Category: วัฒนธรรม

  • สธค. เดินหน้า “โรงรับจำนำเพื่อสังคม” ลงพื้นที่ปาย มอบทุนการศึกษาและผ้าห่ม พร้อมเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

    สธค. เดินหน้า “โรงรับจำนำเพื่อสังคม” ลงพื้นที่ปาย มอบทุนการศึกษาและผ้าห่ม พร้อมเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

    สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือโรงรับจำนำของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.) จัดโครงการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ “รู้จัก สธค. โรงรับจำนำเพื่อสังคม” ณ โรงเรียนบ้านแม่ปิง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่เป็นธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย, พ.ต.อ. ภาสวินท์ แก้วต่าย ผกก.สภ.ปาย, และผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ถึงความแตกต่างของ สธค. จากโรงรับจำนำเอกชน โดยเน้นย้ำว่า สธค. เป็นโรงรับจำนำของรัฐที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นเพียงร้อยละ 0.25 ต่อเดือน และสูงสุดไม่เกินร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยุติธรรมในการป้องกันการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    ไฮไลท์สำคัญของงานคือ “กิจกรรมมอบทุนการศึกษา ชุดนักเรียน และผ้าห่มแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง” โดย สธค. ได้มอบ:

    ทุนการศึกษา ทุนละ 1,000 บาท พร้อมชุดนักเรียน รองเท้า และถุงเท้า รวม 115 ชุด ให้แก่ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่ปิง

    ทุนการศึกษา ทุนละ 1,000 บาท พร้อมชุดนักเรียน รองเท้า และถุงเท้า รวม 100 ชุด ให้แก่ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ฮี้

    ผ้าห่มกันหนาว จำนวน 100 ผืน ให้แก่ตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่

    นายประสงค์ พันธ์ลิมา กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ Quick Win ของ พม. เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน และสร้างความมั่นคงในระดับครัวเรือน โดย สธค. มุ่งมั่นที่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ยั่งยืน และเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อนำไปปรับปรุงบริการของ สธค. ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/117448&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_qWbgT9t6pKHKCo3_tCL9

  • แรงงานคืนถิ่น:ทางเลือกที่เป็นโอกาส

    แรงงานคืนถิ่น:ทางเลือกที่เป็นโอกาส

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัท ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จำกัด (SAB) ทำการสำรวจแรงจูงใจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับไปยังภูมิลำเนา และสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานคืนถิ่นสามารถยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ คนทำงานตอนต้น (อายุ 20-35 ปี) ที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไป ที่ย้ายเข้าไปทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จำนวน 2,563 ตัวอย่าง

    โดยผลการสำรวจพบว่า สาเหตุที่ทำให้คนทำงานตอนต้นย้ายมาจังหวัดเศรษฐกิจมักเกี่ยวกับเรื่องงาน โดย 60.5% ตั้งใจเข้ามาเพื่อมาทำงาน รองลงมา 21.5% เริ่มต้นเข้ามาเพื่อเรียน ซึ่งเกือบทั้งหมดเลือกทำงานต่อในจังหวัดที่เรียนจบ เพราะมองว่ามีรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่าภูมิลำเนา รวมถึงมีความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม

    ขณะที่แนวโน้มการย้ายกลับภูมิลำเนามีไม่มากและระยะเวลาการย้ายกลับค่อนข้างนาน โดยมีเพียง 1 ใน 3 ที่มีแนวโน้มย้ายกลับ ซึ่งกลุ่มลูกจ้างภาครัฐจะกลับเมื่อเกษียณ ขณะที่ลูกจ้างเอกชนและกลุ่มอาชีพอิสระจะกลับเมื่อมีเงินเก็บตามเป้าหมาย

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอุปสรรคต่อการย้ายกลับภูมิลำเนา ได้แก่ 1.การสูญเสียรายได้หรือสวัสดิการ เพราะระดับรายได้ปัจจุบันดีกว่าในภูมิลำเนา และยังมีเหลือให้เก็บออม 2.การมีภาระต่างๆ อาทิ การมีบ้านหรือมีลูกกำลังเรียนอยู่ในจังหวัดเศรษฐกิจ รวมถึงการมีหนี้ และ 3.ความผูกพันกับท้องถิ่นที่ลดลง ซึ่งทำให้มองว่าเมืองเศรษฐกิจ ที่อยู่ในปัจจุบันเป็นบ้านมากกว่าภูมิลำเนา

    ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่จะสามารถจูงใจให้กลับไปทำงานที่ภูมิลำเนา พบว่า การมีโครงสร้างและระบบสนับสนุนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี อาทิ การมีสวัสดิการพิเศษในการกลับไปทำงานในท้องถิ่นของกลุ่มลูกจ้างภาครัฐ/เอกชน การมีเงินทุนสนับสนุนของกลุ่มอาชีพอิสระ อีกทั้งแรงงานบางส่วนยังให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตในภูมิลำเนาที่ดีขึ้น ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม ระบบไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ตที่เสถียร โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ควรมีคุณภาพทัดเทียมกับจังหวัดเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยดึงดูดกลุ่มแรงงานที่มีลูกให้กลับมา รวมถึงเป็นแหล่งผลิตแรงงานที่มีคุณภาพให้แก่สถานประกอบการในพื้นที่

