Category: วัฒนธรรม

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ต.ค. 2568

    | 46 view

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับ ดร. Salim M. Al Malik ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม (The Islamic World Educational, Scientific and Cultural Organization: ICESCO)

    ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับ ICESCO ในด้านการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ วัฒนธรรม และเยาวชน โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมภายใต้กรอบของ ICESCO ที่ประเทศไทย รวมถึงการเสนอเมืองในประเทศไทยให้เป็นเมืองหลวงทางด้านวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งบทบาทของไทยใน ICESCO จะช่วยชูภาพลักษณ์ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม พัฒนาการด้านการศึกษา และเอกลักษณ์ความเป็นไทย

    รัฐมนตรีฯ ได้ชื่นชมบทบาทของ ICESCO ในการเปิดมุมมองเยาวชนและส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรม พร้อมย้ำความตั้งใจจริงของไทยที่จะร่วมมือกับ ICESCO โดยทำงานอย่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-meets-dg-of-icesco-oct-25-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bo7NVSqvshMPL9t15xKBt

  • อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

    อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

    “นายกฯ อนุทิน” ยันเป็นอำนาจ ครม. จะพิจารณายกเลิก MOU 43-44 รอผลศึกษาจาก กมธ. ก่อนให้ “อ.บวรศักดิ์” สรุปผล ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วน ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

    วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรี แกนนำพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางเข้ามา นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    รวมไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบิดาคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายสันติ ปิยะทัต เพื่อประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พร้อมทั้งประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)

    ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผล พร้อมยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างรอบด้านที่สุด

    เมื่อถามถึงข้อถกเถียงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU เพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ยืนยันได้คือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ผมได้ให้หลักการแบบนี้ไป เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงการเดินหน้าทำประชามติตามกระบวนการ โดยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ก็จะถูกส่งมาให้ ครม. พิจารณาเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888752&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pkJM5Fp1T5jrTe3jhw2Rp

  • เสียงเพลง ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว พลังต้านโรคซึมเศร้า

    เสียงเพลง ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว พลังต้านโรคซึมเศร้า

    โรคซึมเศร้าอาจเป็นโรคเงียบที่ครอบงำชีวิตใครหลายคนโดยไม่รู้ตัว มันไม่ได้เพียงแค่ทำให้คนรู้สึกเศร้า แต่ยังดึงพลังใจออกไปจากชีวิตประจำวัน จนแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างการลุกจากเตียงก็กลายเป็นเรื่องยากเย็น งานวิจัยมากมายพยายามหาวิธีเยียวยาที่ไม่พึ่งยาเพียงอย่างเดียว และหนึ่งในแนวทางที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวผ่านการเต้น” หรือที่เรียกกันว่า Dance Movement Therapy (DMT)  ศาสตร์ที่ผสมระหว่างศิลปะ การรับรู้ร่างกาย และจิตบำบัดเข้าด้วยกัน

    เมื่อปี 2020 ทีมนักจิตวิทยาจากฟินแลนด์ได้ทำการทดลองอย่างจริงจัง เพื่อทดสอบว่า “การเต้น” สามารถช่วยผู้ป่วยซึมเศร้าได้จริงหรือไม่ พวกเขาคัดเลือกผู้เข้าร่วม 109 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับการรักษาตามปกติ (เช่นจิตบำบัดหรือยา)

    ส่วนอีกกลุ่มได้รับการบำบัดแบบเดียวกันแต่เสริมด้วยการเข้าร่วมกิจกรรม DMT จำนวน 20 ครั้ง ภายใน 10 สัปดาห์ แต่ละครั้งใช้เวลาราว 75 นาที ผู้เข้าร่วมจะเคลื่อนไหวไปกับดนตรี เรียนรู้ที่จะรับรู้ร่างกายของตัวเอง ปลดปล่อยอารมณ์ และสื่อสารกับผู้อื่นผ่านการเคลื่อนไหว โดยไม่จำเป็นต้อง “เต้นเก่ง” แต่อย่างใด

    กลุ่มที่ ‘เต้น’ ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า !

    ผลลัพธ์ที่ได้เกินคาด หลังสิ้นสุดโปรแกรม กลุ่มที่เข้าร่วม DMT มีอาการซึมเศร้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ทั้งในระดับอารมณ์ ความวิตกกังวล และอาการทางกายที่มักมาพร้อมกับโรคซึมเศร้า ผลลัพธ์ยังคงต่อเนื่องแม้หลังจากผ่านไปสามเดือน โดยผู้ที่เข้าร่วม DMT ถึงกว่า 43% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวในระดับที่นักวิจัยถือว่า “มีนัยสำคัญทางคลินิก” ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้เต้นมีเพียง 14% เท่านั้น

    เสียงเพลง ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว พลังต้านโรคซึมเศร้า

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การเต้นในงานวิจัยนี้ไม่ได้เน้น “ทักษะ” แต่เน้น “การรู้สึก” ผู้เข้าร่วมไม่ได้ถูกสอนให้เต้นตามท่า แต่ถูกชวนให้ค้นพบการเคลื่อนไหวของตัวเอง ผ่านการฟังร่างกาย การเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ และการรับรู้ว่าร่างกายกับอารมณ์ของเรานั้นเชื่อมโยงกันอย่างไร นักวิจัยพบว่า การรับรู้ร่างกายนี้เองเป็นกุญแจสำคัญ เพราะมันช่วยให้ผู้เข้าร่วมกลับมาสัมผัสตัวเองในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นสิ่งที่โรคซึมเศร้ามักพรากไป 

    การเต้นคือการปลดปล่อย !

