Category: วัฒนธรรม

  • “ฟิล์ม ธนภัทร”น้ำตาตก เสียใจปม”#แบนแม่หยัว” ดวงตกเจอดราม่าซ้ำสอง ลั่นเกิดแต่กับผม | TOPNEWS

    “ฟิล์ม ธนภัทร”น้ำตาตก เสียใจปม”#แบนแม่หยัว” ดวงตกเจอดราม่าซ้ำสอง ลั่นเกิดแต่กับผม | TOPNEWS

    เผยแพร่ : 15/11/2024 04:53. “ฟิล์ม ธนภัทร”น้ำตาตก เสียใจ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1115800/%3Fnocache%3D1764984199&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IABbYhPm9ZXZ3WVgeJ1ah

  • มอบทุนน้องบนดอยสูง 38 ทุน ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

    มอบทุนน้องบนดอยสูง 38 ทุน ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

    6 Dec 68

    คุณประเสริฐ ไตรจักรภพ รองประธานมูลนิธิ ศรีเทพไทย นายพวนชัย โคตรชนะ ผู้จัดการโครงการ แม่วาง community mall สาขาแม่วาง มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียน พรหมอุทิศวิทยาคาร ต.แม่ริม อ.แม่วาง จ เชียงใหม่ จำนวน 38 ทุนๆละ 1,000 บาท รวมจำนวนเงิน 38,000 บาท เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมอนาคตที่สดใสของเยาวชน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครอง

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3840144/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hxug8tSq3oGGTglqYgXgM

  • วิจัยคอนเฟิร์ม “กีวี” กินวันละ 2 ผล ผลลัพธ์น่าทึ่ง ผิวเปลี่ยนแปลงใน 8 สัปดาห์

    วิจัยคอนเฟิร์ม “กีวี” กินวันละ 2 ผล ผลลัพธ์น่าทึ่ง ผิวเปลี่ยนแปลงใน 8 สัปดาห์

    วิจัยคอนเฟิร์ม! กิน “กีวี” วันละ 2 ผล ช่วยบูสต์คอลลาเจน เพิ่มความกระชับให้ผิวใน 8 สัปดาห์

    ใครที่กำลังมองหาเคล็ดลับผิวสวยแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสกินแคร์ราคาแพง งานวิจัยล่าสุดอาจมีคำตอบให้คุณ มีการค้นพบว่าการรับประทาน “กีวี” (Kiwi) เพียงวันละ 2 ผลอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยเพิ่มระดับคอลลาเจนและความหนาแน่นของผิวได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอวัยและทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์

    พลังของวิตามินซีกับโครงสร้างผิว

    เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สังเคราะห์คอลลาเจน รวมถึงช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสี UV ล่าสุดวารสาร Journal of Investigative Dermatology ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่เจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่างการกินวิตามินซีกับสุขภาพผิวพรรณ

    การทดลอง: กินกีวีวันละ 2 ผล นาน 2 เดือน

    ทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองกับกลุ่มอาสาสมัครที่มีระดับวิตามินซีในร่างกายต่ำ โดยกำหนดให้รับประทาน กีวีวันละ 2 ผล ติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ (ซึ่งจะได้รับวิตามินซีประมาณ 250 มิลลิกรัมต่อวัน)

    ผลการทดลองพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง เมื่อระดับวิตามินซีในเลือดเพิ่มขึ้นจนถึงระดับอิ่มตัว ร่างกายจะส่งวิตามินซีเหล่านี้ไปสะสมยังชั้นผิวหนัง ทั้งชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผลลัพธ์ที่ได้: ผิวแน่นขึ้น คอลลาเจนมาเต็ม

    หลังจากผ่านไป 8 สัปดาห์ การตรวจสภาพผิวของผู้เข้าร่วมทดลองพบการฟื้นฟูอย่างชัดเจน ดังนี้:

    • ความหนาแน่นของผิวเพิ่มขึ้น: โครงสร้างผิวมีความหนาแน่นและกระชับขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น
    • การผลัดเซลล์ผิวดีขึ้น: พบการแบ่งตัวของเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าที่ดีขึ้น ทำให้ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี
    • การดูดซึมวิตามินซี: เซลล์ในชั้นหนังแท้ (ซึ่งมีหน้าที่สร้างคอลลาเจน) สามารถเก็บกักวิตามินซีได้เข้มข้นกว่าชั้นหนังกำพร้าถึง 7 เท่า เพื่อใช้ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน

    สรุป: กินวิตามินซี ช่วยผิวได้จริงหรือไม่?