    ข้อค้นพบข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐอาจต้องให้ความสำคัญกับการทำให้แรงงานอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ต้น เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดจากปัจจัยผูกมัดต่างๆ ที่แรงงานมีหลังจากย้ายออกไปทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ โดยต้องดำเนินการ ได้แก่ 1.พัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิลำเนา โดยขยายผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจังหวัดเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจของภูมิภาค ควบคู่กับการเร่งผลักดันการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางในภูมิภาคต่างๆ 2.สร้างแหล่งเงินทุน และส่งเสริมความรู้/ทักษะ ในการประกอบอาชีพ 3.ยกระดับคุณภาพของสาธารณูปโภค บริการการศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่ โดยการพัฒนาคุณภาพและขยายความครอบคลุม และ 4.ส่งเสริมความผูกพันกับบ้านเกิดและสร้างเครือข่ายคนคืนถิ่นในพื้นที่

    อย่างไรก็ดี แม้แรงงานส่วนใหญ่ย้ายเข้าสู่จังหวัดเศรษฐกิจด้วยเหตุผลด้านการจ้างงาน รายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า แต่แนวโน้มการย้ายกลับภูมิลำเนายังมีไม่มากและใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้ ภาระครอบครัว หนี้สิน และความผูกพันกับพื้นที่เดิมที่ลดลง โดยแรงงานยังคงให้ความสำคัญกับการมีโครงสร้างและระบบสนับสนุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมในภูมิลำเนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐควรมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ตั้งแต่ต้นควบคู่กับการเสริมสร้างความผูกพันกับท้องถิ่น เพื่อรักษาและดึงดูดแรงงานคุณภาพให้มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/915089/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw052WNE2X_OsGRGvZLtZJtF

  • โพลชี้‘อนุทิน’เต็ง  ผู้นำจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    โพลชี้‘อนุทิน’เต็ง ผู้นำจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจประชาชน ให้ความสำคัญเรื่องปากท้องสูงสุด “อนุทิน” ยังเต็ง 1 ผู้นำพรรคใหญ่จัดตั้งรัฐบาล ส่วนสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจประชาชนมองการเมืองไทยตลอดปี’68 แย่ลง

    เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “สำรวจพรรคใหญ่กับพรรคใหม่” จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 1,435 ตัวอย่างเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2568 ภายหลังการประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริบททางการเมืองไทย ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนทั้ง “ความต้องการเร่งด่วนของประชาชน” “ความตั้งใจจะไปเลือกตั้ง” “ความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่” และ “การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองเปิดใหม่ในฐานะม้ามืดเชิงนโยบาย” อย่างชัดเจน มี 5 หัวข้อหลักสำคัญ

    1.ความต้องการเร่งด่วนของประชาชน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ การค้าขาย ธุรกิจ และการทำมาหากิน คิดเป็นร้อยละ 81.9 สะท้อนว่ามิติทางเศรษฐกิจฐานรากยังคงเป็น “โจทย์หลัก” ของสังคมไทยหลังการยุบสภา รองลงมาคือ การยุติความขัดแย้งและการสู้รบชายแดนโดยเร็ว ร้อยละ 80.5 ซึ่งสะท้อนความกังวลด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์และมิจฉาชีพ ร้อยละ 66.7 ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 65.3 และความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 62.4 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมองปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

    2.ความตั้งใจไปเลือกตั้ง พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 74.3 ระบุว่า ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 5.8 ระบุว่า ไม่ไป และร้อยละ 19.9 ยังไม่แน่ใจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองไทยจะเผชิญความผันผวน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมอง “การเลือกตั้ง” เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจซึ่งเกือบ 1 ใน 5 ของผู้ตอบทั้งหมด ถือเป็น “กลุ่มชี้ขาด” ที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

    3.พรรคการเมืองขนาดใหญ่ พบว่าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการระบุสูงสุด ร้อยละ 14.4 รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.0 และพรรคประชาชน ร้อยละ 9.9 ขณะที่พรรคอื่นๆ รวมกันร้อยละ 11.5 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจไม่ชอบพรรคใดหรือไม่ระบุ มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52.2 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด สะท้อนว่า แม้พรรคใหญ่ยังคงนำในเชิงความนิยม แต่ “ฐานเสียงที่ยังลังเล” ยังคงเปิดกว้าง และการแข่งขันทางนโยบายยังไม่ปิดเกม

    4.ผู้นำพรรคใหญ่กับการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการคาดหมายสูงสุด ร้อยละ 30.1 รองลงมาคือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.8 และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร้อยละ 14.4 ขณะที่กลุ่มอื่นๆ หรือไม่ตอบ มีสัดส่วนร้อยละ 37.7 ผลดังกล่าวสะท้อนภาพ “เต็งหนึ่งหลังยุบสภา” ของนายอนุทินอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ตัวเลขกลุ่มอื่นๆ ที่ยังสูง สะท้อนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรอดูทิศทางการเมืองและการนำเสนอนโยบายในช่วงหาเสียง