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ยอมรับว่าการศึกษายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น กลุ่มตัวอย่างมีผู้หญิงเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าผลจะเหมือนกันในผู้ชายหรือไม่ นอกจากนี้ การติดตามผลยังมีเพียงระยะสั้นแค่สามเดือนเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูผลในระยะยาว รวมถึงศึกษากลไกทางสมองและร่างกายที่ทำให้การเต้นมีผลต่ออารมณ์

    แม้จะยังไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะการเคลื่อนไหวอาจเป็นเครื่องมือบำบัดที่มีพลัง การเต้นไม่เพียงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ยังปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บกดอยู่ภายใน ช่วยให้ผู้คนกลับมารับรู้ถึงความมีชีวิตอีกครั้ง 

    ที่มา : frontiersin

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/860216&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gisruAAchRLM9Va8AXtQH

  • 63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการและภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ร่วมลงชื่อส่งจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้  กระทรวงสาธารณสุข ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดประเภท 5 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ส่งถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมีใจความระบุว่า

    นโยบายกัญชามีพลวัตรมากในช่วงหกปีที่ผ่านมา จากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ในปี 2562 (สูบและจำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการไม่ได้ ปลูกกัญชาได้เฉพาะเพื่อการแพทย์และต้องขออนุญาตเท่านั้น) มาสู่นโยบายกัญชาเพื่อสันทนาการปี 2565 ในนามนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ (สูบกัญชาเพื่อสันทนาการได้ ปลูกกัญชาได้เสรี โดยมีการควบคุมการจำหน่ายเล็กน้อย) และ กลับมาสู่นโยบายกัญชาทางการแพทย์อีกครั้ง ในปี 2568

    โดยมีการควบคุมให้จำหน่ายได้เฉพาะกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังปล่อยให้สูบกัญชาเพื่อสันทนาการได้โดยไม่ผิดกฎหมายยาเสพติด และ ปลูกกัญชาได้อย่างเสรี   เดิมนโยบายกัญชาทางการแพทย์ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติดก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน แต่นโยบายกัญชาเพื่อสันทนาการก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ทั้งการเจ็บป่วยจากการใช้กัญชาจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การเสพติดกัญชา และการมีอาการวิกลจริตจากการใช้กัญชา (ดูเอกสารแนบท้าย)

    ในเร็วๆนี้มีเครือข่ายบุคคลยื่นข้อเสนอ 3 ข้อให้กระทรวงสาธารณสุข คือ

    (1) เปิดโอกาสให้มีผู้ซื้อและใช้กัญชาได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์  

    (2) ลดการตรวจวิเคราะห์เพื่อควบคุมมาตรฐานการปลูกกัญชา  

    (3) ผ่อนคลายให้ร้านจำหน่ายกัญชาไม่ต้องเป็นสถานพยาบาล  

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด มีความคิดเห็นว่าข้อเสนอเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการสืบเนื่องจากข้อเสนอแต่ละข้อดังนี้

    (1) ผู้ประสงค์เสพกัญชาเพื่อสันทนาการ สามารถซื้อกัญชาได้โดยง่าย เพราะไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์  

    (2) การลดการควบคุมมาตรฐานการปลูกกัญชา เป็นการคุ้มครองผู้ปลูกกัญชา โดยลดการคุ้มครองผู้บริโภค  

    (3) จะเกิดร้านขายกัญชาทั่วไปอย่างกว้างขวางอีกครั้ง โดยไม่อยู่ในระบบกัญชาทางการแพทย์ เพราะร้านจำหน่ายกัญชาไม่ต้องเป็นสถานพยาบาล  

    ข้อเสนอเหล่านี้จะทำให้กัญชาทางการแพทย์กลายเป็นกัญชาเพื่อสันทนาการในรูปแบบแอบแฝงเท่านั้น ผลกระทบด้านลบต่างๆจะกลับมาอีกครั้ง   กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรทำตามข้อเสนอเหล่านี้

    อีกทั้งแต่เดิมนโยบายกัญชาทางการแพทย์ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นนโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่รัดกุม แต่ด้วยการปลดกัญชาจากการเป็นยาเสพติดภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดประเภท 5 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นจุดตั้งต้นของปัญหาต่างๆที่ตามมามากมาย  

    เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด จึงขอเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยกเลิกประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าว   เพื่อให้ประเทศไทยกลับไปเป็นกัญชาทางการแพทย์ที่รัดกุมอีกครั้ง โดยกระทรวงสาธารณสุขสามารถที่จะพัฒนาให้เป็นระบบกัญชาทางการแพทย์ที่ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง   ปัญหาจากกัญชาเพื่อสันทนาการจะหมดไป   ประชาชนจะเห็นผลเชิงประจักษ์และชื่นชมกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลจากการดำเนินนโยบายกัญชาที่ถูกต้องต่อไป

    รายชื่อเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด

    ๑. นพ.ชาตรี บานชื่น อดีตกรรมการแพทยสภา อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต และ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

    ๒. นายนิยม เติมศรีสุข อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. และ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

    ๓. ดร.วิโรจน์ สุ่มใหญ่ ที่ปรึกษาคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ สหประชาชาติ

    ๔. ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิทยาศาสตร์ Centre for Addiction and Mental Health, Canada

    ๕. รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กุมารแพทย์ผู้เชียวชาญด้านการแพทย์วัยรุ่น และ ผู้จัดการโครงการต้นทุนชีวิต ประเทศไทย

    ๖. ศ.นพ.มานิต ศรีสุรภานนท์ ศาสตราจารย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ๗. ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ ศาสตราจารย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ๘. พล.ท.นพ.พิชัย แสงชาญชัย ประธานชมรมจิตเวชศาสตร์การเสพติดแห่งประเทศไทย

    ๙. รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี สุทธิสีสังข์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๑๐. รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย

    ๑๑. ผศ.ดร.อุษณีย์ พึ่งปาน ที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยยาเสพติด วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ๑๒. อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๑๓. รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๑๔. นพ.ไพศาล ปัณฑุกำพล สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนี

    ๑๕. นพ.วิทยา จารุพูนผล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนเก่น

    ๑๖. นพ.วิโรจน์ เยาวพลกุล แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๑๗. นพ.วัฒนา สุพรหมจักร แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๑๘. พล.อ.นพ.ชูศักดิ์ สุวรรณศิริกุล แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๑๙. พล.อ.ท.นพ.วิศิษฏ์ ดุสิตนานนท์ แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๒๐. นพ.เจริญ ปฏิภาณเทวา แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๒๑. พญ.ภาพิส เสงี่ยมพรพาณิชย์ ข้าราชการบำนาญ

    ๒๒. พญ.อรพินธ์ พจน์พริ้ง อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ๒๓. พล.อ.นพ.อิสสระชัย จุลโมกข์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ รพ.บางโพ  และอดีตผู้อำนวยการ รพ.พระมงกุฏเกล้าฯ

    ๒๔. นพ.พงษ์สันติ์ ลี้สัมพันธ์ แพทย์ รพ.หัวเฉียว

    ๒๕. นพ.ณัฐกุล แย้มประเสริฐ กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

    ๒๖. รศ.นพ.กำธร มาลาธรรม อายุรแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

    ๒๗. นพ.สรรัตน์ เลอมานุวรรัตน์ แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๒๘. นพ.อธิคม สงวนตระกูล กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.มหาราชนครราชสีมา

    ๒๙. พญ.สริฐา มหาศิริมงคล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.กลาง

    ๓๐. นพ.ปฏิเวช งามวิจิตวงศ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.กลาง

    ๓๑. พญ.วิภัสรา สวัสดี นายแพทย์ชำนาญการ รพ.บุรีรัมย์

    ๓๒. นายยศกร ขุนภักดี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด (YNAC)

    ๓๓. พญ.เสาวลักษณ์ นาคะพงษ์ อดีตผู้อำนวยการรพ.มหาสารคาม

    ๓๔. นพ.เสถียร เตชะไพฑูรย์ แพทย์ รพ.บำรุงราษฎร์

    ๓๕. นายวิฑูรย์ เตชะพัฒนสุนทร Auditor บริษัทมหาชนหลายแห่ง

    ๓๖. นายวันชัย ตุลาธมุตติ วิศวกร

    ๓๗. นายชัยโรจน์ วัฒนวรรณเวชช์ เจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับกระจก

    ๓๘. นพ.ซื่อตรง เจียมจรรยา แพทย์เกษียณ อดีตอาจารย์คณะแพทย์ รามาธิบดี

    ๓๙. พญ.ดวงเดือน ศิลปะสุวรรณ แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๐. นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๑. นพ.นคร ภิญญาวัฒน์ ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๒. นพ.พรเทพ จันทวานิช ที่ปรึกษาคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๔๓. พอ.นพ.ศักดิ์ชัย อติโพธิ แพทย์เกษียณ กรมการแพทย์ทหารบก

    ๔๔. พญ.สุรภี เรืองสุวรรณ อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

    ๔๕. ศ.เกียรติคุณ พญ.อังกาป ปราการรัตน์ อดีตอาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๖. ศ.เกียรติคุณ พญ.กฤษณา เพ็งสา อดีตอาจารย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๔๗. พญ.อุไภยพรรณ ลุวีระ ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๘. พญ.สุนันท์ ไรวา ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๙. พลตรี พญ.ยุพาพิน จุลโมกข์ แพทย์เกษียณ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า กรมแพทย์ทหารบก

    ๕๐. นพ.วรพล ชีรณานนท์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, แพทย์ รพ.สุขุมวิท

    ๕๑. พญ.กาญจนา ชัยกิตติศิลป์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, แพทย์ รพ.กรุงเทพ

    ๕๒. พล.อ. นพ.สีมา ศุภเกษม แพทย์เกษียณ รพ.พระมงกุฏเกล้า กรมแพทย์ทหารบก

    ๕๓. ศ.เกียรติคุณ นพ.เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๕๔. ผศ.นพ.เอื้อพงศ์ จตุรธำรง อดีตรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๕๕. พลโท.พญ.ทิพย์สุรีย์ นาคประสิทธิ์ ข้าราชการเกษียณ รพ.พระมงกุฏเกล้า กรมแพทย์ทหารบก

    ๕๖. รศ.พญ.ชลีรัตน์ ดิเรกวัฒนชัย กรรมการและเหรัญญิก ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

    ๕๗. นพ.ภิญโญ เปลี่ยนรังษี แพทย์โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

    ๕๘. พญ.ประภาพรรณ นาควัชระ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๕๙. พญ.รุ่งเรือง กาญจนภูมิ แพทย์แผนภูมิแพ้ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ศูนย์การแพทย์

    ๖๐. นพ.สมหวัง อภิชัยรักษ์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๖๑. พลโท พญ.กมลพร สวนสมจิตร อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานแพทย์ทหาร กองบัญชาการ กองทัพไทย

    ๖๒. พญ.พูนศรี เลขะกุล อดีตอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์

    ๖๓. นพ.ศัลยเวทย์ เลขะกุล อดีตประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกฯ และ อดีตเลขาธิการมูลนิธิหูคอจมูกชนบทฯ และ รางวัลคนไทยตัวอย่างมูลนิธิธารน้ำใจ

    เอกสารแนบ

    “ข้อมูลใหม่สะท้อนปัญหาจากการปลดกัญชาเสรี”

    มีข้อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ใหม่ๆเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบจากการปลดกัญชาเสรี และยินดีให้นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้งหากการปลดกัญชาเสรีก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบจริงๆ   เอกสารฉบับนี้ขอนำเสนอข้อมูลดังกล่าว 

