Category: วัฒนธรรม

  • เช็กดวงประจำวันที่ 19 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “ตุลย์” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “กันย์” | เดลินิวส์

    เช็กดวงประจำวันที่ 19 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “ตุลย์” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “กันย์” | เดลินิวส์

    สุริยคติกาล วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025 จันทรคติกาล ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 12 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.09 น. เที่ยงจริง เวลา 12.04 น. อาทิตย์ตก เวลา 17.57 น. จันทร์ขึ้น เวลา 04.54 น.

    วันนี้ เวลา 00.00-17.30 น. ดาวจันทร์เสวยอุตรผลคุณีนักษัตรฤกษ์ที่ 12 ประกอบด้วยโจโรแห่งฤกษ์ โจโร แปลว่า โจร ผู้ปล้น ผู้ลักขโมย เป็นฤกษ์ที่ให้ความหมายในการใช้กำลัง หรือใช้อำนาจเข้าทำการบังคับ ช่วงชิงกรรมสิทธิ์ของคนอื่นโดยพลการ เวลา 17.31-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยหัตถนักษัตรฤกษ์ที่ 13 ประกอบด้วย ภูมิปาโลแห่งฤกษ์ ภูมิปาโล แปลว่า ผู้รักษาแผ่นดิน วันอาทิตย์-โลกาวินาศตามกาลโยค เวลา 00.00-09.30 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-ทักษิณ (ใต้) ทิศอัปมงคล-อุดร (เหนือ) สีประจำวัน-แดง สีสิริมงคล-เขียวสด สีอัปมงคล-ฟ้า น้ำเงิน ราศีที่ดาวศรีสถิต-ตุลย์ ราศีที่ดาวกาลีสถิต-กันย์

    เกิดวันนี้ เด็กชาย มีความเจริญก้าวหน้าทางสังคม มีมิตรสหายมาก มีการศึกษาดี รับผิดชอบสูง มีเสน่ห์ เจรจาเป็นเลิศ เฉลียวฉลาด ชอบศึกษา ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ อนาคตแจ่มใส สร้างหลักฐานได้เร็ว จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง เด็กหญิง มีรูปร่างหน้าตาดี รักสวยรักงาม มีเสน่ห์ มีผู้อุปถัมภ์ ชอบการศึกษา รักศิลปะการตกแต่ง นุ่มนวลน่ารัก ชอบการสมาคมเพื่อนฝูงมาก ติดต่อเจรจาทางการค้าดี คู่ครองช่วยเสริมเรื่องฐานะความเป็นอยู่

    เกิดวันอาทิตย์ จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูงแนะนำงานใหม่เข้ามาให้ทำ มีโอกาสได้ทำงานพิเศษ มีรายได้จากผลงานเก่าๆ มีการปรับปรุงบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น ควรรับฟังเหตุผลและคำแนะนำของคนอื่นบ้างทำให้มีผลงานดีขึ้น จะได้รับของฝากของขวัญ ญาติพี่น้องมาหาเพื่อขอความช่วยเหลือ คู่ครองคนรักจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในเรื่องการงาน ทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

    เกิดวันจันทร์ จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานที่ดี สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ภายในเงื่อนเวลาที่เหมาะสม จะได้เครื่องมือเครื่องใช้วัสดุอุปกรณ์ มีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าที่ผ่านมา ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี จะได้ลาภเป็นทรัพย์สินเงินทอง อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ การเงินควรวางแผนการใช้จ่ายให้ดี มีคนต่างถิ่นเข้ามาคบหาสมาคมด้วย ควรรอบคอบในการรับรองบุคคล

    เกิดวันอังคาร จะเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่และบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย คนรักเห็นใจและมีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ควรลดอาการจู้จี้ ขี้บ่นลงไปบ้างก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ควรยืนอยู่บนหลักการและเหตุผล รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวตามความจำเป็น มีการปรับปรุงตกแต่งที่อยู่อาศัยให้ดูดี คนรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา ควรควบคุมอารมณ์ให้ดี ควรดูแลเรื่องสุขภาพและทำความเข้าใจกับคนรอบข้างให้ดี

    เกิดวันพุธ ควรรับฟังคำแนะนำของคนรอบข้างบ้าง มีโอกาสได้เดินทางเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน อาศัยความรักความสามัคคีในหมู่คณะงานทำให้การงานประสบความสำเร็จ จะได้รับของฝากของขวัญ มีการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ การไม่เชื่อมั่นในตัวเองความหวาดระแวงความขี้หึงและอารมณ์ร้ายอาจจะทำให้ความรักมีปัญหาได้ จะได้ลาภเป็นทรัพย์สินเงินทอง ควรระวังพูดจาอะไรมักมีคนเข้าใจผิด

    เกิดวันพฤหัสบดี มีช่องทางในการทำมาหากินเพิ่มขึ้น จะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ ได้รับสิ่งของมีค่าโดยไม่คาดฝัน การเจรจาเป็นผลสำเร็จ แต่เก็บเงินไม่อยู่มีเรื่องต้องใช้จ่ายมากขึ้น ผู้ใหญ่มอบหมายงานสำคัญให้ทำเป็นงานที่มีความรับผิดชอบสูง มีเรื่องจำเป็นต้องช่วยเหลือคนใกล้ชิดอย่างฉุกเฉิน มีความสับสนวุ่นวายเรื่องคนรัก มีลาภที่คนให้ด้วยความศรัทธา