    งานวิจัยนี้สรุปได้ว่า การเพิ่มปริมาณวิตามินซีผ่านการรับประทานอาหาร เช่น กีวี เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งสารอาหารไปบำรุงลึกถึงระดับเซลล์ผิว การได้รับวิตามินซีที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และดูอ่อนกว่าวัย ใครอยากผิวสวย ลองเริ่มที่การปรับอาหารการกินง่ายๆ ได้ตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/266041/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1edLgp-gFuACAhVMxbzOKr

  • “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ “ติดหล่ม”ราชการไทย อุปสรรคใหญ่ การแปลงโฉมสาระประเทศ

    “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ “ติดหล่ม”ราชการไทย อุปสรรคใหญ่ การแปลงโฉมสาระประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีปัญหาเชิงระบบ (System): การรวมศูนย์และเน้นระเบียบมากกว่าผลลัพธ์ โดยระบบราชการไทยยังคงเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน มีการ รวมศูนย์อำนาจ การตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ทุกขั้นตอนต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้นตามสายบังคับบัญชาที่ยาวเหยียด ทำให้กระบวนการตัดสินใจมีความล่าช้าอย่างมาก ซึ่งยังเกิดปัญหาจาก ทัศนคติที่ยึดระเบียบ ข้าราชการมัก “กลัวผิด” ตามมาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) จึงนำกฎระเบียบมาเป็นเกราะป้องกันตนเอง วัฒนธรรมที่ให้รางวัลแก่ผู้ที่ “ไม่ทำผิด” มากกว่าผู้ที่ “ทำสำเร็จ” ทำให้งานมุ่งเน้นความถูกต้องตามระเบียบ (Output/ผลผลิต) แต่ไม่เน้นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์จริง (Outcome/ผลลัพธ์) และปัญหาเชิงบริบท (Context): การเมืองแทรกแซงและกฎหมายล้าสมัย บริบททางการเมืองมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบราชการ เมื่อนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป ข้าราชการจะปรับเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้รับใช้เจ้านาย” (นักการเมือง) แทนที่จะเป็น “ผู้รับใช้ประชาชน” ผู้ที่หัวแข็งหรือกล้าขัดขืนก็จะถูกโยกย้ายหรือประสบปัญหาในการทำงาน ปัญหาการ คอร์รัปชัน และการใช้ช่องโหว่ของอำนาจในการ “ดองเรื่อง” เพื่อเรียกผลประโยชน์ ก็เป็นปัญหาที่ฝังรากลึก อีกทั้งระบบกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งมีจำนวนมาก ก็เป็นภาระใหญ่ที่ขัดขวางการทำงานในยุคปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ระบบการประเมินผลของนักการเมืองซึ่งเป็น “นาย” ของข้าราชการนั้นก็อ่อนแอที่สุด เนื่องจากประชาชนยังคงหิวโหยผลประโยชน์ส่วนตนและมักเลือกพรรคที่มีนโยบายจานด่วน ทำให้การกำกับดูแลอำนาจรัฐเป็นไปอย่างไม่เข้มแข็ง

    ทั้งนี้ดร.แดน ยังวิเคราะห์ว่า ผลกระทบจากระบบราชการที่ติดหล่มต่อสังคมไทย มีผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ระบบราชการถือเป็น กลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของประเทศ หากระบบราชการไม่สามารถขยับหรือปรับตัวได้ การปฏิรูปใด ๆ ย่อมกลายเป็นเพียง “นโยบายบนกระดาษ” ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติจริง กล่าวได้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการ คือจุดตายของการปฏิรูปประเทศ ในหลายมิติ เช่น ด้านการศึกษา ด้านดิจิทัลภาครัฐ แม้รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัล แต่ ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่ล้าสมัยและความซับซ้อนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้โครงการขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบ AI หรือ Big Data ไม่สามารถเดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งที่มีศักยภาพในการลดต้นทุนรัฐอย่างมาก  