    1. จำนวนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรายเดือนที่มารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทันทีหลังปลดกัญชาเสรี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นเพิ่มขึ้น 6-7 เท่า  จำนวนผู้ป่วยนอกที่มารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชา (cannabis poison) เพิ่มจาก 52 ราย/เดือน ในเดือนพ.ค. 2565 เป็น 342 ราย/เดือน ในเดือน ก.พ. 2566 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 6.6 เท่าหลังปลดกัญชาเสรี จำนวนผู้ป่วยในรักษาด้วยอาการเดียวกันเพิ่มจาก 18 ราย/เดือน ในเดือน พ.ค.. 2565 เป็น 132 ราย/เดือน ในเดือน ก.พ. 2566 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.3 เท่าหลังปลดกัญชาเสรี

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: MOPH Health Data Center

    2. จำนวนผู้ป่วยเสพติดกัญชาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต่อปี เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า และ จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า   จำนวนผู้ป่วยนอกที่รับการรักษาด้วยอาการติดกัญชาต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 16,643 รายในปี 2562 เป็น 32,634 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 2 เท่า)

    จำนวนผู้ป่วยในที่รับการรักษาด้วยอาการติดกัญชาต่อปีเพิ่มจาก 1,137 รายในปี 2562 เป็น 5,924 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 5 เท่า)   จำนวนผู้ป่วยนอกที่รับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นจาก 6,585 ในปี 2562 เป็น 20,502 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 3 เท่า) และจำนวนผู้ป่วยในที่รับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชาเพิ่มจาก 742 รายในปี 2562 เป็น 3,989 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 5 เท่า)

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: MOPH Health Data Center

    3. จำนวนผู้ป่วยต่อเดือนที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการที่เกิดจากการใช้กัญชาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่ง เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า หลังปลดกัญชาเสรีสองปี   จำนวนผู้ป่วยเพิ่มจาก 4 รายในเดือน มิ.ย. 2565 (เดือนที่ปลดกัญชาเสรี) เป็น 87 รายในเดือน เม.ย. 2567 (หนึ่งเดือนก่อนครบสองปีปลดกัญชาเสรี)   โดยเป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด   สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานโยบายกัญชาเสรีอาจส่งผลกระททางลบต่อบธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในอนาคต

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่ง

    4. ต้นทุนการรักษาผู้ป่วยก่อนปลดกัญชา ปี 2562-2564 คิดเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 3,200-3,800 ล้านบาท แต่เมื่อปลดล็อกกัญชาปี 2565-2566 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 15,000-21,000 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 5 เท่า

    ปี                    ต้นทุนผป.ใน             ต้นทุนผป.นอก                  ต้นทุนทางอ้อม                  รวม

    2562                    2,496                          173                                   1,068                            3,737

    2563                     2,081                            162                                    1,057                            3,299

    2564                     2,503                            297                                    1,095                            3,896

    2565                     14,035                        1,561                                  5,702                            21,298

    2566                     9,988                          1,196                                  4,645                            15,829

    ที่มา: ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

    5. ปัญหาจากการปลดกัญชาเสรีจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน หากยังคงปล่อยให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด เช่นเดียวกับปัญหาจากการสูบบุหรี่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 20-30 ปี หลังจากที่บุหรี่ถูกสูบอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวลาของการสะสมผลร้ายจากการสูบบุหรี่ในร่างกาย (ดูรูปข้างล่างนี้)  

     63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: Rose et al. (2023). (https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIR.0000000000001160)

    จากข้อมูลผลกระทบด้านลบเชิงประจักษ์ใหม่ๆเหล่านี้ ที่บ่งชี้ว่าหลังจากปลดกัญชาเสรี มีผู้ป่วยจากการใช้กัญชามากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบด้านลบต่อการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้นประเทศไทยจะต้องนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งจะทำให้หยุดการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ทันที โดยยังสามารถใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ในระหว่างที่รอการออกแบบนโยบายและกฎหมายกัญชาที่ต้องใช้เวลาดำเนินการอีกระยะหนึ่ง

    สรุปข้อมูลใหม่ที่สะท้อนปัญหาของนโยบายปลดกัญชาเสรี

    1. จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชาเพิ่มขึ้น 6-7 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    2. จำนวนผู้ป่วยเสพติดกัญชา เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    3. จำนวนผู้ป่วยโรคจิตจากการใช้กัญชา เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    4. จำนวนผู้ป่วยจากการใช้กัญชาในจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    5. ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ป่วยจากการใช้กัญชา เพิ่มขึ้น 5 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/641297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tX-jLl94W-aHyFxo0BHZC

  • เช็กดวงประจำวันที่ 13 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “กุมภ์” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “กันย์” | เดลินิวส์

    เช็กดวงประจำวันที่ 13 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “กุมภ์” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “กันย์” | เดลินิวส์

    สุริยคติกาล วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025 จันทรคติกาล ตรงกับวันจันทร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.08 น. เที่ยงจริง เวลา 12.05 น. อาทิตย์ตก เวลา 18.01 น. จันทร์ขึ้น เวลา 23.56 น.

    วันนี้ เวลา 00.00-17.54 น. ดาวจันทร์เสวยอารทรานักษัตรฤกษ์ที่ 6 ประกอบด้วยเทวีแห่งฤกษ์ เทวี แปลว่า นางพญา หมายถึง สตรีผู้มีฐานะและตำแหน่งสูง เวลา 17.55-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยปุนัพสุนักษัตรฤกษ์ที่ 7 ประกอบด้วยเพชฌฆาตแห่งฤกษ์ เพชฌฆาต แปลว่า ผู้ฆ่า ทำการเพื่อให้สิ่งที่เข้ามาพ่ายแพ้ ข่มขวัญ น่ายำเกรง มีความขลังและมีความศักดิ์สิทธิ์ เวลา 00.00-06.08 น.-ห้ามทำการมงคล เวลา 06.09-17.07 น.-ทำการมงคลได้สารพัดตามฤกษ์บนหมวดเทวีฤกษ์ เวลา 17.08-24.00 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-หรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) ทิศอัปมงคล-อีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) สีประจำวัน-ขาว สีสิริมงคล-ดำ ม่วงแก่ เทา สีอัปมงคล-แดง แดงส้ม ราศีที่ดาวศรีสถิต-กุมภ์ ราศีที่ดาวกาลีสถิต-กันย์