    เกิดวันศุกร์ ความรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเราและยับยั้งชั่งใจให้ดี มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง จะมีการเดินทางไปสถานที่สำคัญ เข้าวัดเข้าวาถือศีลบำเพ็ญภาวนา การวิ่งเต้นติดต่อทางธุรกิจสำเร็จเรียบร้อยลงได้ด้วยดี จะได้ฟังหลักธรรมคำสอนที่ดี ปัญหาที่คาราคาซังมานานสามารถแก้ไขได้ ระวังงานที่เสี่ยงหรือล่อแหลมต่อความปลอดภัย เงินทองญาติมิตรจะมาหยิบยืมแล้วไม่ได้คืน

    เกิดวันเสาร์ การรู้จักบริหารเงินทองไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การเงินจะดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ควรดูแลคนในครอบครัวให้ดี จะมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ มีเวลาพักผ่อนน้อย มีคนต่างถิ่นเข้ามาคบหาสมาคมด้วย คนรักหรือเพศตรงข้ามญาติมิตรจะนำโชคดีมาสู่ท่าน มีรายได้พิเศษหรือได้เงินคืน ได้เครื่องรางของขลังและอิทธิมงคลวัตถุ ควรระวังรักษาสุขภาพให้ดี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5215323/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UbF8zS0igeM-ABvWnQDdW

  • ‘ดร.แดน’ แนะแก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นบ่วงจน

    ‘ดร.แดน’ แนะแก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นบ่วงจน

    ‘ดร.แดน’ แนะแก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นบ่วงจน

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

    ‘ดร.แดน’ แนะแก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นบ่วงจน แนะรัฐวางนโยบาย 3 ระดับเน้นแก้แบบพุ่งเป้า เชื่อบูรณาการทั้งระบบทำคุณภาพชีวิตประชาชนดียั่งยืน

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2568 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  หรือดร.แดน นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) กล่าวถึงประเด็น “ประเทศไทยจะพ้นจนได้อย่างไร” โดยมองว่า ประเทศไทยตอนนี้ กำลังประสบปัญหาในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งคนยากจนมาก คนเสี่ยงยากจน 24.3 ล้านคน และความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง อันดับ 1 ของ East Asia & Pacific (2021) ปัญหาทั้งสาม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด คือความยากจน ซึ่งถือเป็นรากฐานของปัญหาอื่นทั้งหมด จากข้อมูลสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567

    โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่า ประชากรที่ยากจนส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร ถึง45.49% มีระดับการศึกษาต่ำ กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะใน 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด เช่น แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในภาวะยากจนคือการขาดเงินออม ปัญหาหนี้สิน การขาดที่ดินทำกิน และการขาดทักษะอาชีพที่สร้างรายได้สูง  โดยสาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2567 ร้อยละ 84 ของผู้มีรายได้น้อยประสบปัญหาจากการขาดเงินออม อันเป็นผลจากรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำ ขณะที่ร้อยละ 71 เผชิญภาระหนี้สินซึ่งกัดกร่อนความสามารถในการดำรงชีพและลงทุนเพื่ออนาคต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันกลายเป็นวงจรความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ยากต่อการหลุดพ้นจากความยากจน หากไม่มีการปฏิรูปเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหาความยากจนมาโดยตลอด 

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า แต่นโยบายที่นำมาใช้มีข้อจำกัดคือ 1.มาตรการที่ขาดประสิทธิภาพ เช่น นโยบายเรือธงอย่าง ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งถือเป็นเป็นนวัตกรรมสวัสดิการของไทยและมีเจตนาที่ดีในการสร้างฐานข้อมูลและโอนเงินช่วยเหลือโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดปัญหาการตกหล่น คนจนจริงกว่าครึ่งไม่ได้รับสิทธิ์ ขณะที่งบประมาณส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย 2.เน้นการสงเคราะห์เฉพาะหน้า นโยบายส่วนใหญ่ของรัฐบาลต่างๆ มักเป็นนโยบายประชานิยมที่เน้นการให้ความช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การแจกเงิน หรือการพักชำระหนี้ ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก (ร้อยละ 78.45 ของงบแก้จนในปี 2567 เป็นต้น) แต่ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้ และ 3.ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น งบประมาณปี 2567 ในส่วนที่ควรใช้ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ การปรับโครงสร้างการผลิต หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 21.28 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชน ซึ่งไม่เพียงเกิดขึ้นกับงบประมาณในปี 2567 แต่เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริงว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินนโยบาย  โดยจะต้องมีชุดนโยบายที่ผสมผสานกันในหลายระดับทั้งระดับมหภาค ซึ่งเป็นนโยบาย “กวาด” คนจนส่วนใหญ่ และมีระดับจุลภาค และ ระดับบุคคล เป็นนโยบาย “เก็บตก” เพื่อช่วยคนจนที่เหลือ ที่เป็นกลุ่มคนเจาะจง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประชากรสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน แทนที่การพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว   

    ซึ่งนโยบายระดับมหภาค ควรมุ่งเน้นในการแก้ไขคนจนจำนวนมาก เป็นการ “กวาด” คนส่วนใหญ่ให้พ้นจนโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม เพื่อสร้างโอกาสและลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้กับประชาชน โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ คือ “การขยายความเป็นเมืองอย่างชาญฉลาดและทั่วถึง” เนื่องจาก มีงานศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการลดความยากจน ซึ่งอาจทำได้ ดังนี้ 1.การพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดและบ้านเช่าในเมืองใหญ่และเมืองรอง (Urban Housing for All) ควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดผ่านแนวคิด “โฉนดชุมชนในเมือง” เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงและป้องกันการถูกไล่รื้อ 2.การลงทุนขยายระบบขนส่งสาธารณะราคาถูกให้เชื่อมโยงพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑล (Connected Cities) พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Fiber/5G) ให้ครอบคลุม เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและตลาด

    3.การจัดตั้งกองทุนพิเศษและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุน SMEs และสตาร์ทอัพในเมืองรอง (Inclusive Urban Economy) เพื่อสร้างงานและกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงในกรุงเทพมหานคร  4.การจัดตั้งศูนย์ยกระดับทักษะอาชีพในเขตเมืองที่ประชากรมีรายได้น้อย (Human Capital in Cities) โดยเน้นทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ทักษะดิจิทัล โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งประกันการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายระดับจุลภาค ที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนต้องเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งควรมีนโยบายดังนี้    1.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานภาคเกษตร แรงงานภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมด แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนถึงผลิตภาพที่ต่ำมาก ภาครัฐต้องมีนโยบายเชิงรุกในการ “ย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่ภาคบริการและการผลิตที่มีผลิตภาพสูงกว่า” ผ่านโครงการ Reskilling และ Upskilling พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Farm Mechanization) และการทำฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตร   2.การส่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงการลงทุนกับผู้หญิง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการแก้ไขปัญหา ความยากจน งานวิจัย พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มนำรายได้ไปใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสุขภาพของบุตรหลาน ดังนั้นภาครัฐควรดำเนินนโยบาย เช่น ขยายบริการศูนย์ดูแลเด็กให้ครอบคลุมนอกเวลาทำการ เพื่อให้ผู้หญิงมีเวลาในการทำงานมากขึ้น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการหญิง การแก้ไขช่องว่างของรายได้และบำนาญระหว่างเพศชาย-หญิง รวมทั้งการสนับสนุนการรวมกลุ่ม ในรูปแบบสหภาพหรือสมาคม  เช่น โมเดล Self-Employed Women’s Association (SEWA) ในอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายและอำนาจต่อรอง เป็นต้น และ 3.การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป้าหมาย (Targeted Poverty Alleviation): ประยุกต์ใช้แนวทางที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน โดยการ “จับคู่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ยากจน” เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกของแต่ละครัวเรือนและชุมชน และเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐที่เหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและวัดผลได้

    ศ.ดร.เดรียงศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายระดับปัจเจกบุคคล สำหรับประชากรที่อาจตกหล่นจากนโยบายในระดับมหภาคและจุลภาค ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบาย ”เก็บตก” ที่สร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับทุกคน ได้แก่ 1.การพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานสากล (Universal Basic Competency) และการรับประกันการมีงานทำ (Job Guarantee): รัฐต้องเปลี่ยนจากการสงเคราะห์เป็นการสร้างศักยภาพ โดยส่งเสริม “สมรรถนะพื้นฐานสากล” (Universal Basic Competency) ให้กับประชาชนทุกคน ควบคู่ไปกับการพิจารณาโครงการ “รับประกันการจ้างงาน” (Job Guarantee) ที่รัฐเป็นนายจ้างทางเลือกสุดท้าย (Employer of Last Resort) จัดหางานในโครงการสาธารณะประโยชน์ให้แก่ผู้ที่หางานไม่ได้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้และความมั่นคง  2) การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า (Universal Share Holding) และกระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทุน ภาครัฐควรพิจารณานโยบาย “การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า” โดยกระจายหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้แก่ประชาชนผ่านระบบการออมภาคบังคับ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีรายได้จากเงินปันผล นอกเหนือจากรายได้ค่าจ้างเพียงอย่างเดียว เรียกว่า กระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital)

    “การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย ต้องการการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับ และให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การดำเนินนโยบายเชิงรุกที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างศักยภาพให้ประชาชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 3 ระดับตั้งแต่การปรับโครงสร้างประเทศ ในระดับมหภาค การพุ่งเป้าไปยังกลุ่มประชากรและพื้นที่เฉพาะในระดับจุลภาค ไปจนถึงการสร้างหลักประกันให้รายบุคคล ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างจริงจังและบูรณาการ พร้อมกับการออกแบบนโยบายของรัฐที่ตรงจุด ที่ต้องไม่มุ่งเน้นใช้งบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม แต่มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองให้สุจริต ไม่โกง ไม่มีการใช้เงินซื้อเสียงในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ประเทศไทยจะสามารถสร้างอนาคตที่ประชาชนทุกคน มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922039&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03AUearsIZ_v5EtyvtD0_Q

  • เรียนฟรี! วิชา “พระเครื่องเบื้องต้น” ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการได้ที่ม.ธรรมศาสตร์  

    เรียนฟรี! วิชา “พระเครื่องเบื้องต้น” ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการได้ที่ม.ธรรมศาสตร์  

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

    เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568   รศ. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ ที่ปรึกษาสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ และอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าปัจจุบันกระแสพระเครื่องกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง TikTok และ Reels ฯลฯ จนนำไปสู่การสร้างเป็นภาพยนต์Netflix และได้รับความนิยมในหลายประเทศนั้น ได้ทำให้มีผู้คนหลากหลายอาชีพและหลากหลายช่วงวัยให้ความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้น ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องมากนัก

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้มีการเปิดหลักสูตรเรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ของสถาบันเสริมศึกษาฯ หรือ TU NEXT ให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้าเข้าถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระเครื่องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีการสอนอย่างเป็นระบบ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ความหมายเชิงวัฒนธรรม ความเป็นศิลปะ ไปจนถึงการดู และการทำความเข้าใจพระเครื่องซึ่งจะช่วยให้มีพื้นฐานก่อนก้าวเข้าไปสู่วงการพระเครื่องได้อย่างรู้เท่าทัน

