด และตรวจเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ได้แก่ คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตัดผม พร้อมชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และมหกรรมผลงานเทคนิค

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

    โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตรว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงรายงานผลกระทบที่เกิดจากพายุหลายระลอก และเตรียมการรับมือกับพายุที่จะเข้ามาอีกในระยะต่อไป สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้มอบหมายผู้บริหารในพื้นที่เร่งดูแล ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงการประสานงบประมาณเยียวยา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ จะสามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำลังเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ได้นำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน “Fix It Center”เข้ามาช่วยซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน จากนี้ ตนจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งงบประมาณและเครื่องมือ เพราะเรามีบุคลากรพร้อมแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ให้ อาชีวศึกษา เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชาติ โดยเราจะร่วมมือกับภาคเอกชน และต่างประเทศ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเรื่องนี้รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/448265&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YcrRp6p18lYuluw8WvX-L

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรี โดย นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาจํานวน 110,000 บาท แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจําปี 2568 ณ อาคารริมน้ำ สำนักงานใหญ่ กรุงศรี ทั้งนี้ มูลนิธิกรุงศรีได้มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีเยาวชนได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 120 ทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSaRw_HyuXx1PgOpCFX11

  • ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    วันนี้, 14:02น.

              นางสุจินดา เชิดชัย หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “เจ๊เกียว” ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย ได้เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568 สิริอายุ 88 ปี การจากไปของเธอถือเป็นการปิดตำนานนักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่ง ผู้สร้างอาณาจักรเชิดชัย จนกลายเป็นธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมรถโดยสารขนาดหมื่นล้านบาท

             หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม เจ๊เกียว ยังได้นั่งรถเข็นเดินทางไปมอบสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้กับพระมหาต่อ รักษาการเจ้าอาวาสวัดแจ้งใน อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อนำไปส่งต่อให้กับทหารและชาวบ้านที่อยู่ศูนย์อพยพตามแนวชายแดนไทย – กันพูชา

              เจ๊เกียว เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกคนที่ 6 ของครอบครัวฐานะธรรมดา เธอเป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่ 1 มาตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดในครอบครัว มารดาไม่อนุญาตให้เรียนต่อ ทำให้เธอต้องหยุดการศึกษาเพียง ประถมศึกษาปีที่ 4  หลังออกจากโรงเรียน เจ๊เกียวเริ่มต้นชีวิตด้วยการ ขายของตามสถานีรถไฟ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมาได้ไปเรียนตัดเสื้อ และเปิด โรงเรียนสอนตัดเสื้อ ของตนเอง ถือเป็นธุรกิจแรกที่ทำให้เธอมีรายได้และประสบการณ์การบริหาร

              จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 19 ปี และได้แต่งงานกับ นายวิชัย เชิดชัย เจ้าของกิจการอู่ต่อรถบรรทุกในโคราช การแต่งงานครั้งนี้ทำให้เธอก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจยานยนต์และการขนส่ง

              การสร้างอาณาจักร “เชิดชัยทัวร์” เจ๊เกียวและครอบครัวเริ่มขยายกิจการจากอู่ต่อรถบรรทุก ไปสู่ธุรกิจเดินรถโดยสารระหว่างจังหวัด ภายใต้ชื่อ “เชิดชัยทัวร์” ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เชิดชัยทัวร์ มีรถโดยสารกว่า 200 คัน วิ่งครอบคลุมหลายเส้นทางสำคัญทั่วประเทศ อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม กลายเป็นโรงงานผลิตและต่อรถโดยสารรายใหญ่ส่งออกไปหลายประเทศ มีมาตรฐานสูง ธุรกิจขยายสู่การขายรถยนต์ อะไหล่ และอสังหาริมทรัพย์ จนมูลค่ารวมสูงถึง หมื่นล้านบาท มีพนักงานในเครือมากกว่า 3,000 คน ความสำเร็จนี้ทำให้เธอได้รับฉายา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” อย่างสมศักดิ์ศรี บุคลิกเข้มแข็งและบทบาทสาธารณะ

    #เชิดชัยทัวร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155008&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CM46-m8PV0JBOBIIHAkIw

  • รฟม. จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568

    รฟม. จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568

    รฟม. จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568 มุ่งเน้น “เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI” ชูหัวข้อ “ก้าวใหม่ของระบบรางไทย: เชื่อมเมือง เชื่อมอนาคต” ผลักดันระบบขนส่งมวลชนสู่ความยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568 (Knowledge Transfer Seminar on Rail Systems, Transportation, and Logistics 2025) โดยได้รับเกียรติจาก นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. และรองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว ณ ศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Learning Center) ถนนพระราม 9

    งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิดหลัก “เชื่อมต่อการเดินทางด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบราง (Connecting Journeys through Innovation and Digital Technologies in Rail Systems)” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ ด้านระบบขนส่งมวลชนทางราง พร้อมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยในอุตสาหกรรมระบบราง กิจกรรมหลักภายในงานวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. นิทรรศการแสดงผลงาน (Poster Exhibition) จัดแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรมและโครงการด้านระบบรางจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรทางวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจด้านการวิจัยระบบราง 2. การบรรยายและเสวนา (Knowledge Sharing & Panel Discussion) ประกอบด้วยการบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้รวม 8 หัวข้อ จากผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และ รฟม. ซึ่งครอบคลุมงานวิจัยสำคัญ เช่น การพัฒนาระบบตรวจจับแจ้งเตือนและป้องกันการบุกรุกในพื้นที่เขตระบบรถไฟฟ้า รฟม. ด้วย AI และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งจุดเด่นคือเวทีเสวนาทางวิชาการด้านนโยบายและเทคโนโลยีระบบราง ในหัวข้อ “ก้าวใหม่ของระบบรางไทย: เชื่อมเมือง เชื่อมอนาคต” ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับระบบรางที่ยั่งยืน และ 3. พื้นที่สร้างเครือข่ายทางวิชาการ (Networking Area) เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ รฟม. มุ่งหวังให้เป็นเวทีสำคัญ ในการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ในทุกภาคส่วน และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ในบริบทที่หลากหลาย เพื่อต่อยอดและสร้างโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านระบบรางของประเทศต่อไป ติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MdiGWr3pQd_B8CQ2MR0Ip