    เกิดวันนี้ เด็กชาย มีปรีชาสามารถในทางศิลปะวิชาการต่าง ๆ เปิดเผย ร่าเริง ใจดี มีความสุขกายสบายใจ มีเสน่ห์ ชอบแต่งตัว ปราดเปรียวแคล่วคล่องว่องไว มีญาติพึ่งพาอาศัยไม่ได้ แต่เป็นที่พึ่งของญาติ คบคนใกล้ชิดเสมือนญาติ เด็กหญิง รูปร่างหน้าตาดี มีคารมคมคาย จิตใจเข้มแข็ง จิตใจสูง มีความเฉลียวฉลาด ชอบการศึกษาหาความรู้ มีผู้ให้ความเมตตาเกื้อหนุน มีความเจริญรุ่งเรือง หลักฐานมั่นคง ครอบครัวมีความสุข

    เกิดวันอาทิตย์ จะมีการเดินทางไปร่วมกิจกรรมสำคัญ มีโอกาสได้ศึกษาอบรมเพิ่มเติม มีงานใหม่ ๆ เข้ามาให้ทำ จะได้ทำงานพิเศษเกี่ยวกับการให้บริการสังคม มีโอกาสได้เดินทางเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน จะเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่และบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย ข่าวลือเรื่องรักวุ่น ๆ จางหายไป จะทำการใดควรรอบคอบ มีรายจ่ายฉุกเฉินชนิดที่คาดไม่ถึง ควรดูแลคนในครอบครัวให้ดี

    เกิดวันจันทร์ มีความรับผิดชอบและเอาจริงเอาจังต่อการงานมากขึ้น จะมีเรื่องวุ่นวายเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ คนรักสามารถปรับความเข้าใจกันได้ การรับประทานอาหารที่แปลก ๆ และอากาศที่เป็นพิษและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้มีอาการเจ็บไข้ไม่สบาย จะได้รับของฝากของขวัญ รายจ่ายหมดเปลืองไปกับการเดินทางท่องเที่ยวและการหาความสุข

    เกิดวันอังคาร จะมีผลงานและผลการเรียนดีเป็นที่พอใจ มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นหลายคน จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน มีความพึงพอใจในผลงานของตน สามารถฝ่าฟันอุปสรรคเกี่ยวกับการงานไปได้ การเงินควรวางแผนการใช้จ่ายให้ดี การลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ควรปรับความเข้าใจกับคนรอบข้างให้ดี

    เกิดวันพุธ มีการเดินทางทำให้จากที่อยู่ จะมีปัญหาเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ได้เข้าร่วมพิธีสำคัญพบผู้คนมากมาย การเงินการลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ มีรายได้พิเศษหรือได้เงินคืน การรู้จักบริหารเงินทองด้วยตนเอง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การเงินจะดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นด้วย จะได้ร่วมงานในองค์กรการกุศล มีโอกาสได้ทำงานสังคมมากขึ้น

    เกิดวันพฤหัสบดี ความรักที่มีความสัมพันธ์แบบเพื่อนฝูงที่สนิทคอยช่วยเหลือและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน การงานมีปัญหาและอุปสรรคต้องใช้เวลาในการแก้ไข ควรปรับปรุงการงานเดิมให้ดีขึ้น จะดีกว่าริเริ่มงานใหม่โดยไม่รู้แนวทางอนาคต ผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานให้การสนับสนุนด้วยดี ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ทุ่มเทเวลาให้กับการงานการศึกษาเล่าเรียนและการทำงานอย่างสม่ำเสมอ บริวารนำโชคมาให้

    เกิดวันศุกร์ มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่ การเจรจาประสบความสำเร็จ มีโอกาสได้ทำงานพิเศษ มีโอกาสได้เดินทางเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน ควรรับฟังคำแนะนำของคนรอบข้างไว้บ้าง ปัญหาหนักอกจะถูกคลี่คลาย จะได้ศึกษาอบรมมีความรู้เพิ่มเติม มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ ผลงานเก่า ๆ จะเป็นที่นิยมของประชาชน การงานควรมีสติตั้งมั่นโดยมีเป้าหมาย

    เกิดวันเสาร์ ควรมีความรอบคอบและระมัดระวังอารมณ์ให้ดี การผลีผลามทำให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย มีการจัดเอกสารหนังสือสำคัญให้เป็นระเบียบ มีปัญหาอะไรก็ควรแก้ไขให้กระจ่างเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเข้าใจผิดมากไป มีเรื่องต้องใช้เงินอยู่เสมอทั้งรายจ่ายที่จำเป็นและจำใจ การค้ำประกันบุคคลหรือทรัพย์สินควรหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธเสียเลยจะดีกว่า เงินทองถูกนำไปใช้ในการซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5196726/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw376A5iB4_QNkx2ToNzLJx2

  • อนุทินรอผล กมธ. 2 สภาชี้ขาด ก่อนชงบวรศักดิ์ ยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ …

    อนุทินรอผล กมธ. 2 สภาชี้ขาด ก่อนชงบวรศักดิ์ ยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ …

    วันนี้ (13 ตุลาคม) เวลา 11.50 น ที่พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเตรียมประชุมพิจารณาแนวทางการจัดทำประชามติยกเลิก การลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนหรือ MOU 43 และการลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชาว่า ด้วยพื้นที่ที่ไทย-กัมพูชาอ้างสิทธิในหลายทวีปทับซ้อนกัน MOU 44 จะมีการมอบแนวทางอย่างไรว่า ต้องดูผลการศึกษาของทั้งสองคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นทั้งของสภาล่างและสภาสูง โดยบวรศักดิ์คงรวบรวม และสรุปผลออกมา

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีทางออกในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ เพราะหลายฝ่ายกังวล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีทางออก

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสรุปแล้วต้องให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจ หลังบวรศักดิ์สรุปผล เสร็จสิ้นใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีคือคนที่จะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก ซึ่งก็ต้องมีการรวบรวม ข้อมูลให้มากที่สุด

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ยังมีข้อถกเถียงว่า MOU ดังกล่าวสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมานั่งดู ซึ่งเราต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ยืนยันคือ สำหรับรัฐบาลนี้ ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ซึ่งตนเองได้ให้หลักไปแบบนี้ เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญ พิจารณาบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 43 และ MOU 44 ที่มีไชยชนก ชิดชอบ เป็นประธานกรรมาธิการ จัดส่งผลการศึกษามาที่บวรศักดิ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการศึกษา โดยผลการศึกษาก็ต้องส่งมาที่คณะรัฐมนตรี จากนั้นคณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสรุปผลการศึกษามา ซึ่งอาจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ร่วมอยู่ด้วยก็ได้

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นจะต้องเร่งด่วนในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญยังทำไว้ได้แล้วเรื่องนี้ต้องเร่งด้วยหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการ

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ตอนนี้ต้องเป็นไปตามแนวทางที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาใช่หรือไม่ คือการเดินหน้าทำประชามติ จนกว่าจะมีผลศึกษาจากคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ออกมาใช่หรือไม่ อนุทินกล่าว ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

    เมื่อถามย้ำว่าหมายถึงจะเดินหน้าการทำประชามติใช่หรือไม่ อนุทินร้องเพลงกล่าวย้ำว่า ยืนยันตามนโยบาย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-mou-cancellation-committee/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u-nOsSk5wROzV3G2j53zK

  • ทำความรู้จัก “ป่าน ณัชชา” หรือ “พลอย” จากซีรีส์ Muteluv

    ทำความรู้จัก “ป่าน ณัชชา” หรือ “พลอย” จากซีรีส์ Muteluv

    ทำความรู้จัก

    ทำความรู้จัก “ป่าน ณัชชา” หรือ “พลอย” จากซีรีส์ Muteluv

    ทำความรู้จัก “ป่าน ณัชชา” หรือ “พลอย” จากซีรีส์ Muteluvเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่รวมเอานักแสดงวัยรุ่นไว้ด้วยกันหลายต่อหลายคนสำหรับโปรเจ็คท์ “Muteluv” ที่หนึ่งในนั้นมีนักแสดงสาวดาวรุ่งอย่าง “ป่าน ณัชชา” ที่ครั้งนี้เธอมารับบทเป็น “พลอย” ก่อนที่จะติดตามเรื่องราวความสนุกของ “มูเตเลิฟ ตอน พระบิดาแกสิ Not My Father” ในคืนนี้ (13 ตุลาคม) ไม่พลาดที่จะขอหยิบเอาประวัติของสาวคนนี้มาให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน สำหรับ “ป่าน ณัชชา” เธอเกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2543 ด้านการศึกษาสาวป่านจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 จาก คณะวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 

    โดยเส้นทางในวงการบันเทิงของ “ป่าน” เธอเป็นศิลปินภายใต้สังกัด MChoice และได้ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2562 ในรายการ Arm Share จากทาง GMM จากนั้นในปี 2565 เธอก็ได้ชิมลางในการแสดงครั้งแรกกับซีรีส์แนวบอยเลิฟเรื่อง “วุ่นรักนักจิ้น Why You… Y Me” หลังจากนั้นเธอได้มีผลงานซีรีส์ต่อเนื่องกับ “Summer Night ความลับในคืนฤดูร้อน” และ “Ossan’s Love Thailand รักนี้ให้ “นาย” ในปัจจุบันนี้สาวป่านเป็นนักแสดงสังกัด GMMTV เรียกว่ามีผลงานการแสดงออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง กับเรื่องล่าสุดซีรีส์ Muteluv ที่เธอรับบท “พลอยจืด” สำหรับแฟนๆ ที่รอติดตามจะต้องไม่พลาดรับชม “MuTeLuv ตอน พระบิดาแกสิ” ได้ทุกวันจันทร์ 20:30 น. | รับชมซีรีส์ MuTeLuv ได้ทาง TrueVisions NOW แพ็กเกจ NOW ENT แฟนซีรีส์จะต้องไม่พลาด

    ภาพประกอบจาก parnpeet

    ภาพประกอบจาก parnpeet

    ภาพประกอบจาก parnpeet

    gmmtv

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://truevisions.co.th/movieseries/26600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YAO71I_doFAlOuLDOjvGz

  • นำร่องทดสอบ ‘ซีเพลน’ ที่เกาะกระดาน จ.ตรัง ปักธงเปิดให้บริการกลางปี 69

    นำร่องทดสอบ ‘ซีเพลน’ ที่เกาะกระดาน จ.ตรัง ปักธงเปิดให้บริการกลางปี 69

    บวท. เดินหน้า ‘Seaplane’ นำร่อง ‘เกาะกระดานแซนด์บ็อกซ์’ เล็งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อน ต.ค.-พ.ย. นี้ เน้นย้ำศึกษาผลกระทบ IE หวั่นเสียงใบพัด-แรงน้ำต่อปะการัง ปักหมุกเปิดบริการกลางปี 69 เพื่อยกระดับและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

    13 ต.ค. 2568 – นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการให้บริการควบคุมอากาศยานทางทะเล (Seaplane) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวและช่วยลดความแออัดของสนามบินหลักในประเทศ ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ บวท. เร่งเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยจะนำร่องในรูปแบบโครงการทดลองอากาศยาน หรือ แซนด์บ็อกซ์ ที่ เกาะกระดาน จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องและทดสอบแห่งแรกในประเทศไทย ก่อนจะนำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IE) เพื่อพิจารณาการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ต่อไป

