Category: วัฒนธรรม

  • อดีตขอทานชาวจีนเป็นโปลิโอ เริ่มเรียนหนังสืออายุ 16 ปี ปัจจุบันเป็นหมอช่วยชีวิตคน – BBC News ไทย

    อดีตขอทานชาวจีนเป็นโปลิโอ เริ่มเรียนหนังสืออายุ 16 ปี ปัจจุบันเป็นหมอช่วยชีวิตคน – BBC News ไทย

    A composite image of Dr Li on Mount Tai and as a medical student, reading a text book

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

      • Author, เบนนี ลู
      • Role, บีบีซี แผนกภาษาจีน
      • Author, วิเบเก เวเนมา
      • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

    หลี่ ชวงเย่ เป็นแพทย์วัย 37 ปี ผู้เอาชนะความยากลำบากและรักในการปีนเขา กลายเป็นกระแสไวรัลในประเทศจีน เนื่องด้วยการป่วยเป็นโรคโปลิโอ เขาจึงถูกบังคับให้เป็นขอทานตอนเป็นเด็ก และเพิ่งเริ่มหัดอ่านหนังสือตอนอายุ 16 ปี

    Dr Li at a marker on Mount Henshang, in the rain.

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ปีนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าแห่งของจีนและเขาหวงซาน รวมถึงกำแพงเมืองจีนด้วย

    หลี่ ชวงเย่ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1988 ในมณฑลเหอหนาน ในครอบครัวชาวนายากจน โดยเขาป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่อายุ 7 เดือน ทำให้เขาเดินไม่ได้หากไม่นั่งยอง ๆ

    ในวัยเด็ก หลี่ใฝ่ฝันที่จะไปโรงเรียนพร้อมกับกระเป๋าเป้เหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่เขากลับถูกเยาะเย้ยถากถาง เด็กบางคนบอกว่าเขา “ไร้ค่า” และ “ทำได้แค่กิน ไร้ประโยชน์อื่นใด”

    “เรื่องนี้ทำให้ผมเจ็บปวดมาก” หลี่กล่าว

    เมื่อเขาอายุ 9 ขวบ พ่อแม่ของเขาได้ยินว่าการผ่าตัดขาจะสามารถทำให้หลี่เดินได้ พวกเขาจึงกู้เงินเพิ่มเพื่อการผ่าตัด

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • BBC Thai/Napasin Samkaewcham

    • A boy with his face on top of a book open on a table

    • King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    • กองทัพภาคที่ 1 และ กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดถึง 4 ชุด พร้อมอุปกรณ์ และกำลังสนับสนุนด้วย รถถากถางหุ้มเกราะ D5 เครื่องมือหนักเข้าจัดการเพื่อป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้าง และเข้าดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่ปฏิบัติการฝ่ายเรา บริเวณ บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยสามารถถากถางพื้นที่ปลอดภัย จากวัตถุระเบิดที่ตกค้างได้เพิ่มเติมอีก 38,256 ตารางเมตร

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลี่มีความหวังกับการผ่าตัดครั้งนี้มาก “ตอนที่ผมพักฟื้นอยู่ในหอผู้ป่วย เด็กคนอื่น ๆ ร้องไห้ แต่ผมยิ้ม เพราะรู้สึกว่าอีกไม่นานผมก็จะเดินได้เหมือนคนปกติ” เขากล่าว

    แต่การผ่าตัดครั้งนั้นกลับล้มเหลว มันทำลายความหวังที่จะเดินได้ของหลี่ และทำให้เขาจมดิ่งลงสู่ภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาไร้ความหมาย จึงบอกแม่ว่าเขาขอตายเสียดีกว่า

    แต่แม่ของหลี่บอกกับเขาว่าอย่ายอมแพ้ “เราเลี้ยงลูกมาเพื่อว่าเมื่อแก่ตัวลง เราจะมีคนคุยด้วย แมวหรือหมาพูดไม่ได้ แต่ลูกพูดได้” เธอกล่าว

    คำพูดของแม่สะเทือนใจหลี่เป็นอย่างมาก “ผมนึกถึงพ่อแม่และครอบครัวที่เสียสละเพื่อผมมากเหลือเกิน จนน้ำตาไหลออกมา ผมรู้ตัวว่าผมต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อพวกเขาด้วย” หลี่กล่าว

    ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีคนแปลกหน้าจากต่างเมืองรายหนึ่งเข้ามาในหมู่บ้านของหลี่ มองหาเด็กพิการเพื่อนำไปขายธูปที่วัด ชายคนนั้นสัญญากับหลี่ว่าเขาจะสามารถส่งเงินกลับบ้านได้เท่ากับค่าจ้างรายเดือนของพ่อของหลี่ในเวลานั้น

    “พ่อแม่ของผมคัดค้านอย่างหนัก แต่ผมมองว่ามันเป็นโอกาสที่จะหาเงินและแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้” หลี่กล่าว และเขาก็ตกลงที่จะตามชายคนนั้นไป

    Li Chuangye using his hand for extra support while he walks, using a squatting stance

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ ได้ถ่ายทอดสดการเดินเขาของตนให้แฟน ๆ หลายพันคนรับชม

    ขอทานไปตามท้องถนน

    แต่คำสัญญาเรื่องงานกลับกลายเป็นเพียงคำหลอกลวง

    ดร.หลี่อ้างว่าคนแปลกหน้าคนนี้เปิดกิจการขอทาน และตลอดเจ็ดปีต่อมา เขาถูกบังคับให้ขอทานบนท้องถนนร่วมกับเด็กและผู้ใหญ่พิการคนอื่น ๆ

    ในคืนแรกที่เขาอยู่กับ “เจ้านาย” คนใหม่ มีเด็กคนหนึ่งเข้ามาเตือนหลี่ให้เขาทำงานอย่างหนัก ไม่เช่นนั้นเขาจะโดนตี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง

    เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ถูกทิ้งให้เดินอยู่บนทางเท้า ถอดเสื้อ มีชามใส่เหรียญ และขาบิดไปด้านหลังให้เป็นท่าที่เรียกความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

    หลี่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงใส่เงินลงในชามของเขา จนกระทั่งผู้คนที่เดินผ่านไปมาถามเขาว่าทำไมเขาถึงมาขอทาน ทั้งที่เขาควรจะไปโรงเรียน

    “ในบ้านเกิดของผม การขอทานเป็นเรื่องน่าอาย ผมไม่รู้เลยว่านี่คือสิ่งที่ผมทำอยู่ การได้รู้ในตอนนั้นทำให้ผมเสียใจมาก” หลี่กล่าว

