Category: วัฒนธรรม

  • ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ อีก 7 ปี ลดความเหลื่อมล้ำ

    ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ อีก 7 ปี ลดความเหลื่อมล้ำ


    “รมว.นฤมล” เผย ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ไปอีก 7 ปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรึว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ม.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งถือเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกไปอีก 7 ปี พร้อมได้ร่าง พ.ร.ฎ. และดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ทั้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ เรียบร้อยแล้ว

    “การขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ออกไปอีก 7 ปี ก็เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยจัดตั้งในปี 2562 จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ส่วนในปี 2565 จัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L8YbbKjc0OoXnUZ5-L22Z

  • ยื่นภาษีปี 2568 “ลดหย่อนการศึกษา 2 เท่า” ใช้ไม่ได้ เหตุยุบสภาทำสะดุด

    ยื่นภาษีปี 2568 “ลดหย่อนการศึกษา 2 เท่า” ใช้ไม่ได้ เหตุยุบสภาทำสะดุด

    จากกรณีการตั้งคำถามของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เกี่ยวกับสิทธิลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเพื่อการศึกษา ว่ายังสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่า สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปีภาษี 2568 ที่ยื่นในช่วง ม.ค.-มี.ค. 2569 ได้หรือไม่ โดยล่าสุด กรมสรรพากร ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงสาเหตุที่สิทธิดังกล่าวขาดช่วงไปอย่างกะทันหัน 

    นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในข้อเท็จจริงทางกรมสรรพากรได้ดำเนินการชงเรื่องการ ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับการบริจาคเพื่อการศึกษาเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติไปตั้งแต่ปี 2568 แล้ว โดยมีความตั้งใจที่จะให้มาตรการมีความต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นก่อน ทำให้กระบวนการพิจารณาอนุมัติกฎหมายและมาตรการทางภาษีต่างๆ ต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้มาตรการต่ออายุสิทธิลดหย่อน 2 เท่า ยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก ครม. และไม่มีกฎหมายรองรับในช่วงเวลานี้ จึงจำเป็นต้องรอให้กระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและมีการจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก่อน จึงจะสามารถนำเรื่องกลับมาพิจารณาได้อีกครั้ง

    สำหรับแนวทางปฏิบัติของผู้เสียภาษีในช่วงต้น ปี 2569 นี้ นางสาวกุลยา แนะนำว่า ผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี จะต้องใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการศึกษาได้เพียง 1 เท่า ตามยอดที่จ่ายจริงไปก่อนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายเก่ายังไม่มีผลครอบคลุม

    “ส่วนเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและ ครม. ชุดใหม่แล้ว จะมีการอนุมัติมาตรการนี้หรือไม่ และหากอนุมัติจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังครอบคลุมปีภาษี 2568 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งผู้เสียภาษีต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีผลย้อนหลัง กรมฯ จะมีแนวทางปฏิบัติในการยื่นเพิ่มเติมหรือขอคืนภาษีแจ้งให้ทราบต่อไป”

    นอกจากนี้ สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาคในหมวดอื่นๆ นั้น กฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้ครอบคลุมอยู่ โดยจะไปหมดอายุมาตรการในปี 2570 ทำให้ผู้เสียภาษียังสามารถวางแผนภาษีผ่านการบริจาคในส่วนอื่นๆ ได้ตามปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217378&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y49w0jYd7rWxl-CHUIzq2

  • งานวิจัยชี้ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลักภาระต้นทุนตกที่ผู้บริโภคอเมริกัน : อินโฟเควสท์

    งานวิจัยชี้ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลักภาระต้นทุนตกที่ผู้บริโภคอเมริกัน : อินโฟเควสท์

    สถาบันเศรษฐกิจโลกคีล (Kiel Institute for the World Economy: IfW) ของเยอรมนี เปิดเผยผลการศึกษาในวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า ต้นทุนที่เกิดจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาแทบทั้งหมดตกเป็นภาระของผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวอเมริกัน มากกว่าผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าภาระดังกล่าวตกอยู่กับประเทศคู่ค้า

    ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับความตึงเครียดทางการค้าด้วยการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. หากยังไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์

    รายงานของ IfW ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการนำเข้าสินค้าสู่สหรัฐฯ มากกว่า 25 ล้านรายการ มูลค่ารวมราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า รายได้จากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศรับภาระต้นทุนภาษีเพียงแค่ประมาณ 4% ขณะที่อีก 96% ถูกผลักภาระไปยังผู้ซื้อในสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ส่งออกไม่ได้ปรับลดราคาสินค้าเพื่อชดเชยผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า

    จูเลียน ฮินซ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายการค้าของ IfW กล่าวว่า ภาษีนำเข้าทำหน้าที่เสมือนภาษีการบริโภคสำหรับสินค้านำเข้า ท้ายที่สุดภาระต้นทุนจึงตกอยู่ภายในสหรัฐฯ ทั้งยังทำให้สินค้าในตลาดสหรัฐฯ มีความหลากหลายน้อยลงและปริมาณลดลงอีกด้วย

    ทั้งนี้ IfW เตือนว่า การปรับขึ้นภาษีในระดับสูงจะส่งผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อทุกฝ่าย โดยจะบั่นทอนอัตรากำไรของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผลักดันให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะมียอดขายลดลง พร้อมแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการแสวงหาตลาดทางเลือกอื่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562513&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A7r2hB3OMgPtXsFkndwbP

  • เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลงานวิจัยในประเทศเอเชีย พบว่า “การออกแบบเมือง” มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการขยับร่างกายของประชาชน ถ้าเมืองเดินง่าย เชื่อมต่อดี และเข้าถึงบริการสะดวก จะช่วยให้คนเดิน ขยับ และมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ

    แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การศึกษาดังกล่าวเป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายระหว่างประเทศ (IHPF) จากงานวิจัยจำนวน 98 เรื่อง ใน 13 ประเทศเอเชีย และเผยแพร่ในวารสาร Journal of Physical Activity and Health

    ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมเมืองกับระดับกิจกรรมทางกายรวม 261 ความสัมพันธ์

    โดยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันตรงกันว่า

    เมืองที่เดินถึงง่าย มีทางเดินเชื่อมต่อดี

    มีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงสะดวก รวมถึงมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน

    ช่วยให้ประชาชนขยับร่างกายมากขึ้นจริง!

    ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำงาน เดินไปซื้อของ หรือทำกิจกรรมในชุมชน ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนว่า การออกแบบเมืองไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องสุขภาพ เพราะเมืองเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในทุกวัน

    ด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า การออกแบบเมืองที่ดีสามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพที่ได้ผล คุ้มค่า และยั่งยืน โดยควรเพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับการเดินและออกกำลังกาย พัฒนาย่านที่ประชาชนสามารถเดินถึงร้านค้า โรงเรียน หรือบริการจำเป็นได้ รวมถึงเชื่อมทางเดินกับระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย เมื่อเมืองเดินสะดวก ใช้งานง่าย และปลอดภัย ประชาชนจะขยับร่างกายมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการรณรงค์มาก เมืองจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และช่วยให้คนมีสุขภาพดีและอายุยืนขึ้น

    ด้าน นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561–2573 ของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาผังเมือง ทางเท้า สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้งานได้จริง

    ทั้งนี้ การทบทวนยังพบว่า งานวิจัยด้านพฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น การนั่งหรืออยู่นิ่งเป็นเวลานานในประเทศเอเชียยังมีจำนวนน้อย ทั้งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จึงควรมีการสนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนา “เมืองเพื่อสุขภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่ว่า “ทุกการขยับมีค่า (Every Move Counts)”

    ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมว่า การขยับร่างกายนั้นจะส่งผลต่อการป้องกันโรค NCDs ได้มากน้อยเพียงใด?

    ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของ NCDs หลายชนิด ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, มะเร็งบางชนิด และภาวะซึมเศร้า อีกทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนักและเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยรวม 

    โดย การไม่เคลื่อนไหว (physical inactivity) เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นของการเสียชีวิตจาก NCDs

    หากประชากรเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น อาจป้องกันการเสียชีวิตประมาณ 4–5 ล้านคนต่อปี ทั่วโลก โดยการเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอสามารถลดความเสี่ยงได้ดังนี้

    • มะเร็งบางชนิด ลดได้ 8–28%
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด 19%
    •  เบาหวาน 17%
    • ซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อม 28–32%

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08-7rlTJOLNdACWQUSHzBs

  • สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ความกระจ่างต่อความเป็นจริงต่อเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน บนเครือข่ายเอ็กซ์

    สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ความกระจ่างต่อความเป็นจริงต่อเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน บนเครือข่ายเอ็กซ์

    สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ความกระจ่างต่อความเป็นจริงต่อเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน บนเครือข่ายเอ็กซ์

    ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความบนเครือข่ายเอ็กซ์ โดยกล่าวถึงกรณีที่เวทีเศรษฐกิจโลก ณ เมืองดาวอส ขัดขวางการเข้าร่วมของผู้แทนจากอิหร่านในงานดังกล่าว โดยระบุว่า:

    เวทีเศรษฐกิจโลก ภายใต้อิทธิพลของคำโกหกและแรงกดดันทางการเมืองจากอิสราเอล รวมถึงผู้สนับสนุนและผู้ให้ความชอบธรรมจากสหรัฐอเมริกา ได้ขัดขวางไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าร่วมในงานนี้

    อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงพื้นฐานประการหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน นั่นคือ เราจำเป็นต้องปกป้องประชาชนของเรา จากกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธและการสังหารหมู่ในลักษณะเดียวกับกลุ่มไอซิส ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากมอสสาด

    แต่สิ่งที่น่าเศร้าและย้อนแย้งก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์โดยอิสราเอล และการสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวน 71,000 คน กลับไม่เป็นเหตุให้เวทีเศรษฐกิจโลกงดเชิญเจ้าหน้าที่อิสราเอลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2024 แฮร์โซกยังได้แสดงตนอย่างภาคภูมิใจในดาวอส ทั้งที่ในขณะนั้นเขากำลังถูกติดตามตัวในสวิตเซอร์แลนด์ในข้อหาก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดแจ้งในฉนวนกาซา

    เวทีเศรษฐกิจโลกอาจพยายามสร้างภาพลวงตาว่าตนยืนอยู่บนหลักศีลธรรม แต่ในความเป็นจริงกลับดำรงอยู่ด้วยการใช้มาตรฐานสองชั้นอย่างโจ่งแจ้ง พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของเวทีนี้เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และความล้มละลายทางความคิดของโครงสร้างอำนาจที่อ้างตนว่าเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานของโลก

    ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ความจริงและตัดสินด้วยตนเอง ความละอายควรตกเป็นของผู้ที่คิดเป็นอื่นเท่านั้น

  • พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 17-18 มกราคม 2569

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 17-18 มกราคม 2569 ณ อาคารกิติยาคาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

         ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมมีมติอนุมัติมอบปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 ท่าน ได้แก่ 1. ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2. รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 3. นายวิรัช อยู่ถาวร ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการละคอน 4. นายอานนท์ วังวสุ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัย 5. รองศาสตราจารย์ ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ และ 6. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

         สำหรับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 บัณฑิตระดับปริญญาตรี จำนวน 8,077 คน ระดับบัณฑิตศึกษา (ประกาศนียบัตรบัณฑิต ปริญญาโท และปริญญาเอก) จำนวน 1,617 คน รวมทั้งสิ้น 9,694 คน

         โดยในวันแรก มีบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากคณะ วิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ นานาชาติจุฬาภรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์

         และวันที่สอง มีบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากคณะ วิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ ได้แก่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี วิทยาลัยโลกคดีศึกษา คณะแพทยศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง คณะศิลปศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ วิทยาลัยนวัตกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

