Category: วัฒนธรรม

  • วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    ผลวิจัยสหรัฐฯ เผยข้อมูลน่ากังวล เด็กอายุ 12 ปีที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า โรคอ้วน และนอนหลับไม่เพียงพอ สูงกว่าเด็กที่ไม่มีมือถือ

    • เด็กอายุ 12 ปีที่มีสมาร์ทโฟน มีอัตราการเกิดโรคซึมเศร้า โรคอ้วน และภาวะนอนไม่พอ สูงกว่าเด็กที่ไม่มีสมาร์ทโฟนอย่างชัดเจน
    • การได้รับสมาร์ทโฟนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยรุ่น (12-13 ปี) สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่ส่งผลต่อความอ้วนในทันที
    • จิตแพทย์แนะให้ผู้ปกครองพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ลูกใช้มือถือ และควรจัดเวลาให้เด็กทำกิจกรรมอื่นเพื่อลด ‘การติดจอ’

    ผลวิจัยสหรัฐฯ เผยข้อมูลน่ากังวล เด็กอายุ 12 ปีที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า โรคอ้วน และนอนหลับไม่เพียงพอ สูงกว่าเด็กที่ไม่มีมือถือ

    ทีมนักวิจัยจากโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย เผยผลการศึกษาที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากเยาวชนกว่า 10,588 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่น

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    ผลการวิจัยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเด็กที่มีสมาร์ทโฟนและไม่มี ดังนี้

    • ภาวะซึมเศร้า : เด็กที่มีสมาร์ทโฟนประมาณ 6.5% ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่เด็กที่ไม่มีสมาร์ทโฟนมีสัดส่วนอยู่ที่ 4.5%
    • โรคอ้วน : พบในกลุ่มเด็กที่มีสมาร์ทโฟนถึง 18% เทียบกับ 12% ในกลุ่มที่ไม่มี
    • การนอนหลับ : ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคือการพักผ่อน โดย 47% ของเด็กที่มีสมาร์ทโฟนรายงานว่านอนหลับไม่เพียงพอ (น้อยกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน) เทียบกับ 31% ในกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่มีโทรศัพท์

    Ran Barzilay จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หนึ่งในทีมวิจัยระบุว่า “ผลลัพธ์ของเราชี้ให้เห็นว่า เราควรมองสมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของวัยรุ่น การตัดสินใจให้เด็กครอบครองมือถือจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจตามมา”

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    ความต่อเนื่องสู่วัย 13 ปี การศึกษายังติดตามผลต่อเนื่องพบว่า ‘เด็กที่เพิ่งได้รับสมาร์ทโฟนในช่วงอายุ 12 ถึง 13 ปี มีแนวโน้มรายงานปัญหาสุขภาพจิตและการนอนหลับไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่มีมือถือ’

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 1 ปีนี้ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องความเสี่ยง ‘โรคอ้วน’

    แม้ทีมวิจัยจะยอมรับว่าสมาร์ทโฟนมีประโยชน์ในการเสริมสร้างการเรียนรู้ การเชื่อมต่อทางสังคม และความปลอดภัย แต่ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับผลกระทบในผู้ใหญ่ คือ ‘อุปกรณ์เหล่านี้สามารถกระตุ้นความเครียด ดึงสมาธิ และปรับเปลี่ยนการทำงานของสมองได้’

    ทั้งนี้ นักวิจัยย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือการจัดสมดุลให้เยาวชนมี ‘เวลาที่ห่างจากหน้าจอ’ เพื่อไปทำกิจกรรมทางกาย ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันโรคอ้วนและช่วยยกระดับสุขภาพจิตในระยะยาว

    ที่มา : sciencealert

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-tech/gadget/861076&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGd6d7AxOZ6frJNWHMEAz

  • จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต “ทุเรียน” อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488 % ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย

    ดร.อุษา ประชากุล

    ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing) 

    นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย

    การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ของดร.อุษา ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ในปีสุดท้ายของหลักสูตร 

    นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567  และได้รับรางวัล Excellence Award ในงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 จาก Korean Society of Fashion Business ประเทศเกาหลีใต้ 

    รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

    ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” 

