Category: วัฒนธรรม

  • ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ ขีดเส้น 2 สัปดาห์เยียวยาเป็นธรรม

    ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ ขีดเส้น 2 สัปดาห์เยียวยาเป็นธรรม

    “อัครนันท์” รมช.ศธ. – พม. ลงพื้นที่ จ.ลพบุรี บุกชี้ชะตาอดีตครูโรงเรียนเอกชน ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเมื่อปี 2567 เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ ขีดเส้น 2 สัปดาห์ โรงเรียนต้องเยียวยาเหยื่อให้เป็นธรรม

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลพบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย นางสาวกาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และนายปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี ติดตามมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมชี้แจงความคืบหน้ากรณีอดีตครูโรงเรียนเอกชนล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเมื่อช่วงปี 2567 โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีญาติของผู้เสียหายเข้าร่วมพูดคุยและรับฟังการดำเนินงานด้วย

    นายอัครนันท์ กล่าวว่า คดีนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกประมาณ 36 ปี และรับโทษอยู่ในเรือนจำแล้ว ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเยียวยาจิตใจผู้เสียหาย โดยเน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องเป็นหลักในการยืนหยัดเคียงข้างนักเรียน พร้อมกำหนด 3 มาตรการ เร่งรัดการให้ความช่วยเหลือและป้องกันการก่อเหตุซ้ำ ได้แก่ 

    1. เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพตลอดชีวิต โดยมอบหมายให้ประสานงานเรื่องนี้กับคุรุสภา เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นครูได้อีกตลอดชีวิต

    2. กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ออกหนังสือเตือนโรงเรียนต้นสังกัดให้มีมาตรการดูแลเยียวยาเด็กผู้เสียหายอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพิจารณายกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาดตามระเบียบ เช่น การพักใบอนุญาต, การปิดสถานศึกษา เป็นต้น

    3. หาข้อสรุปมาตรการเยียวยาครอบครัว ภายใน 2 สัปดาห์ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและความเป็นมนุษย์ 

    ทางด้าน นายชนินทร์ กล่าวเสริมว่า ทาง พม. ได้จัดส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และทีมนักจิตวิทยาลงพื้นที่เข้าประกบดูแลสภาพจิตใจของน้องผู้เสียหายและครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อฟื้นฟูเยียวยาบาดแผลทางจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งโดยเร็ว นอกจากนี้ พม. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการการทำงานร่วมกับ ศธ. และทีมสหวิชาชีพ เพื่อยกระดับมาตรการคุ้มครองเด็ก สร้างกลไกเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจเช่นนี้ซ้ำรอย

    “ระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวผู้เสียหายต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมามากพอแล้ว เราจึงต้องร่วมกันดูแลและให้ความยุติธรรมกับครอบครัว ผมขอให้ทางโรงเรียนนำเรื่องนี้ไปหารือ และขอให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ แล้วผมจะลงพื้นที่มาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเองอีกครั้ง ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ศธ. พร้อมเป็นที่พึ่งให้ผู้เสียหาย และจะกำชับให้ทุกโรงเรียนมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o6sZMHruZ1mG_L0nPsBYV

  • ทบ. สวนกลับคลิปเพจดัง แฉความต่างจุดต่อจุด ยันไม่ใช่โรงนอนค่ายธนะรัชต์

    ทบ. สวนกลับคลิปเพจดัง แฉความต่างจุดต่อจุด ยันไม่ใช่โรงนอนค่ายธนะรัชต์

    ทบ. สวนกลับคลิปเพจดัง แฉความต่างจุดต่อจุด ยันไม่ใช่โรงนอนค่ายธนะรัชต์

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.47 น.