    หลี่สามารถหาเงินได้วันละหลายร้อยหยวน ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากในช่วงปี 1990 แต่ทั้งหมดตกเป็นของเจ้านายของเขา “ถ้าผมหาเงินได้น้อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ เขาจะหาว่าผมเกียจคร้านและบางครั้งก็ตีผม” เขากล่าว “มันจึงเจ็บปวดมากในช่วงหลายปีนั้น”

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เด็กคนอื่น ๆ หนีออกจากบ้านหรือถูกตำรวจส่งกลับบ้าน แต่หลี่ยังคงอยู่กับเจ้านายต่อไป เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะช่วยครอบครัว และเมื่อตำรวจเสนอความช่วยเหลือ เขาก็ปฏิเสธ โดยยืนยันว่าเขาอยู่กับญาติ

    ตลอดเจ็ดปี ทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน หลี่เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อขอทาน

    “มันรู้สึกเหมือนอยู่ในนรก ผมรู้สึกละอายใจ หลีกเลี่ยงการสบตา ขาของผมบิดไปด้านหลังอย่างเจ็บปวดเพื่อเรียกความสงสาร ผมภาวนาขอให้ฝนตกหรือมืดลงเพื่อไม่ให้ต้องไปขอทาน” เขากล่าวในรายการบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส เอาท์ลุค

    ทุกวันส่งท้ายปีเก่า เขาจะโทรกลับบ้าน เพื่อปลอบใจพ่อแม่ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีและไม่ต้องกังวล “แต่หลังจากโทรไปแล้ว ผมมักจะร้องไห้อยู่ในห้อง ผมบอกพ่อแม่ไม่ได้ว่าผมขอทานอยู่บนถนน” เขากล่าว

    แม้กระทั่งตอนนี้ซึ่งผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่บาดแผลทางใจก็ยังคงอยู่ “การขอทานทิ้งรอยแผลลึก ๆ ไว้ในจิตใจ ผมยังคงฝันถึงมัน และตื่นขึ้นมาด้วยความโล่งใจเมื่อพบว่ามันเป็นเพียงความฝัน”

    Dr Li pictured by a marker on Mount Hua at 2154m altitude

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ กล่าวว่าการปีนเขาทำให้เขามีความสุข

    เส้นทางชีวิตใหม่ผ่านการศึกษา

    แต่ทุกสิ่งอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อหลี่หยิบหนังสือพิมพ์บนท้องถนนฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน และตระหนักได้ว่าเขาอ่านออกแค่ตัวอักษรที่ตรงกับชื่อของเขาเท่านั้น ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านและไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในที่สุด

    “ผมอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และการศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนชีวิตผมได้” เขาเล่าถึงความคิดของตนในเวลานั้น

    ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลจีนได้ออกนโยบายใหม่ โดยกำหนดให้การใช้เด็กพิการขอทานเป็นความผิดทางอาญา หลี่ยังได้ยินมาด้วยว่าฐานะทางการเงินของครอบครัวเขาดีขึ้แล้ว หลี่จึงบอกเจ้านายว่าอยากไปเยี่ยมครอบครัว และเขาก็ได้รับอนุญาตให้ลาออก

    เมื่อได้กลับไปหาพ่อแม่ พวกเขาก็ได้ทราบว่าความจริงแล้วหลี่ต้องใช้ชีวิตอย่างไรที่ผ่านมา และหลี่ก็โกรธมากเมื่อพบว่างานที่เขาถูกเอาเปรียบให้เงินเขาน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้มาก

    แต่ด้วยการสนับสนุนจากพ่อแม่ หลี่จึงได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีเพื่อนร่วมชั้นอายุน้อยกว่าเขา 10 ปี และในวันแรก เด็ก ๆ ก็มารุมล้อมโต๊ะเรียนของหลี่ แต่เขาไม่สนใจ

    “ผมไม่ได้หงุดหงิดใจเลย ผมเคยเจอทั้งการเยาะเย้ยและความยากลำบากมากมายมาก่อน ตอนนี้ในฐานะนักเรียน ผมแค่อยากจะตั้งใจเรียน” เขากล่าว

    หลี่กลายเป็นนักเรียนที่ทุ่มเทที่สุด แม้ว่าสภาพร่างกายของเขาจะทำให้การไปเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องยากลำบาก “การไปเข้าห้องน้ำต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ผมจึงมักจะฝืนตัวเองไม่ให้ดื่มน้ำที่โรงเรียน” หลี่กล่าว

    ด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ หลี่จึงสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาภายในเวลาเก้าปี โดยเขามักจะชวนเด็ก ๆ จากหมู่บ้านมาเล่นด้วยและขอให้พวกเด็ก ๆ ช่วยสอนการบ้าน

    เมื่อถึงเวลาสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัย สภาพร่างกายของหลี่ก็ทำให้เขามีตัวเลือกทางการศึกษาที่จำกัด แต่เขาก็สามารถสมัครเรียนหลักสูตรแพทย์ได้ เขาคิดว่า “ถ้าผมได้เป็นหมอ บางทีผมอาจจะสามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาการของตัวเอง และผมจะสามารถช่วยเหลือครอบครัว ช่วยชีวิต และช่วยเหลือสังคมได้”

    Dr Li at his graduation on his motorised scooter

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, เพื่อเดินทางไปยังมหาวิทยาลัย หลี่ต้องเดินทางเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วยสกู๊ตเตอร์เคลื่อนที่ของเขา ในทุก ๆ สภาพอากาศ

    หลี่ได้เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ตอนอายุ 25 ปี สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในมหาลัยทำให้หลี่เข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่เขาพบว่าการเรียนภาคปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด

    “เพื่อนร่วมชั้นสามารถตามอาจารย์ไปเยี่ยมคนไข้หรือวิ่งระหว่างแผนกต่าง ๆ ระหว่างการฝึกงานได้อย่างง่ายดาย แต่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหวของผมกลับทำให้นี่เป็นเรื่องยาก สิ่งที่คนอื่นเรียนรู้ในหนึ่งวัน แต่ผมต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก”

    นั่นจึงทำให้หลี่รู้สึกว่าเขาต้องแข็งแรงขึ้น หลี่จึงตัดสินใจเริ่มปีนเขา ในการเดินเขาครั้งแรก เขาใช้เวลาห้าวันห้าคืนกว่าจะถึงยอดเขาไท่ (Mount Tai) เมื่อมือและเท้าของเขาแตกและเริ่มมีเลือดออก เขาจะไม่ยอมแพ้ แต่ค่อย ๆ ปีนบันไดหินทีละขั้นด้วยสะโพกของตัวเอง

    การปีนเขายังคงเป็นความหลงใหล และต่อมามันได้กลายเป็นกระแสไวรัลในช่วงฤดูร้อนนี้ เมื่อดร.หลี่ ได้แชร์วิดีโอการปีนเขาของตัวเอง