    ทั้งนี้ บวท. จะเร่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวนำร่องที่เกาะกระดานแซนด์บ็อกซ์ จังหวัดตรัง ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2568 โดยคาดว่าจะจัดตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าวได้ภายในช่วง เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ และจะดำเนินการขับเคลื่อนทดสอบบนพื้นที่จริงภายในสิ้นปีนี้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นองค์ประกอบหลักในการดูแลหลังจากทดสอบแซนด์บ็อกซ์บนพื้นที่จริงเสร็จสิ้น จะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IE) ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 180 วัน หรือประมาณ 6 เดือน เพื่อสรุปผลการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากผลสรุปรายงาน IE ออกมาในเชิงบวก คาดการณ์ว่าการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วง กลางปี 2569

    “คณะทำงานจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (IE) ในสองประเด็นหลัก คือ เรื่องเสียงใบพัดของเครื่องบิน และ ผลกระทบจากความถี่หรือความแรงของน้ำที่เกิดจากการขึ้น-ลงของเครื่องบินต่อปะการัง ในพื้นที่ทะเลอันดามัน โดยหากผลการศึกษาชี้ว่ามีผลกระทบจะต้องมีการแก้ไขเพื่อลดผลกระทบก่อนได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไป”นายสุรชัย กล่าว

    นายสุรชัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 2 ราย ได้ยื่นขอใบรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อเตรียมให้บริการเครื่องบินทะเล ได้แก่ บริษัท Thai Seaplane จำกัด และ บริษัท SIAM Seaplane จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทมีความพร้อมทั้งด้านอากาศยาน Seaplane และนักบินผู้เชี่ยวชาญ และได้กำหนดแผนทางธุรกิจไว้เรียบร้อยแล้ว โดยพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบได้ทันที เพียงรอการอนุมัติและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องจาก กพท. และหน่วยงานภาครัฐที่ดูแล ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ยังคงชะลอการลงทุน เนื่องจากต้องการความชัดเจนในเรื่องผลการศึกษาจากแซนด์บ็อกซ์ก่อน เนื่องจากประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้เครื่องบินทะเลในทะเลมาก่อน

    ด้าน พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า กพท. เตรียมลงพื้นที่หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชน ในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดทำโครงการทดลอง (Sandbox) การให้บริการเครื่องบินทะเลเชิงพาณิชย์ที่เกาะกระดาน จังหวัดตรัง คาดว่าจะเริ่มทดลองได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ใช้เวลาดำเนินโครงการ 180 วัน โดยการทดลองนี้จะทำให้เห็นรูปแบบการปฏิบัติการจริงในทุกขั้นตอน และจะจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ควบคู่ไปด้วย เพื่อประเมินผลกระทบต่าง ๆ ก่อนเปิดให้บริการจริง

    พลอากาศเอก มนัท กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะเลือกใช้สนามบินใดขึ้นบินมายังเกาะกระดาน รวมถึงจุดที่จะขึ้นลงที่เกาะกระดาน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในการประชุมสัปดาห์หน้า โดยขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการที่จะให้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอกชน 2 ราย คือ บริษัท สยามซีเพลน จำกัด และ บริษัท ไทยซีเพลน จำกัด ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการค้าขายการเดินอากาศ (AOL) และให้บริการเครื่องบินทะเลได้ โดยเครื่องบินทะเลสามารถใช้ทางวิ่ง (รันเวย์) ที่มีอยู่ของสนามบินได้เลย หรือจะวิ่งบนน้ำก็ได้

    สำหรับโครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการขยายโอกาสและโครงข่ายการเดินทางทางทะเลให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินไปยังเกาะต่าง ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงได้เร็วขึ้นอย่างมาก และจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรายจ่ายสูง (Luxury Tourism) เพื่อยกระดับและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/877984/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JD0ZHgZ_CkvB9N1k4lQyV

  • อนุทิน ย้ำอำนาจ ครม. ชี้ชะตา MOU 43-44  ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

    อนุทิน ย้ำอำนาจ ครม. ชี้ชะตา MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศจุดยืนรัฐบาลต่อปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ยันอำนาจตัดสินใจสุดท้ายในการยกเลิก MOU ปี 43 และ 44 เป็นของครม. ชี้ไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ

    วันที่ 13 ตุลาคม ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการพิจารณายกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า

    รัฐบาลจะรอข้อสรุปจากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผลเพื่อนำเสนอต่อไป

    ครม. คือผู้ชี้ขาด ต้องรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่า “คณะรัฐมนตรี คือคนที่จะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก” 

    ทั้งนี้ กระบวนการตัดสินใจจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้รอบด้านและมากที่สุด เพื่อพิจารณาถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

    “เรื่องนี้ต้องมานั่งดูก่อน เราต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยืนยันว่าสำหรับรัฐบาลนี้ ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ” นายอนุทินกล่าว

    นายอนุทินยังกล่าวถึงผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจฯ ที่มีนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นประธานว่า

    ผลการศึกษาต้องส่งมาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้น ครม.จะมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสรุปผลการศึกษามา

    โดยอาจจะเป็นรมว.การต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ร่วมอยู่ด้วยก็ได้

    เมื่อถูกถามถึงความเร่งด่วนของเรื่องนี้ นายอนุทินยืนยันว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ และเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

    ซึ่งรวมถึงแนวทางการทำประชามติ โดยจะต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ประกอบการตัดสินใจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/731782&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HzxnAr0UkVqRT4fe2joMq

  • กลุ่มผู้ผลิตเหล็ก เตรียมร้องรัฐบาล แจงมาตรฐานผลิตเหล็กเส้น IF

    กลุ่มผู้ผลิตเหล็ก เตรียมร้องรัฐบาล แจงมาตรฐานผลิตเหล็กเส้น IF

    ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า เปิดเผยว่า เร็ว ๆ นี้เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง รมว.อุตสาหกรรม และประธาน สภาอุตสาหกรรมเเห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อชี้แจงและขอความเป็นธรรมกรณีการเหล็กเส้นที่ผลิตด้วยกระบวนการ Induction Furnace (IF) ภายหลังทางกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก แจ้งข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนจนกระทบกับผู้ประกอบการ

    สำหรับกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ได้ระบุถึงผลการศึกษาของคณะทำงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ศึกษาและรวบรวมข้อมูล/ถอดบทเรียนจากประเทศจีน เพื่อใช้เเก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำลังทบทวนเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตเหล็กเส้นกลม/เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กข้ออ้อย

    หลังพบปัญหาคุณภาพเหล็กเส้นที่ผลิตด้วยกระบวนการ Induction Furnace (IF) และเหตุเเผ่นดินไหวรุนเเรงในกทม. และยังเสนอให้รัฐบาลกำหนดว่าในอนาคตการผลิตเหล็กของไทยต้องมาจากระบบ BOF และ EAF

    อีกทั้งยังระบุว่า ตอนนี้ไทยผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างปีละสามล้านตัน และปี 2567.เหล็กเส้น IF ที่มีราคาขายต่ำสุดครองส่วนเเบ่งการตลาด 1.6 ล้านตัน เเต่เหล็กเส้นที่ผลิตด้วยกระบวนการ Electric Arc Furnace (EAC) มี 1.2 ล้านตันและนำเข้าในส่วนที่เหลือ 0.3 ล้านตัน และยังพบว่ารัฐบาลจีนสั่งยุติโรงงานที่ผลิตเหล็ก IF ไปเเล้วเพราะคุณภาพสิ่งก่อสร้างที่ใช้เหล็ก IF ที่เกิดอุบัติเหตุเละยังมีปัญหาการผลิตที่กระทบสิ่งแวดล้อม จึงเสนอให้รัฐบาลทบทวนการผลิตเหล็ก IF เพื่อวางมาตรฐานเหล็กเส้นของไทยขึ้นมาใหม่นั้น

    ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า 

    ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในกรณีที่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ระบุออกมามีความคลาดเคลื่อนในหลายประเด็นและอาจทำให้สังคมสับสนได้ อีกทั้งทางกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ยังไม่ได้หารือกับตนหรือแจ้งกับประธานส.อ.ท.ในเรื่องนี้ ดังนั้นหากจะดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวนั้น ต้องนำวาระนี้เข้าสู่วาระการประชุมของส.อ.ท. และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้สิทธิชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม เพราะกระทบกับผู้ประกอบการผลิตเหล็กเส้น IF ในไทยที่กระบวนการผลิตมีมาตรฐานหลายราย

    ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมา การก่อสร้างในไทยใช้เหล็ก IF เป็นหลัก ซึ่งกระบวนการผลิตนั้นมีกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมและกฎหมายสิ่งแวดล้อมบังคับใช้เหมือนกับกระบวนการผลิตเหล็ก EAC ทุกประการ เพื่อให้ได้รับตรา มอก. และสมอ.จะสุ่มตรวจเหล็ก IF ที่นำไปใช้ในงานก่อสร้างทุกครั้ง หากเหล็กเส้น IF บางล็อตมีปัญหาไม่ได้คุณภาพ เหล็กเส้นเหล่านั้นจะโดนตีกลับทั้งหมด อีกทั้งโรงงานที่ผลิตเหล็กเส้นล็อตดังกล่าวต้องรับผิดชอบและรับโทษตามกฎหมายทุกประการ

    ดร.ศักดิ์ชัย ยืนยันว่าผู้ผลิตเหล็ก IF ที่เป็นสมาชิกของสมาคมหลายรายปรับปรุงคุณภาพการผลิตตามกฎหมายทุกประการ หากใครฝ่าฝืนกฎหมายมีบทลงโทษรุนแรง เชื่อว่าผู้ประกอบการจำนวนมากไม่กล้าเสี่ยงทำผิดกฎหมายแน่นอน ดังนั้นกรณีข้อเสนอดังกล่าว เห็นว่า เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบเเล้วหรือไม่ เช่น

    การอ้างผลการศึกษาของจีนในเรื่องเลิกผลิตเหล็กเส้น IF นั้น ข้อเท็จจริงคือรัฐบาลจีนสั่งยกเลิกโรงงานขนาดเล็กบางเเห่งที่กระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน และรัฐบาลจีนมีการให้งบปรับปรุงหากจะดำเนินการผลิตต่อเพื่อให้ได้มาตรฐานหรือให้เปลี่ยนไปทำกิจกรรมธุรกิจการผลิตด้านอื่นโดยรัฐบาลจีนช่วยงบสนับสนุน

    อย่างไรก็ตาม เห็นว่าหากไทยจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ BOF และ EAF เพื่อผลิตเหล็กเส้นจริง ถามว่าจะเกิดการผูกขาดตลาดและราคาเหล็กในไทยจะสูงขึ้นหรือไม่ เพราะเหล็กจะขาดตลาดจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งการก่อสร้างส่วนใหญ่ของไทยใช้เหล็กเส้นที่ผลิตจากระบบ IF และไม่พบปัญหา ดังนั้นการอ้างถึงอุบัติเหตุในการก่อสร้างบางโครงการ เช่น อาคารสตง.ถล่มและระบุว่าสาเหตุหนึ่งมาจากเหล็กที่ใช้ไม่ได้มาตรฐานนั้น จะทำให้เกิดความสับสน

    “เหตุอาคารสตง.ถล่ม เดือนมิถุนายนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสอบข้อเท็จจริงในตอนนั้นกับสังคมว่า สาเหตุอาคารสตง. ถล่มมาจากการออกแบบ-วิธีการก่อสร้าง-ใช้ผิดสเปก และยืนยันวัสดุคือเหล็ก-คอนกรีตได้มาตรฐาน รวมทั้งนายกฯ ยังมอบ DSI ตำรวจสอบสวนหาคนรับผิดชอบให้ได้นั้น ตรงนี้คือสิ่งยืนยันในชั้นต้นว่าเป็นข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641283&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32mFSELAg_IZcvhE2I7c4I