         ซึ่งในปีนี้ บัณฑิตพิการที่สำเร็จการศึกษาในโครงการนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2567  มีจำนวน 8 คน และผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และประกาศนียบัตรบัณฑิต) ประจำปีการศึกษา 2567 รวม 1,617 คน โดยเข้าพระราชทานปริญญาบัตรจากพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก ด้วยการเปิดแผนยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำเพื่อสังคมแห่งอนาคต” (Leading Comprehensive University for a Future Society) มุ่งสู่การเป็น Global Impact University ที่สามารถพัฒนาคนของธรรมศาสตร์ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างรอบด้าน โดยเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรครอบคลุมสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีองค์ความรู้เชิงประจักษ์ คิดเป็น ทำเป็น และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศและตอบโจทย์สังคมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน

         แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการบูรณาการการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Learning) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Experiential Learning) และการออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ โดยเริ่มทยอยปรับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 และตั้งเป้านำมาใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2570 ภายใต้แนวคิด Outcome-Based Education (OBE) ที่กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจนทั้งระดับหลักสูตรและรายวิชา ตามมาตรฐานของ กกอ. พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ รวมถึงการเรียนรู้ผ่านโครงงานและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคสนาม เพื่อสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” อย่างแท้จริง

         นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมุ่งขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ โดยความร่วมมือจะครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ การถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนการร่วมพัฒนาหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่หลากหลายและเสริมศักยภาพผู้เรียนให้สามารถแข่งขันในเวทีนานาชาติได้อย่างเข้มแข็ง

         ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการลงนาม MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการศึกษาและความร่วมมือระดับนานาชาติ

         สำหรับปี พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมมุ่งขยายความสัมพันธ์กับประเทศหลัก โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนนักศึกษาจีนที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทย ตลอดจนการขยายความร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01190169/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c8C_Lk2u4qPsBJLI6yeRx

  • “การจัดการสุขภาพในภาวะภัยพิบัติเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” วันที่ 10-11 มีนาคม 2569

    “การจัดการสุขภาพในภาวะภัยพิบัติเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” วันที่ 10-11 มีนาคม 2569

    ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 ในรูปแบบ Online ผ่านระบบ Zoom และ Onsite ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาฯ

    ห้องประชุมชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาฯ

    คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่าย ขอเชิญผู้สนใจร่วมการประชุมวิชาการระดับชาติ ในหัวข้อ “The Future of Disaster Health Management to Resilience: การจัดการสุขภาพในภาวะภัยพิบัติเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 ในรูปแบบ Online ผ่านระบบ Zoom และ Onsite ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาฯ

    การประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด หลักการ วิธีการจัดการความเสี่ยงทางสาธารณภัย และบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ต่อการจัดการภัยพิบัติ รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับผู้ที่ทำงานในด้านการจัดการภัยพิบัติ

    ฟังการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การเตรียมความพร้อมขององค์กรและบุคลากรทางการแพทย์ในการเผชิญเหตุ โดย นพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ กรรมการ TNDR การจัดการภัยพิบัติระดับชาติ บทบาทพยาบาลเกี่ยวกับการจัดการภาวะสุขภาพในการรับมือภัยพิบัติ โดย ผศ. ร.ต.ต. หญิง ดร.ปชาณัฏฐ์ นันไทยทวีกุล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ การดูแลภาวะจิตใจของผู้ประสบภัยหลังเผชิญภัยพิบัติรุนแรง โดย รศ.ดร. จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ

    ผู้สนใจสามารถสแกน QR Code ลงทะเบียนและชำระค่าใช้จ่ายได้ที่โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านล่าง นิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าเข้าประชุม Online 1,000 บาท  Onsite 2,500 บาท บุคคลทั่วไปเข้าประชุม Online 2,000 บาท Onsite 3,000 บาท

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณชมนาด หรือ คุณนิตยตา โทร. 0-2218-1357, 0-2218-1346 , 06-1417-1880  E-mail: Chommanad.M@chula.ac.th  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283183/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TpVkBEczIKnm_x_WfRZFy

  • กองทัพแจงเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรม ไทยยึดมั่นป้องอธิปไตย ปัดรุกรานกัมพูชา

    กองทัพแจงเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรม ไทยยึดมั่นป้องอธิปไตย ปัดรุกรานกัมพูชา

    กองทัพแจงปมชายแดนไทย-กัมพูชา ยันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรม คุ้มครองชีวิตพลเรือน ลดความเสี่ยงในพื้นที่ ปัดรุกรานกัมพูชา ย้ำ ไทยยึดมั่นปกป้องอธิปไตย วอนใช้ถ้อยคำสร้างสรรค์ลดตึงเครียด

    วันที่ 18 มกราคม 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงถึงกรณีพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนไทย ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตรวจพบทุ่นระเบิดเป็นผลจากการปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไทยยืนยันว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองชีวิตพลเรือน และลดความเสี่ยงในพื้นที่ ไม่ใช่การกระทำเชิงรุกหรือยั่วยุทางทหาร พร้อมให้มีการตรวจสอบร่วมในกรอบกลไกที่เหมาะสม

    ส่วนความกังวลว่าทหารไทยเสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไทยมีมาตรการอย่างไรนั้น กองทัพไทยได้เพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยง ทั้งด้านยุทธวิธี อุปกรณ์ และการฝึกเฉพาะทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด ขอย้ำว่า ภารกิจหลักคือการป้องกันอธิปไตยควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต โดยยึดหลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบสูงสุด

    สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับโดรนพลีชีพของกัมพูชา ซึ่งไทยรับทราบข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตามหลักการไทยขอหลีกเลี่ยงการขยายความจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และขอให้สื่อและสาธารณชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือบานปลายโดยไม่จำเป็น

    ขณะที่กรณีชาวบ้านและผู้พำนักอาศัยบริเวณตลาดชายแดนร้องเรียนเรื่องการตรวจของเจ้าหน้าที่นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงสถานการณ์อ่อนไหว ไทยรับฟังข้อกังวลของประชาชน และพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมเป็นสำคัญ

    ทางด้านประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทยรุกราน และยึดที่ดินชาวกัมพูชา เรื่องนี้ประเทศไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไทยยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของตนเองมาโดยตลอด โดยไม่รุกล้ำดินแดนของประเทศอื่น ส่วนการคงกำลังตามแนววางกำลังเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และลดระดับความตึงเครียดตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วมที่สองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาใดๆ ควรได้รับการพิสูจน์ผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ผ่านการกล่าวหาในสื่อหรือโซเชียลมีเดียฝ่ายเดียว

    ขณะเดียวกัน ในเรื่องที่กัมพูชาอ้างว่าการกระทำของไทยขัดกับข้อตกลงให้พลเรือนกลับพื้นที่ (ข้อ 4) จริงหรือไม่ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงว่า ไทยเราเคารพถ้อยแถลงร่วมและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด การดำเนินการใดๆ ในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของพลเรือนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงจากอาวุธหรือทุ่นระเบิด ไทยพร้อมหารือในกรอบกลไกร่วมเพื่อให้การกลับเข้าพื้นที่ของพลเรือนเป็นไปอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน

    นอกจากนี้ กรณีที่สื่อกัมพูชาขอให้ใช้คำว่าประเทศไทยรุกรานกัมพูชานั้น ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ ไม่ยั่วยุ และไม่ตัดสิน การใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและบั่นทอนความพยายามในการลดความตึงเครียด ไทยสนับสนุนการใช้ภาษาที่สะท้อนข้อเท็จจริงและการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา

    ส่วนกรณีการสร้างภาพยนตร์ Ghost Mountain: Second Killing Field ที่กล่าวหาไทยรุนแรง ไทยรับทราบข้อมูลดังกล่าว และขอเน้นย้ำว่างานสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนทางประวัติศาสตร์หรือปลุกเร้าอารมณ์ความเกลียดชัง ไทยเชื่อว่าการนำเสนอเรื่องราวความขัดแย้งควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

