Category: วัฒนธรรม

  • เกาหลีใต้ปรับเกณฑ์วีซ่าทำงาน เพิ่มโอกาสเยาวชนไทยทำงานในเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้ปรับเกณฑ์วีซ่าทำงาน เพิ่มโอกาสเยาวชนไทยทำงานในเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้ปรับเกณฑ์วีซ่าทำงาน เพิ่มโอกาสเยาวชนไทยทำงานในเกาหลีใต้

    12 พฤศจิกายน 2568, 22:37น.

              สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ประกาศผ่อนปรนเกณฑ์การขอวีซ่าหางานและวีซ่าทำงานสำหรับผู้ที่ทำงานในเกาหลีใต้ โดยตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป จะมีการผ่อนปรนเกณฑ์ในการขอวีซ่าหางาน (D-10) และการทำงาน (E-7) สำหรับเยาวชนที่มีความสามารถ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างไทย–เกาหลี และเพิ่มโอกาสให้เยาวชนไทยได้ทำงานในประเทศเกาหลีใต้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาเกาหลีเป็นอย่างดี จะได้รับการผ่อนปรนทั้งด้านการตรวจสอบหลักฐานค่าใช้จ่ายในการพำนัก การประเมินคะแนน และยังสามารถพำนักอยู่ได้ยาวนานขึ้นจากเดิม 1 ปี เป็นสูงสุด 3 ปี

              สำหรับผู้สมัครที่มีอายุไม่เกิน 29 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาภาษาเกาหลีหรือเกาหลีศึกษา และสอบผ่าน TOPIK ระดับ 6 เมื่อสมัครขอวีซ่าหางาน D-10-1 ในประเทศเกาหลี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายในการพำนัก และไม่ต้องมีคะแนนประเมินขั้นต่ำ 60 คะแนน โดยระยะเวลาการพำนักจะขยายจากเดิม 1 ปี เป็น 3 ปี

              มาตรการผ่อนปรนนี้เกิดขึ้นจากการที่กระทรวงยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐเกาหลีอนุมัติข้อเสนอของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาไทยที่เรียนสาขาวิชาภาษาเกาหลีหรือเกาหลีศึกษาในประเทศไทยได้รับโอกาสมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยประมาณ 28 แห่งที่เปิดสอนสาขาภาษาเกาหลีและเกาหลีศึกษา ทั้งในหลักสูตรเอก โท และวิชาเลือกทั่วไป

              นอกจากนี้ เกณฑ์ของวีซ่าทำงานประเภท E-7 ก็ได้รับการผ่อนปรนเช่นกัน จากเดิมต้องมีคุณสมบัติเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา และสาขาอาชีพที่ตรงตามเกณฑ์ แต่ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาเกาหลีจะได้รับการยกเว้นการตรวจสอบในส่วนของสาขาวิชาและประสบการณ์การทำงาน

              อีกทั้ง สำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 29 ปี ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่อยู่ใน QS ไม่เกินอันดับที่ 1,000 ในเกณฑ์ 3 ปีที่ผ่านมา และสอบผ่าน TOPIK ระดับ 2 จะได้รับคะแนนพิเศษในการพิจารณาวีซ่าและสามารถพำนักในเกาหลีใต้ได้สูงสุด 3 ปี

              มหาวิทยาลัยที่อยู่ในรายชื่อ (ตามเกณฑ์ปี 2026): จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ชลบุรี)

              เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย นายปาร์ค ยงมิน กล่าวว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของสถานทูตในการขอให้รัฐบาลเกาหลีผ่อนปรนเกณฑ์ เพื่อให้นักศึกษาไทยที่เรียนภาษาเกาหลีมีโอกาสในการทำงานมากขึ้น พร้อมทั้งคาดหวังว่าการจ้างงานและการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศจะช่วยส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

              รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    https://overseas.mofa.go.kr/th-ko/brd/m_28336/view.do?seq=34&page=1

    #สาธารณรัฐเกาหลี

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156389&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kOhwj1_19NiRlhF36YtVn

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rFsHqHLnj7LIQ4KPfu8gy

  • เปิด TOP10 โรคร้าย พบ “ม้ามืด” พุ่งติดอันดับคร่าชีวิตทั่วโลก อันตรายเทียบเท่า “มะเร็ง”