    ทบ. แจงกรณีคลิปเหตุการณ์ในโรงนอน ยันไม่ใช่พื้นที่ของหน่วยที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมขอความร่วมมือตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่

    ​ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเพจเฟซบุ๊ก “น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต” ซึ่งปรากฏภาพเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของบุคคลในชุดทหารภายในพื้นที่โรงนอน โดยระบุว่าเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของศูนย์การกำลังสำรอง ค่ายธนะรัชต์ นั้น

    ​กองทัพบก โดยศูนย์การกำลังสำรอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดและขอชี้แจงว่า สถานที่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าวไม่ใช่โรงนอนของหน่วยศูนย์การกำลังสำรองตามที่ถูกกล่าวอ้าง เนื่องจากมีความแตกต่างในการจัดวางอุปกรณ์ภายในอย่างชัดเจน โดยโรงนอนของศูนย์การกำลังสำรองมีการจัดวางตู้เก็บของประจำตัวทหารไว้บริเวณหัวเตียงติดผนัง ในขณะที่ภาพในคลิปวิดีโอแสดงภาพตู้เก็บของวางอยู่บริเวณกลางโรงนอน

    ​นอกจากนี้ กองทัพบกได้ประสานไปยังเจ้าของเพจดังกล่าว เพื่อขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาและข้อมูลจากผู้แจ้งเบาะแสอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์ทราบ อย่างไรก็ตาม หากภายหลังพบว่ามีการกระทำผิดจริงและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหน่วยทหารแห่งอื่น กองทัพบกพร้อมดำเนินการสอบสวนและลงโทษตามขั้นตอนระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด

    ​กองทัพบกเข้าใจและขอบคุณในเจตนาดีของทุกภาคส่วนที่ช่วยติดตามตรวจสอบการกระทำผิดในหน่วยทหาร แต่เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจนอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลและองค์กร จึงขอความร่วมมือผู้ที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลภายในกองทัพบก สามารถประสานมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง

    ​ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนในการใช้วิจารณญาณรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทางที่มีการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมข่าวสารที่ถูกต้องต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962181&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T5tx5Nj7mZgDfHrxfyK2h

  • ชวนลุ้น ‘สามเณรตฤณ’ วัย 7 ขวบ ทำลายสถิติอายุน้อยที่สุดสอบผ่าน ‘สามเณรทรงพระปาติโมกข์’ | เดลินิวส์

    ชวนลุ้น ‘สามเณรตฤณ’ วัย 7 ขวบ ทำลายสถิติอายุน้อยที่สุดสอบผ่าน ‘สามเณรทรงพระปาติโมกข์’ | เดลินิวส์

    พระมหาใจ เขมจิตฺโต วัดชนะสงคราม ประธานดำเนินงานโครงการ สามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 กล่าวว่า โครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 ประกาศรับสมัครสามเณรผู้มีฉันทะเพื่อสอบเป็นผู้ทรงพระปาติโมกข์ สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร มีฉันทะ ตั้งใจเป็นผู้ทรงจำภิกขุปาติโมกข์ ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาส หรือพระอาจารย์ผู้ปกครอง รูปแบบการสอบ จะมีการสอบ 2 รอบ คือ รอบที่ 1.สอบผ่านระบบออนไลน์ สอบทุกวันพระ ตามตารางสอบที่กำหนดให้ จนกว่าจะครบทุกรูป สอบตามลำดับที่สมัคร ผู้สมัครก่อนมีสิทธิสอบก่อน รอบที่ 2.สอบภาคปฏิบัติกับพระเถระผู้ทรงปาติโมกข์  (หลังสอบออนไลน์ผ่านแล้ว) จะกำหนดวันสอบในวันรับทุน หรือก่อนวันรับทุน 1 วัน โดยผู้ที่ผ่านสอบจะได้รับวุฒิบัตร และทุนการศึกษารูปละ 30,000 บาท (หรือรางวัลอื่นเพิ่มเติม) รับสมัครเพิ่มเติมตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 พ.ค. 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.098-2892154 หรือ Facebook: จ.เขมจิตต์