    กรณีที่ทางกัมพูชาให้สัตยาบันอนุสัญญา UNCLOS มีนัยต่อสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ ในการให้สัตยาบัน United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) เป็นสิทธิของรัฐภาคีและเกี่ยวข้องกับกรอบกฎหมายทางทะเล ไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้อง และไม่ควรถูกนำมาเชื่อมโยงหรือใช้เป็นเหตุผลขยายความขัดแย้งทางบก และขอให้แต่ละประเด็นได้รับการพิจารณาในกรอบที่เหมาะสม

    สำหรับสารหลักที่ไทยต้องการสื่อสารต่อประชาคมโลก คือ ไทยยึดมั่นในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้กำลังอย่างจำกัด และรับผิดชอบ, การคุ้มครองพลเรือนและหลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันลดความตึงเครียด และมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908575&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_rsDD0QeGOF9CPEYRWAWY

  • พิธีปิดการแข่งขัน วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25

    พิธีปิดการแข่งขัน วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25

    โรงเรียนบ้านงาช้าง จ.ชุมพร และโรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ สุดยอดทีมยุวชน ชาย-หญิง คว้าแชมป์การแข่งขันวิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอลฯ ประจำปี 2568

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 (ปีที่ 43) ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเวทีให้ยุวชนชาย – หญิง อายุไม่เกิน 12 ปี ณ โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง โดยมีนายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหาร บวท. และผู้สนับสนุนการแข่งขัน เข้าร่วมพิธีฯ

    วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอลฯ เป็นรายการแข่งขันฯ สำคัญเพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมนักตบลูกยางยุวชน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี เพื่อสร้างรากฐานระดับยุวชนสู่นักกีฬามืออาชีพ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างพื้นฐานทักษะกีฬาแก่ยุวชน เพื่อก้าวสู่ทีมเยาวชนต่อยอดไปจนถึงการเป็นทีมชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งแต่ละทีมได้สร้างผลงานกันอย่างดีเยี่ยม ขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างเหนือชั้น ด้วยทักษะกีฬาและเทคนิคของแต่ละทีม การตบ การตีหัวเสา แม้กระทั่งการเสริฟการเซต นักกีฬารุ่นจิ๋วก็สามารถทำได้ดี สร้างความประทับใจให้กับกองเชียร์ที่ลุ้นกันอย่างสนุกสนาน
    ผลการแข่งขันประเภททีมชาย
    ทีมแชมป์ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านงาช้าง จ.ชุมพร รับถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง 1 ปี พร้อมได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีมโรงเรียนอนุบาลวานรนิวาส (ราษฎร์บำรุง) จ.สกลนคร ได้รับทุนการศึกษา 40,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านหนองใหญ่ (คุรุราษฎร์อุปถัมภ์) จ.ชลบุรี ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านเจียรดับ กรุงเทพมหานคร ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ผลการแข่งขันประเภททีมหญิง
    ทีมแชมป์ได้แก่ทีมโรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ รับถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง 1 ปี พร้อมได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม โรงเรียนบ้านนาวัลเปรียง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับ ทุนการศึกษา 40,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านกุดเชียงมี จ.ขอนแก่น ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ทีมโรงเรียนเทศบาลเชิงทะเล (ตันติวิท) จ.ภูเก็ต ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท และเหรียญรางวัล

    การแข่งขันฯ ปี 2568 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้นำระบบชาเลนจ์ (Challenge System) มาใช้เป็นครั้งแรก และเป็นรายการแรกของแข่งขันระดับของการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งประกอบด้วย รุ่นอายุ 12 14 16 และ 18 ปี ซึ่งระบบชาเลนจ์ช่วยเพิ่มความแม่นยำ และความโปร่งใสในการตัดสิน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ชม พร้อมยกระดับคุณภาพการแข่งขันให้เทียบเท่ามาตรฐานระดับนานาชาติ ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้นักกีฬาวอลเลย์บอลและผู้ฝึกสอน ที่ได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับมาตรฐานสากล เช่นเดียวกันการแข่งขันรายการดังเช่น ไทยแลนด์ลีก หรือ VNL 2026