     
    มากกว่านั้น ด้านการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายระบบราชการมัก “รอดูทิศทาง” ของรัฐบาลใหม่ ทำให้การผลักดันนโยบายเชิงรุกหยุดชะงักส่งผลต่อ การสูญเสียโอกาสของประเทศในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นต้น  ส่วนผลกระทบทางสังคมและความเชื่อมั่น (Social Impact) คนรุ่นใหม่จำนวนมาก หมดศรัทธาในระบบราชการ เพราะทั้งงานหนักและยังไม่ก้าวหน้าในองค์กร  รวมทั้งยังสูญเสียบุคลากรคุณภาพ  บุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากเลือกย้ายไปภาคเอกชน หรือต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าระบบราชการ ไม่เปิดพื้นที่ให้เติบโต และไม่สามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่  ทำให้อาจเกิดการสูญเสียทุนมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Human Capital Drain) อย่างเงียบๆ เป็นต้น

     
     ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะแนวทางการแปลงโฉมสาระระบบราชการ ว่า ต้องเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (systemic change) โดยผสาน คน – ระบบ – บริบท เข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม เพื่อเปลี่ยนระบบราชการจาก “ผู้ใช้กฎ” สู่ “ผู้สร้างผลลัพธ์เพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง  โดยการปฏิรูปคน (บุคลากรและค่านิยม) ภาครัฐประเทศไทยต้องเปลี่ยนค่านิยมให้ข้าราชการตระหนักว่า ประชาชนคือเจ้านาย และตนเองเป็นเพียงผู้บริการ การคัดเลือกบุคลากรต้องเน้นผู้ที่มี จิตสาธารณะ และประวัติทำงานเพื่อสังคมควบคู่กับความเก่ง และต้องปรับระบบค่าตอบแทนและความก้าวหน้าให้สะท้อน ผลงานจริง (Performance-Based) เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ควรใช้ การประเมินผลแบบ 360 องศา โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้รับบริการร่วมให้คะแนนการทำงานด้วย เพื่อเพิ่มความโปร่งใส

    ขณะเดียวกัน การปฏิรูประบบ (โครงสร้างและกลไก) เป้าหมาย คือ การสร้างระบบราชการที่ “เล็ก จิ๋ว แต่ แจ๋ว” (Lean Government) ใช้คนมีประสิทธิสภาพให้ได้ผลลัพธ์สูงและต้องเร่งกระจายอำนาจการตัดสินใจ สู่ท้องถิ่นและหน่วยปฏิบัติการอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัญหาความซับซ้อนและการรวมศูนย์ ควรมีการทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยจำนวนมาก (Legal Guillotine) เพื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนไปใช้ งบประมาณที่มุ่งผลลัพธ์ (Outcome-Based Budgeting) แทนการมุ่งวัดกิจกรรม และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ควรศึกษาและเรียนรู้จากบทเรียนประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบราชการ เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการถกเถียงและแก้ไขปัญหาของประเทศ เช่น 
    – เอสโตเนีย: ใช้ “Once-Only Principle” ทำธุรกรรมออนไลน์เฉลี่ย 3 นาที 
    – สิงคโปร์ที่กระจายอำนาจให้เจ้าหน้าที่ระดับกลางตัดสินใจได้ ลดความล่าช้า 
    – เกาหลีใต้: ใช้ “Regulation Sandbox” ให้เจ้าหน้าที่ทดลองแนวทางใหม่โดยไม่ถูกลงโทษ เป็นต้น 

    ส่วนสุดท้ายคือ การปฏิรูปบริบท (สภาพแวดล้อม) ประเทศต้องมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้ระบบราชการทำงานได้เต็มที่ โดยการพัฒนากลไกที่ควบคุมให้นักการเมืองมีจริยธรรม และไม่เข้าแทรกแซงการบริหารงานราชการมากจนเกินไป พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชน พลเมืองและพลชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับ สนับสนุน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างสร้างสรรค์  

    “ระบบราชการที่ติดหล่มเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าได้ การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความกล้าหาญในการแปลงโฉมสาระ การนำ การบริหาร ทั้งบุคลากรและองค์ประกอบระบบทั้ง 7 เช่น โครงสร้าง และบริบทแวดล้อมทั้งหมด หากสามารถดำเนินการปฏิวัฒน์ทั้งคน ระบบ และบริบทได้อย่างสมบูรณ์ ระบบราชการจะกลับมามีประสิทธิสภาพ คล่องตัว และรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนต่อไป”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378970385&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gQyjiQLQD1JD9ZLmMew_d