    รศ. สุดแดน กล่าวต่อไปว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีกลุ่มผู้ให้ความรู้ด้านพระเครื่อง หรือที่เรียกว่าเซียนพระเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านผู้มีประสบการณ์เหล่านั้นก็ได้ผลักดันให้วงการพระเครื่องเป็นที่ยอมรับและขยายตัวไกลถึงต่างประเทศและได้ให้ความรู้ด้านพระเครื่องมาโดยตลอด แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ความรู้พระเครื่องก็อาจถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มเซียนพระบางกลุ่มเท่านั้น รวมถึงยังไม่มีสถาบันการศึกษาใดที่ให้ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเข้ามาให้บริการวิชาการและบริการสังคม ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางความรู้นี้

    “อย่างกรณีของหลวงปู่ทวดที่เป็นข้อถกเถียงกันในสังคม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากต่อการเรียนรู้ จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามของคนว่าพระแท้และพระปลอมคืออะไร ดูได้อย่างไรบ้าง นั่นทำให้วงการพระเครื่องเองก็ต้องมีคำตอบให้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เช่น ประวัติการสร้าง วิธีการสร้าง หรือตำนาน ฯลฯ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ความรู้ไม่ถูกผูกขาดไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่ผ่านมา ที่คนจะให้เซียนพระเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน” รศ. สุดแดน กล่าว

    นายอิสรานุวัฒน์ ศรีคุณ อาจารย์ประจำสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิทยากรร่วมของหลักสูตรเรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น กล่าวว่าหลักสูตรพระเครื่องเบื้องต้นที่ธรรมศาสตร์เปิดสอนจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและทราบถึงวัตถุประสงค์ในการศึกษาของตัวเอง ว่าต้องการศึกษาในเชิงมูลค่าคือการเช่าหาซื้อขายตามกลไกการตลาด หรือเชิงคุณค่าคือการสะสมในฐานะผู้ศรัทธาหรือในแง่ความงดงามทางพุทธศิลป์

    นอกจากนี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงเกณฑ์การพิจารณาว่าพระแท้หรือไม่นั้น ในสังคมพระเครื่องมีหลากหลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์การชี้ขาดความเป็นพระแท้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นภายใต้หลักสูตรของธรรมศาสตร์จะอธิบายในหลากหลายเกณฑ์ ไม่ใช่แค่การพิจารณาจากพิมพ์ทรง หรือจุดสังเกต หรือตำหนิในองค์พระเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบด้านพุทธศิลป์สกุลช่าง เนื้อหามวลสารที่นำมาสร้างพระ รวมถึงธรรมชาติ และความเก่าหรืออายุของการจัดสร้างพระด้วย กล่าวโดยสรุปคือ ต้องแม่นพิมพ์ ชำนาญเนื้อ และคุ้นเคยธรรมชาติพระ

    “หลักสูตรนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการชี้นำว่า เกณฑ์การพิจารณาพระแท้ของกลุ่มใดเป็นเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพราะธรรมศาสตร์ไม่ใช่กลุ่มหรือสมาคมใดในสังคมพระเครื่องที่จะมาขี้ขาด แต่ต้องการให้ผู้เรียนทราบความจริงว่า พระแท้หรือไม่แท้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ สิ่งสำคัญคือต้องสามารถให้เหตุผลตามหลักวิชาการ ทั้งตรรกศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเป็นเหตุเป็นผล และผู้เรียนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าการพิจารณาพระแท้นั้น อย่าหวังพึ่งพาความเห็นจากผู้อื่น เพราะในโลกนี้ไม่มีบุคคลใดหรือกลุ่มอาชีพใดที่ควรมีอำนาจตัดสินชี้ขาดความแท้ของพระเครื่อง นอกจากตัวผู้เรียนเอง ซึ่งต้องศึกษาโดยมีความรู้อย่างมากพอและสามารถอธิบายความแท้ของพระได้ด้วยตนเอง” นายอิสรานุวัฒน์ กล่าว

    ด้าน ศ. ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มความรู้และทักษะเฉพาะทางให้กับประชาชนผ่าน TU NEXT เป็นหนึ่งในบริการวิชาการให้แก่สังคมของ มธ. ที่ทางผู้บริหาร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทำให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพเสริม หรือกลายเป็นอาชีพหลักต่อไปได้ เนื่องจากในอนาคตปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำงาน และจะส่งผลให้ตลาดแรงงานมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

    ทั้งนี้ หลักสูตรการเรียนรู้ผ่าน TU NEXT ต่างๆ ที่ปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 200 หลักสูตร โดยแบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ Art & Spiritualities, Good life & Wellbeing, Learn with Thammasat Lecturer, Thammasat initiative, Reskill & Upskill for communities and yourself, TU Faculties และ TU Partner นั้น ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคม ทั้งในเชิง Soft skill และ Hard skill ควบคู่กันไป

    “ในปีงบประมาณ 2569 เรายังมีแผนจะเปิดคอร์สเพิ่มอีกประมาณ 60 คอร์ส โดยจะมีทั้งคอร์สด้าน AI กฎหมาย การจัดการความขัดแย้ง หรือการดูพระเครื่องก็จะมีเพิ่มเติมอีก 5 คอร์สที่เจาะจงมากขึ้น เช่น การดูพระเบญจภาคี รวมถึงกำลังมีการพูดคุยกันถึงการทำให้สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตไว้เทียบโอนสำหรับเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์ได้ในอนาคตด้วย เพื่อให้สามารถเรียนจบได้เร็วขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็ปไซต์ TU NEXT”ศ. ดร.ธีระ กล่าว.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/451005&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cM_ckacU2FKC6MjyQYgTG

  • เปิดประวัติ กชเบล ศรัณย์รัชต์ รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2025 สวยครบจบในคนเดียว

    เปิดประวัติ กชเบล ศรัณย์รัชต์ รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2025 สวยครบจบในคนเดียว