    ปัจจุบัน ดร.หลี่เปิดคลินิกเล็ก ๆ ในชนบทในซินเจียง ซึ่งเขาต้องเข้าเวรทั้งกลางวันและกลางคืน คนไข้ของเขาเรียกเขาว่า “หมอมหัศจรรย์”

    “การดูแลคนไข้ด้วยมือของตัวเอง การช่วยรักษาสุขภาพของเพื่อนบ้าน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมพึงพอใจมากกว่าสิ่งอื่นใด” เขากล่าว

    ดร.หลี่ ประหลาดใจกับเรื่องราวของเขาที่เป็นที่รับรู้ไปทั่วชุมชนชาวจีนทั่วโลก และหวังว่ามันจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสังคมได้

    “บางคนมองว่าคนพิการไม่มีประโยชน์ เวลาผมนั่งยอง ๆ ที่ร้านอาหาร ผมมักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขอทาน และได้รับการบอกกล่าวว่าไม่มีอาหาร แต่ผมยิ้มแล้วก็เดินจากไป ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ใจดี” เขากล่าว

    Dr Li chatting to local people

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ ชื่นชอบการบริหารคลินิกในชนบทและพร้อมให้บริการคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

    ชีวิตที่มั่นใจและมีเป้าหมาย

    มีหลายคนถามหลี่ว่า ทำไมเขาไม่แจ้งความชายที่เอาเปรียบเขา

    หลี่ตอบเพียงว่า “ผมตัดสินใจปล่อยให้อดีตเป็นอดีต” พร้อมเสริมด้วยว่า “เจ็ดปีนั้นเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม”

    การเดินทางของหลี่ได้เปลี่ยนมุมมองของเขา “หลังจากที่ได้ไปโรงเรียน ผมก็เลิกสนใจความคิดเห็นหรือการตัดสินของคนอื่น ผมตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย ผมต้องการทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับการเรียนและการบรรลุเป้าหมายในชีวิต” เขากล่าว

    หลี่กล่าวว่าคนพิการหลายคน “เคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก” เพราะกลัวการถูกตัดสินหรือเยาะเย้ย “แต่สำหรับผม นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย ผมเดินทางไปรอบ ๆ มหาวิทยาลัยและในเมือง ด้วยการนั่งยอง ๆ หรือไม่ก็คลาน ไม่ว่าจะไปเรียน ไปเวิร์กช็อป หรือช่วยเหลือเพื่อนคนพิการหลายร้อยคนผ่านงานของผม ผมคิดว่าผมดูมั่นใจในการทำสิ่งเหล่านั้น ผมไม่สนใจสายตาของคนอื่นอีกต่อไปแล้ว”

    หลี่ยังได้มอบคำคมนี้ให้กับสาธารณชนด้วยว่า “ชีวิตของเราเปรียบเสมือนภูเขา เราปีนขึ้นไปหนึ่งลูก แล้วก็มีอีกลูกรออยู่ข้างหน้า เรามุ่งมั่นและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง”

    “ผมคิดว่าคนเราควรมีความคิดบวก มองโลกในแง่ดี และอย่าละทิ้งความฝันของตัวเอง”

    บทความนี้มาจากบทสนทนาของ ดร.หลี่ ในรายการเอาท์ลุค ของบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cdjzvxme8wko&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_IuvV2QTIz0lY2GtL7UUN

  • เตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู

    เตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู

    พิษณุโลก  รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบผู้นำชุมชนบ้านร่องกล้า หวังสร้างการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่คริสตจักรภูหินร่องกล้า หมู่ 10 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นางศศิวัณย์ ศรีพรหม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นำชุมชนบ้านร่องกล้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว “หมู่บ้านสีชมพู” หรือ “ซากุระเมืองไทย” ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 2 แสนคน

    ในการประชุมครั้งนี้ มี นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก โดยเน้นหลัก “สะอาด สะดวก สิ่งแวดล้อมดี และนักท่องเที่ยวปลอดภัย”

    นางศศิวัณย์กล่าวว่า ตนในฐานะที่ปรึกษาชมรมท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านร่องกล้า (หมู่บ้านสีชมพู) ได้ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนแห่งนี้มากว่า 15 ปี ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ ก้าวต่อไปคือการยกระดับสู่ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งสู่แนวทาง High Economy Tourism หรือการท่องเที่ยวเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่เน้นมอบประสบการณ์พิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) และ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่ใช้มาตรฐานระดับโลก

    ทั้งนี้ การประชุมที่คริสตจักรภูหินร่องกล้า ถือเป็นการรวมพลังของคนในชุมชน ซึ่งใช้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางจิตใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวใหม่ โดยหมู่บ้านสีชมพูเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี สร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้แก่ชุมชนและจังหวัดพิษณุโลก

    อย่างไรก็ตาม นางศศิวัณย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนในระยะยาวต้องอาศัยการบริหารจัดการพื้นที่ตามหลักการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ เช่น การรักษาพื้นที่สีเขียว การลดการใช้สารเคมี การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การลดการเผา และการจัดการขยะในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

    “ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากพลังจิตอาสาและจิตสาธารณะของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องชาวบ้านที่ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเข้มแข็ง เราต่างตระหนักว่า ‘การท่องเที่ยวคือกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อพ่อแม่พี่น้องและลูกหลานของเรา’” นางศศิวัณย์ กล่าวทิ้งท้าย

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/10/12/191403&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-suh8YX0NAXZQOttX9r-_

  • เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงและมีรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน สำหรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ในฐานะเลขาธิการพรรค “ภูมิใจไทย”

    แม้จะมีเวลาเข้ามานั่งบริหารงานในช่วงชั้นประมาณ 4 เดือน ก็จะมีการบยุบสภาช่วงเดือน ม.ค. 69 โดยอาจจะมีเวลารักษาการในตำแหน่งอีกประมาณ 4 เดือน และจัดเลือกตั้งใหม่ในช่วง มี.ค.-เม.ย. 69 

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่มีเวลาทำงานจำกัด การขับเคลื่อนนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้มีผลงานประจักษ์ ซึ่งหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะหวนกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งในสมัยหน้า!?!

    ภาพ pixabay.com

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงดีอี ถือว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญไม่แพ้กระทรวงอื่นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

    วันนี้ “เดลินิวส์” จะพามาเปิดวิสัยทัศน์ และ นโยบาย ของ “รมว.ดีอี ป้ายแดง” คนใหม่ว่าจะมีทิศทางพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง หลังได้พบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ !?!