  • ข่าว: 2899654

    ข่าว: 2899654

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2899654&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O3SCOtjvbsVJ7jQSuU5QC

  • สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    การศึกษา

    สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    วันเสาร์ ที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ประกาศเปิดรับสมัครพนักงาน จำนวน 8 อัตรา ประกอบด้วย นักวิชาการ 4 อัตรา และเจ้าหน้าที่ 4 อัตรา ผู้สมัครต้องสำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกตามคุณสมบัติที่ประกาศ เงินเดือนเริ่มต้น 20,000–37,000 บาท พร้อมสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และช่วยเหลือการศึกษาบุตร เปิดรับสมัครออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 มกราคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://recruit.ipst.ac.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฯ โทร. 0 2392 4021 ต่อ 4253 (คุณสุวิมล พีรทรัพย์)

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com    และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/457522&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UeQNmlZmE9fIBtAfTleaR

  • การเคหะแห่งชาติ จัดงบเพิ่ม 594 ล้าน เตรียมปล่อยกู้ปี’69 ช่วยคนอยากมีบ้าน

    การเคหะแห่งชาติ จัดงบเพิ่ม 594 ล้าน เตรียมปล่อยกู้ปี’69 ช่วยคนอยากมีบ้าน

    วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะฯตามแนวคิด “Go Green & Growth Together for All with Innovation” ผ่านกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยมาตรฐานมากกว่า 21,000 หน่วยทั่วประเทศ โดยยึดแนวคิด Universal Design, NHA Eco-Village และการพัฒนาโครงการนำร่อง Senior Complex รองรับการอยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพัฒนาบ้านพักครู เพื่อเสริมสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

    นอกจากนี้การเคหะฯเตรียมยกระดับการบริหารจัดการอาคารเช่ากว่า 66,000 หน่วย เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการ การดูแลรักษา และสภาพแวดล้อมโดยรอบให้ได้มาตรฐาน สร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้กับประชาชนในระยะยาว ตลอดจนเดินหน้าโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย และปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 2,300 ล้านบาท โดยในปี 2569 การเคหะฯได้จัดเตรียมวงเงินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนเพิ่มเติมอีกมากกว่า 594 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสและช่องทางในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด

     ในขณะเดียวกันได้เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองตามแนวคิด Smart City ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2-4 มีทั้งส่วนที่การเคหะฯดำเนินการเอง และดำเนินการภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) พร้อมทั้งวางแผนขยายผลการพัฒนาไปยังพื้นที่ห้วยขวาง รามอินทรา และทุ่งสองห้อง เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมทั้งมุ่งพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เช่น ระบบการจองบ้านออนไลน์ ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และบริการ e-Service ควบคู่กับการพัฒนา NHA Data Center และการใช้ Big Data เพื่อวางแผนพัฒนาโครงการได้อย่างแม่นยำ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/932755&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jvhPR7aoYAxtvX216JfZn

  • “นิพนธ์”ช่วยสงขลาฟื้นอุทกภัย เชื่อมประปานาทวีแก้ประปาขาดแคลน

    “นิพนธ์”ช่วยสงขลาฟื้นอุทกภัย เชื่อมประปานาทวีแก้ประปาขาดแคลน

    “นิพนธ์”ช่วยสงขลาฟื้นอุทกภัย เชื่อมประปานาทวีแก้ประปาขาดแคลน

    ครัวบุญญามณี นำโดย นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาต่อเนื่องเป็นวันที่ 12 โดยมีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มเพื่อกระจายสู่ชุมชนที่ยังเดือดร้อน ได้แก่ ข้าวเหนียวไก่ 2,500 กล่องจากบริษัทอาคเนย์คอนกรีต แซนวิชทูน่า 5,000 กล่องจากบริษัทยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด และน้ำดื่ม 2,500 ขวดจากบริษัทสมิหลาปลาป่น
     