    ดร.อุษามีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษาพัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า

    ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ “ทุเรียน” พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปีและยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย

    “เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้”

    อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรก เราเอาเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

    ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม 

    พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์

    “วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

    สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้

    เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน

    “การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมใยทุเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง” 

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    ดร.อุษา บอกว่า ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย

    “จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์”

    ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า

    ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป

    ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    MUW แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ Gen Y สายมู

    งานวิจัยนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย

    ดร.อุษา กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่

    กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

    “ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล”

    MUW.OFFICIAL มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) ใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์

    เจาะกลุ่มเจน Y

    ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

    จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ

    การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค 

    เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

    ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน 

    สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/734790&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yZtjHrrBLVrn9S0KdqLf6

  • ลีวณิชย์ มองฟิล์มกรองแสงเติบโต แบรนด์ Hi-Kool มาแรง ไม่หวั่นจีนตีตลาด – ไทยรัฐ

    ลีวณิชย์ มองฟิล์มกรองแสงเติบโต แบรนด์ Hi-Kool มาแรง ไม่หวั่นจีนตีตลาด – ไทยรัฐ

    โดยปัจจุบันตลาดฟิล์มกันรอยเริ่มได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป จากเดิมจะอยู่ในกลุ่มรถหรูราคาแพง เช่นรถซูปเปอร์คาร์ แต่ปัจจุบันรถยนต์ระดับราคาล้านกว่าบาท ได้เริ่มหันมาแร๊ปรถยนต์เพื่อป้องกัน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2900863&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c61WzNbPz1W_PQvLidXSZ

  • “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน”

    “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน”

    ตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์พรีเมียมยังทรงตัว แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมชะลอตัว. ลามิน่าตั้งเป้ารักษายอดขาย 600 ล้านบาท หรือ 33% ของส่วนแบ่งตลาด; มีการเปิดตัวแคมเปญ ‘ลามิน่า.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2899431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ot4HO-qcaUkFCp4lqcW5q

  • การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568 เปิดฉากที่กว่างโจว ชูประเด็นการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568 เปิดฉากที่กว่างโจว ชูประเด็นการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568

    พิธีเปิดการประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area Science Forum) ประจำปี 2568 ได้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่เมืองกว่างโจว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา การประชุมครั้งนี้มีธีมหลักอยู่ที่ “การรวมภาคอุตสาหกรรมและการวิจัย เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอัจฉริยะในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่เกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา องค์กรวิจัย และผู้ใช้งาน พร้อมกำหนดทิศทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการพลิกโฉมอุตสาหกรรม

    ไป๋ ชุนหลี่ (Bai Chunli) ประธานผู้ก่อตั้งสมาพันธ์องค์กรวิทยาศาสตร์แห่งชาติและนานาชาติเพื่อภูมิภาคหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (ANSO) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งจะมีส่วนในการกำหนดภูมิทัศน์การแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคต โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) มีความโดดเด่นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างเชิงสถาบันที่มีการบูรณาการ ระบบอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง และการเป็นศูนย์กลางชั้นนำในการเปิดประเทศ ซึ่งความได้เปรียบทั้งสามนี้เป็นรากฐานที่มั่นคงในการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวไปอีกขั้น ท่านได้เสนอ 3 แนวทางริเริ่ม ได้แก่ การดำเนินงานอย่างเป็นระบบในการวิจัยพื้นฐานและขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางยุทธศาสตร์ เพิ่มพูนประสิทธิภาพโดยรวมด้วยการบูรณาการงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุม และส่งเสริมความร่วมมืออย่างเปิดกว้างในระดับที่สูงขึ้น การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า จะยังคงทำหน้าที่เป็นประตูสู่ระดับโลก เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายโอนทรัพยากรนวัตกรรมข้ามพรมแดน กระตุ้นให้เกิดการนำผลงานวิจัยสำคัญไปประยุกต์ใช้ในเขต GBA อย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างสถานะของเขตนี้ให้เป็นฟันเฟืองหลักในเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลก

    คุณไป๋ ชุนหลี่ ยังเปิดเผยข้อมูลว่า เขต GBA มีอัตราส่วนความเข้มข้นในการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) เกิน 4.5% และดึงดูดบุคลากรผู้มีความสามารถระดับสูงของจีนได้ถึง 30% นอกจากนี้ มูลค่าเพิ่มที่มาจากอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ ยังคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยิ่งไปกว่านั้น ประสิทธิภาพในการถ่ายโอนองค์ประกอบด้านนวัตกรรมข้ามพรมแดน ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 37% และดัชนีความร่วมมือด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาค ได้พุ่งไปถึงระดับ 189.6 ตัวเลขเหล่านี้ล้วนเน้นย้ำนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ในฐานะแหล่งรวมนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับประเทศอย่างแท้จริง

    ในพิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำรวม 12 แห่งจากฮ่องกงและมาเก๊า ได้ร่วมลงนามในข้อริเริ่มเพื่อแสดงเจตจำนงในการพัฒนาเขต GBA ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสากล โดยมหาวิทยาลัยที่ร่วมลงนาม ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (กว่างโจว) มหาวิทยาลัยมาเก๊า มหาวิทยาลัยปักกิ่งนอร์มัล-มหาวิทยาลัยฮ่องกงแบ๊บติสต์ มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง มหาวิทยาลัยฮ่องกงแบ๊บติสต์ มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง (ตงกวน) มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเก๊า มหาวิทยาลัยฮ่องกง และมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (เซินเจิ้น) สถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ แบ่งปันความรู้ เสริมพลังภาคอุตสาหกรรม และแลกเปลี่ยนบุคลากรผู้มีความสามารถ เพื่อขับเคลื่อนให้เขต GBA เป็นผู้นำในการสร้างแนวคิดการทำงานที่เปิดกว้างและเน้นนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

    สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนได้นำเสนอความคืบหน้าของแผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมณฑลกวางตุ้ง ขณะที่เมืองกว่างโจวได้มีการประกาศใช้นโยบายส่งเสริมความก้าวหน้า โดยบูรณาการนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เชื่อมโยงและเติบโตควบคู่ไปกับนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ครั้งนี้ริเริ่มโดย ANSO และจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และรัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เวทีนี้ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ องค์กร ธุรกิจ และวิชาการ รวมกว่า 50 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนหารือกันในประเด็นหลักที่น่าสนใจ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ชีววิทยาศาสตร์ พลังงานสะอาด การสื่อสารผ่านเครือข่าย และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและกำหนดกลยุทธ์ในการผลักดันเขต GBA ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในระดับโลก

    ที่มา: การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB80PR76PZZ8J45LVVXDDUHPV6VFPEQ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZB71iCFtwG0OpGuIGkOoE

  • โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้สู่ครูนวัตกรเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    8 ธันวาคม 2568 ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) เพื่อยกระดับศักยภาพครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทั่วประเทศสู่การเป็น “ครูนวัตกร” โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปสู่การสร้างประโยชน์ในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    สกร. ระบุความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ของประเทศ

    ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกร. และ อว. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนในทุกช่วงวัยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ สกร. มีสถานศึกษาและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่า 8,300 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ใกล้ชิดประชาชนที่สุด และครู สกร. ถือเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการยกระดับทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ครู สกร. ยังต้องการการเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลไกเชิงระบบ ที่จะทำให้ครู สกร. ทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานด้าน อววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ MOU นี้ ครู สกร. จะได้รับการพัฒนาตามลำดับขั้น ทั้งด้านทักษะพื้นฐาน ทักษะด้านนวัตกรรม ไปจนถึงทักษะเฉพาะทาง ผ่านการอบรมเชิงลึก การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และการออกแบบโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อพัฒนาครูให้เป็น “ครูนวัตกร” ผู้สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