    5.พรรคการเมืองเปิดใหม่ พบว่า สโลแกน “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ของพรรคปวงชนไทย มีนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค ได้รับความชอบสูงสุดมาเป็นม้ามืดในนโยบายพรรคการเมืองเปิดใหม่ โดยการตอบครั้งที่ 1 อยู่ที่ร้อยละ 48.5 และเพิ่มเป็นร้อยละ 51.7 ในการตอบครั้งที่ 2 รองลงมาคือ สโลแกน “ต้องทำเมกะโปรเจกต์ นิคมการเกษตร พลิกเศรษฐกิจ” ของพรรคเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งได้ร้อยละ 47.3และ48.2ตามลำดับ และ “ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” ของพรรคไทยก้าวใหม่ ของศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ร้อยละ 39.6 และ37.8

    ด้าน“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การเมืองไทยในปี 2568” กลุ่มตัวอย่าง 1,194 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองภาพรวมการเมืองไทยตลอดปี 2568 แย่ลง ร้อยละ 55 53 โดยเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง คือการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ร้อยละ 67.59 เมื่อพิจารณาความเห็นต่อพรรคการเมืองไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองว่าพรรคการเมืองยังเน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประชาชน ร้อยละ 59.05 จากการทำงานของพรรคฝ่ายรัฐบาลตลอดปี 2568 สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริงร้อยละ 56.28 ส่วนพรรคฝ่ายค้าน คือการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ร้อยละ 64.07

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง โดยมีปัญหาการจัดการภัยพิบัติและเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งความกังวล ขณะที่ยังเห็นว่าพรรคการเมืองทำเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า และหากมีการเลือกตั้ง ปัจจัยขี้ขาดการตัดสินใจจะอยู่ที่ผลงานที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานของการบริหารประเทศ ทว่าตลอดปี 2568 ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นภาพไม่ชัด และอยากเห็นผลงานจริงมากกว่าการเล่นเกมการเมืองกันไปมา

    ขณะที่ ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลของสวนดุสิตโพล ประชาชนมองการเมืองไทยตลอดปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 อับดับหนึ่งเห็นว่าแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประชาชนอาจมีความเบื่อหน่ายหรือไม่ชอบบรรยากาศการเมืองที่เป็นอยู่ จากเหตุอุทกภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในประเทศโดยเฉพาะที่อ.หาดใหญ่ ประชาชนจึงรู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองเรื่องนี้มากที่สุด ต่อมาประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าพรรคการเมืองยังเน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าทำเพื่อประชาชนอันเป็นเครื่องเตือนใจว่าพรรคการเมืองควรหันมามองประชาชนให้มากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพให้ได้จริงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้พรรครัฐบาลทำมากที่สุด อันจะส่งผลต่อการเลือกตั้งเป็นเหตุให้นโยบายคนละครึ่งจึงค่อนข้างประสบความสำเร็จ การทำงานของฝ่ายค้านมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการให้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งฝ่ายค้านน่าจะทำได้ดีเพราะถึงขั้นรัฐบาลตัดสินใจยุบสภา

    อีกด้านหนึ่ง ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” สำรวจระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 6.28 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 3.88 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 3.12 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    ร้อยละ2.28 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) , ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) , นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) , นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) , นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) , ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) , นายวราวุธศิลปอาชา (พรรคภูมิใจไทย) , นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) , นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)ร้อยละ 0.88 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่า เป็น พรรคประชาชน

    อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่า เป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่า เป็น พรรคเพื่อไทย

    อันดับ 5 ร้อยละ 9.92 ระบุว่า เป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 6 ร้อยละ 2.76 ระบุว่า เป็น พรรคเศรษฐกิจ

    อันดับ 7 ร้อยละ 2.32 ระบุว่า เป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่า เป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ1.36 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ , พรรคไทยภักดี , พรรคโอกาสใหม่ , พรรคเพื่อไทรวมพลัง , พรรคกล้าธรรม , พรรคไทยก้าวใหม่ , พรรคชาติพัฒนา , พรรคเสรีรวมไทย และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) ร้อยละ0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/934642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IhQa0ekIOZPlWVpwFcEan

  • “สว.นพดล” บอกขอบคุณ “ทรัมป์-อันวาร์” แต่ไม่ต้องช่วย ชี้ 2 ประเทศต้องเคลียร์กันเอง

    “สว.นพดล” บอกขอบคุณ “ทรัมป์-อันวาร์” แต่ไม่ต้องช่วย ชี้ 2 ประเทศต้องเคลียร์กันเอง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/116909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zdnHy3TXlA5A6nIWqHdzX

  • หลักสูตร DDCT มจธ.ชู “สร้างเกมได้จริง” เป็นหัวใจ อัปเลเวลนักพัฒนาเกมไทยสู่ระดับสากล

    หลักสูตร DDCT มจธ.ชู “สร้างเกมได้จริง” เป็นหัวใจ อัปเลเวลนักพัฒนาเกมไทยสู่ระดับสากล

    วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 00.30 น.