    ปรบมือรัวๆ ให้กับ กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ที่เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าชิงมงกุฎบนเวทีมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2025 ที่การประกวดในครั้งนี้ เธอสามารถเข้ารอบลึกไปจับมือกับ เอ็มม่า แมรี่ ทิกเลาก่อนได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ควบรางวัลชุดประจำชาติ และชุดว่ายน้ำยอดเยี่ยม ทำได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับสาวสวยมากความสามารถคนนี้กัน

    – สำหรับ กชเบล ศรัณย์รัชต์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2539 ส่วนสูง 170 เซนติเมตร จบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    – โดยผลงานที่ถูกพูดถึง และเป็นที่จดจำของเธอนั้นคือการเป็นนักแสดงหลักในละครคุณธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และเธอเคยเปิดเผยว่า ความฝันของเธอคือการได้เป็นนักแสดง

    – ในตอนที่กชเบลเป็นผู้เข้าประกวด เธอกลายเป็นตัวเต็งตั้งแต่ประกาศลงชิงมงเป็นตัวแทนมิสแกรนด์ภูเก็ต

    – แม้จะมีคู่แข่งที่มากประสบการณ์อีกหลายคนที่ร่วมช่วงชิงไปเวทีใหญ่ แต่กชเบลก็คว้าตำแหน่งชนะเลิศมาได้ แม้จะเป็นครั้งแรกในเส้นทางสายนางงามของเธอก็ตาม

    – นอกจากนี้ เธอยังสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 4 มิสแกรนด์ขวัญใจสงขลา พร้อมทั้งคว้ารางวัลพิเศษมาครองถึง 2 รางวัล ในค่ำคืนเดียวกัน

    – เพราะความตั้งใจที่จะคว้ามงในเวทีใหญ่ ทำให้กชเบลตั้งใจฝึกฝนและฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงประกวดในเวทีมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2025

    – และความตั้งใจของกชเบลไม่ทำให้เธอผิดหวัง เพราะในค่ำคืนนี้กชเบลสามารถทำได้ดีมาก ด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 ควบรางวัลชุดประจำชาติ และชุดว่ายน้ำยอดเยี่ยม มาครองในค่ำคืนนี้ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยอีกครั้ง

    คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/beauty-pageant/2889875&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vX46UYbCnuhVqPE06HVcl

  • ร.ม.ต. ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ 2569

    ร.ม.ต. ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ 2569

    วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมมอบนโยบายขับเคลื่อนการศึกษา “เรียนดี มีคุณธรรม” ณ ห้องมงกุฎเพชรแกรนด์บอลรูม โรงแรมโฆษะ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยมี นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาพร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน เข้าร่วมการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อรับนโยบายขับเคลื่อนการศึกษา “เรียนดี มีคุณธรรม” ในครั้งนี้

    ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การอาชีวศึกษาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสายช่างเทคนิค แต่ยังครอบคลุมสาขาวิชาด้านสิ่งทอ การตัดเย็บ อาหารและโภชนาการ รวมถึงการบริการ (Hospitality) ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่สร้างรายได้และมีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน จึงอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีวศึกษาให้มากขึ้น อีกทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอาชีวศึกษา และเรียนในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้ “จบแล้วมีงานทำอย่างแท้จริง” เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้“อาชีวศึกษาเป็นพระเอกของประเทศ” โดยเน้นการสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมเห็นว่า การเรียนสายอาชีพมีคุณค่าไม่แพ้สายสามัญ เป็นทางเลือกที่มั่นคง มีงานทำ และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และ “ต้องปรับเปลี่ยนค่านิยมของผู้ปกครองที่มองการเรียนสายอาชีพเพราะผู้จบระดับ ปวช. หรือ ปวส. สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีและมีรายได้มั่นคง ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลก การศึกษาสายอาชีพได้รับการยอมรับเทียบเท่ากับสายสามัญ จึงอยากชวนทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมให้เยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษา หรืออยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียน ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างอนาคตที่มั่นคง”

    ในส่วนวิทยฐานะครูอาชีวศึกษา ที่ผู้ประเมินต้องมาจากสายวิชาชีพเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในลักษณะงานอย่างแท้จริง พร้อมทั้งปรับหลักเกณฑ์ให้ดำเนินการได้รวดเร็ว ตรงสายงานมากขึ้น เพื่อให้ครูอาชีวะทุกคนมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีรายได้ที่เหมาะสม และเกิดความภาคภูมิใจในการทำงานและเดินหน้าโครงการลดภาระหนี้สินครู เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น

    ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ร่วมสะท้อนความคิดเห็นและเสนอประเด็นปัญหา เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนานโยบายในระยะต่อไป

    ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการจากปีงบประมาณที่ผ่านมา และรับฟังนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีวศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ พร้อมทั้งมอบนโยบาย “การพัฒนาอาชีวศึกษาของ สอศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” แก่คณะผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุมฯในครั้งนี้

    ในการประชุมฯครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมบรรยายแนวทางพัฒนาอาชีวศึกษา ดังต่อไปนี้

    นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หัวข้อเรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษาฯ ด้านวิชาการและภารกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล

    นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หัวข้อเรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษาฯด้านงบประมาณและภารกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล

    นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หัวข้อเรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษาฯ ด้านทรัพยากรบุคลากรและภารกิจที่อยู่ใน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3798843/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WLsA-6LazRD8j2r9cejbc

  • ‘จักรภพ’ เผยแพร่แถลงการณ์ ‘ทักษิณ’ ไม่มีแผนขออภัยโทษเวลานี้

    ‘จักรภพ’ เผยแพร่แถลงการณ์ ‘ทักษิณ’ ไม่มีแผนขออภัยโทษเวลานี้

    'จักรภพ' เผยแพร่แถลงการณ์ 'ทักษิณ' ไม่มีแผนขออภัยโทษเวลานี้

    ‘จักรภพ’ เผยแพร่แถลงการณ์ ‘ทักษิณ’ ไม่มีแผนขออภัยโทษเวลานี้

    วันที่ 18 ต.ค. 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก เป็นแถลงการณ์เรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในเรือนจำ โดยเป็นการนัดชุมนุมแฟนคลับนายทักษิณ บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ในวันนี้ (18 ต.ค.) เวลา 10.30 น. 

    แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า เป้าหมายของกิจกรรมในวันนี้คือ การตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของสื่อมวลชนสากลจำนวนมาก เพื่อขอข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งยังได้รับความสนใจในทุกความเคลี่ยนไหว และยังเป็นประเด็นตามที่บางคนกล่าวใน เราจึงมาพบกันในวันนี้

    'จักรภพ' เผยแพร่แถลงการณ์ 'ทักษิณ' ไม่มีแผนขออภัยโทษเวลานี้

    ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.เป็นต้นมา นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย เริ่มถูกคุมขังจากคดีทีมี่ความเกี่ยวพันทางการเมีอง ที่ต้องคำพิพากษาให้รับโทษคุมขังเป็นเวลาหนึ่งปี การจำคุกไม่ได้เงียบเชียบหรือถูกลืม ตามที่ผู้สนับสนุนของเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจน ด้วยการมาปรากฏตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรมแห่งนี้ อย่างมีมารยาทสถานที่ เฉพาะสมาชิกในครอบครัว และทนายความของนายทักษิณเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมถึงภายในเรือนจำได้

    'จักรภพ' เผยแพร่แถลงการณ์ 'ทักษิณ' ไม่มีแผนขออภัยโทษเวลานี้

    สภาพทั่วไปของนายทักษิณไม่แตกต่างจากผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ที่นี่ ไม่มีสิทธิพิเศษหรือขอสิทธิพิเศษใด ๆ เขาอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่าเขตพยาบาลของเรือนจำ นายทักษิณใช้เวลาสอนหนังสือผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ในหัวข้อต่าง ๆ ตั้งแต่ความรู้เกี่ยกับประเทศไทย ประชาคมอาเซียน สถานการณ์โลก เศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ไปจนถึงวิชาภาษาอังกฤษ เรียกได้ว่างานของนายทักษิณนี้ ล้วนอยู่ในด้านการศึกษาและฝึกอบรม

    อดีตนายกรัฐมนตรี หมั่นรักษาสุขภาพ และโดยทั่วไปแล้วสุขภาพของท่าน ก็อยู่ในเกณฑ์ดีอาการที่มีอยู่บ้าง เช่น ความดันโลหิตภาวะหัวใจแบบไม่รุนแรง และโรคกล้ามเนื้อคออักเสบ ถูกตรวจพบและได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดร.ทิกษิณ แข็งแกร่ง และมั่นคง ไม่มีความผิดปกติใด ๆ เลย

    นายทักษิณได้แสดงความกังวลต่อประเทศชาติ และอนาคตของประเทศอยู่เสมอ ท่านห่วงในเรื่องของส่วนรวมมากกว่าเรื่องส่วนตัว ท่านฝากขอบคุณทุก ๆ คนที่ปรารถนาดีในทุกการแสดงออก รวมถึงที่เรือนจำแห่งนี้ที่แฟนจำนวนมากทยอยกันมาเยี่ยมเป็นประจำ สำหรับพรรคเพื่อไทย ท่านยังคงมีความรักและความห่วงใยต่อสมาชิก และผู้สนับสนุนของพรรคทุกคน ระลึกถึงไปยังสมาชิกของพรรคเพื่อไทยด้วย

    สุดท้าย อดีตนายกรัฐมนตรี เคยยื่นคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งได้ถูกยกเลิกจากการดำเนินการในครั้งแรก ท่านมีสิทธิ์ที่จะยื่นอีกครั้ง แต่ไม่มีแผนที่จะดำเนินการในเวลานี้ เพราะท่านให้ความเคารพสูงสุดต่อสิ่งที่เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/608732&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cSUWFweNuaHCuhqz0V55G

  • โฆษกรัฐบาล ​ ยันไทยไม่มีปล่อยตัว 18 เชลยศึก​ หากกัมพูชา ไม่ทำตามข้อตกลงปราบสแกมเมอร์ และข้อตกลงที่เหลือ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โฆษกรัฐบาล ​ ยันไทยไม่มีปล่อยตัว 18 เชลยศึก​ หากกัมพูชา ไม่ทำตามข้อตกลงปราบสแกมเมอร์ และข้อตกลงที่เหลือ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110110&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JxSQ8c5Hc6q-PP_DJFPiL

  • ‘มจร’ ผ่านประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับ ‘ดีมาก’ ได้คะแนนรวม 4.66 | เดลินิวส์

    ‘มจร’ ผ่านประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับ ‘ดีมาก’ ได้คะแนนรวม 4.66 | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5217735/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JW7xFCZ8VZN1YxQRncmOH

  • สภาพัฒน์ ชง 6 ข้อเร่งด่วน แก้ปัญหาความยากจน-ความเหลื่อมล้ำไทย

    สภาพัฒน์ ชง 6 ข้อเร่งด่วน แก้ปัญหาความยากจน-ความเหลื่อมล้ำไทย

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำรายงานสถานการณ์วิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยพบว่า ภาพรวมระยะยาว สถานการณ์ความยากจน ของประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 พบว่า จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 3.41

    ขณะที่เส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้น มาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน โดยคนจนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร คิดเป็นสัดส่วนถึง ร้อยละ 45.49 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคเกษตรต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    สถานการณ์นี้ ชี้ให้เห็นถึงลักษณะพลวัตของความยากจนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจและ สังคม รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แม้การเพิ่มขึ้นของคนจนในปีนี้อาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวแต่ก็เป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 

