Category: วัฒนธรรม

  • ส่อง ‘ 7 คณะแพทย์อินเตอร์’ มหาลัยดังเปิดการเรียนการสอน

    ส่อง ‘ 7 คณะแพทย์อินเตอร์’ มหาลัยดังเปิดการเรียนการสอน

    มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย พร้อมใจกันเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ หรือ แพทย์อินเตอร์ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก

    ล่าสุด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค มีนโยบายจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ และเปิดหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ในปีการศึกษา 2569 คาดว่าจะรับนักศึกษารุ่นแรกราว 32 คน นับเป็นแห่งที่ 7

    แพทย์อินเตอร์ในไทย

    สำหรับในประเทศไทย “แพทย์อินเตอร์” มีทิศทางในเชิงบวก โดยปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยไทยเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ 

    1.) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Faculty of Medicine, Chulalongkorn University) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) หรือ CU-MEDi โดยรับสมัครผู้จบปริญญาตรีในสาขาต่าง ๆ รุ่นแรกเปิดเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 บัณฑิตผู้จบหลักสูตรนี้ จะเป็นแพทย์ที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ทางการแพทย์ระดับนานาชาติ สร้างสรรค์นวัตกรรม และทักษะความเป็นผู้นำ รวมทั้งอาจนำความรู้ที่มีอยู่เดิมมาประกอบเพื่อพัฒนาความเป็นแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น เช่น แพทย์นักวิจัย แพทย์นักบริหาร หรือแพทย์วิศวกร

    2.) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และวิศวกรรมชีวการแพทยมหาบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งเน้นสร้างแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์  ใช้ระยะเวลาในการเรียน 7 ปี

    เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา คือ ปริญญาตรี แพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) และปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วศ.ม. วิศวกรรมชีวการแพทย์) ในปีถัดไป  

    3.) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต โครงการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร

    ในปี 1-3  จะเรียนที่ University of Nottingham ในสหราชอาณาจักร   และ ปี 4-6  ศึกษาต่อในระดับคลินิกที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ   โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา 2 ใบ คือ Bachelor Degree of Medical Sciences จาก Nottingham และแพทยศาสตรบัณฑิตจาก มศว  

    4.) คณะแพทยศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เน้นบูรณาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์  มุ่งการแพทย์ให้เป็นนักวิจัย โดยมีกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    5.) วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ CICM เป็นสถาบันแพทยศาสตร์หลักสูตรนานาชาติแห่งแรกในประเทศไทย   ระดับปริญญาตรี เปิดสอนแพทยศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ,แพทยศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)และทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต(ทวิภาษา),เทคโนโลยีหัวใจและหลอดเลือดและทรวงอก(หลักสูตรนานาชาติ) เป็นต้น

    6.) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต จาก University College London วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  เป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามเกณฑ์ WFME โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ (สมพ.) และแพทยสภา

    หลักสูตรนี้จะใช้ระยะเวลาในการเรียนที่ไทย 6 ปี และไปเรียนที่สหราชอาณาจักร 1 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษา จะได้รับปริญญา 2 ใบ คือ ปริญญาบัตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (iBSc) จาก University College London และปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  

    ความโดดเด่นของหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ คือการออกแบบการเรียนที่ทันสมัยและมีความเป็นสากลสูง เช่น หลักสูตร CU-MEDi ของจุฬาฯ ที่รับผู้จบปริญญาตรีทุกสาขาเข้ามาเรียนแพทย์ 4 ปี เพื่อสร้างแพทย์ที่มีทักษะหลากหลาย

    หรือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกผ่าน MOU เช่น สจล. กับมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก และ มศว กับมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม แม้ค่าเทอมจะค่อนข้างสูงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 500,000 บาท ไปจนถึง 1,500,000 บาทต่อปี แต่ความคุ้มค่าด้านโอกาสและการแลกเปลี่ยนในต่างประเทศก็เป็นสิ่งดึงดูดใจ