    ไชยชนก ชิดชอบ”  บอกว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี นั้น ตนเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรคที่มากประสบการณ์จะให้ทำงานอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้เลือกว่าจะไปตรงไหน อย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะทำให้สุดความสามารถ  โดยมีเรื่องอยากทำหลายอย่างแต่ข้อจำกัดเรื่องเวลา ก็ต้องเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

    โดยเฉพาะตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ มีภัยรุมเร้าหลายเรื่อง จึงเน้นเรื่องป้องกันภัยและประคับประคองช่วยเหลือประชาชน  เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 4 เดือนนี้ไปให้ได้ 

    ไชยชนก ชิดชอบ

    สำหรับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระทรวงดีอี นั้น ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบาย  “Quick Big Win”  ของรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง  3. ภัยเศรษฐกิจ และ 4. ภัยสังคม โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชน

    ในเรื่อง “ภัยธรรมชาติ”  นั้น ทาง “ไชยชนก ชิดชอบ” บอกว่า จะเร่งให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ  โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ ด้วยการประสานกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ

    “ได้มีการติดต่อประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการแจ้งเตือนภัยและจัดการภัยพิบัติ ซึ่งความร่วมมือจะออกมาในแนวการแชร์ความรู้ อบรม  แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง ประสานเอกชนในการเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที”

    ไชยชนก ชิดชอบ

    ขณะที่เรื่อง “ภัยความมั่นคง” จะเร่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน สร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    “ได้จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น รวมถึงร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator)  ดูแลสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ”

    ส่วนเรื่อง “ภัยเศรษฐกิจ” นั้น ทาง รมว.ดีอี บอกว่า จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย กระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ

    ภาพ pixabay.com

    “สิ่งที่จะเร่งทำ คือ การแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียม หรือจีพี  การบังคับใช้ขนส่งไม่ให้ผู้ซื้อได้เลือก  ซึ่งหลังเข้ารับตำแหน่ง ก็มีแพลตฟอร์มหลายรายได้ขอเข้าพบ จึงจะพยายามเจรจา เพื่อความขอความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เดือน การแก้กฎหมายต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ประชาชนผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม”  

    สำหรับ “ภัยทางสังคม” จะเร่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสังคมดิจิทัล รวมถึงยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติมอีก เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สุดท้ายแล้วทุกนโยบายจะเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน!?!

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196845/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q-jdCLpr4JoZhGjfUYnRX

  • นกค่อนโลกมีพฤติกรรมแปลกไป อาจส่งผลร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

    นกค่อนโลกมีพฤติกรรมแปลกไป อาจส่งผลร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

    นกค่อนโลกมีพฤติกรรมแปลกไป อาจส่งผลร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

    นกค่อนโลกมีพฤติกรรมแปลกไป อาจส่งผลร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

    นักวิทยาศาสตร์เตือน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อรูปแบบการอพยพของนก ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อทั้งสัตว์โลกและมนุษยชาติ

    • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อพฤติกรรมการอพยพของนก ทำให้พวกมันอดอยาก หาคู่ไม่ได้ และมีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
    • จำนวนนกที่ลดลงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์และระบบนิเวศ เนื่องจากพืชกว่า 5% พึ่งพานกในการผสมเกสร ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตอาหารและพืชเศรษฐกิจลดลงอย่างรุนแรง

    นักวิทยาศาสตร์เตือน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อรูปแบบการอพยพของนก ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อทั้งสัตว์โลกและมนุษยชาติ

    จากรายงานที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัย Binghamton ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า โดยปกติแล้ว นกหลายชนิดจะต้องบินอพยพเป็นระยะทางหลายพันไมล์ข้ามทวีป เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง โดยแต่ละชนิดจะมีเส้นทางที่พวกมันชื่นชอบ และยังมีจุดพักก่อนการเดินทางไกลอีกด้วย

    แต่ล่าสุด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นกที่บินตามความยาวของวันและสัญญาณอื่นๆ อาจมาถึงถิ่นที่อยู่อาศัยเร็วหรือช้าเกินไป หรืออาจต้องสิ้นหวังเมื่อพบว่าจุดแวะพักประจำของพวกมันไม่มีอาหารรออยู่เหมือนที่เคย ไม่ต่างจากการเดินทางไกลโดยรถยนต์ แต่กลับพบว่าร้านอาหารหรือโรงแรมตลอดทางปิดหมด 

    นกเหล่านี้ต้องเผชิญกับการหิวโหยตลอดเส้นทาง หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือพวกมันไม่สามารถหาคู่ที่เหมาะสมได้ในสถานการณ์เช่นนี้

    นกค่อนโลกมีพฤติกรรมแปลกไป อาจส่งผลร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่จำนวนนกหลายชนิดทั่วโลกกำลังเข้าใกล้การสูญพันธุ์ อ้างอิงจากการศึกษาในปี 2019 ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ในเมืองอิธากาพบว่า มีนกประมาณสามพันล้านตัวได้ตายไปนับตั้งแต่ปี 1970 และ National Audubon Society ออกมาเตือนว่านกในอเมริกาเหนือ 389 สายพันธุ์จะสูญพันธุ์ภายในครึ่งศตวรรษหน้า

    นอกจากจะสร้างความเสียใจให้กับผู้รักนกแล้ว แนวโน้มอันเลวร้ายนี้ยังอาจส่งผลกระทบร้ายแรงไปทั่วโลก เริ่มจากพืชประมาณ 5% ที่ต้องพึ่งพานกในการผสมเกสร ซึ่งหมายความว่าการตายของนกอาจทำให้ผลผลิตอาหารลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลก

    ในระดับเศรษฐกิจ จำนวนนกที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตร เช่น กาแฟและช็อกโกแลต หรือสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตยาทางการแพทย์

    แม้ว่านกบางชนิดสามารถปรับแผนการบินให้สอดคล้องกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่บางชนิดกลับปรับตัวได้ไม่มากนัก จนล่าสุดนักดูนกต่างออกมาแนะนำว่าเราสามารถช่วยเหลือนกเหล่านี้ได้ เริ่มจากการปิดไฟในตอนกลางคืน เนื่องจากมลภาวะทางแสงอาจทำให้พวกมันสับสน รวมถึงการวางที่ให้อาหารและอ่างอาบน้ำนกไว้บริเวณรอบบ้านด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/860211&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BY9WXXg1u2m-8tu3b7lBM

  • เจ้าคณะภาค 12 มอบทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมบาลี 24 ทุน หนุนพระเณรใฝ่เรียนรู้ธรรมะ

    เจ้าคณะภาค 12 มอบทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมบาลี 24 ทุน หนุนพระเณรใฝ่เรียนรู้ธรรมะ

