Category: วัฒนธรรม

  • อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ

    อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ

    วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.

    กระทรวง อว.จับมือฮังการีพัฒนา “อุดมศึกษาและกำลังคน” ภายใต้โครงการ Stipendium Hungaricum ปี 2026  -2028 ให้ 40 ทุนต่อปี นักศึกษาไทยเรียน ป.ตรี – เอกด้าน STEM – วิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ – เกษตรศาสตร์และอีกหลากหลายสาขาวิชา ยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    4 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 กับ Mr. Ádám Stifter รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศฮังการี โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ Mr.Péter Szijjártó รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศฮังการี ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ

    ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ เปิดเผยหลังลงนามฯ ว่า สาระสำคัญของการลงนามฯ คือส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน รวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกในการขยายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างทั้งสองฝ่ายในระยะยาว รัฐบาลฮังการีโดยกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี จะจัดสรรทุนการศึกษาแก่ประเทศไทย จำนวน 40 ทุนต่อปี เพื่อศึกษาต่อในประเทศฮังการีระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี – โทต่อเนื่อง  ปริญญาโทและปริญญาเอก ทั้งในหลักสูตรภาษาฮังการีและภาษาต่างประเทศ โดยสาขาที่พิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือสาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์  คณิตศาสตร์รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพและสาขาเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย

    นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาอื่นๆ ที่นักศึกษาไทยสามารถสมัครเพื่อศึกษาต่อได้ ดังนี้  Arts and Humanities, Social Science, Legal Science เช่น สาขานิติศาสตร์ สาขา Criminology เป็นต้น, Economic Science, Arts เช่น สาขา Animation สาขา Design Theory สาขา Painting สาขา Cinematography เป็นต้น, Arts Education เช่น สาขา Contemporary Music สาขา Film and Media Studies เป็นต้น ทั้งนี้ทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย ได้แก่ การยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ส่วนฝ่ายไทย จะมีการดำเนินการในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum รวมทั้งดำเนินการพิจารณาเสนอชื่อผู้สมัครรับทุนโดยจะร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยเสนอมอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปีให้แก่ชาวฮังการี เพื่อเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยรายชื่อทุนการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับจะส่งให้กับ Tempus Public Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการศึกษาของรัฐบาลฮังการีสำหรับการสนับสนุนดังกล่าว ฝ่ายไทยจะดำเนินการภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับชาวต่างชาติ

    “การลงนามในครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านทุนการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดและขยายไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการในมิติอื่น ๆ โดยในอนาคต กระทรวง อว. มีแผนการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการกับฮังการีให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

    สำหรับความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ระหว่างไทยกับฮังการี มีนักเรียนนักศึกษาไทยได้รับทุนการศึกษาเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันอุดมศึกษาฮังการีแล้ว มากกว่า 220 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี-โทต่อเนื่อง ปริญญาโท และปริญญาเอก

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/945045&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y_3ey1ZSt8Kxb8EiMeebJ

  • เลือกตั้ง 2569 : ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ชูจุดยืนการเมืองสีขาว รื้อระบบพลังงานลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาท พร้อมปฏิรูปการศึกษายกเลิกสอบเข้า

    เลือกตั้ง 2569 : ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ชูจุดยืนการเมืองสีขาว รื้อระบบพลังงานลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาท พร้อมปฏิรูปการศึกษายกเลิกสอบเข้า

    วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แคมเปญ ‘เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง’ นำโดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคคนสำคัญ เช่น ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, วิทยา แก้วภราดัย, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ตลอดจนผู้บริหารและผู้สมัคร สส. เข้าร่วมเวทีอย่างพร้อมเพรียง

    พีระพันธุ์ได้ขึ้นเวทีประกาศจุดยืนทางการเมืองภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตเรา เราเลือกเอง’ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่นักการเมืองบางกลุ่มนำมาใช้บีบบังคับ โดยชี้ว่าสุดท้ายผลประโยชน์มักตกอยู่กับนักการเมือง ขณะที่ชีวิตประชาชนยังคงเดิม พีระพันธุ์ยังได้เปรียบเทียบการเมืองที่แบ่งขั้วสีเสื้อว่าเป็นเพียงสีย้อมผ้า ที่สุดท้ายก็ถูกผสมกลมกลืนกันเพื่อผลประโยชน์



    ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนหยัดในความเป็นสีขาว ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ และทำงานเคียงข้างกองทัพมาอย่างยาวนานโดยไม่ต้องฉวยโอกาสโหนกระแสในช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและชายแดนกัมพูชา

    ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง พีระพันธุ์ย้ำจุดแข็งด้านนโยบายพลังงาน โดยระบุว่าพรรคเป็นผู้ริเริ่มการพูดถึงปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานอย่างตรงไปตรงมา และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากการตรึงราคาก๊าซหุงต้มแม้ต้นทุนสูง ทั้งนี้ ได้ประกาศพันธกิจสำคัญหากได้รับเลือกตั้ง จะดำเนินการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย หรือลดลงอีก 50 สตางค์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาทภายใน 4 ปี นอกจากนี้ ยังประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ด้วยแนวคิด ‘อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน’ โดยเสนอให้ยกเลิกระบบการสอบเข้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและภาระค่ากวดวิชา เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้ตามความสนใจและจบการศึกษาเมื่อมีความพร้อม

    ด้านอรรถวิชช์ได้กล่าวเสริมถึงผลงานของพีระพันธุ์ในการเปลี่ยนกติกา โครงสร้างราคาพลังงาน จนสามารถลดค่าไฟจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาทได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา ช่วยประชาชนประหยัดเงินกว่า 2.7 แสนล้านบาท พร้อมกันนี้ ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการใช้งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมองว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพทางกฎหมาย แต่ควรใช้วิธีการแก้ไขรายมาตราตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ระบบเครดิตบูโรที่เป็นอุปสรรคและการผูกขาดในธุรกิจปุ๋ย

    ขณะที่นราพัฒน์ได้นำเสนอนโยบายด้านการเกษตร โดยมุ่งแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรผ่านการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ตั้งเป้าลดให้เหลือไม่เกิน 500 บาท ด้วยการใช้ทรัพยากรโพแทสเซียมในประเทศและผลิตปุ๋ยยูเรียจากก๊าซธรรมชาติเอง สำหรับสินค้าข้าว เสนอเปลี่ยนโมเดลจากการขายข้าวเปลือกเป็นการแปรรูปข้าวสารจำหน่าย โดยรัฐสนับสนุนเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการขาย ซึ่งจะช่วยดึงมูลค่าข้าวเปลือกกลับมาได้สูงถึง 15,000 บาทต่อตัน พร้อมทั้งผลักดันการใช้ Big Data และสนับสนุน Young Smart Farmer ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

    พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 1พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 2พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 3พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 4
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/utnp-policy-reform-electricity-ed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lp2U5x3V9fA1C88_VrDkY

  • STECH เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สนับสนุนซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ในการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนดอนพุดวิทยา จ.สระบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    STECH เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สนับสนุนซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ในการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนดอนพุดวิทยา จ.สระบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH พร้อมด้วย นายโสภณ คำภักดี กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ นายโกสินทร์ อุดมสินต์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ รวมถึงผู้บริหารและพนักงาน ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา เพื่อระดมทุนจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์สำหรับการจัดการเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนดอนพุดวิทยา ตำบลดอนพุด อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดย STECH มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนและชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/04/614542/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mUUIf6Fg_Si4bxK376_Ii

  • ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! หันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! หันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง

    นักวิทยาศาสตร์สกัดดีเอ็นเอจากเลือดภายในตัวยุง และจัดลำดับยีนเฉพาะตัวที่ทำงานเสมือนบาร์โค้ดทางชีวภาพ โดยสัตว์มีกระดูกสันหลังแต่ละชนิดจะมีรหัสพันธุกรรมเฉพาะของตัวเอง ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลอ้างอิง ทำให้ทีมวิจัยจึงสามารถระบุสัตว์ที่ถูกยุงกัดได้
    มนุษย์กลายเป็นแหล่งเลือดสำคัญ