    พระมหาใจ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีสามเณรสนใจเข้าสมัครโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ปีที่ 6 แล้ว 11 รูป มีอายุระหว่าง 7-17 ปี โดยพบว่ามีสามเณรที่อายุน้อยสุดเพียง 7 ขวบ สมัครเข้าร่วมโครงการด้วย คือ สามเณรตฤณ อภิวันท์สนอง จากวัดนิคมผัง 16 จ.นครราชสีมา ซึ่งหากสามเณรตฤณ สามารสอบผ่านจะทำสถิติประเทศไทยใหม่ ในฐานะสามเณรอายุน้อยสุดตั้งแต่ทำโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ โดยจะมีอายุน้อยกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2568 คือ สามเณรธนากรณ์ โสดาจันทร์ ที่สามารถสอบผ่านขณะอายุ 9 ขวบ

    ทั้งนี้สำหรับการสวดปาติโมกข์ เป็นการทบทวนศีล 227 ข้อ ของพระภิกษุ  โดยจะมีการสวดทุก 15 วัน คือ  ในวันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ในเดือนเต็ม หรือวันแรม 14 ค่ำ ในเดือนขาด นอกจากนั้น ยังอนุญาตให้ทำอุโบสถเป็นพิเศษในคราวที่ภิกษุแตกความสามัคคี เมื่อภิกษุกลับมาสามัคคีกันอีกครั้ง แม้จะยังไม่ถึงวันปาติโมกข์ ก็ให้สวดปาติโมกข์ได้  เรียกว่า สามัคคีอุโบสถ  การฟังปาติโมกข์เป็นกิจของสงฆ์ที่สำคัญ และเป็นสังฆกรรมเฉพาะพระภิกษุเท่านั้น ซึ่งการสวดพระปาติโมกข์ปัจจุบันมีพระผู้สวดได้น้อย ยิ่งต่างจังหวัดหาพระภิกษุผู้ทรงพระปาติโมกข์ยาก เนื่องจากผู้ท่องจำปาติโมกข์ต้องอาศัยความมานะและอดทน ต้องท่องจำและสวดปากเปล่าให้ได้และสวดด้วยความรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832629/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V1_KHLd7-itv2-J796PMt

  • ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

    ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

    สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ดัชนีการเมือง เม.ย. 2569 ลดลงทุกตัวชี้วัด มอง “อนุทิน” บทบาทโดดเด่นสุดฝ่ายรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์” อันดับ 1 อยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง-ลดภาระค่าครองชีพ

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนเมษายน 2569 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.79 คะแนน (เดือนมีนาคม 2569 ได้ 3.89 คะแนน)

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย โดยดัชนีการเมืองไทยเดือนเมษายน 2569 ลดลงจากเดือนมีนาคม ในทุกตัวชี้วัด

    1. ผลงานของฝ่ายค้าน 4.31 คะแนน

    2. สิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4.24 คะแนน

    3. การมีส่วนร่วมของประชาชน 4.22 คะแนน

    4. การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน 4.18 คะแนน

    5. ความมั่นคงของประเทศ 4.13 คะแนน

    6. สภาพสังคมโดยรวม 4.06 คะแนน

    7. เสถียรภาพทางการเมือง 4.03 คะแนน

    8. การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 3.99 คะแนน

    9. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.95 คะแนน

    10. การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง 3.91 คะแนน

    11. ผลงานของรัฐบาล 3.85 คะแนน

    12. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ 3.83 คะแนน

    12. การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในภาพรวม 3.83 คะแนน

    14. การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า  3.78 คะแนน

    15. ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.76 คะแนน

    16. การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 3.71 คะแนน

    17. กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 3.69 คะแนน

    18. ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.55 คะแนน

    19. การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.54 คะแนน

    20. ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.49 คะแนน

    21. สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.46 คะแนน

    22. การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.35 คะแนน

    23. การแก้ปัญหาความยากจน 3.34 คะแนน

    24. ราคาสินค้า 3.23 คะแนน

    25. การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 3.22 คะแนน

    3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด

    อันดับ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 39.07%

    อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 28.22%

    อันดับ 3 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ 17.01%

    อันดับ 4 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78%

    อันดับ 5 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92%

    4. นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด

    อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 27.82%

    อันดับ 2 นางสาวรักชนก ศรีนอก 23.25%

    อันดับ 3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24%

    อันดับ 4 นายรังสิมันต์ โรม 16.07%

    อันดับ 5 นายธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62%

    5. สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล

    อันดับ 1 แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 49.82%

    อันดับ 2 ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 31.03%

    อันดับ 3 ตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้ 19.15%

    6. สิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล 44.37%

    อันดับ 2 ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ 34.57%

    อันดับ 3 เป็นปากเสียงให้ประชาชน 21.06%

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ทางด้าน ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบแทน 

    วิกฤติภายนอกครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤติตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ระยะห่างของความคาดหวังระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-p7VbLbe0hoMJ8sOVCpTG

  • “อนุสรณ์” ดึงสติ!! แนะรัฐศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบคอบก่อนลงทุน “แลนด์บริดจ์” : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ดึงสติ!! แนะรัฐศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบคอบก่อนลงทุน “แลนด์บริดจ์” : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า โครงการนี้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยรัฐบาลได้ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษา เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่าโครงการมิติต่างๆ โดยได้ทำการวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยข้อสรุปภาพรวม คือ โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ที่แสดงถึงความเป็นไปได้โครงการ และผลบวกเชิงเศรษศาสตร์ในหลายแง่มุมที่ประเทศจะได้รับหากโครงการนี้เกิดขึ้น

    ในส่วนของการผลักดันโดยรัฐบาลนั้น โครงการแลนด์บริดจ์ ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ได้นำเอาโครงการอยู่ในการแถลงนโยบายรัฐบาล แต่ก็ได้มีการผลักดันเต็มที่ผ่านทาง รมว.คมนาคม โดยกระทรวงคมนาคมได้ใช้รายงานของ สนข.เพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว

    ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษาของ สนข. กระทรวงคมนาคม ระบุว่า โครงการนี้มีศักยภาพในการดึงดูดการขนส่งสินค้า จากการประหยัดต้นทุนและเวลา คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา ในกรณีสินค้าที่ต้องผ่านการ Transshipment หรือพักถ่ายลำ สนข. ประเมินอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ไว้ที่ประมาณ 17.43% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในมุมมองของรัฐ โดยอัตราพื้นฐานของภาครัฐคือ 12% หากต่ำกว่านั้นโครงการไปต่อไม่ได้ นอกจากนี้ ยังประเมินอีกว่าโครงการจะสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา

    ขณะที่รายงานของ สศช. ซึ่งทำวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. โดยทาง สศช. ระบุถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้โครงการขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ มีการประเมินว่าความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สูง ใช้เงินลงทุนสูง เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากโครงการต้องการสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึงท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง (ระนอง และชุมพร), รถไฟทางคู่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล, ทางหลวงพิเศษ (Motorway) และระบบท่อขนส่งพลังงานมูลค่าลงทุนมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value) หรือ NPV โครงการติดลบ เนื่องจากเงินลงทุนมูลค่าล้านล้านบาท ต้องจ่ายออกไปตั้งแต่ช่วงปีแรก ๆ ของโครงการ ในขณะที่รายรับจะค่อยทยอยมาในอีกหลายปีข้างหน้า

    นอกจากนั้น รายงานวิเคราะห์ว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่จะผ่านโครงการนี้ อาจมีเพียงสินค้ากลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ไม่ใช่สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดของโลก ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านท่า ไม่มากพอที่จะทำกำไร ต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่สูงในระยะยาวก็เป็นอีกปัจจัยทำให้ NPV ติดลบ เนื่องจากการรักษาประสิทธิภาพของท่าเรือ และระบบรางให้เป็นระดับโลก (World Class) มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