    หลักสูตร DDCT มจธ.ชู “สร้างเกมได้จริง” เป็นหัวใจ อัปเลเวลนักพัฒนาเกมไทยสู่ระดับสากล

    อุตสาหกรรมเกมไทยกำลังกลายเป็น “ของดีที่ประเทศปล่อยให้หลุดมือ” เพราะแม้ตลาดเกมในประเทศจะมีมูลค่าสูงกว่า 35,000 ล้านบาท มีคนไทยเล่นเกมกว่า 42.5 ล้านบัญชี และดึงดูดให้บริษัทต่างชาติทยอยเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่อุปสรรคสำคัญกลับอยู่ที่การ “สร้างคน” ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถในการสร้างเกมระดับสูง ช่องว่างระหว่าง “ตลาดที่ใหญ่ขึ้นทุกปี” กับ “กำลังคนที่ยังไม่พร้อม” กำลังกลายเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่ของประเทศ หากภาคการศึกษาไม่เร่งปรับตัวมุ่งสอนทักษะเฉพาะทางที่ใช้ทำงานจริงอย่างเข้มข้น เพื่อปั้นคนไทยให้ก้าวจากบทบาท “ผู้เล่น” ไปเป็น “ผู้สร้าง” ให้ได้ เราคงเสียโอกาสนี้ไปจริง ๆ

    หลักสูตร Digital Design and Creative Technology (DDCT) สังกัดวิทยาลัยสหวิทยาการ ที่มีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันระหว่าง 3 สถาบัน คือ ศูนย์นวัตกรรมการออกแบบดิจิทัลและเทคโนโลยี (DIDTC), DigiPen Institute of Technology, USA และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับตัวครั้งนี้ หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรนานาชาติที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานด้านเกมและแอนิเมชัน ผลักดันให้นักศึกษามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเกมขนาดใหญ่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะระดับสูงในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือสร้างเกมจริง ทดสอบกับผู้เล่นจริง และพัฒนาซ้ำจนเสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้นักศึกษาได้ทำงานกับข้อจำกัดของการทำงานจริงก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

    การเรียนรู้นี้นำไปสู่การสร้างผลงานเกมต้นแบบที่กำลังถูกจับตาในวงการเกมไทยและต่างประเทศ อย่างเกม “Soul Launder Inc.” ของทีม P3.14 & Minions ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปี 4 จำนวน 12 คน ได้แก่ พิชามญชุ์ เวียงสมุทร, มรรค วรรณวานิช, วิภูมิ เสริมศิลป์, จิรายุ เบญจฤทธิ์, กรวรรณ ศรีบุณยะแก้ว, นิชาภัทร แซ่เจีย, ธมกร สุรวัฒนสกุล, พศิกา ฐิติเหมสกุล, ณิชา วัฒนาชัยยงกุล, สิริยากร สกลอรรจน์, กฤติน นาลิวงศ์ และกัณตพิชฐ์ พันธ์เพียร

    เกม Soul Launder Inc. เริ่มต้นจากการต้องการสร้างเกมปาร์ตี้ที่ทั้งสนุกและมีเอกลักษณ์ จึงเกิดเป็นแนวคิดตลกร้าย “แม้แต่ตายไปแล้วยังต้องทำงาน” ผู้เล่นจะสวมบทเป็นวิญญาณที่ถูกยมทูตเรียกมาทำงานในบริษัท “ซักฟอกวิญญาณ” แทนที่จะได้ขึ้นสวรรค์ เกมนี้ล้อเลียนแนวคิด “ฟอกเงิน” ด้วยการเปลี่ยนเป็น “ฟอกวิญญาณ” ผ่านกลไกที่ทั้งสนุกและยียวน โดยผู้เล่น 2–4 คนต้องร่วมมือกันจับ ย้อม ซัก และส่งวิญญาณให้ทันเวลา ผ่านโหมดหลักสองแบบ คือ จับวิญญาณมาย้อมสีและจับวิญญาณมาซักฟอก ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคที่บังคับให้ผู้เล่นต้องสื่อสารและช่วยเหลือกัน “หัวใจของเกมคือการทำงานร่วมกัน ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นคือสิ่งที่ทำให้มันทั้งสนุกและสะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนได้อย่างชัดเจน” สิริยากร เกมดีไซน์เนอร์กล่าว

    ความแปลกใหม่ของคอนเซปต์และการออกแบบระบบเกมที่ลงตัวทำให้ Soul Launder Inc. ได้รับรางวัล Best Game Design Award จากงาน Gamescom Asia x Thailand Game Show 2025 ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันเกมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย นอกจากนั้นยังถูกคัดเลือกให้ติดอันดับ Shortlisted Top 5 ประเภท Best Student Game บนเวทีระดับโลก SXSW Sydney 2025 ที่ประเทศออสเตรเลีย