    ก่อนหน้านี้ นายสรรเพชญร่วมกับเทศบาลนครสงขลาและเยาวชนจากหลายสถานศึกษา จัดกิจกรรม “รวมใจเยาวชน ฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลา” เพื่อเร่งคืนความสะอาดหลังน้ำลด โดยนักเรียน–นักศึกษาและอาสาสมัครร่วมทำความสะอาด เก็บขยะ และล้างถนนในย่านเมืองเก่า สร้างบรรยากาศพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ด้านปัญหาน้ำประปาขาดแคลนใน อ.เมืองสงขลา นายสรรเพชญได้หารือกับ นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) โดยเสนอให้เร่งเชื่อมระบบน้ำจากอำเภอนาทวี ซึ่งมีแหล่งน้ำไหลจากเทือกเขาน้ำค้าง เพื่อใช้เป็นแหล่งสำรองในระยะสั้น หลังระบบผลิตน้ำของหาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจนส่งผลต่อเมืองสงขลาที่พึ่งพาน้ำเพียงแหล่งเดียว

    นายสรรเพชญยังผลักดันแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว โดยเสนอการจัดตั้งโรงผลิตน้ำประปาใน อ.เมืองสงขลา เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่ พร้อมทั้งได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน เพื่อให้เร่งพิจารณาดำเนินการ ด้านผู้ว่าการ กปภ. ระบุว่าจะเร่งรัดการศึกษาและจัดทำแผนรองรับ ทั้งระบบน้ำสำรองและโครงสร้างการผลิตน้ำในอนาคต

    นายนิพนธ์เผยว่า ได้รายงานสถานการณ์และข้อเสนอดังกล่าวต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาให้ชาวสงขลาโดยเร็ว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734593&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fZVZfRKlarswHUOewtkur

  • การเรียนประวัติศาสตร์ สำคัญต่อเรื่องการเมือง-นโยบายหรือไม่ ‘เอ็ดดี้’ มีคำตอบ

    การเรียนประวัติศาสตร์ สำคัญต่อเรื่องการเมือง-นโยบายหรือไม่ ‘เอ็ดดี้’ มีคำตอบ

    6 ธ.ค.2568-อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง ท่านทราบหรือไม่ว่า…“การเรียนประวัติศาสตร์สำคัญต่อเรื่องการเมืองและนโยบาย” เนื้อหาระบุ

    ไม่มีชาติใดกำหนดอนาคตได้ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาจากไหน ประเทศที่มองอดีตไม่ออก จะถูกครอบงำโดยผู้นำที่อ้างประวัติศาสตร์ผิด ๆ การเรียนประวัติศาสตร์มีความสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อการเมืองและนโยบาย ไม่ใช่เพราะมันเป็น “เรื่องเก่า” แต่เพราะมันคือฐานข้อมูลเชิงอำนาจของสังคมทั้งสังคม เหมือนเรากำลังเปิดแฟ้มลับที่บันทึกทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด และแรงผลักดันที่ทำให้โครงสร้างอำนาจในปัจจุบันเป็นแบบที่เป็นอยู่

    ประวัติศาสตร์คือเส้นทางเดินของการตัดสินใจ

    ทุกนโยบายที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาษี การต่างประเทศ การศึกษาหรือความมั่นคง ล้วนถูกหล่อขึ้นมาจากการตัดสินใจของรุ่นก่อน ทั้งถูกและผิด การเข้าใจเหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เห็นว่า “อะไรเคยเวิร์ก อะไรเคยพัง” และเพราะอะไรถึงพัง เวลานักการเมืองผลักดันนโยบายใด ๆ พวกเขากำลังอ้างอิง “แบบเรียนทางการเมือง” ในอดีต แม้จะไม่พูดตรง ๆ ก็ตาม

    ประวัติศาสตร์เป็นห้องทดลองทางสังคม

    วิทยาศาสตร์มีการทดลองในห้องแล็บ แต่รัฐศาสตร์ทดลองกับคนจริงๆ และประวัติศาสตร์คือห้องทดลองของความผิดพลาดมนุษย์ ประวัติศาสตร์จึงเป็นเหมือน “บันทึกผลการทดลอง” ที่เกิดขึ้นแล้ว