    เปิด TOP10 โรคร้าย พบ “ม้ามืด” พุ่งติดอันดับคร่าชีวิตทั่วโลก อันตรายเทียบเท่า “มะเร็ง”

    เปิด TOP 10 โรคร้าย ที่เป็นสาเหตุการตายของคนทั่วโลก พบม้ามืดผู้ป่วยพุ่ง ชี้ 3 ปัจจัยหลัก เบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน

    วารสารการแพทย์ชื่อดัง The Lancet เผยข้อมูลที่น่าตกใจล่าสุด เมื่อ “โรคไตเรื้อรัง” (Chronic Kidney Disease: CKD) ถูกจัดให้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 9 ของโลกอย่างเป็นทางการ ถือเป็นครั้งแรกที่โรคนี้ติด 1 ใน 10 อันดับโรคที่อันตรายที่สุด

    การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก

    สถิติผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

    ทีมนักวิจัยจาก NYU Langone Health, มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และสถาบัน IHME ได้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพจาก 133 ประเทศ และพบว่าสถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่ง

    ตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2023 จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจาก 378 ล้านคน เป็น 788 ล้านคน นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าประมาณ 14% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกกำลังป่วยด้วยโรคนี้ และเฉพาะในปี 2023 มีผู้เสียชีวิตจากโรคไตถึง 1.5 ล้านคน

    3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก: เบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน

    งานวิจัยชี้ชัดว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่ส่งผลให้เกิดโรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (โรคเบาหวาน), ความดันโลหิตสูง และดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูง หรือ ภาวะโรคอ้วน

    ที่สำคัญ ภาวะไตทำงานบกพร่องยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างยิ่งของโรคหัวใจ โดยมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลกประมาณ 12%

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ “อันตรายแต่ถูกมองข้าม”

    ดร. โจเซฟ โคเรช หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยอาวุโส ระบุว่า โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาที่ “อันตรายแต่ถูกมองข้าม” และควรได้รับความสำคัญในระดับเดียวกับโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งดำเนินการ

    ด้าน ดร. มอร์แกน แกรมส์ ผู้ร่วมวิจัยอีกท่าน เน้นย้ำว่าโรคไตมักถูกตรวจพบช้าและไม่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ โดยเรียกร้องให้มีการตรวจปัสสาวะให้บ่อยขึ้นเพื่อตรวจจับโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นที่สามารถรักษาและชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วยยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    สำหรับ 10 โรคร้ายแรงที่คนเป็นกันมากทั่วโลก มีดังนี้

    – โรคมะเร็งระยะลุกลาม
    – โรคเบาหวาน
    – โรคหัวใจล้มเหลว
    – โรคหลอดเลือดหัวใจ
    – โรคหลอดเลือดสมอง
    – โรคปอดอักเสบ
    – โรคไตวายเรื้อรัง
    – โรคตับ
    – โรคอัลไซเมอร์
    – โรคพาร์กินสัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9855918/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FFqB92WozOr-QrAVoyn2l

  • “รมว.นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ วางแนวทางขับเคลื่อน พัฒนาคุณภาพผู้ประเมิน

    “รมว.นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ วางแนวทางขับเคลื่อน พัฒนาคุณภาพผู้ประเมิน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109971&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s3cVydvSiU9yAG_wRh9gC

  • จุฬาฯ ร่วมลงนามความร่วมมือกับ สสปท. และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

    จุฬาฯ ร่วมลงนามความร่วมมือกับ สสปท. และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการกับ สสปท. และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สู่มาตรฐานความปลอดภัยที่ยั่งยืน

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมด้วยสถาบันการศึกษาทั่วประเทศร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการกับกับสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. ในโครงการ “จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับนิสิตนักศึกษา เตรียมความพร้อมสู่การเป็นแรงงานคุณภาพรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธี

              ในโอกาสนี้ ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ เป็นผู้แทนอธิการบดี   จุฬาฯ ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ และ ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SHECU) เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

                นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ความปลอดภัยในการทำงานเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุบัติเหตุในการทำงานยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานใหม่ที่มักขาดประสบการณ์ การพัฒนา “วัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่ในสถานศึกษา” จึงเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงและสร้างคุณภาพแรงงานในระยะยาว และจะเป็นกำลังสำคัญในการเตรียมความพร้อมของคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้และทักษะในการทำงานอย่างปลอดภัย เป็นระบบ และมีมาตรฐานเดียวกับภาคอุตสาหกรรม”