    เบื้องหลังความสำเร็จของ Soul Launder Inc. เต็มไปด้วยบททดสอบทางเทคนิคและการทำงานเป็นทีมที่เข้มข้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือการสร้างเกมระหว่างเทอม พร้อมกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ในการปรับรูปแบบเกมจากเกมออนไลน์ที่เล่นได้หลายคน (Online Multiplayer) ให้กลายเป็นการเล่นเกมร่วมกันบนหน้าจอเดียวกัน (Couch Co-op) ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นสร้างระบบใหม่แทบทั้งหมด ความท้าทายไม่ได้มีแค่เทคนิค แต่ยังอยู่ที่การทำงานร่วมกันของทีมใหญ่กว่า 12 ชีวิต ทั้งฝ่ายศิลป์ ดีไซน์ และโปรแกรม ต้องสื่อสาร ประสาน และหาจุดลงตัวระหว่างแนวคิดกับข้อเสนอจากอาจารย์หลายท่าน

     “มันคือการเรียนรู้การทำงานจริง ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะฟังกัน ประนีประนอม และรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง” มรรค กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้ในครั้งนี้ ขณะที่ พิชามญชุ์ เสริมว่า “ช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดคือช่วงที่เราต้องช่วยกันแบกรับทุกอย่างให้ผ่านไปให้ได้ ด้วยภาระที่ต้องเรียน 5–6 วิชาต่อเทอม ทุกคนต้องแบ่งเวลาและทุ่มแรงใจสุดตัวเพื่อให้โปรเจกต์นี้สำเร็จ สำหรับหนูผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่เกมที่เสร็จ แต่คือการเติบโตทั้งในด้านทักษะและการทำงานร่วมกันของพวกเรา”

    ด้าน ดร.โพธิ์ ศรีวัฒนะธรรมา อาจารย์ที่ปรึกษา ชี้ว่า สิ่งที่เน้นหนักในการสอน คือ การให้ทีมสร้างต้นแบบให้เร็วและทดสอบให้ได้มากที่สุด “ไม่จำเป็นต้องทำเกมให้ใหญ่ เล่นแค่ 15 วินาทีก็ได้ แต่ 15 วินาทีนั้นต้องทำให้ผู้เล่นอยากเล่นต่อ เพราะการออกแบบเกมไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหา แต่คือการสร้างประสบการณ์ดี ๆ ที่ส่งผลต่อผู้เล่นให้มากที่สุด”

    โปรเจกต์นี้ ได้สอนให้ทีมเปลี่ยนจาก “ผู้เล่นเกม” มาเป็น “ผู้สร้างเกม” คือการเปลี่ยนมุมมองจากการ “รับ” ประสบการณ์ความสนุก มาเป็นการคิดย้อนกลับเพื่อ “สร้าง” ประสบการณ์นั้นให้กับผู้เล่นอื่นแทน นี่เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรม และทีมเตรียมปล่อย Demo ของ Soul Launder Inc. บน Steam ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับวันที่พวกเขากำลังสำเร็จการศึกษาและก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมจริงอย่างเต็มตัว

    Soul Launder Inc. ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของโปรเจกต์นักศึกษา แต่คือภาพของ “ระบบการสร้างคน” ให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะวงการเกม การได้ทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่ การทดสอบเกมกับผู้เล่นจริง และการออกแบบที่วนซ้ำหลายรอบจนสมบูรณ์ ล้วนเป็นองค์ประกอบของมาตรฐานการพัฒนาเกมระดับอุตสาหกรรม ซึ่งหากเรื่องนี้เกิดขึ้นในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดช่องว่างด้านทักษะระหว่างนักศึกษาและตลาดแรงงานให้แคบลง เป็นการผลิต “นักสร้างเกม” ที่สามารถเติมเต็มกำลังคนให้ภาคอุตสาหกรรม และพาเกมไทยก้าวขึ้นไปอยู่ในตลาดโลกได้ในอนาคต

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com    และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/458578&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UgMbrrU-YQbgCA0yETBIJ

  • ‘อนุทิน’ โผล่บุรีรัมย์ ให้กำลังใจชาวบ้าน – จนท. ในศูนย์อพยพ

    ‘อนุทิน’ โผล่บุรีรัมย์ ให้กำลังใจชาวบ้าน – จนท. ในศูนย์อพยพ

    นายกฯดอดบุรีรัมย์ ให้กำลังใจชาวบ้าน-เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในศูนย์อพยพ พร้อม ผัดหอยทอด-ตำส้มตำ ให้ปชช.กิน เขมรบุกไลฟ์สด แห่คอมเมนต์เพียบ

    14 ธ.ค.2568 – เมื่อเวลา 16.15 น. ที่สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านในศูนย์อพยพสนามช้างอารีน่า โดยเมื่อเดินทางถึงมีประชาชนเข้ามาทักทายและสวมกอดนายอนุทิน 

    จากนั้นนายอนุทินได้เดินมาที่เต็นท์โซนโรงครัวของศูนย์อพยพ โดยได้ทำหอยทอดทะเลให้กับผู้อพยพในศูนย์ รวมถึงได้ตำส้มตำปลาร้าอีกด้วย นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้เดินไปยังเต็นท์ปฐมพยาบาลโรงพยาบาลบ้านกรวด ทักทายพูดคุยกับทีมแพทย์ เดินชมร้านอาหารฟู๊ดทรัคที่มาบริการประชาชน ซึ่งระหว่างเดินทักทายประชาชน ได้เดินมาที่จุดพักผ่อน ซึ่งเป็นจุดที่มีการร้องเพลง โดยนายอนุทินได้ร่วมร้องเพลง “คนสุดท้าย”ของอัสนี-วสันต์ และเพลง ”ซมซาน“ ของโลโซ กับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ ซึ่งสร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านในศูนย์อพยพ ทั้งนี้ นายกฯได้กล่าวภายหลังให้กำลังใจชาวบ้าน ว่า ให้คนเข้ามา การันตีเรื่องความปลอดภัย