    สศช. ประเมินว่า สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มี ความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3.60 ล้านล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 19.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยมีการเบิกจ่ายรวม 3.54 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้ในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 827,041 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.35 ของงบประมาณทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการลด ความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

    แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำและโครงการต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดสรรเงิน อุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินอุดหนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และค่าใช้จ่ายในการรักษา พยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 

    สะท้อนให้เห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบันอาจยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างจำกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำซึ่งฝังรากลึกในระดับโครงสร้างยังไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

    ภาพประกอบข่าว สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนยากจน นโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และกระบวนการยุติธรรม

    ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาและการขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่บรรลุผล ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงทาง รายได้ หลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมและเพียงพอ การกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญ ดังนี้

    1. การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบของโครงการที่มีการใช้งบประมาณสูงอย่างต่อเนื่อง

    หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลโครงการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยครอบคลุมทั้งระยะสั้น (เช่น การเข้าถึงบริการและความพึงพอใจของประชาชน) ระยะกลาง (เช่น ผลลัพธ์ ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสถานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มเป้าหมาย) และระยะยาว (เช่น การยกระดับ คุณภาพชีวิต การลดความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนของมาตรการ) 

    ผลจากการประเมินดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐ มี “หลักฐานเชิงประจักษ์” ในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสม สามารถปรับปรุงหรือยุติโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า และโยกย้ายทรัพยากรไปยังโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงกว่า อีกทั้งช่วยสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นจากสาธารณชนต่อการใช้งบประมาณภาครัฐ และทำให้การใช้ทรัพยากรของรัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ภาพประกอบข่าว สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567

    2. การเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชนให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    ระบบฐานข้อมูลกลางประชาชนที่ครบวงจรและมีเอกภาพจะช่วยแก้ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลแยกตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยต้องมีการกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสร้างกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรัดกุม 

    การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยให้ ภาครัฐประเมินความต้องการของประชาชนได้ตรงจุด สนับสนุนการจัดสวัสดิการและพัฒนาทุนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และการลงทะเบียนหลายรอบเพื่อเข้าถึงโครงการที่หลากหลาย สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของประชาชนในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้บริการภาครัฐสอดคล้องกับความจำเป็นของทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    3. การลงทุนในโครงสร้างที่จำเป็นต่อการยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างยั่งยืน

    มาตรการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรควรเน้นการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินมาตรการหลายด้านร่วมกัน อาทิ 

    • การให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยกำหนดเงื่อนไข ให้เข้าร่วมอบรมเสริมทักษะหรือปรับโครงสร้างการผลิต 
    • การส่งเสริมช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง โดยสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสามารถเข้าถึงความรู้ด้านการบริหารจัดการตลาด และส่งเสริมแพลตฟอร์ม สำหรับการซื้อขายสินค้าเกษตรโดยตรงจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค 
    • การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพของเกษตรกร โดยอาจสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือการอุดหนุนแบบร่วมจ่ายให้กับเกษตรกรรายย่อย 
    • การปฏิรูปที่ดินและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นคงในการผลิตและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

    ภาพประกอบข่าว สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567

    4. การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์

    การยกระดับเครื่องมือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาวควรให้ความสำคัญกับ 

    (1) การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลทางการศึกษาที่สะท้อนศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ตามหลักสูตร การคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 

    (2) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงผลการประเมินกับข้อมูลนักเรียนและสถานศึกษาในระดับบุคคล เพื่อให้สามารถ ติดตามความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายบุคคลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนำข้อมูลดังกล่าวไปสนับสนุน การวางแผนและปรับปรุงการพัฒนาสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

    การขยายผลการจัดการศึกษาในรูปแบบเรียนรู้ควบคู่สร้างรายได้ (Learn to Earn) เป็นแนวทางสำคัญในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีเศรษฐฐานะต่ำให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลด ความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา 

    โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่มีอยู่แล้วให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศและมีเอกภาพ เพื่อรองรับการเทียบโอนผลการเรียนรู้จากหลายแหล่ง ทั้งจากการศึกษาในระบบ การถ่ายโอนระหว่างสถานศึกษา และจากประสบการณ์ทำงานจริง 

    นอกจากนี้ ควรส่งเสริมโครงการฝึกอาชีพเชิงวิชาชีพ (Apprenticeship) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน ระยะยาวภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่มุ่งสร้างบุคลากรที่มีฝีมือและเชี่ยวชาญในสายงานใดสายงานหนึ่งจนสามารถประกอบอาชีพได้จริง ซึ่งแตกต่างจากการฝึกงาน (Internship) ที่ส่วนใหญ่ มีระยะสั้น และเน้นเพียงการเปิดโลกทัศน์และเพิ่มประสบการณ์มากกว่าการสร้างเส้นทางวิชาชีพที่มั่นคง

    5. การพัฒนาศักยภาพของสถานพยาบาลตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบใหม่ ที่เป็น ลักษณะ S-A-P (Standard, Academy, Premium)

    การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขควรดำเนินตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบ S-A-P ที่เน้นบทบาทและศักยภาพของหน่วยบริการ โดยมีความหมายดังนี้ 