                ทั้งนี้ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม (สสปท.) มีแนวคิดในการพัฒนาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานรุ่นใหม่ (จป.พันธุ์ใหม่) ให้มีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติที่ถูกต้องสำหรับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยภายใต้แนวคิดหลัก ‘รู้ทัน ทำทัน สื่อสารทัน’ สสปท. พร้อมเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/270949/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ctYymOyM7en8m8WgAYVd

  • กฎเข้มดิจิทัล เสี่ยงฉุดศักยภาพ SME ไทย สูญรายได้ปีละ 1.2 หมื่นล้าน

    กฎเข้มดิจิทัล เสี่ยงฉุดศักยภาพ SME ไทย สูญรายได้ปีละ 1.2 หมื่นล้าน

    ผลการศึกษา SEAPPI ชี้กฎเข้มเศรษฐกิจดิจิทัล อาจฉุดศักยภาพ SMEs ไทย สูญรายได้ปีละ 12,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มภาระต้นทุน-ลดการลงทุนในประเทศ

    Southeast Asia Public Policy Institute (SEAPPI) ในฐานะสถาบันวิจัยด้านนโยบายระดับภูมิภาค ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเวทีเสวนาเชิงลึก เพื่อหารือและสำรวจแนวทางการสนับสนุนนวัตกรรม การลงทุน และการประกอบธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

    โดย SEAPPI ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง “การกำหนดทิศทางกรอบกำกับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอย่างสมดุล” ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบของแนวทางการกำกับดูแลที่อาจเปลี่ยนไปต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของผู้ประกอบการไทย พร้อมระบุว่า กรอบกำกับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย” อาจกระทบรายได้ SMEs กว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มต้นทุน ลดการลงทุน และชะลอการขยายตัวของธุรกิจในประเทศ

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคบริการดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการค้า การชำระเงิน และโลจิสติกส์ กลุ่ม SMEs ในไทยก็พึ่งพาช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้าและดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนราว 6% ของ GDP ในปี 2566 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 11% ภายในปี 2570

    โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้าง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแพร่หลาย และอุปสรรคต่อการเริ่มต้นธุรกิจต่ำ ส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย สามารถมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจระดับประเทศ ภูมิภาค ไปจนถึงระดับโลกได้

    กฎเข้มดิจิทัล เสี่ยงฉุดศักยภาพ SME ไทย สูญรายได้ปีละ 1.2 หมื่นล้าน

    จากการวิเคราะห์กรณีศึกษาและประสบการณ์ในต่างประเทศพบว่า แนวทางของสหภาพยุโรปภายใต้กฎระเบียบด้านการตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act: DMA) ส่งผลให้เกิดภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูง และนำมาซึ่งการชะลอการเปิดตัวของฟีเจอร์ใหม่ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนานวัตกรรมในยุโรป ในขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เลือกใช้แนวทางกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น ยึดหลักการด้านความโปร่งใสและการปรับปรุงเฉพาะเจาะจง ลดความเสี่ยงด้านการแข่งขัน 

    ผลการศึกษาระบุว่า กฎระเบียบที่เข้มงวดและการกำกับดูแลเชิงป้องกัน (ex-ante) ของสหภาพยุโรปอาจนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ตอบสนองต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการปรับปรุงบริการ ลดการเติบโตในภาคส่วนที่พึ่งพาการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัล หากไทยนำแนวทางของสหภาพยุโรปมาใช้อาจทำให้นวัตกรรมและการลงทุนในไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่ใช้แนวทางการกำกับดูแลที่มีความเข้มงวดน้อยกว่า

    ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงความสำคัญของการออกแบบกฎระเบียบที่เหมาะสมกับบริบทของไทยว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวไทย คำถามที่สำคัญ คือการกำหนดแนวทางกำกับดูแลที่ส่งเสริมความเป็นธรรม และยังสามารถสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ประเทศไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่างนวัตกรรมหรือการส่งเสริมความเป็นธรรม ประเทศไทยสามารถบรรลุทั้งสองเป้าหมายนี้ไปพร้อมๆ กันได้ ผ่านการออกแบบกฎระเบียบที่มีพื้นฐานความเข้าใจทางเทคนิค มีความสมดุล และสอดคล้องกับสภาพตลาดจริง มากกว่าการนำแนวทางจากต่างประเทศมาใช้โดยตรงโดยไม่ปรับให้เข้าถึงบริบทของไทย