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้นายกฯไม่ได้แจ้งกำหนดการให้สื่อมวลชนได้ทราบ แต่มีการไลฟ์สดการลงพื้นที่ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งปรากฎว่า มีชาวกัมพูชาเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/915067/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LxUy2jnF8guhbG6v1ZzZ5

  • พบวาฬเพชฌฆาต – โลมา ช่วยกันล่าเหยื่อเป็นครั้งแรกของโลก

    พบวาฬเพชฌฆาต – โลมา ช่วยกันล่าเหยื่อเป็นครั้งแรกของโลก

    เมื่อวาฬจับเหยื่อได้และฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เหนือผิวน้ำเพื่อแบ่งให้กับวาฬตัวอื่น ๆ โลมาก็จะเข้ามาคอยเก็บกินเศษที่เหลือ

    ตามปกติแล้ว วาฬเพชฌฆาตจะปกป้องเหยื่อที่เพิ่งล่ามาได้อย่างดุเดือด แต่ในกรณีนี้กลับดูไม่รำคาญการรุกล้ำของโลมาเลย

    นักวิจัยพิจารณาหลายสมมติฐานเพื่ออธิบายเกี่ยวกับความใกล้ชิดของโลมาและการที่วาฬเพชฌฆาตไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
    ทฤษฏีหนึ่งเสนอว่าโลมาเพียงแค่ต้องการแสวงหาการคุ้มครองจากวาฬเพชฌฆาตสายพันธุ์นี้ที่ไม่ไล่ล่าโลมา แต่วาฬเพชฌฆาตไม่ประจำถิ่น (Bigg’s orca) ที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำเดียวกันนั้นล่าโลมา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ววาฬทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มักจะหลีกเลี่ยงกันและกัน

    อีกทฤษฎีหนึ่งคือโลมาได้ประโยชน์จากการขี่คลื่นหัวเรือใกล้วาฬเพชฌฆาต ซึ่งช่วยลดแรงต้านน้ำ

    ทีมนักวิจัยยังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของภาวะ “เคล็ปโตพาราซิติซึม” (Kleptoparasitism) ลักษณะการอยู่ร่วมกันแบบที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ปรสิต” ขโมยอาหารจากผู้ล่าชนิดอื่น ในกรณีนี้หมายถึงการที่โลมาขโมยเศษอาหารจากวาฬ

    พบวาฬเพชฌฆาต - โลมา ช่วยกันล่าเหยื่อเป็นครั้งแรกของโลก

    ผู้เขียนหลักของการวิจัย ระบุว่า หากโลมาเป็นปรสิตที่มาหาอาหารฟรีจริง ๆ วาฬอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อไล่โลมาออกไป หรือวาฬอาจย้ายไปหาอาหารในบริเวณใกล้เคียงแทน แต่ทีมนักวิจัยแทบไม่เห็นพฤติกรรมที่เป็นปรสิตระหว่างสายพันธุ์เลย ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก

    ดังนั้นนักวิจัยจึงเหลือสมมติฐานสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด คือ ผู้ล่าทั้ง 2 สายพันธุ์ กำลังร่วมมือกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861119&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11IbWlpOlntkVhbrpG6OMx

  • “วิทยุการบิน” เร่งศึกษาบริหารจราจรอากาศ “สนามบินอินชอน” ปรับใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    “วิทยุการบิน” เร่งศึกษาบริหารจราจรอากาศ “สนามบินอินชอน” ปรับใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    เศรษฐกิจ

    “วิทยุการบิน” เร่งศึกษาบริหารจราจรอากาศ “สนามบินอินชอน” ปรับใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “วิทยุการบิน” เร่งศึกษาบริหารจราจรอากาศ “สนามบินอินชอน” ปรับใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    นายพิเชฐ  คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า  จากนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่มอบหมายให้ วิทยุการบินฯ เร่งขยายความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวิทยุการบินฯ ได้ศึกษาแนวทางเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินจากสนามบินอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศเกาหลีใต้ และเป็นหนึ่งในสนามบินชั้นนำของโลก ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารการจราจรทางอากาศและภาคพื้นอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันมีเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ มีความสามารถในการรองรับ 94 เที่ยวบิน/ชั่วโมง มีการเปิดใช้งาน 3 ทางวิ่ง และมีแผนขยายเป็น 4 ทางวิ่งเพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันสนามบินอินชอน มี 4 ทางวิ่ง และมีความสามารถในการรองรับเที่ยวบินได้ 107 เที่ยวบิน/ชั่วโมง   สูงที่สุดของเกาหลีใต้”