    วิทยุการบินฯ ขอขอบคุณพันธมิตรที่สำคัญในการสนับสนุน อุปกรณ์กีฬาและชุดกีฬา จากบริษัทมอลเทน (ไทยแลนด์) จำกัด ผลิตภัณฑ์ชุดกีฬาวอลลี่ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาเก็ตติ้ง รวมถึงสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยที่รองรับมาตรฐานการแข่งขัน และยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนและพัฒนากีฬาวอลเลย์บอลเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ยกระดับศักยภาพนักกีฬา และร่วมขับเคลื่อนวงการกีฬาของประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3867472/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yAFlL03W6RpQuju3Gd-rb

  • สมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ชลบุรี เขต 1 แถลงจัดประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ระดมทุนช่วยการศึกษา-การแพทย์

    สมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ชลบุรี เขต 1 แถลงจัดประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ระดมทุนช่วยการศึกษา-การแพทย์

    สมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ชลบุรี เขต 1 แถลงจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 นำรายได้ช่วยเด็กนักเรียนและโรงพยาบาล

    เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 เวลา 18.00 น. ที่ โรงแรมเครป ราชา จ.ชลบุรี นายคมสัน ชาญชัยวรวิทย์ (หน่อย ศรีราชา) ประธานกรรมการบริหาร สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต1 พร้อมด้วย นายศักดิ์ไชย เบญจผ่องวัฒนา (ท้ง พัทยา) ที่ปรึกษา สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต1 และ ที่ปรึกษา ประธานชมรม รองประธาน กรรมการสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต 1 ร่วมแถลงข่าว การจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา ในวันที่ 25-26 เมยายน 2569 ที่จะถึงนี้ เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ไปในการดำเนินงาน มอบเป็นทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่ขาดทุนทรัพย์ในพื้นที่ และเพื่อร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

    ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย นำโดย นายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ,ชมรมพระเครื่อง และนักนิยมสะสมพระเครื่องทั่วประเทศ ร่วมจัดมหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง และเหรียญคณาจารย์ ในครั้งนี้ด้วย

    นายคมสัน ชาญชัยวรวิทย์ (หน่อย ศรีราชา) ประธานกรรมการบริหาร สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต1 ในฐานะประธานดำเนินงาน กล่าวว่า การจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 17 แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับ และความสนใจจากผู้นิยมพระเครื่องจากทั่วประเทศมาร่วมงานอย่างแน่นขนัด ในปีนี้จึงได้ขยายเวลาจัดงานเป็น 2 วัน เพื่อลดการแออัดของผู้ร่วมงาน การจัด2วันแบบนี้ถือเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออก โดยจะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา ในวันที่ 25-26 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้

    นายศักดิ์ไชย เบญจผ่องวัฒนา (ท้ง พัทยา) ที่ปรึกษา สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต 1 ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวว่า ขอเชิญชวนผู้ที่นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย นักนิยมสะสมพระเครื่องทั่วประเทศ ร่วมงานการจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา 2วันเต็ม ในวันที่ 25-26 เมษายน 2569 นี้

    นายชาญวิทย์ วราวุฒิ (แชมป์ ศรีราชา) ประธานชมรมพระเครื่องแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา กล่าวว่า รางวัลชนะเลิศ การประกวดทุกประเภท จะได้รับรางวัลคือ หลวงพ่อเริ่ม รุ่น 9 มงคล ซึ่งออกจากวัดหนองคล้า อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมีมวลสารศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อเริ่ม 9 ชนิด ได้นำมาบรรจุใต้ฐานพระ จึงให้ชื่อพระนี้ว่า หลวงพ่อเริ่มรุ่น 9 มงคล

    #ภูมิภาค-20

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/123780&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p6JkuWuWWKqTFMPuJkBLx