    • S (Standard) หมายถึง หน่วยบริการมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นหน่วยบริการระดับชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป 
    • A (Academy) หมายถึง หน่วยบริการด้านการผลิตบุคลากร ทางการแพทย์ การเรียนการสอน และงานวิชาการทางการแพทย์ 
    • P (Premium) หมายถึง หน่วยบริการ ระดับสูง ที่เทียบเท่ากับโรงเรียนแพทย์และมีศักยภาพในการรักษาโรคขั้นสูง แนวทางนี้จะช่วยให้การกระจายทรัพยากร สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยบริการแต่ละประเภทและครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) อย่างจริงจัง อาทิ การจัดจ้างให้เอกชนเข้ามาลงทุนและได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินงานจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการพัฒนายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ 

    โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพ เช่น การสนับสนุนสถานที่ รถรับส่งผู้ป่วย บุคลากร หรือการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุข และลดความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายทรัพยากรทางการแพทย์

    ภาพประกอบข่าว สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567

    6. การพัฒนากลไกเชิงระบบที่มุ่งลดต้นทุนแฝงในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

    ภาครัฐควรพัฒนากลไกและมาตรการเชิงระบบที่ช่วยลดต้นทุนแฝงหรืออุปสรรคที่ประชาชนต้องเผชิญในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เช่น ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการดำเนินการ และความซับซ้อนของขั้นตอน โดยสามารถดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กันไป ทั้ง

    (1) การพัฒนาช่องทางการสื่อสารและการเผยแพร่ ความรู้ด้านสิทธิและกระบวนการยุติธรรมขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อที่หลากหลาย อาทิ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลัง (Empower) ให้ประชาชนสามารถปกป้องสิทธิของตนเอง 

    (2) การยกระดับระบบการช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพของทนายความช่วยเหลือและการปรับปรุงกลไกการจัดสรรทนายความให้สอดคล้องกับประเภทคดีที่ทนายมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดีและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641759&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LiZ_0JVdBatiyHrTrdWR3

  • เปิด 41 ชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์

    เปิด 41 ชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.48 น.

     วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ โดยมีจำนวน 41 คน ดังนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    รองหัวหน้าพรรค ตามภารกิจ จำนวน 8 คน

    กรณ์ จาติกวณิช (ด้านเศรษฐกิจ)
    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (ด้าน ศก.ดิจิทัล)
    นายจูรี นุ่มแก้ว (ด้านสื่อสารองค์กร)
    นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน)
    นายวีระพงษ์ ประภา (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)
    นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (ด้านยุทธศาสตร์การเมือง ประสานการเมืองภาคประชาสังคม)
    นายอิสรา สุนทรวัฒน์ (ด้านต่างประเทศ)
    นายอัมพร พินะสา (ด้านการศึกษา)

    เลขาธิการพรรค

    นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

    รองเลขาธิการพรรค จำนวน 6 คน

    กันตวรรณ ตันเถียร
    ขยัน วิพรหมชัย
    เจะอามิง โตะตาหยง
    ประชา ยอดวานิช
    ราเมศ รัตนะเชวง
    ม.ล.อภิมงคล โสณกุล

    เหรัญญิก

    เจิมมาศ จึงเลิศศิริ

    นายทะเบียน

    ผ่องศรี ธาราภูมิ

    โฆษกพรรค

    พงศกร ขวัญเมือง

    รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาค ภาคละ 1 คน รวม 5 คน

    ภาคเหนือ
    สงกรานต์ จิตสุทธิภากร

    ภาคกลาง
    เมฆินทร์ เอี่ยมสอาด

    ภาคอีสาน
    ธนพร สมศรี

    ภาคใต้
    ชัยชนะ เดชเดโช

    กทม.
    สกลธี ภัททิยกุล

    หัวหน้าสาขา/ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด (ภาคละ 1 คน รวม 5 คน)
     

    ภาคเหนือ
    ขนิษฐา นิภาเกษม

    ภาคกลาง
    สิทธิชัย จรานุพันธ์

    ภาคอีสาน
    วิมล มะลิลา

    ภาคใต้
    สาคร เกี่ยวข้อง

    กทม.
    กฤษณ์ชนม์ เมธีนพอนันต์

    ตัวแทนสมาชิกสภาท้องถิ่น จำนวน 2 คน

    ธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
    สมชาย เต็มไพบูลย์กุล

    กรรมการบริหารที่มาจากที่ประชุมใหญ่ จำนวน 8 คน

    ธนิตพล ไชยนันทน์
    ยุพราช บัวอินทร์
    วิรัช ร่มเย็น
    สมมาตร วิสุทธิวงศ์
    ดร.เชวงศักดิ์ พลลาภ
    รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
    ธีรภัทร พริ้งศุลกะ
    อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์

    ดร.รุจรินทร์ ทองใหญ่ (สำรอง)
    มรกต อิสระเสนารักษ์ (สำรอง)
    อุดมการณ์ วรกิจ (สำรอง)
    ราณี นิวงศ์ษา (สำรอง)

    นอกจากนี้ ยังได้มีการเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร จำนวน 11 คน ประกอบด้วย

    นายขยัน วิพรหมชัย
    นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์
    ม.ล.อภิมงคล โสณกุล
    นายประชา ยอดวานิช
    นายอัมพร พินะสา
    นายวิชิต กลิ่นทอง
    นายวิมล มะนิลา
    นายสัญชัย แช่ลิ่ม
    นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
    ดร.พิมพ์รพี พันธุร์วิชาติกุล
    นายสาธิต ปิตุเตชะ

    สำรอง
    นายเจะอะมิง โต๊ะตาหยง
    นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ
    นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ
    นายวิจิตร กาหลง
    นายเรืองเดช จอมเมือง
    นายมารุต โมราสุข
    ดร.เชวงศักดิ์ พลลาภ
    นายชูศักดิ์ กุลธวัชรวงศ์
    นายพลเดช ศรีแปงวงศ์
    ดร.ผุสดี ตามไท
    นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน
    นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921970&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aIcrZgOwnyM7a9lP-W18L