    กับดักสามารถจับยุงได้ทั้งหมด 1,714 ตัว จาก 52 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยในจำนวนนี้ พบยุงเพศเมียที่มีเลือดอยู่ในตัว 145 ตัว และนักวิจัยสามารถระบุแหล่งที่มาของเลือดได้ 24 ตัวอย่าง ซึ่งมาจากมนุษย์ 18 คน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 1 ตัว นก 6 ตัว สุนัขป่า 1 ตัว และหนูอีก 1 ตัว

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! ชี้ยุงหันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง Credit ภาพ REUTERS  ยุงบางตัวดูดเลือดจากโฮสต์มากกว่าหนึ่งแหล่ง ตัวอย่างเช่น ยุงสายพันธุ์ Cq. Venezuelensis ตัวหนึ่ง พบว่าดูดเลือดจากทั้งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและมนุษย์ ขณะที่ยุงสายพันธุ์ Cq. Fasciolata ก็ดูดเลือดจากหลายแหล่ง เช่นกัน ทั้งจากหนูและนก หรือจากนกและมนุษย์

    นักวิจัยเชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่อธิบายรูปแบบนี้ได้ โดยดร.อเลนการ์ กล่าวว่า พฤติกรรมของยุงมีความซับซ้อน แม้ยุงบางสายพันธุ์อาจมีพฤติกรรมที่ชอบดูดเลือดโฮสต์บางชนิดโดยกำเนิด แต่ความพร้อมของแหล่งเลือดและความใกล้ชิดเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมาก

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! ชี้ยุงหันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง Credit ภาพ REUTERS

    การตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มความเสี่ยงของโรคอย่างไร

    เมื่อการตัดไม้ทำลายป่ายังคงดำเนินต่อไป และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่ป่า ทำให้สัตว์และพืชจำนวนมากสูญหายไป ยุงจึงตอบสนองด้วยการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร โดยมักย้ายเข้ามาใกล้มนุษย์มากขึ้น

    ดร.มาชาโดอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อทางเลือกตามธรรมชาติเหลือน้อยลง ยุงจึงถูกบังคับให้หาแหล่งเลือดใหม่ ทางเลือกใหม่ และในที่สุดก็หันมาดูดเลือดมนุษย์มากขึ้นเพื่อความสะดวก เนื่องจากมนุษย์เป็นแหล่งเลือดที่พบได้มากที่สุดในพื้นที่เหล่านี้

    การถูกยุงกัดไม่ใช่แค่เรื่องรำคาญเท่านั้น แต่ภูมิภาคที่ทำการศึกษานี้ยังพบว่า ยุงเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น ไข้เหลือง ไวรัสเดงกีหรือโรคไข้เลือดออก ไวรัสซิกา ไวรัสมายาโร ไวรัสซาเบีย และไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งการติดเชื้อไวรัสเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้ นักวิจัยเน้นย้ำว่า การทำความเข้าใจพฤติกรรมการดูดเลือดของยุงจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจการแพร่กระจายของโรคผ่านระบบนิเวศและในประชากรมนุษย์

    ความหมายของผลวิจัยต่อการป้องกันโรค

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นช่องว่างของข้อมูลในปัจจุบัน โดยพบว่ายุงที่จับได้มีเลือดอยู่ในตัวไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ และนักวิทยาศาสตร์สามารถระบุแหล่งที่มาได้เพียงราว 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นและละเอียดมากขึ้น รวมถึง การพัฒนาวิธีตรวจจับการดูดเลือดจากหลายแหล่งในตัวเดียวกัน

    ถึงเช่นนั้น ผลการศึกษานี้ก็ยังมีคุณค่าในทางปฏิบัติ โดยสามารถนำไปใช้กำหนดแนวทางในการควบคุมยุงและปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการระบาดของโรคได้

    ดร.มาชาโด ทิ้งท้ายว่า การรู้ว่ายุงในพื้นที่หนึ่ง ๆ มีแนวโน้มเลือกมนุษย์เป็นแหล่งเลือดหลัก ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถกำหนดมาตรการเฝ้าระวังและดำเนินการป้องกันได้อย่างตรงจุด และในระยะยาวยังอาจนำไปสู่กลยุทธ์ควบคุมโรคที่คำนึงถึงสมดุลของระบบนิเวศด้วย