    พระเทพวชิรโสภณ เจ้าคณะภาค 12 เป็นประธานมอบทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี มูลนิธิหลวงพ่อคุ้มราษฎร์ประชานุสรณ์ จำนวน 24 ทุน รวมมูลค่า 68,000 บาท ณ วัดบางแตน จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ร่วมเป็นประธานฝ่ายฆราวาส

    เมื่อวันที่12 ตุลาคม 2568.. ที่สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมวัดบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์รายงานว่า พระเทพวชิรโสภณ เจ้าคณะภาค 12 เมตตาเป็นประธาน พิธีมอบทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของมูลนิธิหลวงพ่อคุ้มราษฎร์ประชานุสรณ์ โดยมี พระมงคลวชิรกิจบวร ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เจ้าอาวาสวัดบางแตน เป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธืฯ

    โดยมอบทุนทั้งสิ้น จำนวน 24 ทุน เป็นเงิน 68,000.บาท พร้อมนี้ มีพลเอกสนิธชนก สังขจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีมอบทุนครั้งนี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248539&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r0vk1lB-bXhvncW61IMXO

  • “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

    “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

    “ธรรมนัส-นฤมล” รับฟังปัญหา 6 โรงเรียนใน จ.นนทบุรี เดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง เพื่อให้มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์

    วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครูคือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และมีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

    “ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริงๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา”

    ขณะที่ นางนฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครูควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888654&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PODYRLyi4hBF2dKF2Ia5Y

  • ‘วินัย ความพึ่งพาตนเอง และบทเรียนการเงินที่ห้องเรียนไม่เคยสอน’ คุยกับเด็กไทยที่เรียนในสิงคโปร์

    ‘วินัย ความพึ่งพาตนเอง และบทเรียนการเงินที่ห้องเรียนไม่เคยสอน’ คุยกับเด็กไทยที่เรียนในสิงคโปร์

    สองเรื่องเล่าของ ‘พลอย’ และ ‘เบลล่า’ เด็กไทยที่เติบโตในระบบการศึกษาสิงคโปร์ – จากห้องสมุดหลังเลิกเรียน สู่การหักออมอัตโนมัติ 40% ตั้งแต่ต้นเดือน จากวัฒนธรรม ‘ติวตัวต่อตัว’ ถึงการปลูกฝังให้รับผิดชอบชีวิตตัวเอง บทเรียนนี้ไม่ใช่แค่การเรียนเก่งขึ้น แต่คือ ‘กรอบคิดเรื่องเงินและเวลา’ ที่ทำให้การเติบโตทางการเงินเป็นเรื่องประจำวัน ไม่ใช่วิชาเลือก

    เมื่อต้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา THE STANDARD WEALTH ได้เข้าร่วมงาน ‘การแข่งขันแผนธุรกิจระดับโลกลี กวน ยู (Lee Kuan Yew Global Business Plan Competition) ครั้งที่ 12 ของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU)’ ในฐานะสื่อแห่งหนึ่งจากประเทศไทย และนอกจากเข้าร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว เรายังได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กไทย 2 คน ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) 

    คนแรกคือ ‘พลอย’ พัชรญาติ์ เจตน์แจ้งจิตต์ นักศึกษาปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ วิชาโทการเงิน และคนที่สองคือ ‘เบลล่า’ วิภา ใจกว้าง นักศึกษาปี 2 คณะบริหารธุรกิจ 

    ทั้งสองคนกำลังเดินเส้นทางแตกต่างแต่ตั้งอยู่บนแกนเดียวกัน ซึ่งก็คือการใช้การศึกษาที่นี่เป็นบันไดสู่ชีวิตที่มั่นคงและอิสระกว่าที่เคยฝันไว้

    ‘พลอย’ พัชรญาติ์ เจตน์แจ้งจิตต์

    พลอยแนะนำตัวเรียบง่าย เธอเรียนเศรษฐศาสตร์ พร้อมทำ Second Major เป็นไฟแนนซ์ เลือกสิงคโปร์ด้วยเหตุผลที่ไม่ซับซ้อน คือ ได้ทุน ปลอดภัย เจริญในภูมิภาค และใกล้บ้านพอให้ครอบครัวสบายใจ 

    ส่วนเบลล่าย้ายตามครอบครัวมาตั้งแต่ม.1 อยู่ที่สิงคโปร์มาราวเจ็ดปีแล้ว จึงทำให้พื้นฐานการเรียนและวิธีคิด ถูกหล่อมาจากมัธยม การเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศเดิมจึงเหมือนต่อจิ๊กซอว์ที่เริ่มเข้ารูป

    ‘เบลล่า’ วิภา ใจกว้าง

    มุมมองต่อสังคมการศึกษาที่สิงคโปร์ของทั้งคู่ มีจุดร่วมคือ ‘วินัยและการพึ่งพาตัวเอง’ ในสิงคโปร์ เด็กส่วนใหญ่ ไป-กลับโรงเรียนเองตั้งแต่เล็กๆ การจัดเวลาไม่ใช่คำคมบนโปสเตอร์ แต่เป็นทักษะเอาตัวรอดจริงจัง 

    “ที่นี่ถ้ารู้ว่ามีสอบอีกสามเดือน ทุกคนเริ่มอ่านแล้ว” เบลล่าแชร์ประสบการณ์ให้เราฟัง โดยเปรียบกับช่วงอยู่ไทย ที่หลายครั้งเริ่มอ่านใกล้สอบกว่า และเสริมว่า ที่สิงคโปร์ หลังเลิกเรียน การไปร้านหนังสือและห้องสมุดเป็นกิจวัตรมากกว่าทริปเดินห้าง 

    ขณะที่พลอยเสริมว่า เพื่อนดีคือแรงส่งชั้นดี โดยก่อนหน้านี้ เธอเคยงงว่าทำไมทุกคนถึงตรงไปห้องสมุดแทนที่จะไปเล่น แต่พอทำตาม กลายเป็นจุดเปลี่ยนนิสัยอ่านหนังสือของตัวเอง และได้ข้อสรุปของตัวเองว่า วินัยไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่คนรอบตัว ‘ทำจริง’

    คำว่า ‘เรียนพิเศษ’ ในสิงคโปร์มีอยู่ แต่โครงสร้างต่างจากไทยอย่างชัดเจน เมื่อโตขึ้นรูปแบบหลักคือ ‘ติวเตอร์ตัวต่อตัว’ ที่บ้าน ไม่ใช่คลื่นแมสที่ทุกคนกรูกันไปศูนย์ใหญ่ ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาของคุณนั้น ‘เฉพาะตัว’ และสมควรได้ทางแก้ที่ ‘เฉพาะคุณ’ เช่นกัน