    ดึงดูดนักเรียนไทยกลุ่มศักยภาพสูง

    การเพิ่มขึ้นของ “คณะแพทย์อินเตอร์” ส่วนสำคัญเพื่อเป็นการรองรับ “นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย” ให้ศึกษาต่อในประเทศ แทนที่จะเดินทางไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่ต่างประเทศ จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของ “โรงเรียนนานาชาติ” ซึ่งทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 100 แห่งในปี 2557 เป็น 275 แห่งในปี 2568 โดยจำนวนนักเรียนจากน้อยกว่า 50,000 คน เป็น 92,960 คน

    เท่ากับเป็นการดึงดูดนักเรียนไทยกลุ่มศักยภาพสูงที่สนใจด้านการแพทย์ จากเดิมมักจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ให้กลับมาเรียนในไทยด้วยมาตรฐานสากลแต่ในราคาที่ถูกกว่าการไปเรียนที่อังกฤษหรืออเมริกา
    นอกจากนี้  โครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายเต็มรูปแบบ ความต้องการแพทย์เฉพาะทางที่สามารถเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และเทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยและตำราเกือบทั้งหมดอยู่ในรูปแบบภาษาอังกฤษ การเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติจึงช่วยให้แพทย์รุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1226404&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RaTCe9GHVxTgmqqOT7CTF

  • “นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ให้เป็นมาตรฐานเดียว ลดปัญหาตำแหน่งว่าง

    “นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ให้เป็นมาตรฐานเดียว ลดปัญหาตำแหน่งว่าง

    “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ด ก.ค.ศ. ปรับเกณฑ์คัดเลือก “ครูผู้ช่วย–ผอ.เขตพื้นที่ฯ–บุคลากรการศึกษา” ยกระดับมาตรฐานเดียวทั้งระบบ  ลดปัญหาตำแหน่งว่าง ให้ตอบโจทย์คุณภาพการศึกษา

    วันที่ 24 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 3/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ โดยปรับปรุงจากหลักเกณฑ์เดิม (ว 16/2557) ที่ถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลานานและเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์การจัดการศึกษาในปัจจุบัน เพื่อให้การคัดเลือกนี้สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละส่วนราชการ รวมทั้งได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสถานศึกษา และสามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวม โดยการปรับปรุงดังกล่าวนั้นครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์สำหรับคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว 17/2557) ด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยปรับปรุงระยะเวลาในการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี ปรับเกณฑ์การตัดสิน ให้ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่าน ภาค ก จำนวน ไม่เกิน 4 เท่าของจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร และหลักสูตรการคัดเลือกโดยการประเมิน ภาค ก ให้นำการประเมินผลงานมารวมไว้ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการคัดเลือกบุคคลผู้มีประสบการณ์ในการบริหารการศึกษามากขึ้น และเพื่อให้สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ด้านเลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า การกำหนดระยะเวลาการขึ้นบัญชีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไว้ไม่เกิน 2 ปี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ จะช่วยลดปัญหาตำแหน่งว่าง และทำให้การบริหารกำลังคนเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ โดยได้ปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกให้สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานจริงมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ทุกตำแหน่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการศึกษาในภาพรวม การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหารอัตรากำลัง ให้สอดรับกับความต้องการของภาคการศึกษาในอนาคต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และตอบสนองต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922193&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LWVUb0sVZhaPIe9E6Rap1

  • สพฐ.แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ จำนวน 5 ราย

    สพฐ.แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ จำนวน 5 ราย

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและขึ้นบัญชีตามประกาศคณะกรรมการสรรหาฯ ลงวันที่ 22 กันยายน 2568 จำนวน 5 ราย โดยมีรายละเอียดผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งดังนี้

    1. นายศุทธา จันคาม ตำแหน่งเดิม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1

    2. นายทินกร ขาทอง ตำแหน่งเดิม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 แต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2

    3. นายสายัญ โพธิ์สุวรรณ์ ตำแหน่งเดิม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3

    4. ว่าที่ร้อยตรี ปัญจมาสน์ มาศนพคุณรัตน์ ตำแหน่งเดิม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง

    5. นายกิติรัตน์ เบ้าลี ตำแหน่งเดิม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2