    กฎเข้มดิจิทัล เสี่ยงฉุดศักยภาพ SME ไทย สูญรายได้ปีละ 1.2 หมื่นล้าน

    นายเอ็ดเวิร์ด แรตคลิฟฟ์ กรรมการบริหาร SEAPPI เสริมว่า ความชัดเจนและความสมดุลของกฎระเบียบจะกำหนดขีดความสามารถทางการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทย เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยนั้นเติบโตมาโดยตลอดเพราะมีความเปิดกว้าง มีการแข่งขันสูง และขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการโดยตรง ประเทศไทยจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคนี้ได้ต่อไป หรือจะเสี่ยงพบการชะลอการเติบโตและอุปสรรคที่เพิ่มขึ้นในการเข้าถึงตลาดดิจิทัลนั้น ขึ้นอยู่กับการพัฒนากฎระเบียบที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และเอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสโดยไม่จำกัดขีดความสามารถของธุรกิจไทย

    ผลการศึกษาของ SEAPPI เสนอให้ภาครัฐใช้กรอบการกำกับดูแลที่ยึดหลักการด้านความโปร่งใสและเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยควรมีการแทรกแซงเฉพาะเมื่อมีความเสียหายที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน การออกกฎระเบียบใหม่นี้ยังควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรม และควรเสริมสร้างกลไกความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎระเบียบทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ที่พึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญต่อไป

    รายงานยังชี้อีกว่า หากไทยสามารถพัฒนากรอบการกำกับดูแลทีเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน  ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบของภูมิภาคในการออกแบบกฎระเบียบดิจิทัลที่เป็นมิตรและทันสมัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733346&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lniWWjW8dCT64agwUc3Sp

  • นายกรัฐมนตรี ยอมรับสถานการณ์ “ไทย-กัมพูชา” เปลี่ยน ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์เตรียมพร้อม

    นายกรัฐมนตรี ยอมรับสถานการณ์ “ไทย-กัมพูชา” เปลี่ยน ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์เตรียมพร้อม

    นายกฯ อนุทิน เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 68 ย้ำความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ยอมรับสถานการณ์ “ไทย-กัมพูชา” เปลี่ยน ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์เตรียมพร้อม

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พ.ย.2568 ที่ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 และกล่าวบรรยาย หัวข้อ บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พลโท ทักษิณ สิริสิงห์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 เข้าร่วมด้วย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดหลักสูตรว่า วันนี้รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้ง ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 61 การได้พบกับพี่น้องชาว วปอ. คือการได้พบกับบุคลากรทรงคุณค่าของประเทศ เป็นผู้นำระดับสูงจากทุกภาคส่วน ทุกท่านมาอยู่ที่นี่ก็ด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นในการจะร่วมกันสร้างความมั่นคง ความก้าวหน้า และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยของเรา

    ภัยแนวรบแบบใหม่

    นายกรัฐมนตรี กล่าวเชื่อว่าทุกท่านคงมีประสบการณ์ และตระหนักดีว่าในยุคนี้ “ภัยคุกคามต่อความมั่นคง” ไม่ได้มาในรูปแบบของ “การรบด้วยอาวุธ” เสมอไป แต่แฝงมาในรูปของสงครามการแข่งขันทางข้อมูลการค้า เศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของตลาดโลก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และภูมิรัฐศาสตร์ ทุกครั้งที่ได้ไปร่วมการประชุมนานาชาติจะเห็นได้ชัดว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ได้กลายเป็น “แนวรบใหม่” ของทุกประเทศ หากเศรษฐกิจสั่นคลอน ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ความไม่พอใจในสังคมก็จะขยายตัว มีผลต่อทั้งเสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงทางสังคม ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องสร้างเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีความสมดุลโดยรัฐบาลนี้มุ่งเน้นประคับประคองผู้มีรายได้น้อยให้มีกำลังพอที่จะยืนได้ด้วยตนเอง เช่น “โครงการคนละครึ่ง พลัส” ที่ดำเนินอยู่นี้ ซึ่งสำคัญที่คำว่า “พลัส” เพราะมีการอบรมผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางการค้าขายออนไลน์ เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสใหม่ ๆ ให้ด้วย

    เอกชน แถวหน้าสนามศก.

    นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงบทบาทภาคเอกชนต่อความมั่นคงชาติ ภาคเอกชนถือเป็น “แนวหน้า” ในสนามเศรษฐกิจในหลายประเทศ ผู้ประกอบการ SMEs ถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจ เพราะทุกการลงทุนคือ การสร้างงาน สร้างรายได้ และลดแรงกดดันทางสังคม รัฐบาลจึงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ที่สำคัญคือ การปฏิรูปกฎหมายให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ การ “กิโยติน” กฎหมายจะทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น ด้วยการลดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย ปรับปรุงทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การเมืองต้องมั่นคง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า อีกปัจจัย คือการเมือง ไม่มีชาติใด มั่นคงได้ หากการเมืองไม่มั่นคง “เสถียรภาพทางการเมือง” คือเครื่องมือสำคัญในการรักษาความมั่นคงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชน รัฐบาลจะต้องรักษาเอกภาพ และความสมดุลในความสัมพันธ์กับทุกภาคส่วน ซึ่งนี่ก็เป็นความเฉพาะตัวของการเมืองไทย ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาแต่ต้องพยายามไม่ให้ความเห็นต่าง กลายเป็นความแตกแยก เมื่อบ้านมีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี ก็จะมีความพร้อมสูงในการออกไปแข่งขันนอกบ้าน

    การเมืองมั่นคง โลกเชื่อมั่น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนำทีมไทยแลนด์เข้าร่วมการประชุมนานาชาติทั้ง ASEAN Summit ที่มาเลเซีย และ APEC Summit ที่เกาหลีใต้ ทั้งสองเวทีสะท้อนว่า “เสถียรภาพทางการเมืองภายใน” คือ เงื่อนไขสำคัญของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” ประเทศที่มีความต่อเนื่องทางนโยบาย ประเทศที่โลกเชื่อมั่นว่าจะยืนหยัดบนหลักการและสันติภาพ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม และระเบียบโลก คือประเทศที่นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงต้องแก้ข้อกังวล และยืนยันว่า ประเทศไทยนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ไม่เคยให้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุน ไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพร้อมในการเป็น “สะพานเชื่อมภูมิภาค” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงทางพลังงาน ไทยพร้อมเป็น Hub ในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ หรือแม้กระทั่งการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยภูมิศาสตร์และความพร้อมของไทย 

    การทูตเชิงรุก ยืนในเรดาร์โลก

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ไทยจึงได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาคด้วย การหารือในเวที APEC และ ASEAN ทำให้ไทยเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่กว่า 10 ประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงการเจรจาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างความมั่นคงเชิงรุกที่ทำให้ไทยยืนอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค” หรือที่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ไทยได้กลับมาอยู่ในเรดาร์ของโลกแล้ว

    ใช้ช่องทางการทูตอย่างอดทน

    นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ขณะที่การดำเนินการทางการต่างประเทศของไทยกำลังเป็นไปด้วยดี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเดินสวนทางอีกครั้ง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลและกองทัพไทย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ ได้ปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยความเด็ดขาด และขณะเดียวกัน ก็รักษาช่องทางการทูตอย่างอดทน เพื่อคงสถานะความชอบธรรมของประเทศไทยบนเวทีโลก จนกระทั่งมีถ้อยแถลงแนวทางสันติภาพร่วมกัน โดยมีอาเซียนและสหรัฐฯ เป็นสักขีพยาน และก็เป็นผลดีกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของไทยกับอีกหลายประเทศด้วย

    ต้องเปรียบยุทธศาสตร์อีกรอบ

    นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ทำให้ต้องเปลี่ยนมาตรการและยุทธศาสตร์กันอีกครั้ง ในฐานะรัฐบาล มีหลายสิ่งต้องปกป้องรักษาไว้ และดำเนินการเพื่อความมั่นคงของชาติ

    1. ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

    2. การบริหารการต่างประเทศ ที่ต้องให้ประชาคมโลกรับรู้ถึงเหตุการณ์ และต้องใช้กลไกในการประท้วงเพื่อรักษาสิทธิทางการต่างประเทศให้ครบถ้วน