    “เมื่อเงินก้อนใหญ่ในปัจจุบัน ถูกเปรียบเทียบกับรายได้ในอนาคตที่ถูกคิดลดลงมาในแบบ discount ทำให้มูลค่าที่ได้จึงไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเงินลงทุน NPV จะเป็นบวกได้ รายรับต้องมากพอ และได้รับเร็วขึ้น แต่ในรายงานระบุข้อจำกัดที่ทำให้รายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากจะมีการแข่งขันด้านราคากับช่องแคบมะละกา หากแลนด์บริดจ์ตั้งราคาค่าบริการสูงเพื่อให้คุ้มทุน สายการเดินเรือก็จะกลับไปใช้เส้นทางเดิม สิงคโปร์/มาเลเซีย โดยไม่ต้องเสียค่าขนถ่ายซ้ำซ้อน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังมีผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูงมาก กล่าวคือ จะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ขนาด 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ บริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ

    “รายงานของสภาพัฒน์ และจุฬาฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มักทำเป็นรายโครงการ (EIA) แต่ขาดการมองภาพรวมแบบ SEA (Strategic Environmental Assessment) โดยจะต้องคำนึงถึง 1.ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) โดยการศึกษาของจุฬาฯ และสภาพัฒน์กังวลว่า เมื่อมีท่าเรือ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรืออุตสาหกรรมหนักตามมา ซึ่งจะสร้างมลพิษทางอากาศ และขยะอุตสาหกรรมในปริมาณที่ระบบนิเวศภาคใต้ไม่สามารถรองรับได้ 2. ความขัดแย้งกับชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการประมงและการท่องเที่ยว การทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเท่ากับเป็นการทำลายแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อาจนำไปสู่การต่อต้านและปัญหาทางสังคมรุนแรง”

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความรุ่งเรืองใหม่ได้หรือไม่ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดภายใต้พลวัตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ตาม ต้องทำประชาพิจารณ์ผลกระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานเดิม การทำประเมินผลกระทบของนโยบายของการลงทุนขนาดใหญ่ (Policy Impact Assessment of Megaprojects) ก่อนเดินหน้าการดำเนินการตามนโยบาย จำเป็นจะต้องมีกลไกคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการ ภาคศึกษาวิจัยนโยบายอย่างรอบด้าน ร่วมกับภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ใช้ Open Data ในการส่งเสริมการออกแบบกระบวนการนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษาที่ออกมาโดยหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเอง จึงเห็นควรว่า ควรมีการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพิ่มเติม เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศได้ และควรเพิ่มเติมการศึกษาเรื่องมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ มิติความมั่นคงและบทบาทไทยบนภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ใหม่

    “โครงการแลนด์บริดจ์นี้ หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษ และทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้ วางยุทธศาสตร์และวิเทโศบายไม่ดี ไทยจะกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจการควบคุมการเดินเรือของมหาอำนาจ ขณะที่หากโครงการนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม ไม่มีการทุจริตเป็นไปตามหลักวิชา ก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสถานะของประเทศบนเวทีโลกได้ แต่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ และการเงินให้ดีเสียก่อน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qx1ocRFM0i7d189bBIY5N

  • สกร.ลุยขยายเพิ่ม 12 จังหวัด ดันหลักสูตรเรียนรู้สู่คุณวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน | เดลินิวส์

    สกร.ลุยขยายเพิ่ม 12 จังหวัด ดันหลักสูตรเรียนรู้สู่คุณวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 69 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ร่วมกับผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารหน่วยงานส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศจังหวัดเพิ่มเติมในการใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 ให้ครอบคลุมพื้นที่ โดยเพิ่มพื้นที่ดำเนินงานอีก 12 จังหวัด เพื่อรองรับทหารกองประจำการที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเทียบโอนผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการรองรับการจัดการเรียนรู้สำหรับทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สามารถนำผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เดิมมาใช้ประกอบการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ

    การประชุมครั้งนี้มุ่งติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของจังหวัดนำร่องที่ใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จำนวน 10 จังหวัด สถาบันการศึกษาทางไกล และหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับทหารกองประจำการ จำนวน 12 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายเพิ่มเติมสำหรับรองรับการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 ในการจัดการเรียนรู้ให้กับทหารกองประจำการ รวมทั้งสิ้น 23 หน่วยงาน โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค แนวทางการเทียบโอนผลการเรียนรู้ และความพร้อมของพื้นที่ในการขยายการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 ไปยังจังหวัดเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางเดียวกัน เป็นไปตามมาตรฐาน และสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เป็นกลไกสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และมุ่งเน้นผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เดิม และผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง มาใช้ประกอบการเทียบโอนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตร ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    สำหรับการดำเนินงานในกลุ่มทหารกองประจำการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่ และช่วงเวลาของผู้เรียน โดยใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 เป็นฐานในการจัดการเรียนรู้ การสะสมผลการเรียนรู้ และการเทียบโอนความรู้หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทหารกองประจำการสามารถมีเวลาไปพัฒนาตนเองระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และนำไปสู่การยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพตามโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ”

    อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้เน้นย้ำว่า การประกาศจังหวัดเพิ่มเติมเพื่อใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ มีข้อมูลรองรับ และคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านบุคลากร ระบบการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการติดตามคุณภาพผู้เรียน เพื่อให้การขยายผลไม่เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนพื้นที่ดำเนินงาน แต่เป็นการสร้างระบบการเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน ชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเกิดประโยชน์จริงต่อผู้เรียน

    การเพิ่มพื้นที่ดำเนินงานอีก 12 จังหวัดในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนพื้นที่ใช้หลักสูตรเท่านั้น แต่เป็นการวางระบบรองรับผู้เรียนกลุ่มทหารกองประจำการให้สามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษาได้อย่างมีทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลักสูตร พ.ศ. 2567 เป็นฐานกลางในการกำหนดมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการรับรองผลลัพธ์ของผู้เรียน

    การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการขับเคลื่อนหลักสูตร พ.ศ. 2567 จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะการรองรับความพร้อมจากการเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์เดิม ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพ หน้าที่ และบริบทชีวิต สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    ทั้งนี้ จังหวัดนำร่องที่ดำเนินการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย ลำปาง ร้อยเอ็ด หนองคาย ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี ภูเก็ต และชุมพร รวมทั้ง สถาบันการศึกษาทางไกล อีก 1 หน่วยงาน

    สำหรับจังหวัดที่ขยายพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ราชบุรี นครปฐม สระแก้ว ลพบุรี สระบุรี นครนายก ชลบุรี กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S0a64GJQqP_voykm7aHo9

  • ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล 2569

    ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล 2569

    ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล  2569 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    3 พ.ค.2569 – เวลา 17.17 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล พุทธศักราช 2569  ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ  ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

    ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1  ถึงรัชกาลที่ 7  และรัชกาลที่ 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา  ทรงกราบ ทรงศีล พระราชาคณะถวายศีล 

    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาเทวดาที่รักษาพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทรงคม พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ  ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1  ถึงรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/989858/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-AyeSPB4yOxoHkcPQaCpJ

  • รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

    รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

    “พลอยทะเล” รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

    วันที่ 3 พ.ค. 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความน่ากังวลคือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยยังไม่เข้าใจ มองผลดีแค่มิติเดียว หากพี่น้องสนับสนุนโดยเข้าใจโครงการนี้ทุกมิติแล้วจะเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะให้ข้อมูลด้านเดียว โดยไม่ได้ตอบข้อกังวลของภาคประชาชนและเอกชนที่ตั้งคำถามต่อโครงการนี้ ประชาชนไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ในการทำความเข้าใจ นั้น

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งต่อโครงการแลนด์บริดจ์ จากหลายๆ ส่วน ทั้งประเด็น EIA และ EHIA โดยรัฐบาลจะทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน และได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกมิติ รวมทั้งเพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

    “รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้ว รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย ให้เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภาคใต้” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jTf0Z0iUjJwj_ZHtGVLog

  • “ศธ.-พม.” บุก “ลพบุรี” ชี้ชะตา “อดีตครูหื่น” สั่งเพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ-เยียวยาเหยื่อ

    “ศธ.-พม.” บุก “ลพบุรี” ชี้ชะตา “อดีตครูหื่น” สั่งเพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ-เยียวยาเหยื่อ