    ทั้งนี้ ให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป 

    ที่มา คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 713/2569 เรื่อง เปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09obK28BOhGUtufs0iG62f

  • รองโฆษกรัฐบาล เผย ศธ.สั่งพักราชการครูพละล่วงละเมิดนักเรียนแล้ว เดินหน้าเอาผิดทั้งวินัยและอาญา

    รองโฆษกรัฐบาล เผย ศธ.สั่งพักราชการครูพละล่วงละเมิดนักเรียนแล้ว เดินหน้าเอาผิดทั้งวินัยและอาญา

    24 มี.ค.2569-นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณีครูพละศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนในโรงเรียนหลายครั้ง กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้ติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างร้ายแรง อีกทั้ง ยังขัดต่อนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ความคืบหน้าการดำเนินการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด โดยเขตพื้นที่ฯ ได้ออกคำสั่งให้ครูพละคนดังกล่าวพักราชการไว้ก่อน พร้อมทั้ง ได้ส่งนักจิตวิทยาโรงเรียนลงพื้นที่ดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจนักเรียนและผู้ปกครองแล้ว และจะติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ดำเนินคดีในข้อหาอนาจารตามที่ผู้ปกครองได้แจ้งข้อกล่าวหาไว้แล้ว

    รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งให้กำกับ ติดตาม สถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด รวมทั้งหากพบผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาที่มีพฤติการณ์ปล่อยปละละเลย ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง และปฏิบัติตามมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก สำหรับข้อกังวลเรื่องความไม่ยุติธรรมในการดำเนินคดี ขอยีนยันว่า ไม่มีใครสามารถเข้ามาช่วยเหลือหรือเข้ามาแทรกแซงขบวนการตรวจสอบข้อเท็จ หากตรวจสอบพบความผิดจริงจะต้องถูกดำเนินการทั้งวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/968359/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ARdKAoV9_0XMtZJewJLwa

  • สพฐ.มีคำสั่งย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 19 ราย

    สพฐ.มีคำสั่งย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 19 ราย

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 เพื่อย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ไปดำรงตำแหน่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 19 ราย
    โดยมีรายละเอียดผู้ย้ายดังนี้

    1. นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

    2. นางสุธีรัตน์ อริเดช ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย

    3. นายอุดมพร กันทะใจ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1

    4. นายเรืองยศ ปันศิริ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2

    5. นายชัยนนท์ นิลพัฒน์ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3

    6. นายทรงศักดิ์ กวานปรัชชา ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1

    7. นายวิเชียร วาพัดไทย ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1

    8. นางวรนิฎฐา คำยศ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1

    9. นางพรทิพย์ นุกูลกิจ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช

    10. นางชฎาภรณ์ บรรเลงรมย์ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี

    11. นางแพวิพา ภูสงัด ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1

    12. นายรังสรรค์ คำชาย ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1

    13. นายยศภัค จรัสศุภชยา ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1

    14. นายนิเวช อินสุวอ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3

    15. นายวิวัฒน์ ผลประเสริฐ ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1

    16. นายกนก ยนต์ชัย ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1

    17. นายอดุลย์ศักดิ์ บุญเอนก ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด

    18. นายทศพร ถือพุดซา ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2

    19. นายอาณัติ ผาพรม ตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1

     ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569

    ที่มา คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 712 / 2569 เรื่อง ย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93245&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jCcntms0AtU1-V80UpzuE

  • สมัครงาน 2569 : วิทยุการบินแห่งประเทศไทย รับสมัครพนักงาน 64 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : วิทยุการบินแห่งประเทศไทย รับสมัครพนักงาน 64 อัตรา

    บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อปฏิบัติงาน 2 ตำแหน่ง 64 อัตรา เงินเดือน 24,930 บาท สมัครได้แล้ววันนี้ ถึง 10 เมษายน 2569

    บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อเข้าปฏิบัติงานเป็นลูกจ้าง ในตำแหน่ง ICC และ FDO ทั้งหมด 64 อัตรา อัตราเงินเดือนช่วงทดลองงาน เดือนละ 22,437 บาท และเมื่อผ่านการทดลองงาน จะได้รับเงินเดือนในอัตราเดือนละ 24,930 บาท โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศ (ICC)จำนวน 32 อัตรา ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเส้นทางบินกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ทุ่งมหาเมฆ