    ปลัด อว. ชี้ความร่วมมือจะเสริมกลไกการพัฒนาคนของประเทศอย่างยั่งยืน

    ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า อว. เป็นกลไกหลักของประเทศในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีเครือข่ายหน่วยงานภายในและภายนอกมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสถาบันอุดมศึกษา หน่วยวิจัย และองค์การมหาชน ซึ่งสามารถสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศได้ในทุกมิติ ในปีงบประมาณ 2569 อว. จะบูรณาการกลไกทั้งหมดเพื่อพัฒนาศักยภาพครู สกร. ด้วยกระบวนการ Upskill – Reskill – Newskill เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมทั้งส่งเสริมการนำนวัตกรรมลงสู่พื้นที่จริง โดยครู สกร. จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการพัฒนาชุมชนในระดับพื้นที่

    ปลัด อว. เน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “นวัตกรชุมชน” ผู้สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่า (Value-Based Economy) และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ “การร่วมมือกันระหว่างสองกระทรวงในครั้งนี้ จะไม่เพียงเป็นการลงนามในเอกสาร แต่คือพันธะสัญญาในการร่วมกันพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและการเติบโตของประเทศในระยะยาว” ปลัด อว. กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาเพื่ออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับเตรียมพร้อมสู่การเป็น นวัตกร อีกด้วย

    ศธ. ย้ำการบูรณาการนวัตกรรมกับการศึกษา คือหัวใจของการเตรียมคนไทยสู่โลกอนาคต

    ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงบทบาทของการศึกษาในยุคปัจจุบันว่า การเรียนรู้จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงในระบบวุฒิการศึกษาแบบเดิม แต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ อว. ครั้งนี้ จะเสริมให้ระบบการศึกษาไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ช่วยให้ครูและประชาชนได้รับ “ทักษะแห่งอนาคต” ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและการทำงานได้จริง ปลัด ศธ. ระบุว่า “ครูสมัยใหม่ต้องไม่เพียงทำหน้าที่ถ่ายทอดเนื้อหา แต่ต้องสามารถสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้ผู้เรียนได้ ความร่วมมือนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับคุณภาพคนไทยในทุกมิติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/911437/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HLJ1Wrx3qCfxnghaSLo-s

  • คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568

    คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568

    คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568


    9/12/2568 | 1,172 |

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ดังนี้

    1. เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอ นายณอคุณ 
    สิทธิพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ต่อไป อีกวาระหนึ่ง และสมาชิกอื่น (ฝ่ายไทย) อีก 6 คน ในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คงองค์ประกอบเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 (เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมและสมาชิกฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี 
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี 
    (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
            1. นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
            2. นายธนศักดิ์ มังกโรทัย ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
            3. นางสาวณฐิณี สงกุมาร ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
            4. นางสาวจิตตา กิตติเสถียรนนท์ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
            1. นายชาครีย์ บำรุงวงศ์    รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
            2. นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
            1. นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
            2. นางธรรมพร แข็งกสิการ รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
            3. นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
            4. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
            5. นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    5. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอรับโอน นายชยันต์ 
    เมืองสง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติสำนักนายกรัฐมนตรี 
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว

    6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างและเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 
            1. นายพีรพันธ์ คอทอง พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 
            2. นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร 
            3. นายศรัญญู พูลลาภ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง
    ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม 
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    7. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน ดังนี้ 
            1. นายพรชัย ฐีระเวช             ประธานกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
            2. นายพลจักร นิ่มวัฒนา            กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
            3. นายนรพรรษ เพ็ชรตระกูล        กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
            4. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์            กรรมการ
            5. รองศาสตราจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย    กรรมการ
            6. นางสาวศศิธร พลัตถเดช        กรรมการ
            7. นายอนุรักษ์ นิยมเวช            กรรมการ
            8. นายวิษณุ ตัณฑวิรุฬห์            กรรมการ
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    8. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ
    และกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ดังนี้
            1. นายธีรลักษ์ แสงสนิท (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)        ประธานกรรมการ
            2. นางชนันภรณ์ พิศิษฐวานิช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)    กรรมการ
            3. พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา                กรรมการ
            4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทศพล สอตระกูล            กรรมการ
            5. นายทองเปลว กองจันทร์                กรรมการ
            6. นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์                กรรมการ
            7. นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์                กรรมการ
            ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    9. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายสมฤกษ์ จึงสมาน(ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) กรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม แทน นายพงศธร พอกเพิ่มดี ประธานกรรมการที่ขอลาออก แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ทั้งนี้ ให้มีผลในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง คือ เท่ากับวาระของคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดปัจจุบันที่คงเหลืออยู่