    ‘การเงินส่วนบุคคล’ แทรกอยู่ในระบบชีวิต

    ทั้งคู่ แชร์ให้เราฟังว่า บทเรียน ‘การเงินส่วนบุคคล’ ไม่ได้ปรากฏเป็นวิชาในตารางเรียน แต่แทรกอยู่ในระบบชีวิต สิงคโปร์มีเงินออมภาคบังคับสำหรับคนทำงาน (เช่น CPF) ที่โยงกับสุขภาพและที่อยู่อาศัย วัฒนธรรม  ดังนั้น การ ‘ซื้อประกันตั้งแต่ลูกเกิด’ จึงไม่ได้ทำเพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อ แต่ทำเพราะค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลคือความจริงที่ต่อรองไม่ได้ 

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสื่อสารเรื่องประกันและวางแผนการเงินผ่านอีเมลและอีเวนต์ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนซื้อทันที แต่เพื่อให้รู้จักผลิตภัณฑ์ เข้าใจสิทธิ และตัดสินใจบนฐานข้อมูล ไม่ใช่อคติ

    ทั้งนี้ พลอย มีอีกชั้นของบทเรียน เธอเคยไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐฯ และได้เรียนวิชาว่าด้วย ‘ภาษี – การลงทุน -เกมจำลองการเงิน’ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว กลับมาแล้วสรุปสั้นๆ ว่า ‘ออมอย่างเดียวสู้เงินเฟ้อไม่ไหว ต้องลงทุน และยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ’ ประโยคนี้ไม่ใช่สโลแกน แต่เป็นเข็มทิศที่เธอใช้จริงในการจัดงบทุนการศึกษาที่ได้รับ เธอเฉลี่ยค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ลดความฟุ่มเฟือย หารายได้เสริมด้วยการสอนออนไลน์ 

    และที่สำคัญ พลอยตระหนักรู้ว่า ‘เงินสำรองยังไม่หนา’ จึงชะลอการลงทุนจริงจังไว้ก่อน ซึ่งนี่คือการบริหารความเสี่ยงที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังทำไม่ได้

    ด้านเบลล่า เลือกวิธี ‘หักออมก่อนใช้’ ราว 40% ตั้งแต่ต้นเดือน โยกเข้าบัญชีแล้วไม่แตะต้อง ส่วนการลงทุน เธอกำลังศึกษาจริงจัง ไม่ลงเพราะ ‘เทรนด์’ หรือ ‘ความเท่’ ที่เพื่อนบางคนเผลอตาม ซึ่งเธอได้รับคำเตือนจากพ่อผู้ทำงานด้านการเงินที่ยังดังก้องอยู่ว่า “หุ้นไม่ใช่ของเล่น ข้ามคืนพอร์ตหายได้ อย่าลงเพื่อความเท่ เพราะความเท่ไม่เคยคุ้มค่าความเสี่ยง”

    เมื่อเปรียบไทย-สิงคโปร์ ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าจุดที่ระบบการศึกษาไทยควรเร่งคือ ‘ความกระหายใฝ่รู้ นอกห้องเรียน’ ไม่ใช่เพิ่มชั่วโมงติว แต่เพิ่มพื้นที่ให้ลงมือจริง เช่น ชมรม แข่งเคส โปรเจกต์ ลงสนามรู้จักภาษี บัตรเครดิต ดอกเบี้ยบ้าน และเครื่องมือพื้นฐานที่แตะชีวิตทันที 

    วางแผนการเงินไม่ได้เริ่มวันที่มีเงินเดือน แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ใช้เงินก้อนแรก

    ปลายบทสนทนา เราพูดคุยเรื่อง ‘ความฝัน/เป้าหมาย’ เบลล่าเริ่มต้นจากความรักในแฟชั่น-บิวตี้ แต่เมื่อเห็นพลังของการบริหารเงิน เธออยากมี ‘ทักษะจัดการทรัพย์สินให้เติบโต’ มากกว่าถูกตรึงด้วยเส้นทางเดียว 

    ส่วนพลอย เนื่องจากเติบโตมากับครอบครัวชนชั้นกลาง และได้เห็นการหาเช้ากินค่ำที่ยืดหยุ่นน้อยลงตามอายุ เธอเลยตั้งธง ‘อิสรภาพทางการเงิน’ (financial freedom) ตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้ทุนการศึกษาเป็น ‘ตั๋ว’ ไปสู่โอกาสที่กว้างกว่าเดิม

    ทั้งหมดนี้ทำให้เรื่องเล่าของทั้งสอง ไม่ใช่นิทานชวนฝันเรื่อง ‘เด็กเก่งเมืองนอก’ แต่เป็นพิมพ์เขียวแบบบ้านๆ ที่ลงมือได้จริง เช่น 

    • เริ่มจากการจัดการเวลาอย่างเข้มข้น ไม่ใช่แค่ตามคำขวัญ 
    • หักออมอัตโนมัติก่อนใช้
    • ศึกษาประกันและสิทธิตัวเอง
    • ลงทุนเมื่อ ‘ความรู้พร้อม’ ไม่ใช่เมื่อ ‘กระแสมา’
    • ใช้เพื่อนดีเป็นแรงขับ และยอมให้สภาพแวดล้อมเข้มงวดปั้นเราให้แกร่งขึ้น

    ในประเทศที่รถไฟฟ้ามาถึงตรงเวลาเกือบทุกนาที สิงคโปร์สอนเราว่า ‘วินัย’ ไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นโครงเหล็กของชีวิต เช่นเดียวกันกับเศรษฐกิจส่วนบุคคล ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่คือเรื่องเล็กๆ ทุกวัน ตั้งแต่ตัดสินใจแวะห้องสมุดหลังเลิกเรียน ไปจนถึงโยกเงินเข้าบัญชีออมอัตโนมัติในเช้าวันเงินเข้า 

    บทเรียนเหล่านี้ไม่ต้องรอให้มหาวิทยาลัยเปิดสอน เพราะมันเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ที่โต๊ะอ่านหนังสือ-โต๊ะทำงานของเราเอง ในกระเป๋าสตางค์ของเราเอง และในนาฬิกาปลุกทุกเช้าที่ดังตรงเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-students-singapore-life-lessons/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22XYzWheX_2xcIfvlcCsWy

  • 7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

    7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

    วันนี้ (12 ตุลาคม) พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง’ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ 

    โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วมทั้งแบบ On-site และ Online การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน หลังจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 หน่วยงาน 11 แห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

    “ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็นหัวใจ และกลไกหลักในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” พัฒนะกล่าว 

    สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

    “การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลัก ลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงและจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” 