    คุณสมบัติ

    บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
    ประกาศ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เรื่อง การรับสมัครคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อเข้าปฏิบัติงานเป็นลูกจ้าง
    • อายุไม่เกิน 30 ปี (เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539)
    • สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี สาขาการจัดการจราจรทางอากาศ จากสถาบันที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รับรอง
    • มีผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำหนดไว้ โดยเป็นคะแนนอย่างน้อย ดังนี้ TOEIC 550 คะแนน, TOEFL (IBT) 55 คะแนน, IELTS 4.0 คะแนน, CU-TEP 60 คะแนน
    • มีความรู้ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานได้ การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office : Microsoft Word, Microsoft Excel
    • มีทักษะการทำงานเป็นทีม หรือทักษะด้านการประสานงานต่าง ๆ
    • สามารถปฏิบัติงานเป็นกะได้

    2. ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ข้อมูลการบิน (FDO) จำนวน 32 อัตรา ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินกรุงเทพ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง

    คุณสมบัติ

    • อายุไม่เกิน 30 ปี (เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539)
    • สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ทุกสาขา หากจบสาขาด้านการจัดการจราจรทางอากาศ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบิน จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก
    • มีผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำหนดไว้ โดยเป็นคะแนนอย่างน้อย ดังนี้ TOEIC 550 คะแนน, TOEFL (IBT) 55 คะแนน, IELTS 4.0 คะแนน, CU-TEP 60 คะแนน
    • มีความรู้ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานได้ การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office : Microsoft Word, Microsoft Excel
    • มีทักษะการทำงานเป็นทีม หรือทักษะด้านการประสานงานต่าง ๆ
    • สามารถปฏิบัติงานเป็นกะได้

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://www.aerothai.co.th หัวข้อ “ร่วมงานกับเรา”โดยให้ตรวจสอบขั้นตอนการรับสมัครก่อนทำการสมัคร และเลือกรหัสตำแหน่งที่ จะสมัครได้เพียงตำแหน่งเดียว

    ผู้ที่สมัครจะต้องกรอกข้อมูล พร้อมทั้งอัปโหลดเอกสารประกอบการสมัครตามที่ บวท. กำหนดในแต่ละหัวข้อให้ถูกต้อง ครบถ้วน โดยเปิดรับสมัคร ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น.

    หลังจากสมัครทางระบบสมัครงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบสถานะการรับสมัคร และพิมพ์บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบจากระบบ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชน ในการเข้าสอบสัมภาษณ์

    ทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เรื่อง การรับสมัครคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อเข้าปฏิบัติงานเป็นลูกจ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/271598&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NK4c3eIXVKi0y7QzZeoO6

  • สั่งพักราชการครูพละบุรีรัมย์ล่วงละเมิดเด็กแล้ว เดินหน้าเอาผิดทั้งวินัยและอาญา

    สั่งพักราชการครูพละบุรีรัมย์ล่วงละเมิดเด็กแล้ว เดินหน้าเอาผิดทั้งวินัยและอาญา

    “อัยรินทร์” รองโฆษกรัฐบาล เผย กระทรวงศึกษาธิการ สั่งพักราชการครูพละล่วงละเมิดนักเรียน ในบุรีรัมย์แล้ว พร้อมส่งนักจิตวิทยาดูแลสภาพจิตใจนักเรียน ย้ำไม่มีใครช่วยเหลือแทรกแซงการตรวจสอบ เดินหน้าเอาผิดทั้งวินัยและอาญา

    วันที่ 24 มี.ค. 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณีครูพละศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนในโรงเรียนหลายครั้ง กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้ติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างร้ายแรง อีกทั้ง  ยังขัดต่อนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ความคืบหน้าการดำเนินการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด โดยเขตพื้นที่ฯ ได้ออกคำสั่งให้ครูพละคนดังกล่าวพักราชการไว้ก่อน พร้อมทั้ง ได้ส่งนักจิตวิทยาโรงเรียนลงพื้นที่ดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจนักเรียนและผู้ปกครองแล้ว และจะติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาอนาจารตามที่ผู้ปกครองได้แจ้งข้อกล่าวหาไว้แล้ว

    รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งให้กำกับ ติดตาม สถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด รวมทั้งหากพบผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาที่มีพฤติการณ์ปล่อยปละละเลย ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง และปฏิบัติตามมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก สำหรับข้อกังวลเรื่องความไม่ยุติธรรมในการดำเนินคดี ขอยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถเข้ามาช่วยเหลือหรือเข้ามาแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากตรวจสอบพบความผิดจริงจะต้องถูกดำเนินการทั้งวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922135&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wMMBhbhqWmgCMuaBqVz5d

  • คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สร้างความร่วมมือด้านศิลปะและนวัตกรรม

    คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สร้างความร่วมมือด้านศิลปะและนวัตกรรม

    เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 Prof.Wu Qiong คณบดี Academy of Arts and Design มหาวิทยาลัย Tsinghua ให้การต้อนรับ ศ.ดร.ขำคม พรประสิทธิ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยคณาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีการประชุมเพื่อหาแนวทางการทำงานด้านศิลปะร่วมกันเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

    ผู้บริหารมหาวิทยาลัย Tsinghua ประกอบด้วย รองคณบดีฝ่ายวิชาการ หัวหน้าภาควิชาประติมากรรม ผู้อำนวยการของสถาบันศิลปะของมหาวิทยาลัย Tsinghua วิทยาเขต Milan ประเทศอิตาลี และคณาจารย์ด้านศิลปะอีก 2 ท่าน ผู้บริหารคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ประกอบด้วย รองคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ รองคณบดีฝ่ายบริหาร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ ประธานหลักสูตรศิลปะบำบัด (นานาชาติ) หัวหน้าภาควิชาและคณาจารย์ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณาจารย์ภาควิชาทัศนศิลป์ รวม 10 ท่าน

    Academy of Arts and Design มหาวิทยาลัย Tsinghua ได้รับการจัดอันดับโดย QS Ranking by Subject ด้าน Art & Design เป็นลำดับที่ 14 ของโลก เป็นอันดับ 1 ของประเทศจีน และเป็นอันดับ 3 ของโลกด้าน Art History

    การประชุมร่วมกันในครั้งนี้มีการหารือกันในเรื่องต่าง ๆ อาทิ

    • ในปี 2570 มหาวิทยาลัย Tsinghua ยินดีเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเจริญพระชนมพรรษาครบรอบ 72 พรรษา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และมหาวิทยาลัย Tsinghua จะเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมวิชาการทางศิลปะและการออกแบบร่วมกันเป็นครั้งแรก (International Symposium on Art and Design)
    • คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จะส่งคณาจารย์เข้าร่วมการแสดงนิทรรศการศิลปะในช่วงกลางปี 2569  
    • คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ Academy of Arts and Design จะลงนามสัญญาความร่วมมือทางวิชาการภายในปี 2569
    • มหาวิทยาลัย Tsinghua มีความสนใจส่งนักศึกษามาลงทะเบียนเพื่อศึกษาแบบ Non-Degree ในช่วงภาคฤดูร้อน

    เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569  ศ.ดร.ขำคม พรประสิทธิ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยคณาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ร่วมประชุมหารือกับผู้บริหาร Central Academy of Fine Arts โดยมีอาจารย์ Liang Lisha, Secretary of the party committeethe, Faculty of Art Management and Education ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย Prof. Zhao Li, Vice Dean of the Faculty of Art Management and Education, Prof. Wang Qian, Director of the Office of the faculty of Art Management and Education, Prof.Zhang Xuan, Head of the Art Therapy Program and Deputy Director of the Art Therapy Research Center และ Ding Yuan, Professor of Design Studies at the School of Architecture