    นโยบายสาธารณะจำนวนมากล้มเหลวเพราะคิดว่าปัญหาใหม่ไม่เหมือนใคร แต่พอเปิดแฟ้มประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าส่วนใหญ่คือแพทเทิร์นเดิม ผู้นำมั่นใจเกินไป ระบบตรวจสอบถดถอย นโยบายขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ชนชั้นนำประเมินประชาชนผิด กระทั่งสงครามที่เกิดจาก “การเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายผิด” ก็ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือ “ราคา” ของความผิดพลาด

    นโยบายบางอย่างผิดแค่ครั้งเดียว อาจต้องจ่ายด้วยทศวรรษของความเสียหาย เช่น วิกฤตการเมืองปี 49–57 หรือหากจะออกนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราต้องย้อนดูวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ว่ามาตรการตอนนั้นส่งผลกระทบอย่างไร เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม ฯลฯ ความเข้าใจอดีตทำให้สังคมระวังตัวมากขึ้นเมื่อเห็นสัญญาณซ้ำรอย

    ประวัติศาสตร์คือเกราะป้องกันปัญญา

    รัฐบาลที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์จะถูกปั่นง่าย ถูกหลอกง่าย ถูกลากซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมๆ และมองสถานการณ์ระหว่างประเทศแบบแบน ๆ อ่านเกมมหาอำนาจไม่ออก

    ประวัติศาสตร์ช่วยให้เข้าใจรากเหง้าของความขัดแย้ง

    ปัญหาการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่งเกิดวันนี้ แต่เป็นผลพวงจากอดีต ตัวอย่างเช่น ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา การจะกำหนดนโยบายแก้ไขได้ ต้องเข้าใจประวัติศาสตร์การแบ่งเส้นเขตแดนยุคอาณานิคม หรือสนธิสัญญาในอดีต หากผู้นำไม่แม่นประวัติศาสตร์ อาจตัดสินใจพลาดจนเสียดินแดนหรือเกิดสงครามได้

    ประวัติศาสตร์ช่วยการทำนายแนวโน้มในอนาคต

    แม้ประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอยเป๊ะๆ แต่มักจะมี “รูปแบบ” (Patterns) ที่คล้ายเดิม (Cyclical) ซึ่งจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นสัญญาณเตือนภัย เช่น สัญญาณก่อนเกิดการปฏิวัติ หรือสัญญาณก่อนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

    ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง ประวัติศาสตร์บอกเราว่านโยบายประชานิยมแบบไหนทำแล้วประเทศล้มละลาย หรือนโยบายภาษีแบบไหนทำให้เกิดการจลาจล

    ประวัติศาสตร์ทางการทหาร รัฐมักจะระแวงภัยคุกคามรูปแบบเดิมๆ ที่เคยเจอในประวัติศาสตร์  และประวัติศาสตร์การทหารไม่ได้บอกแค่ว่าใครชนะใครแพ้ แต่บอกว่า ชนะเพราะอะไรและแพ้เพราะอะไร

    ประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง กำหนด “ความชอบธรรมและเป้าหมายสูงสุด“ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญที่สุดและเป็นนามธรรมที่สุด คือการตอบคำถามว่า รัฐนี้ดำรงอยู่เพื่ออะไร? ไม่มีชาติใดกำหนดอนาคตได้ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาจากไหน

    ประเทศที่มองอดีตไม่ออก จะถูกครอบงำโดยผู้นำที่อ้างประวัติศาสตร์ผิด ๆ

    เห็นตัวอย่างพรรคส้มที่มีผู้นำที่อ้างประวัติศาสตร์ผิด ๆ มั้ย เขาบอกว่า ผู้ที่ปกป้องชาติไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นประชาชน เพราะประชาชนเป็นคนออกไปรบไม่ใช่พระมหากษัตริย์

    ”ประเทศนี้มีชาติอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่าไพร่ที่ล้มตายเพื่อปกป้องประเทศ ตายกันไปกีร้อยกี่พันคน เป็นไพร่ทั้งนั้น อเมริกาไม่มี กษัตริย์ก็อยู่กันได้“

    อันนี้ถือเป็น ตรรกะวิบัติทางประวัติศาสตร์ และเป็นประวัติศาสตร์แนวโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่า “ข้อเท็จจริง”