    10. เรื่อง แต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่
    ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    11. เรื่อง การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม 
            คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง โดยแต่งตั้ง นายศุภชัย  ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/159838


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/452532&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ARseYZHAh2USSwMEZWkd-

  • สะเก็ดล้านนา : 09 ธันวาคม 2568

    สะเก็ดล้านนา : 09 ธันวาคม 2568

    วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    Tag :

    **”ข่วงกาดโบราณ ตำนานบ่าเก่า” …วนิดา​ พันธ์ุสะอาด  รองปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวย่านตลาดการค้าโบราณ ภายใต้ชื่องาน “ข่วงกาดโบราณ ตำนานบ่าเก่า” ครั้งที่​ 2 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ รื้อฟื้นบรรยากาศและย้อนวันวานตลาดการค้าในอดีตของดินแดนล้านนา สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ควบคู่กับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระตุ้นการท่องเที่ยวในย่านสำคัญทางวัฒนธรมของจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นที่รู้จัก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ***พิธีปิดการแข่งขันตอบปัญหาวิชาการนานาชาติ Chiang Mai University International Medical Challenge 2025” (CMU-IMC 2025) ครั้งที่ 10…รศ.นพ.เอกรัฐ รัฐฤทธิ์ธำรง รองคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย ผศ.พญ.จีระนันท์ คุณาชีวะ ผู้ช่วยคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา, ผศ.พญ.กรองกาญจน์ สุธรรม ผู้ช่วยคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา และคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมมอบรางวัล ซึ่ง  WINNER ได้แก่ ทีม PKC จาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ***เปิดเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2568 ปีที่ 11 “Local Plus” ยกระดับเมืองสร้างสรรค์สู่สากล…ไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการ CEA เป็นประธานเปิดงานฯ พร้อมด้วย วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA ร่วมงาน ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เน้นต่อยอดพลังท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับสากล โดยปีนี้มีนักสร้างสรรค์กว่า 166 คน และเครือข่ายจาก 15 ประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมกว่า 150 โปรแกรม คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท และดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 1 ล้านคนเจ้า ///

    ศุภรักษ์ จิรกิจญาดา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/933242&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pomHJGuw56mi4oBr-wTRo

  • นักศึกษาวิศวกรรมระบบราง SPU ลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการรถไฟฟ้า เรียนรู้การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ 🚝✨ – คณะวิศวกรรมศาสตร์

    นักศึกษาวิศวกรรมระบบราง SPU ลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการรถไฟฟ้า เรียนรู้การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ 🚝✨ – คณะวิศวกรรมศาสตร์

    Related Posts

    ค่าเทอมสาขา

    คณะ/สาขาวิชา ลักษณะการกู้ยืมฯ เทอม 1 ตลอด หลักสูตร
    คณะบริหารธุรกิจ
    วิศวกรรมโยธา 1 46,600 41,600 359,400
    วิศวกรรมโยธา – การจัดการงานก่อสร้าง 1 46,600 41,600 359,400
    วิศวกรรมโยธา (นอกเวลาราชการ) 1 45,600 40,600 365,900
    วิศวกรรมไฟฟ้า 2 44,600 39,600 361,400
    วิศวกรรมไฟฟ้า – ระบบควบคุมอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 2 44,600 39,600 361,400
    วิศวกรรมไฟฟ้า (นอกเวลาราชการ) 2 38,600 33,600 370,400
    วิศวกรรมเครื่องกล 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล – เทคโนโลยีอาคาร 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล (เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่) 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล (นอกเวลาราชการ) 2 45,600  40,600 373,400
    วิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ 2 45,600  40,600 362,000
    วิศวกรรมอุตสาหการ – การจัดการวิศวกรรม 2 45,600  40,600 362,000
    วิศวกรรมระบบราง 1 50,600  45,600 355,000

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/engineer/spusoe-re-mrta-ol/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20aJJzX8dcyJ-7z0GoxyOA

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67722/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jg09ifevvZz0x2SET6qd9