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! ชี้ยุงหันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง Credit ภาพ REUTERS

    ที่มา :  ScienceDaily  newsnationnow

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861849&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wLnnyZs57EM3M8r445BOb

  • นายกรัฐมนตรีอังกฤษเยือนจีนกระชับความสัมพันธ์

    นายกรัฐมนตรีอังกฤษเยือนจีนกระชับความสัมพันธ์

    เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 28 – 30 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปีของนายกรัฐมนตรีอังกฤษตั้งแต่สมัยนางเทริซา เมย์         โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้นำคณะผู้แทนเกือบ 60 คนจากภาคธุรกิจและหน่วยงานด้านวัฒนธรรม ได้แก่ HSBC, GSK, Jaguar Land Rover และโรงละครแห่งชาติ หาแนวทางความร่วมมือกับจีน

    นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้หารือร่วมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในประเด็นการลดภาษีนำเข้าเหล้าวิสกี้      การยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) 30วัน ต่อพลเมืองสหราชอาณาจักร การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรือขนาดเล็กที่ใช้ในการลักลอบอพยพคนเข้าสหราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามความร่วมมือดังนี้ 

    1. Co-operation on Transnational Organised Crime and Illegal Immigration

    2. Establishment of a Bilateral Services Partnership

    3. Joint Feasibility Study for a UK-China Trade in Services Agreement

    4. Co-operation in the Field of Conformity Assessment

    5. Exports from the UK to China

    6. Strengthening the Work of the UK-China Joint Economic and Trade Commission

    7. Co-operation in Domiciliary Services and Sports Industries

    8. Collaboration in Technical and Vocational Education and Training (TVET)

    9. Co-operation on Food Safety, Animal, and Plant Quarantine

    10. Health Co-operation

    จากการหารือ ฝ่ายจีนได้ตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าเหล้าวิสกี้จากสหราชอาณาจักรเหลืออัตราร้อยละ 5 จากอัตราเดิมคือร้อยละ 10 และยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) 30วัน ต่อพลเมืองสหราชอาณาจักร ทางด้านสหราชอาณาจักร บริษัท AstraZeneca ซึ่งเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์รายใหญ่ จะมีการลงทุนในจีนเป็นมูลค่า 11,000 ล้านปอนด์ เพื่อขยายฐานการผลิตและวิจัยยา 

    การเดินทางของนายกรัฐมนตรีอังกฤษเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหราชอาณาจักรและพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจาก สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปรวม 8 ประเทศ ที่คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในครั้งนี้ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเตือนว่าการที่สหราชอาณาจักรดำเนินธุรกิจกับจีนเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง        

    หลังการเดินทางเยือนจีน นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อพบกับ นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการหารือถึงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

                                                                         ที่มา:  BBC News และ The Guardian 

    ข้อมูลเพิ่มเติม/ความเห็น สคต. 

    ดร. อวี้ เจี๋ย นักวิจัยอาวุโสด้านจีนจากสถาบันแชทแธมเฮาส์ ระบุว่าจีนมีแรงจูงใจที่จะกระชับความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง ในเชิงเศรษฐกิจ ปัจจุบันการลงทุนของจีนในสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระดับต่ำมาก คิดเป็นเพียงร้อละ 0.7 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในสหราชอาณาจักร ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลจีนและภาคธุรกิจมองว่าสหราชอาณาจักรเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน ในขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรไม่สามารถมองข้ามโอกาสทางเศรษฐกิจกับจีนได้ เนื่องจากจีนเป็นพันธมิตรการค้าลำดับสามของสหราชอาณาจักร ส่งผลให้มีการจ้างงานในสหราชอาณาจักรประมาณ 370,000 ตำแหน่ง สหราชอาณาจักรมีการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 เป็น 22,600 ล้านปอนด์ ระหว่างกลางปี 2567 ถึง 2568 หลังจากที่ลดลงในปีก่อนหน้า สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ ยา ในด้านธุรกิจบริการมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ การเงิน การศึกษา เทคโนโลยี กฎหมาย การบัญชี และบริการดิจิทัล

    มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สหราชอาณาจักรมองหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ อีกทั้ง เดินหน้าหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจและเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการเจรจา FTA กับสหราชอาณาจักรในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ynmkiqbwef53xz5e3g7z28mq&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38dsm1OQr9SoX2XTmxTL71

  • DUSIT ประกาศความมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมบริการ หลังโชว์ศักยภาพระดับโลก กวาดรางวัล ‘มิชลิน’ ครบวงจร เป้าหมายพัฒนา ‘เดอะ ฟู้ด สคูล’ ผลิตบุคลากร เข้าร่วมคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DUSIT ประกาศความมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมบริการ หลังโชว์ศักยภาพระดับโลก กวาดรางวัล ‘มิชลิน’ ครบวงจร เป้าหมายพัฒนา ‘เดอะ ฟู้ด สคูล’ ผลิตบุคลากร เข้าร่วมคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มดุสิตธานีเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการ วางเป้าหมายเร่งพัฒนา “เดอะ ฟู้ด สคูล” ให้สามารถเร่งผลิตบุคลากรคุณภาพให้มากขึ้น สร้างโอกาสในการเข้าคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างเชฟมิชลินสตาร์ จากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี ทั้งวิทยาลัยดุสิตธานี และเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ พร้อมโชว์ศักยภาพในฐานะแบรนด์ไทยที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมด้วยความเป็นไทย” ส่งผลให้โรงแรมภายใต้การบริหาร 3 แห่ง คว้า“กุญแจมิชลิน” 1 ดอก ขณะที่ร้านอาหาร “คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา” ที่เปิดให้บริการในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้า มิชลิน 1 ดาว

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านบริการ ด้านบุคลากร และด้านความคาดหวังที่สูงขึ้น กลุ่มดุสิตธานียังคงมุ่งมั่นที่จะฟันฝ่าความท้าทายดังกล่าวด้วยเป้าหมายในการผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไทย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสบการณ์ของลูกค้า แต่ยังหมายถึงมาตรฐาน ทักษะ และพื้นฐานที่จะช่วยผลักดันบุคลากรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมนี้ โดยล่าสุด กลุ่มดุสิตธานีวางแผนที่จะมุ่งพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านเดอะ ฟู้ด สคูล โรงเรียนสอนการทำอาหารที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ด้วยความร่วมมือกับสถาบันพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้แก่ ALMA ของอิตาลี, TSUJI ของญี่ปุ่น และวิทยาลัยดุสิตธานี เพื่อเสริมทักษะให้ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตอกย้ำรากฐานด้านวัฒนธรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศไทย เชื่อมต่อไปสู่ระดับสากล

    “ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีได้พัฒนาบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ ที่เติบโตจากระบบการศึกษาของเรา ทั้งจากวิทยาลัยดุสิตธานีและเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ จนมีศิษย์เก่าที่เติบโตและเฉิดฉาย มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลกจำนวนมากมาย จนถึงวันนี้เรามีเป้าหมายอย่างชัดเจนที่จะผลักดันให้ “เดอะ ฟู้ด สคูล” สถาบันการศึกษาน้องใหม่ของกลุ่ม ทำหน้าที่สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรุ่นใหม่ๆ ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลกอย่างมิชลิน เจริญรอยตามสถาบันที่มีอยู่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

    ที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีประสบความสำเร็จในการผลิตบุคลากรคุณภาพ ที่เติบโตจากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี โดยวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านการบริการและศิลปะการประกอบอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี สามารถผลิตเชฟและผู้ประกอบการคุณภาพมากมาย รวมถึงผู้ร่วมแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ เช่น มาสเตอร์เชฟ และไอรอนเชฟ โดยศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลจากมิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้แก่