    3. การทหาร รัฐบาลได้ให้ไฟเขียวในการปฏิบัติการที่จำเป็นในอนาคต โดยจะยึดถือระเบียบโลกอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ไทยเกิดข้อเสียเปรียบในระยะยาว ไม่ว่าสถานการณ์จะนำไปที่จุดใด

    4. การเศรษฐกิจ แน่นอนว่า แนวทางสันติภาพเปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลต่อการเจรจาทางเศรษฐกิจในบางเรื่องไม่มากก็น้อย แต่มั่นใจว่า ด้วยการเตรียมการทุกด้านอย่างรอบคอบจะสามารถรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไว้ได้

    ลั่นยุทธศาสตร์พร้อม

    นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องความมั่นคงของชาติ ถ้ามองภาพรวม และมียุทธศาสตร์ที่พร้อม บูรณาการ และที่สำคัญ มีความแน่วแน่ในผลประโยชน์ของชาติ ก็จะรักษาความมั่นคงไว้ได้เสมอ ความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อผู้นำในทุกระดับร่วมกันยืนอยู่บนความจริง คุณธรรม และความรับผิดชอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mahl4XP19KZHmb5YuaSD2

  • รองผู้ว่าฯ สมุทรสงครามและคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสงคราม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนมูลนิธิ

    รองผู้ว่าฯ สมุทรสงครามและคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสงคราม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนมูลนิธิ

    รองผู้ว่าฯ สมุทรสงครามและคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสงคราม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนมูลนิธิ


    12/11/2568 | 44 |

    วันนี้ (12 พ.ย. 2568) นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสงคราม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนมูลนิธิฯ พร้อมมอบเครื่องอุปโภค บริโภค และเงินทุนสนับสนุนกองทุนมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 8 ราย มีนางณัฐสุดา วงษ์สุวรรณ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดฯ คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดฯ ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฯ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ เพื่อช่วยเด็กและเยาวชน ประพฤติดียากไร้ที่ขัดสนจากหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ได้มีโอกาสรับการศึกษาการพัฒนาที่สมบูรณ์ทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านจิตใจ ศาสนา ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ต้องการให้เยาวชนรู้สึกอบอุ่น ไม่อ้างว้างท้อถอย หรือหมดหวัง จนสามารถประกอบอาชีพที่สุจริตได้ตามอัตภาพของตน เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญช่วยกันรับช่วงสืบทอด รักษาเอกราช วัฒนธรรมและพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปในอนาคต

    จิตติพัฒน์ : ภาพ – ข่าว

    ทีมงานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1555292/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/441656&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p7W0Co8ZaP1scE5go1D1D

  • 52 บิ๊กทหาร-ขรก.-นักธุรกิจ แห่อบรมหลักสูตร นธป. รุ่น 14 ของ ศาล รธน.

    52 บิ๊กทหาร-ขรก.-นักธุรกิจ แห่อบรมหลักสูตร นธป. รุ่น 14 ของ ศาล รธน.

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกประกาศเรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการศึกษาอบรม หลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 14 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาอบรมของวิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 โดยมีมติจากคณะกรรมการบริหารจัดการหลักสูตรในการประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

    สำหรับหลักสูตร นธป. ถือเป็นหลักสูตรชั้นสูงที่มุ่งส่งเสริมความรู้ด้านหลักนิติธรรมเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในสังคม โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็น ผู้บริหารระดับสูงจากภาคราชการ ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ และภาคเอกชน

    สำหรับรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการศึกษาอบรม “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 14 รวม 52 คน ดังนี้

    1. นายกฤษณ ไทยดํารงค์ กรรมการ บมจ. ซีแอล เวนเจอร์ หรือ KOOL

    2. นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น

    3. รองศาสตราจารย์ ก้องเขต เหรียญสุวรรณ

    4. นายเกียรติรัชต์ สินสมบูรณ์

    5. นายโกวิท ศรีไพโรจน์ รองอัยการสูงสุด

    6. นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท.  หรือ PTT

    7. นางจุไรภรณ์ วิจักขณวงศ์ 
    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท D Dental Design Solution จำกัด