    แนวคิดนี้ “ไม่ตรงกับความจริงของประวัติศาสตร์มนุษย์ทั่วโลก” วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปลุก “สำนึกความเป็นเจ้าของประเทศ” เพื่อบอกประชาชนว่า “ประเทศนี้เป็นของคุณนะ บรรพบุรุษคุณก็สร้างมาเหมือนกัน ไม่ใช่ของผู้นำเพียงคนเดียว” เพื่อลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำและเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชน

    จริงอยู่ว่า ประชาชนคือผู้จับอาวุธ ผู้เสียเลือดเนื้อ แต่… สงครามชนะด้วย 4 แกนสำคัญ  1. ยุทธศาสตร์ (strategy)

     2. การจัดกำลัง (logistics)  3. การทูต (alliances)  4. การระดมทรัพยากรของรัฐ (state capacity) ซึ่งในทุกประเทศผู้นำเป็นตัวกำหนด 4 แกนสำคัญนี้แทบทั้งหมด

    ในทางประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มีทฤษฎีหนึ่งเรียกว่า “ทฤษฎีมหาบุรุษ” (Great Man Theory) ซึ่งเชื่อว่าประวัติศาสตร์ถูกขับเคลื่อนโดยผู้นำที่มีความสามารถเหนือธรรมดา ผู้ที่สามารถชนะสงครามด้วย 4 แกนสำคัญข้างต้น

    ไม่มีสมอง → ร่างกายเคลื่อนไม่เป็นระบบ

    ไม่มีร่างกาย → สมองไม่มีใครให้สั่งการ

    สองอย่างต้องไปด้วยกัน

    ตัวอย่าง:  พระนเรศวรชนะหงสาวดี เพราะ ชั้นเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่จำนวนไพร่  สมเด็จพระเจ้าตากสินกู้ชาติ เพราะ การตัดสินใจเร็ว  รัชกาลที่ 5 รักษาเอกราช เพราะ ความสามารถด้านการทูตต่อสองมหาอำนาจ ไม่มีผู้นำเหล่านี้ → ไทยคงเป็นอาณานิคมเหมือนพม่า–ลาว–กัมพูชา ผู้นำที่มีปัญญา–ตัดสินใจดี–จัดทัพ–เจรจาทูต–บริหารทรัพยากร คือปัจจัยสำคัญที่แยกชาติที่อยู่รอดออกจากชาติที่ล่ม

    ดังนั้น “การเรียนประวัติศาสตร์สำคัญต่อเรื่องการเมืองและนโยบาย” ไม่มีชาติใดกำหนดอนาคตได้ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาจากไหน ประเทศที่มองอดีตไม่ออก จะถูกครอบงำโดยผู้นำที่อ้างประวัติศาสตร์ผิด ๆ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/909782/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cudlpkAmneXxxZlhlB5eK

  • ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    เศรษฐกิจ

    ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    06 ธ.ค. 2025 เวลา 6:24 น.

    'อรรถพล' จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    “อรรถพล” จ่อเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 26 “อันดามัน” แหล่งพลังงานศักยภาพสูง ลั่นปิดพักการเจรจาดีลพื้นที่ทับซ้อน “ไทย-กัมพูชา” เร่งวางยุทธศาสตร์มั่นคงพลังงานรับ Net Zero 2050

    • ความมั่นคงด้านพลังงานกำลังถูกท้าทาย ทั้งปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลง และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะนี้ รัฐบาลจึงเลือกขยับยุทธศาสตร์โดยตรงไปยัง “ฝั่งทะเลอันดามัน” ซึ่งการศึกษาพบว่ามีศักยภาพสูง 
    • การสำรวจแหล่งอันดามัน นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยังเป็นการ “จัดหาแหล่งพลังงานชุดใหม่ให้ประเทศ” ในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก EV-ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อนจัด 
    • แผนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันเป็น “ความหวังใหม่” ของพลังงานไทย โดยข้อมูลธรณีวิทยาชี้ว่าอาจพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ใกล้เคียงแหล่งของมาเลเซียที่มีปริมาณมากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไทยพบเพียงครึ่งหนึ่ง “ก็ใช้ได้ยาว 20 ปี”
       

    ทิศทางพลังงานไทยเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่งสัญญาณชัด “เตรียมเปิดแปลงสำรวจปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน” หลังพบศักยภาพสูงจากข้อมูลการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันประกาศชัดว่า ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” อยู่ในสภถานการณ์ที่ “ต้องปิดไปก่อน” เพื่อเบนทิศการจัดหาพลังงานกลับสู่ทรัพยากรที่ไทยควบคุมได้เองอย่างมั่นคง

    นายอรรถพล กล่าวว่า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุดในระยะ 10 ปี ตามรายงาน World Economic Forum พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยชี้ขาด ความสามารถแข่งขันของประเทศ โดยมีมาตรการการค้าใหม่อย่าง CBAM จากยุโรปกดดันประเทศผู้ส่งออก รวมถึงไทยให้เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน

    แม้ไทยปล่อยคาร์บอนไม่ถึง 1% ของโลกรวมกัน แต่กลับติดอันดับ 17 ประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงสุด ทำให้รัฐบาลต้องเร่งขยับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 มาเป็น 2050 เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ประกาศเป้าหมายเดียวกันล่วงหน้าไปแล้ว

    “อันดามัน” แหล่งหวังใหม่ เจรจากัมพูชา “นิ่งสนิท”

    นายอรรถพล กล่าวยอมรับว่า ความมั่นคงด้านพลังงานกำลังถูกท้าทายหนัก ทั้งจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลง และปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะใกล้ รัฐบาลจึงเลือกขยับยุทธศาสตร์โดยตรงไปยัง “ฝั่งทะเลอันดามัน” ซึ่งการศึกษาพบว่ามีศักยภาพสูง และอยู่ในเขตที่ไทยบริหารจัดการได้เต็มรูปแบบ

    อันดามันจะต้องเปิดแน่นอน” รัฐมนตรีพลังงานย้ำ พร้อมระบุว่าการสำรวจในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยังเป็นการ “จัดหาแหล่งพลังงานชุดใหม่ให้ประเทศ” ในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก EV–ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อนจัด โดยคาดว่าแรงใช้ไฟปี 2568 จะใกล้เคียงกับระดับสูงของปีที่ผ่านมา

    นายอรรถพล กล่าวย้ำว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล ความมั่นคง-ความยั่งยืน-ราคา หากให้ความสำคัญด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จะกระทบประชาชนและความสามารถแข่งขันของประเทศ การหาแหล่งพลังงานใหม่จึงเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการรักษาสมดุลนั้น

    กรมเชื้อเพลิงฯ ยันความพร้อมเปิดประมูลรอบ 26 

    ด้านนายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เสริมว่า แผนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันในเร็วๆ นี้ จะเป็น “ความหวังใหม่” ของภาคพลังงานไทย เพราะข้อมูลธรณีวิทยาชี้ว่าอาจพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ใกล้เคียงแหล่งของมาเลเซียที่มีปริมาณมากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไทยพบเพียงครึ่งหนึ่ง “ก็ใช้ได้ยาว 20 ปี”

    เบื้องต้นมีบริษัทน้ำมันระดับโลกให้ความสนใจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Chevron, ENI, Total, Exxon และ ปตท.สผ. ขณะที่กรมเชื้อเพลิงฯ เตรียมพิจารณาปรับรูปแบบสิทธิสำรวจเป็นระบบ Hybrid – ผสมผสานสัมปทานและ PSC เพื่อจูงใจการลงทุนในทะเลน้ำลึกที่มีต้นทุนสูงเฉลี่ยกว่า 27 ล้านดอลลาร์ต่อหลุม

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเชื่อว่า หากค้นพบก๊าซในแหล่งอันดามัน จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับ “แสนล้านบาท” พร้อมลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งมีราคาผันผวนสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ราคาพุ่งกว่า 2–3 เท่า ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟของประเทศ

    “นอกจากนี้ รายได้ การจ้างงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือและโรงแปรรูป LNG จะเกิดขึ้นตามมา ช่วยต่อยอดสู่ความมั่นคงพลังงานระยะยาว”

    การเปิด “อันดามัน” จึงเป็นมากกว่าการสำรวจพลังงาน แต่คือการเดินเกมใหญ่เพื่อสร้างฐานพลังงานที่มั่นคงสอดรับการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210541&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RM5wEql2fa7TcEm3neX76