    • เชฟอู๋ – สิทธิกร จันทป เจ้าของร้าน AKKEE – ได้รับมิชลิน 1 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
    • เชฟแทน – ภากร โกสิยพงษ์ เจ้าของร้าน GOAT Bangkok – ได้รับมิชลิน 1 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และรางวัล มิชลิน กรีน สตาร์ จากแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน
    • เชฟฝ้าย – ศิโรรัตน์ เถาว์โท เจ้าของร้าน M-O-K – ได้รับรางวัลบิบ กูร์มองด์ ของมิชลิน
    • เชฟนิว – นิตินันท์ มังคลา เจ้าของร้าน AGAVE – ได้รับรางวัลบิบ กูร์มองด์ ของมิชลิน

    เช่นเดียวกันกับความสำเร็จของโรงเรียนการอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ ที่มีศิษย์เก่าที่มีผลงานโดดเด่น สามารถก้าวขึ้นทำเนียบเชฟระดับโลก ได้แก่

    • เชฟแพม – พิชญา สุนทรญาณกิจ ได้รับมิชลิน 1 ดาว จากร้าน POTONG รวมถึงรางวัล Asia’s Best Female Chef 2024 และ The World’s Best Female Chef 2025 อีกทั้งร้านยังติดอันดับ ที่ 13 ของ The World’s 50 Best Restaurants 2025 อีกด้วย
    • เชฟจอห์น จันทรศักดิ์ ได้รับมิชลิน 1 ดาว จากร้าน AngloThai ในลอนดอน

    การคว้ารางวัลมิชลินของกลุ่มดุสิตธานี ยังครอบคลุมทั้งบริการด้านโรงแรม และร้านอาหาร โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต และโรงแรมดุสิตธานี มักตัน เซบู ได้รับ “มิชลิน คีย์” หรือกุญแจมิชลิน 1 ดอก ซึ่งยืนยันถึงประสบการณ์การเข้าพักระดับพิเศษ การออกแบบที่พิถีพิถัน บริการที่ประณีต และการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ของลูกค้า ขณะที่ร้านอาหาร ‘คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา’ ซึ่งเปิดให้บริการที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้ามิชลิน 1 ดาว และกลายเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งหมดนี้ ล้วนตอกย้ำบทบาทของกลุ่มดุสิตธานีในฐานะผู้รังสรรค์ประสบการณ์ด้านบริการและอาหารระดับเวิลด์คลาสได้เป็นอย่างดี

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/04/614520/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vvnJ0rT_pkWpKeWsZDuaO

  • คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตใหม่

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตใหม่

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขานิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร ปีการศึกษา 2569

    หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร ภาควิชานโยบาย การจัดการ และความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2569 ทั้งหลักสูตรในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ

    รับสมัคร รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 22 มีนาคม 2569

    รับสมัคร รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 – 26 เมษายน 2569

    ติดตามรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ https://edu.chula.ac.th/index.php/node/3561

    สมัครได้ที่เว็บไซต์ www.register.gradchula.com

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2218-2521 หรือทาง Page Messenger

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285886/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21wrXEuxq2vAF4SfhXCKSV

  • KSL มอบทุน รร.ศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KSL มอบทุน รร.ศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางกัลยรัตน์ สุมิตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักระบบมาตรฐานคุณภาพและความยั่งยืนองค์กร บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ที่มีผลการเรียนดี ควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางการศึกษา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout) สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเยาวชนในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสู่การเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต สะท้อนเป้าหมายการทำหน้าที่ “พลเมืองที่ดี” ของกลุ่มน้ำตาลขอนแก่นอย่างเป็นรูปธรรม ณ อาคารเพชรรัตน์ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/04/614486/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TW_DoCVXJzFJOtWgKcz9T

  • “หัวหน้าพรรคประชาชาติ” เยือนอัตตัรกียะห์ ชูธง “การศึกษาคือสิทธิ” รื้อระบบ “หนี้ กยศ. “

    “หัวหน้าพรรคประชาชาติ” เยือนอัตตัรกียะห์ ชูธง “การศึกษาคือสิทธิ” รื้อระบบ “หนี้ กยศ. “