    Central Academy of Fine Arts เป็นสถาบันศิลปะแห่งชาติอันดับ 1 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการจัดอันดับโดย QS Ranking by Subject เป็นลำดับที่ 17 ของโลก การหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระยะยาวในการทำงานร่วมกันด้านศิลปะ โดยเฉพาะด้าน “ศิลปะบริสุทธิ์” ระหว่างสองสถาบัน ความร่วมมือด้านศิลปะบำบัด (Art Therapy) การศึกษาศิลปะ และการทำงานวิจัยข้ามวัฒนธรรม การประชุมมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้บริหารและคณาจารย์ของทั้งสองฝ่าย โดย CAFA ได้นำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาหลักสูตรศิลปะบำบัดอย่างเป็นระบบ ขณะที่จุฬาฯ ได้นำเสนอแนวทางการใช้ศิลปะเพื่อการเยียวยาในบริบทสังคมไทย

    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สร้างความร่วมมือทางวิชาการกับ Tsinghua (Qingdao) Academy of Arts and Science Innovation Research มหาวิทยาลัย Tsinghua  โดย ศ.ดร.ขำคม พรประสิทธิ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวแสดงความยินดีในพิธีเปิด Asia – Pacific International Academic Symposium on Art Therapy and the Emotional Art Exhibition ร่วมกับ Prof. Dong Erdan อธิการบดี University of Rehabilitation and Sports Medicine, Prof.Jin Hui คณบดี The School of Fine Arts, Minjiang University, Prof. Liu Dan คณบดี School of Art, Northeast Agricultural University และ Prof.Wang Jiansong คณบดีTsinghua (Qingdao) Academy of Arts and Science Innovation Research

    การประชุมครั้งนี้ ศ.ดร.บุษกร บิณฑสันต์อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ บรรยายหัวข้อ  “When No One Holds the Heart, Art Does!” นอกจากนี้ในการประชุมมีการบรรยายและการแลกเปลี่ยนทัศนะด้านศิลปะในฐานะเครื่องมือบำบัด เพื่อการดูแลสุขภาพ การพื้นฟูสุขภาพจิต การปฏิบัติกับสังคม คุณค่าเชิงจิตวิญญาณของดนตรี นโยบายการพัฒนาศิลปะร่วมสมัยในท้องถิ่น ศิลปะกับพื้นที่สาธารณะ กลไก วิธีการ การวิจัย การสอน และการพัฒนา AI กับศิลปะ ผู้บรรยายทั้งสิ้น 18 ท่านจากในและต่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 200 คน

    ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองสถาบันในครั้งนี้สามารถเชื่อมโยงกับกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้แก่ เป้าหมายที่ 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) เป้าหมายที่ 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) เป้าหมายที่ 10 (การลดความเหลื่อมล้ำ) เป้าหมายที่ 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) และเป้าหมายที่ 17 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) โดยสะท้อนบทบาทของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปะบำบัด การศึกษา และความร่วมมือระดับนานาชาติในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต การเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในบริบทโลกปัจจุบัน

    Tsinghua (Qingdao) Academy of Arts and Science Innovation Research มหาวิทยาลัย Tsinghua เป็นหนึ่งใน “สถาบันวิจัย” พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบระดับโลกของมหาวิทยาลัยชิงหัว และเป็นแห่งเดียวในมณฑลซานตง ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มใหม่ของการศึกษาและวิจัยที่เน้นการบูรณาการศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Art–Science Integration)  ประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ 15 อาคาร พร้อมห้องปฏิบัติการและศูนย์นวัตกรรมครบวงจร สถาบันแห่งนี้ออกแบบให้เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่รวมหลายองค์ประกอบไว้ด้วยกัน เช่น งานวิจัย การออกแบบและศิลปะ เทคโนโลยีและการผลิตนวัตกรรมต้นแบบ การบ่มเพาะธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

    การสร้างความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านศิลปะ นวัตกรรม และศิลปะบำบัดในระดับนานาชาติกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และการแลกเปลี่ยนบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือดังกล่าวยังช่วยเสริมสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสองประเทศ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพของนิสิตและคณาจารย์ให้ก้าวสู่เวทีโลก ทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าแก่สังคมและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/294436/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gdNL7QfltGdt9X3bt9b9P