    สำหรับปริมาณเที่ยวบินจากเกาหลีใต้มายังสนามบินในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ ประเทศไทยได้เตรียมขยายตลาดทางการบินรองรับนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ ดังนั้น วิทยุการบินฯ  จำเป็นต้องศึกษาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มศักยภาพและยกระดับการให้บริการ        การเดินอากาศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างประโยชน์และสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ  มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคต่อไป

    ทั้งนี้ สถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศ ของปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 458,561 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 1,256 เที่ยวบิน/วัน ซึ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ มีปริมาณเที่ยวบินรวม 19,870 เที่ยวบิน คิดเป็น 4 % ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด โดยสาธารณรัฐเกาหลี   ทำการบินเข้า/ออกประเทศไทยสูงเป็นอันดับที่ 8 เฉลี่ยประมาณวันละ 54 เที่ยวบิน สำหรับสถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างไทย – กรุงโซล (สนามบินอินชอน) ทำการบินเฉลี่ยวันละ 45 เที่ยวบิน คิดเป็นร้อยละ 83 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย – เกาหลีใต้ ทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะนี้มีหลายสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินไปยังกรุงโซล ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ จึงทําให้มีความต้องการในการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้นเป็นจํานวนมาก การศึกษาดูงานสนามบินอินชอน ซึ่งมีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศเกาหลีใต้ ในครั้งนี้  วิทยุการบินฯ จะนำรูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งลักษณะการบริหารจัดการห้วงอากาศ  การบริหารจัดการลักษณะทางกายภาพของสนามบิน  อาทิ ทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดอากาศยาน อาคารผู้โดยสาร และการบริหารจัดการการใช้งานทางวิ่ง รวมถึงระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขรูปแบบ และแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับของเที่ยวบินให้มากยิ่งขึ้น

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า  วิทยุการบินฯ มีความพร้อมในการสนับสนุนผลักดันนโยบายของรัฐบาล โดยมีแผนการนำระบบเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการจราจรทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น พร้อมรักษามาตรฐาน   ความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งวิทยุการบินฯ ได้เดินหน้าพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการการเดินอากาศ เพื่อปรับปรุงและยกระดับระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย โดยบูรณาการแผนดำเนินงาน แผนปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยี ให้สอดรับกับแผนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต รวมถึงสนามบินภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของสนามบิน รองรับการเติบโตของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้ง กำลังดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบิน และการออกแบบห้วงอากาศ โดยจัดทำเส้นทางบินใหม่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงจากเส้นทางบินในปัจจุบันจากรูปแบบ ทางเดียว (Single Route) ให้เป็นเส้นทางบินคู่ขนาน (Parallel Routes) ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ  ซึ่งเป็นความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และ มีความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ ในกรณีมีสภาพอากาศไม่ปกติหรือมีสถานการณ์  ที่อาจส่งผล

    กระทบต่อการจราจรทางอากาศ

    นอกจากนี้ วิทยุการบินฯ ได้เร่งผลักดันการใช้ Remote Tower เพื่อให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศได้จากศูนย์ควบคุมระยะไกล สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นน้อย ได้แก่ สนามบินนราธิวาส และเบตง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ และนอกจากนั้นแล้ว จะมีการทดลองระบบ Digital Tower ใน Lab  เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการลงทุน ก่อนนำเข้าใช้งานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน   ลดข้อจำกัดด้านต่าง ๆ รวมทั้งเร่งดำเนินการออกแบบและพัฒนาห้วงอากาศสำหรับสนามบินที่มีความซับซ้อนของการจราจร   ทางอากาศ (Metroplex) 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา, กลุ่มสนามบินภูเก็ต กระบี่ อันดามัน (พังงา) และกลุ่มสนามบินเชียงใหม่ ลำปาง ล้านนา (ลำพูน) เพื่อลดความหนาแน่นของสนามบินหลัก อีกทั้ง มีการนำระบบเทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านการบริหารจราจรทางอากาศมาใช้พัฒนาระบบจัดการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งร่วมขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการปฏิบัติการบินอากาศยานทางทะเล หรือ Seaplane อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดมิติใหม่ของการคมนาคมทางอากาศ  โดยวิทยุการบินฯ พร้อมที่จะขับเคลื่อน และพัฒนาระบบเทคโนโลยีในทุกด้าน เพื่อมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ สนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้ไปสู่เป้าหมาย เพราะเชื่อมั่นว่าจะส่งผลดี สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศชาติต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/458559&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iu0etdCi0lW783Ic63fsx

  • อุบลฯ ชวนชม “ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568” ที่ผาแต้ม ดันแหล่งท่องเที่ยวดาราศาสตร์

    อุบลฯ ชวนชม “ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568” ที่ผาแต้ม ดันแหล่งท่องเที่ยวดาราศาสตร์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/116970&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23c0LQW72ljd3lLQmW2gY7

  • แพทย์ห้องฉุกเฉิน เตือน 2 จุดใกล้ตัวบนเครื่องบิน ที่ไม่ควรมองข้าม อันตรายที่คาดไม่ถึง