    8. นายฉันทานนท์ วรรณเขจร 

    9. นายชวภณ สวิระสฤษดิ์

    10. พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร กองทัพบก

    11. นางสาวณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ 

    12. นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

    13. นายณัฐพล เอื้อวัฒนสกุล 

    14.พลตํารวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

    15. นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ 

    16. พลเรือเอก ถุงเงิน จงรักชอบ ที่ปรึกษาพิเศษ กองทัพเรือ

    17. นายธนากร อัษฎาธร 

    18. นางสาวธิดาพร มีกิ่งทอง 

    19. นายธีรทัย เจริญวงศ์ 

    20. นายธีรรัฐ อร่ามทวีทอง 

    21. นายธีระชัย พงศ์พนางาม 

    22. นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล 

    23. นางนพเก้า สุขะนันท์

    24. นายนพพร วาทิน

    25. นางนลินี ด่านชัยวิจิตร

    26. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์

    27. พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์

    28. พลเอก นิมิตต์ สุวรรณรัฐ อดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

    29. นางบุญพา ลิมปะพันธุ์

    30. นายปฐมภพ สุวรรณศิริ 

    31. นางสาวปะราลี เตชะจงจินตนา Parther บจก.เบเคอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ จำกัด

    32. นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

    33 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี

    34. นายพิเชฏฐ์ ทองศรีนุ่น 

    35. นายมณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค

    36. นางสาวมัทนา เจริญศรี

    37. รองศาสตราจารย์ รมิดา พัชราวนิช

    38. นายฤทธิณรงค์ กุลประสูตร

    39. นางสาววราภรณ์ วีระภุชงค์

    40. นายวิเชียร จันทรโณทัย 

    41. นายวีรยุทธ โพธารามิก ประธานกรรมการ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS

    42. นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ 

    43. นางสาวศศิริทธิ์ ตันกุลรัตน์ 

    44. นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์

    45. นายสาธิต เหมมณฑารพ

    46. นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต 

    47. รองศาสตราจารย์ สุปรียา แก้วละเอียด

    48. ศาสตราจารย์ อติพร อิงค์สาธิต

    49. พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ

    ๕๐. นายอัครุตม์ สนธยานนท์

    ๕๑. พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองทัพบก

    ๕๒. พลตํารวจเอก อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ

                        52 บิ๊กทหาร-ขรก.-นักธุรกิจ แห่อบรมหลักสูตร นธป. รุ่น 14 ของ ศาล รธน.   52 บิ๊กทหาร-ขรก.-นักธุรกิจ แห่อบรมหลักสูตร นธป. รุ่น 14 ของ ศาล รธน.   52 บิ๊กทหาร-ขรก.-นักธุรกิจ แห่อบรมหลักสูตร นธป. รุ่น 14 ของ ศาล รธน.

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการอบรมรายงานตัวในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00–16.00 น. ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ
    วนกิจกรรมปฐมนิเทศจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานที่ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ หากผู้ผ่านการคัดเลือกไม่สามารถรายงานตัวและเข้าร่วมปฐมนิเทศตามวันเวลาดังกล่าวได้ จะถือว่าสละสิทธิ์

    ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นางสาวร่มปรางค์ สวมประคำ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/643811&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oJyUVq9IlmmRxjiHmzUNJ

  • นายกฯเวียดนามสั่งการออกมาตรการด่วน เยียวยาปชช.-ธุรกิจประสบภัยน้ำท่วม-พายุ : อินโฟเควสท์

    นายกฯเวียดนามสั่งการออกมาตรการด่วน เยียวยาปชช.-ธุรกิจประสบภัยน้ำท่วม-พายุ : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม สั่งการธนาคารกลางเวียดนามให้เร่งศึกษาและจัดทำมาตรการสินเชื่อพิเศษเพื่อสนับสนุนประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและผลพวงของพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

    สำนักข่าว Voice of Vietnam รายงานว่า นายกฯ เวียดนามเน้นย้ำให้ทางการท้องถิ่นในจังหวัดและเมืองทางภาคกลางและภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ประเมินและรวบรวมรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพายุไต้ฝุ่นเฟิงเฉิน (Fengshen) และคัลแมกี (Kalmaegi) ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นายกฯ เวียดนามยังขอให้ทางการท้องถิ่นระดมกำลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการบูรณะซ่อมแซมบ้านเรือน โดยตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ เพื่อที่ประชาชนจะได้มีบ้านใหม่ฉลองเทศกาลปีใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังมีคำสั่งให้เร่งดำเนินการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียน สถานีอนามัย และโรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าบริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขจะสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีการหยุดชะงัก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30tnp65R6lmJqjDhlpJ7hF