  • เปิดเอกสารขุดลอก “เวียงหนองหล่ม”  จ.เชียงราย ถอดบทเรียนการพัฒนา “ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ”

    เปิดเอกสารขุดลอก “เวียงหนองหล่ม” จ.เชียงราย ถอดบทเรียนการพัฒนา “ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ”

    เมื่อการขุดลอกเวียงหนองหล่มเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ 8 บ่อ และไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ได้เป็นพื้นที่ป่าหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามการให้ข้อมูลของ กรมชลประทาน ที่ให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569

    ไทยพีบีเอสภาคเหนือ สัมภาษณ์พิเศษ “สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา” นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ถึงช่องโหว่ กฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่เกิดขึ้น เพื่ออนุรักษ์ หรือป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณมหาศาล เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะใน “พื้นที่ชุมน้ำ”

    สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา  นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต

    สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต

    ความเข้าใจคุณค่าพื้นที่ชุ่มน้ำ

    สมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งแรกไม่ว่าจะพัฒนาโครงการใดๆในพื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องความเข้าใจพื้นที่ชุ่มน้ำคืออะไร และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง หน่วยงาน หรือสังคมไทย มีความเข้าใจน้อยมาก เข้าใจเพียงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำ คือพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วพื้นที่ชุ่มน้ำมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน้ำท่วมถึง โครงการพัฒนาต่างๆเมื่อไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบตามมา จากการขาดข้อมูล หรือความรู้ในอดีตกับพื้นที่ชุ่มน้ำ

    พื้นที่ชุมน้ำในประเทศไทย ในเรื่องนโยบาย มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2540 เรื่องการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ คำนึงถึงคุณค่าและความสำคัญของมติคณะรัฐมนตรี หลักการในการคุ้มครองโดยมติคณะรัฐมนตรี

     สมเกียรติ ย้ำว่า การขุดลอกเวียงหนองหล่ม ถือว่าเป็นการละเลยแนวทางการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้มติคณะรัฐมนตรี ที่เล็งเห็นคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ คุณค่าวิถีชีวิตของประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเกิดโครงการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

    การขุดลอกพื้นที่ชุ่มน้ำต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่?

    สมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่เข้าใจผิดการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ถ้าจะต้องทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจะต้องทำเฉพาะพื้นที่ป่า ตามกฎหมายป่าอนุรักษ์ แต่ความเป็นจริงพื้นที่ชุ่มน้ำถือว่ามีคุณค่าเพียงไม่ได้อยู่เงื่อนไขด้านกฎหมายการอนุรักษ์ แต่อยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุสัญญาแรมซาร์ เป็นเจตนารมณ์การปกป้องสภาพนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ และยับยั้งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำระดับท้องถิ่น ถึงระดับโลก ประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำจะต้องถูกคุ้มครองด้วยมติ ครม.เมื่อปี 2540

    ผมคิดว่าต้องมีการทบทวนนโยบายการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในอนาคต ต้องมีเงื่อนไขในการพัฒนา ภายใต้หลักการใช้ประโยชน์และการดูแลรักษา

     บทเรียนสำคัญการขุดลอกเวียงหนองหล่ม ขณะนี้พื้นที่ชุ่มน้ำได้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่แหล่งน้ำโดยธรรมชาติ ยังมีความหวังอยู่ว่าอนาคตจะต้องทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแนวทางการฟื้นฟูจะต้องตามมา หากไม่ฟื้นฟูเวียงหนองหล่มจะไม่เหลือสภาพความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอีกเลย สมเกียรติ กล่าว

    เปิดข้อมูลกรมชลประทานโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย

    สำหรับโครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย ข้อมูลจากกรมชลประทาน ระบุถึงความเป็นมาเวียงหนองหล่มเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 14,091 ไร่ ครอบคลุม 4 ตำบล ใน อ.แม่จัน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีพื้นที่รับน้ำฝน 187 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำเฉลี่ยแต่ละปี 72 ล้าน ลบ.ม. โดยน้ำจะไหลลงไปยังแม่น้ำลัว 60 ล้าน ลบ.ม.กักเก็บได้เพียง 8 ล้าน ลบ.ม.