    แพทย์ห้องฉุกเฉิน เตือน 2 จุดใกล้ตัวบนเครื่องบิน ที่ไม่ควรมองข้าม อันตรายที่คาดไม่ถึง

               แพทย์ห้องฉุกเฉินในสหรัฐฯ เตือน 2 จุดใกล้ตัวบนเครื่องบิน ที่ผู้โดยสารไม่ควรมองข้าม และให้ความระวังใส่ใจ เพราะอาจเป็นอันตรายอย่างที่คาดไม่ถึง

    2 จุดใกล้ตัว อันตรายที่คาดไม่ถึง

               ผู้โดยสารหลายคนหลังจากขึ้นเครื่องบินและนั่งประจำที่แล้ว ก็มักจะปล่อยตัวตามสบาย เพราะคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่จะได้นั่งพักผ่อน และเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง อย่างไรก็ตาม มีบางจุดบนเครื่องบินที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอยู่ใกล้ตัวมาก ซึ่งผู้โดยสารไม่ควรมองข้าม และควรจัดการให้เรียบร้อยก่อน  

               วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ CTWANT เผยเรื่องราวจากรายงานของ HuffPost เมื่อ ดร.อนิตา พาเทล (Dr. Anita Patel) แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเตือนผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องบินเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง โดยชี้ว่ามี 2 จุดสำคัญบนเครื่องบินที่ไม่ควรมองข้าม และหวังว่าเหล่านักเดินทางจะให้ความสนใจและระมัดระวังมากขึ้น  

    1. โต๊ะพับหน้าที่นั่ง 

               ดร.อนิตา เผยว่า โต๊ะพับบนเครื่องบินถูกใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งกิน ดื่ม อ่านหนังสือ หรือเด็กเล่น แม้ว่าเครื่องบินจะได้รับการทำความสะอาดหลังผู้โดยสารลงจากเครื่องแล้ว แต่โดยปกติแล้วพนักงานทำความสะอาดมีเวลาจำกัด และไม่สามารถเช็ดโต๊ะทุกตัวได้อย่างทั่วถึง 

               โต๊ะพับบนเครื่องบินจึงเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดอาการผิดปกติ เช่น อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อ ในกรณีที่ร้ายแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

               จากการศึกษาของ Travelmath พบว่า โต๊ะวางอาหารบนเครื่องบินเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียมากที่สุดในเครื่องบินและสนามบิน โดยมีจำนวนแบคทีเรียสูงกว่าเครื่องกดน้ำดื่มในสนามบินถึง 2 เท่า ดร.อนิตาเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า “นี่เป็นความเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็กที่มักเอามือเข้าปาก” 

               ดังนั้นจึงแนะนำว่า ทันทีที่ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินแล้ว ควรเช็ดทำความสะอาดบริเวณโต๊ะพับทั้งหมดด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชูเปียกที่มีสารฆ่าเชื้อ รวมถึงตัวล็อกเล็ก ๆ บนโต๊ะด้วย ดร.อนิตา กล่าวว่า “ไม่กี่นาทีแรกหลังจากที่คุณนั่งลงเป็นช่วงเวลาสำคัญ หากคุณไม่เช็ดโต๊ะพับ คุณจะพลาดโอกาสป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็กที่มักเอามือเข้าปาก”

    2. หน้าต่างเครื่องบิน

               ดร.อนิตา เผยว่า เมื่อเครื่องบินอยู่ที่ระดับความสูงมาก ผู้โดยสารจะได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตที่เข้มข้นกว่าบนพื้นดินมาก แม้แสงแดดในห้องโดยสารอาจดูสว่าง และสบายตา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นอันตรายมาก และแม้ที่บังแดดบนหน้าต่างเครื่องบินจะสามารถกันแสงแดดได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถป้องกันรังสี UVB ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังและริ้วรอยก่อนวัยได้ 

               ดังนั้นแนะนำว่า ผู้โดยสารควรทาครีมกันแดดก่อนขึ้นเครื่องทุกครั้ง และทาซ้ำเมื่ออยู่บนเครื่องบิน และหากมีเวลา ควรเตรียมเสื้อผ้าที่ป้องกันแสงแดด เพื่อปกป้องตัวเอง รวมไปถึงครอบครัวที่เดินทางไปด้วย ดร.อนิตา เน้นย้ำถึงความสำคัญของครีมกันแดด โดยกล่าวว่า “หลายคนไม่รู้ว่ารังสียูวีมีความเข้มข้นมากแค่ไหน เมื่ออยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า”

               นอกจากนี้ ผู้โดยสารหลายคนยังชอบเลือกที่นั่งติดหน้าต่างเครื่องบิน เพื่อที่จะชื่นชมวิวด้านนอก แต่ความสวยงามอาจจะทำให้มองข้ามหรือไม่ทันระวังถึงอันตราย “แสงแดดที่สวยงามบนท้องฟ้า เป็นอันตรายมากกว่าตอนที่เราอยู่บนพื้นดิน” ดร.อนิตา กล่าว 

    ขอบคุณข้อมูลจาก CTWANT, HuffPost 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/250921&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RdkGLTIfp1zHFEjMDh6pd