    สุรพลกล่าว    

    ศ. วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบและประธานคณะทำงานการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศ. วุฒิสารกล่าว

    การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/opportunity-subdistricts-7850-organizations/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dg96yV9H2q9uy5JJ-DiWR

  • เปิดมุมมอง วัน แบงค็อก “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ”ตอบโจทย์ทุกมิติชีวิตในมหานคร

    เปิดมุมมอง วัน แบงค็อก “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ”ตอบโจทย์ทุกมิติชีวิตในมหานคร

    ในยุคที่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแสวงหา “เมืองในอุดมคติ” ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครบวงจรและพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกใช้ชีวิต สอดคล้องกับรายงานดัชนีเมืองน่าอยู่ระดับโลก (Global Liveability Index 2025)

    โดย The Economist Intelligence Unit (EIU) ชี้ให้เห็นว่า เมืองชั้นนำอย่างโคเปนเฮเกน เวียนนา และซูริก ล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือ ‘คุณภาพชีวิตที่ครบถ้วน’ ทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความยั่งยืนของการใช้ชีวิต คำถามคือ ในมหานครอย่างกรุงเทพฯ มีสถานที่ใดที่สามารถมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตบนมาตรฐานระดับโลกเช่นนั้นได้บ้าง

    วัน แบงค็อก

    ปัจจุบัน โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เอง ก็มีความตื่นตัวอย่างยิ่งในการออกแบบและวางมาสเตอร์แพลน เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการนวัตกรรมและแนวคิดที่มุ่งเน้นผู้คนเป็นหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตในเมืองให้ดียิ่งขึ้น

    วัน แบงค็อก โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ คือต้นแบบของโครงการฯ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบมาสเตอร์แพลนจนถึงการก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้เป็น “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” ด้วยมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในเมืองที่ทุกคนสัมผัสได้จริง

    วัน แบงค็อก ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มอาคารขนาดใหญ่เท่านั้น แต่คือ Green Smart City ที่พัฒนาขึ้นบน 3 แนวคิดหลัก ประกอบด้วย People-Centricity, Sustainability และ Smart City Living เป็นหัวใจหลักในการออกแบบและพัฒนาทุกองค์ประกอบของโครงการฯ ตั้งแต่การวางผังพื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการใช้ชีวิตภายในโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น คล่องตัว และเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

    ความมั่นคงปลอดภัย รากฐานสำคัญของชีวิตคุณภาพ

    วัน แบงค็อก ให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยมีหัวใจสำคัญคือ District Command Center (DCC) ศูนย์บัญชาการอัจฉริยะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด รวบรวมข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์กว่าล้านจุด และกล้องวงจรปิดกว่า 5,000 ตัว ที่กระจายอยู่ทั่วโครงการฯ ทำให้เห็นภาพรวมสถานการณ์แบบเรียลไทม์ สื่อสารกันได้ราบรื่น

    พร้อมด้วยระบบ Integrated Security System ผสานรวมการเฝ้าระวังอัจฉริยะผ่านเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ พร้อมการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ (Smart Surveillance) และระบบควบคุมการเข้าออกด้วย QR Code และการจดจำใบหน้า เพื่อป้องกันบุคคลที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต (Access Control) สร้างความอุ่นใจในทุกย่างก้าว

    นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบ ด้วย 4 กระบวนการหลัก ได้แก่

    1 การรับรู้สถานการณ์ (Situational Awareness): โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์จากระบบเฝ้าระวังและระบบสื่อสารต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

    2 การสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision-Making Support): นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมที่สุด

    3 การสื่อสารและการประสานงาน (Communication & Coordination): เป็นศูนย์กลางในการอัปเดตข้อมูลและประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตอบสนองเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    และ 4 การจัดการเหตุการณ์ (Incident Management): ติดตามเหตุการณ์ จัดการการตอบสนอง และลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของระบบต่าง ๆ ผ่านการตรวจสอบอัจฉริยะ

    นอกจากความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแล้ว วัน แบงค็อก ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางโครงสร้างอาคารทั้งหมดได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ด้วยการตอกเสาเข็มลึกถึง 80 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่ลึกที่สุดในประเทศไทย 

    โดยมีฐานรากขนาดใหญ่กว่า 100,000 ตารางเมตร ที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างอาคารอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมแผนรับมือและฝึกซ้อมอพยพที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ โดยในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม

    ที่ผ่านมา วัน แบงค็อก ยังได้เปิดพื้นที่ภายในโครงการ ให้ผู้ที่ติดค้างอยู่ในบริเวณถนนพระรามสี่ ถนนวิทยุ รวมถึงชุมชนโดยรอบ สามารถเข้ามาพักพิงชั่วคราว ณ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ ซึ่งมีอาหาร เครื่องดื่ม และห้องน้ำ ไว้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

    โครงการฯ ยังมีระบบป้องกันน้ำท่วม มีบ่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงบนโครงการ 5 จุด รวม 15,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมกำแพงและประตูน้ำป้องกันพื้นที่อย่างแน่นหนา ซึ่งติดตั้งได้ภายใน 2 ชั่วโมง เสริมด้วยแผนรับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน (Flood Respond Plan) ที่ใช้สถานีตรวจอากาศ 4 จุด และระบบเฝ้าระวังระดับน้ำเพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการปลอดภัยจากน้ำท่วมในทุกสภาพอากาศ

    เชื่อมต่อกับชีวิตเมืองแบบไร้รอยต่อ  

    วัน แบงค็อก ได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและเชื่อมโยงทุกมิติของชีวิต ส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใช้รูปแบบการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบทางสัญจรที่เอื้อต่อการเข้าถึงพื้นที่อย่างสะดวกสบาย เช่น ทางเดินเท้า เลนจักรยาน โครงการยังเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบขนส่งมวลชนที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน สถานีลุมพินี พร้อมมีทางเข้าออกรอบโครงการถึง 6 จุด ซึ่งรวมถึงทางเชื่อมตัดตรงเข้าสู่ทางด่วน  นอกจากนั้นยังมี บริการ EV Shuttle Service รับ-ส่ง ฟรีระหว่างโครงการฯ และ BTS สถานีเพลินจิต  เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางทุกรูปแบบ

    สุขภาวะที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    วัน แบงค็อก คำนึงถึงการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร ด้วยการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสุขภาวะอย่างรอบด้าน อาทิ การใช้กระจกฉนวนกันความร้อน (Insulated Glass) ที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่อาคาร ทำให้ประหยัดพลังงานและคงอุณหภูมิภายในที่เหมาะสมอยู่เสมอ และยังช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก รวมถึงการออกแบบช่องเปิดและหน้าต่างที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องถึงภายในได้อย่างทั่วถึง ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและสร้างบรรยากาศที่โปร่งสบาย อากาศภายในอาคารสะอาดบริสุทธิ์ด้วยไส้กรอง MERV 8 และ MERV 14 ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 และ PM10 พร้อมใช้รังสี UV กำจัดเชื้อโรค และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ในพื้นที่สาธารณะของโครงการมีการนำระบบไร้สัมผัสมาใช้