    นายอัครนันท์ เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันผู้กระทำผิดจะได้รับโทษจำคุก 36 ปีแล้ว แต่กระทรวงศึกษาธิการยังต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยได้วาง 3 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้:

    1.ถอนรากถอนโคนอาชีพครู: มอบหมายให้ประสานคุรุสภาเพื่อ “เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพตลอดชีวิต” ป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาสู่วงการการศึกษาได้อีก

    2.คาดโทษโรงเรียนต้นสังกัด: สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ออกหนังสือเตือนโรงเรียนให้เยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม หากเพิกเฉยจะพิจารณาโทษขั้นสูงสุด เช่น พักใบอนุญาต หรือปิดสถานศึกษา

    3.ขีดเส้นตายการเยียวยา: โรงเรียนต้องหาข้อสรุปการเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายให้เสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ โดยต้องเป็นธรรมและยึดหลักมนุษยธรรม

    พม. ส่งทีมประกบฟื้นฟูจิตใจ

    ทางด้าน นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ระบุว่า พม. ได้ส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเข้าดูแลสภาพจิตใจของผู้เสียหายและครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ พร้อมยืนยันการบูรณาการร่วมกับ ศธ. เพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวังความปลอดภัยในโรงเรียนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

    “ครอบครัวผู้เสียหายเจ็บปวดมามากพอแล้ว โรงเรียนต้องนำเรื่องนี้ไปหารือและได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งผมจะลงพื้นที่มาติดตามด้วยตนเองอีกครั้ง ศธ. พร้อมเป็นที่พึ่งและจะคุมเข้มมาตรการความปลอดภัยในทุกโรงเรียนอย่างถึงที่สุด” รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย

    #ศธ #พม #ครูล่วงละเมิด #ความปลอดภัยในโรงเรียน #เพิกถอนใบอนุญาต #ลพบุรี #คุ้มครองเด็ก #โรงเรียนต้องปลอดภัย #ข่าวการศึกษา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976918&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IstjjrNlWyXtg8Sml8zaW

  • ใจฟู! “ดีเจพุฒ” มอบทุนการศึกษาให้ “น้องเอวา” ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    ใจฟู! “ดีเจพุฒ” มอบทุนการศึกษาให้ “น้องเอวา” ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    โมเมนต์สุดอบอุ่น! “ดีเจพุฒ” ใจดีมอบทุนการศึกษาให้ “น้องเอวา” ลูกสาว “แดนนี่ ศรีภิญโญ” หลังจบรายการ

    กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มและเสียงชื่นชมไปทั่วโลกโซเชียล กับโมเมนต์สุดประทับใจที่พิธีกรหนุ่มอารมณ์ดีอย่าง ดีเจพุฒ พุฒิชัย ได้ร่วมงานกับครอบครัวของอดีตนักแสดงตลกชื่อดัง แดนนี่ ศรีภิญโญ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน ซึ่งล่าสุดภรรยาของ แดนนี่ ได้พาลูกสาวสุดที่รักอย่าง น้องเอวา มาเปิดใจผ่านหน้าจอโทรทัศน์

    และหลังจากจบรายการคุยแซ่บโชว์ ดีเจพุฒ พิธีกรและคุณพ่อลูกสองก็อดใจไม่ไหวกับความน่ารักของ น้องเอวา ก็เลยซัพพอร์ตให้ทุนการศึกษา เพราะบอกว่าระหว่างที่สัมภาษณ์เห็นเลยว่าน้องเอวา เป็นเด็กที่เข้มแข็งมากๆ นั่งยิ้มนั่งหัวเราะดูมีความสุขตลอดเวลา

    และ น้องเอวา ก็ยังได้บอกอวยพรลุงพุฒว่า “ขอให้ลุงพุฒสุขภาพแข็งแรง เฮงๆ รวยๆ มีความสุขตลอดไป” พร้อมยกมือไหว้และก็กอดกัน ช่างเป็นภาพที่อบอุ่นทำใจฟูจริงๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887118/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cELBGOepMhtQ88Ezql5pD