    วันที่ 3 ก.พ.2569 ที่หอประชุมดาวุดฯ โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาและสวัสดิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ชูโมเดลแก้หนี้ กยศ. “ใช้แรงงานแทนเงิน”

    พ.ต.อ.ทวี ได้หยิบยกปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจากการมองนักเรียนเป็นลูกหนี้ ให้มองเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เป็นหนี้เพื่อการศึกษาไม่ใช่หนี้เสีย แต่มันคือการลงทุน

    พ.ต.อ.ทวี เสนอแนวทางใหม่ในการจัดการหนี้ โดยใช้การทำงานหักลบยอดหนี้ เสนอให้นำการทำงานพัฒนาชุมชน หรือการทำงานในท้องถิ่นมาคำนวณเพื่อหักลบยอดหนี้ กยศ. แทนการจ่ายด้วยเงินสดลดภาระทางการเงิน เพื่อให้คนที่ จบการศึกษามาแล้วสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในบ้านเกิดได้ทันที โดยไม่ต้องถูกกดดันจากมาตรการทวงถามเชิงธุรกิจ รัฐต้องดูแลสวัสดิการครูเพราะครู คือ กำแพงป้องกันสังคม

    พ.ต.อ.ทวี ยังได้เน้นถึงบทบาทของ ครูและโต๊ะครูในพื้นที่ภาคใต้ว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพที่แท้จริง พร้อมเรียกร้องให้รัฐยกระดับสวัสดิการให้ดีขึ้น”ท่านไม่ได้สอนแค่หนังสือ แต่ท่านกำลังสร้างสันติภาพผ่านห้องเรียน ถ้าคุณภาพชีวิตของครูไม่ดี เราจะหวังให้คุณภาพการศึกษาของเด็กดีได้อย่างไร รัฐต้องดูแลสวัสดิการครูให้สมกับที่เป็นผู้สร้างคน”

    นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความลักลั่นของการจัดสรรงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ที่มักจะมีตัวเลขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่า ประเด็นปัญหาข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขโครงสร้างงบประมาณงบส่วนใหญ่จมอยู่กับอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ไม่จำเป็นการกระจายงบต้องปรับงบประมาณให้ลงไปที่ตัวเด็กและผู้สอนโดยตรง การบริหารจัดการกระจายอำนาจให้โรงเรียนและชุมชนจัดการตนเองมากขึ้น

    พ.ต.อ.ทวี ทิ้งท้ายว่า การทำให้ การศึกษาคือสิทธิ ไม่ใช่ภาระจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาชาติพร้อมจะผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมในเชิงโครงสร้างต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/127030&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35ctkIn8eA221nhZCkYegU

  • คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

    คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

    คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

    วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.11 น.

    Tag :

    “คุณหญิงกัลยา” ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ลั่นลูกหลานต้องไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้ มั่นใจ “ดร.เอ้” แก้ปัญหา กทม.จมน้ำได้ ชาวบ้านชมตัวจริงสวยดูดีกว่าในทีวี

    3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เขตหนองจอก กทม.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, ดร.ธีระวิทย์ วงเพชร ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18 และ นายพงศ์ปณตพล รักสกุลกานต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองจอกบริเวณโรงเรียนวัดทิพพาวาส พูดคุยกับผู้ปกครองที่เดินทางมาส่งลูกหลานเข้าเรียน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาชื่นชมและแซวว่า “ตัวจริงสวยกว่าในทีวี” พร้อมบอกว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ เพราะชอบนโยบายด้านการศึกษาของพรรค

    คุณหญิงกัลยา เน้นย้ำนโยบายปฏิรูปการศึกษาที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศ โดยระบุว่าพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาเอกในทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเรียนแพทย์หรือสายวิชาใด เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนในระดับสูงสุด และลดภาระพ่อแม่และป้องกันไม่ให้เด็กต้องเริ่มชีวิตวัยทำงานด้วยหนี้ กยศ. พร้อมให้กำลังใจเด็กที่มีความฝันจะเป็นแอร์โฮสเตส โดยยกตัวอย่างตนเองที่มาจาก “เด็กบ้านนอกคอกหมูสีคิ้วสู่ทำเนียบรัฐบาล” ได้เพราะการศึกษา