    อาทิ ระบบจดจำใบหน้า เครื่องสแกน QR โค้ด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเครื่องกรองน้ำดื่มให้บริการทุกชั้นภายในอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย โดยใช้ไส้กรองคาร์บอน และท่อส่งน้ำไร้สารตะกั่วที่เป็นไปตามการรับรองโดย NSF พร้อมมีการทดสอบคุณภาพน้ำดื่มอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนเลือกใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคารที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสุขภาพ ปราศจากสารเคมีอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และมีสารระเหยต่ำ เพื่อลดการสัมผัสสารพิษในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

    มาตรฐานระดับโลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    วัน แบงค็อก ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED for Neighbourhood Development (LEED ND) ระดับ Platinum เป็นโครงการแรกในไทย สะท้อนถึงการออกแบบพื้นที่โดยรอบที่เอื้อต่อการเดินและการพักผ่อน การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในระยะเดินถึง การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ การจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสาธารณูปโภคที่รองรับการใช้อาคาร ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนที่จะเข้ามาใช้จริง

    และยังมุ่งสู่การรับรองมาตรฐานอาคาร WELL ระดับ Platinum ที่รับรองคุณภาพทั้งด้านอากาศภายในอาคาร น้ำ แสง การออกกำลังกาย สาธารณูปโภค และการออกแบบที่ใส่ใจ เพื่อสร้างสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีคุณภาพ

    นอกจากนั้น วัน แบงค็อก ยังโดดเด่นด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก โดยอาคารสำนักงานทั้งหมดของ วัน แบงค็อก รวมถึงอาคารที่พักอาศัย ได้รับการรับรองมาตรฐาน WiredScore Platinum สำหรับความสามารถเป็นเลิศในการเชื่อมต่อระบบดิจิทัล และ SmartScore Platinum นำเทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูงมาใช้เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผู้ใช้งาน ส่งผลให้ทั้งโครงการได้รับการรับรองในระดับ Neighborhood เป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

    การรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอัจฉริยะ และความยั่งยืนเหล่านี้ ล้วนสนับสนุนเป้าหมาย ESG และเป็นข้อยืนยันว่าทุกองค์ประกอบโครงการได้รับการออกแบบและพัฒนาตามมาตรฐานระดับโลกสูงสุด เป็นเมืองที่พร้อมอยู่เสมอ เพื่อรองรับทุกรูปแบบการใช้ชีวิตในทุกมิติอย่างมีคุณภาพสูงสุดและยั่งยืน  

    เมืองที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมต้อนรับทุกคน

    วัน แบงค็อก เป็นศูนย์กลางประสบการณ์การชอปปิงและไลฟ์สไตล์ครบวงจร เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อบน ‘Retail Loop’ กว่า 900 ร้านค้า โครงการฯ ยังผสานธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งกว่า 50 ไร่ ประกอบด้วย One Bangkok Park, One Bangkok Boulevard, Wireless Park และ Parade Park ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับทุกคน พร้อมทางเดินร่มไม้กว่า 5 กิโลเมตร และมี Art Loop เส้นทางแห่งศิลปะและวัฒนธรรมความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ที่ออกแบบมาเพื่อจุดประกายชีวิตให้ใกล้ชิดศิลปะ ครอบคลุมทั่วทั้งโครงการฯ

    นอกจากนั้น ยังมีการออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้รถเข็น หรือการปูทางเท้าสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น หรือพิการทางสายตา รวมถึงการออกแบบป้ายและสัญลักษณ์นำทางทั่วโครงการฯ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ โดยจัดสรรพื้นที่ สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เวิร์คช็อป นิทรรศการ และการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างสรรค์ชุมชนที่มีชีวิตชีวา พร้อมทั้งยังจัดอีเวนท์หลากหลายเพื่อสร้างความสุขให้กับผู้มาเยือนตลอดทั้งปี

    โดยเร็ว ๆ นี้ วัน แบงค็อก เตรียมเปิด Community Hub ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับคนทำงานในอาคารสำนักงานได้พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างสรรค์เครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์

    ทั้งหมดนี้ คือปัจจัยซึ่งทำให้ วัน แบงค็อก เป็น “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” ที่จะส่งเสริมให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ ในทุก ๆ วัน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/641246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yY3TOb66mJqEn_-qUPknI

  • ผอ.รร.ธรรมสาธิตศึกษา ลำพูน ร่วมงานเปิดการแข่งขันกีฬา

    ผอ.รร.ธรรมสาธิตศึกษา ลำพูน ร่วมงานเปิดการแข่งขันกีฬา

    ดร.ศิวนัฐ เมธีปชุโชโต ผอ.รร.ธรรมสาธิตศึกษา ลำพูน ร่วมงานเปิดการแข่งขันกีฬา

    ไม่ได้มีแต่กีฬาฟุตบอล .หลังจากนำทีมฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียนคัพ 2025 รอบคัดเลือก รอบที่สาม ทาง ดร.พระครูบัณฑิตธรรมวัฒน์ (ศิวนัฐ เมธีปชุโชโต) ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนธรรมสาธิตศึกษา ประธานหน่วยอบรมประชาชนตำบลนครเจดีย์ เขต 1ร่วมในพิธีเปิดการแข่งขันและ ร่วมมอบทุนสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑา นักเรียนสัมพันธ์ กลุ่มพัฒนาการศึกษาตำบลนครเจดีย์ “นครเจดีย์เกมส์” ณ โรงเรียนวัดนครเจดีย์ มีการแข่งขัน กีฬาสากล กีฬาพื้นบ้าน มีนักกีฬาจากรร.เขต 1 ตำบลนครเจดีย์ มาร่วมในการแข่งขัน

    กลับมาลุยงานกันต่อ ในนามผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนธรรมสาธิตศึกษา และ ในนามประธานหน่วยอบรมประชาชนตำบลนครเจดีย์ เขต 1 ร่วมมอบทุนสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑา นักเรียนสัมพันธ์ กลุ่มพัฒนาการศึกษาตำบลนครเจดีย์ “นครเจดีย์เกมส์” ณ สนามกีฬา โรงเรียนวัดนครเจดีย์ อำเภอป่าซง จังหวัดลำพูน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3792797/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KZuJo2xBHChyt62sMQXE-