    “พ่อแม่จะเหนื่อยที่สุดตอนที่ต้องส่งลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย หากการศึกษาดีจริงต้องทำให้ครอบครัวสบายขึ้น ไม่ใช่เป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นพรรคไทยก้าวใหม่จะทำให้เรียนฟรีจริง ทำให้ลูกหลานจบแล้วมีงานทำ ไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยหนี้ กยศ. และการศึกษาที่ดีต้องทำให้บ้านเราสบายขึ้น ถ้าเรียนแล้วทำให้พ่อแม่ลำบาก แบบนั้นไม่เรียกการศึกษา แบบนั้นเรียกว่าหนี้” คุณหญิงกัลยา กล่าว

    จากนั้นคุณหญิงกัลยายังเดินเข้าไปทักทายพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาดละแวกใกล้เคียงอย่างเป็นกันเอง ซึ่งชาวบ้านแซวว่า “เห็นแต่ในทีวี เพิ่งเคยเจอตัวจริง สวยกว่าในรูป” พร้อมยืนยันว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ

    นอกจากนี้ มีชาวบ้านสะท้อนถึงความกังวลว่ากรุงเทพฯ น้ำจะท่วมในอนาคต คุณหญิงกัลยาจึงให้ความมั่นใจว่า หากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ กรุงเทพฯ จะไม่จมน้ำแน่นอน เนื่องจากมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติให้กับคนกรุงเทพฯ ขอให้มั่นใจในพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมกันนี้ ยังมีชาวบ้านฝากให้พรรคเข้าไปแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งราคาเพียงแค่ 20 บาทก็ซื้อได้ เมื่อแจ้งหน่วยงานไปก็ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมอาสาเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พื้นที่อย่างจริงจัง ต่อมา ดร.คุณหญิงกัลยาขึ้นรถแห่หาเสียงไปยังตลาดเย็นวิลล่า ขอคะแนนจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างเข้ามาให้กำลังใจบอกว่ารู้จัก ดร.สุชัชวีร์ และ ดร.คุณหญิงกัลยาอยู่แล้ว เลือกแน่นอน

    จากนั้นคุณหญิงกัลยาลงพื้นที่ซอยฉลองกรุง 29 บริเวณนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง พบปะกับชาวบ้านในพื้นที่ มีชาวบ้านบางรายนำดอกไม้มามอบให้ บางรายระบุว่าติดตามมานาน เป็นคนโคราชบ้านเดียวกัน จึงเน้นย้ำถึงการผลักดันการศึกษาของลูกหลานซึ่งจะเป็นบันไดสู่อนาคตที่ดีของประเทศต่อไป

    ในตอนท้าย คุณหญิงกัลยา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ช่วงที่ผ่านมา ได้ไปเดินสายมาสัก 4-5 จังหวัด ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และโคราช เพราะอยากให้คนโคราช 1 คน ผู้หญิง จากสีคิ้ว จะทำประโยชน์ตอบแทนคุณแผ่นดิน อีสาน และประเทศไทยให้ได้ จะทำให้อีสานรวยได้ และทำสำเร็จมาแล้วดูได้จาก ชุมแพโมเดล

    คุณหญิงกัลยา ยังกล่าวถึงนโยบายหลัก 3 ด้านของพรรค ได้แก่ 1.การพัฒนาคน ให้มีความรู้ทันสมัย 2.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้คนไทยต้องตายฟรี 3.การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีน ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของเด็กอาชีวะและวิศวะให้สูงขึ้นเป็นหลักแสนบาท

    “การตอบรับดีมาก ไปเจอนักเรียน นักเรียนก็มีความฝัน อยากจะเป็นหมอบ้าง อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสบ้าง ก็บอกเขาว่า เรียนไปเลย เรียนแล้วสิ่งที่เขาอยากจะเป็น เขาต้องเป็นให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่สนับสนุนให้เรียนฟรี ถึงปริญญาเอก ถ้าคนอยากเรียนหมอ ก็เรียนไปเลย ขอให้สอบให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่จัดให้ค่ะ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944766&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iuno39FXsKiEu9N-d-kyA