    เวียงหนองหล่มเกิดการสะสมตะกอนดินและปัญหาวัชพืชปกคลุมบริเวณกว้าง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ

    กรมชลประทานได้ประชุมร่วมกับ คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ได้ร่วมประชุมระดับจังหวัดและลงพื้นที่สำรวจภูมิประเทศกับ อปท.และผู้นำชุมชน เพื่อพิจารณากรอบดำเนินงาน

    ภาพ : โครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ (กรมชลประทาน) ดำเนินการปี 2565-256

    ภาพ : โครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ (กรมชลประทาน) ดำเนินการปี 2565-256

     ข้อมูลจากกรมชลประทาน ระบุถึงแผนแม่บทโครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ (กรมชลประทาน) การดำเนินการปี 2565-2568 ด้วยงบประมาณ 886.50 ล้านบาท โดยมีกิจกรรม ดังนี้

    1.การขุดลอกตะกอนดิน พื้นที่ 2,000 ไร ปริมาณดินขุด 12 ล้าน.ลบ.ม.

    2.ก่อสร้างอาคารระบายน้ำจำนวน 2 แห่ง

    3.การก่อสร้างฝายทดน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ ความยาว 11 กิโลเมตร

    4.ขุดลอกแม่น้ำลัว ความยาว 16.2 กิโลเมตร

    5.สร้างอาคารอัดน้ำกลางคลองและอาคารประกอบ

    6.ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและท่อลอดถนน จำนวน 8 แห่ง

    ภาพ : การขอบเขตการขุดลอกเวียงหนองหล่ม

    ภาพ : การขอบเขตการขุดลอกเวียงหนองหล่ม

    เอกสารในโครงการฯ ยังระบุถึงหนังสือเลขที่ ผสล.บก.2030 ลงวันที่ 20 กันยายน 2564 ”การแจ้งตรวจสอบสถานด้านสิ่งแวดล้อม โครงการแก้มลิงเวียงหนองหล่ม ระบุว่า

    พื้นที่มิได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 A หรือ 1B จึงเป็นโครงการไม่ต้องจัดทำรายงานทางด้านสิ่งแวดล้อมใดๆ

    ภาพ : เอกสารต้นฉับที่ทำหนังสือสอบถามโครงการ “เวียงหนองหล่ม” ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

    ภาพ : เอกสารต้นฉับที่ทำหนังสือสอบถามโครงการ “เวียงหนองหล่ม” ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

    ความเป็นแผนพัฒนาเวียงหนองหล่มภาพรวมแผน 5 ด้าน ก่อนถูก ครม.ปัดตก มีเพียงแผนการขุดด้านเดียว

    สำหรับความเป็นมาของโครงการฯ ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สทนช. ระบุโครงการฯเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีข้อสั่งการให้ สนทช.และจังหวัดเชียงราย ร่วมกันขับเคลื่อนดำเนินงานพัฒนาเวียงหนองหล่มให้ครอบคลุมทุกมิติ

    ปี 2564 ตั้งคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง (26 ม.ค.64) คณะทำงานฯกำหนดแผนอนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟู จำนวน 5 ด้าน 39 โครงการ งบประมาณ 3,024 ล้านบาท

    คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มีมติเห็นชอบ “กรอบแผนพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ด้านทรัพยากรน้ำเป็นโครงการสำคัญ โดยเร่งรัดจัดทำกรอบแผนด้านทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมสมบูรณ์ทุกมิติ ก่อนเสนอ กทช.(11 มิ.ย.64)

    คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง (18 ส.ค.64) เห็นควรเพิ่มเติมแผนโครงการฯ เชื่อมโยงแหล่งน้ำโดยรอบเวียงหนองหล่ม และเห็นควรให้คณะทำงานฯปรับปรุงรายละเอียดโครงการในแผนอนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม และ เสนอเป็นแผนหลักการพัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม

    ศึกษาจัดทำแผนหลัดการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่มทุกมิติ และสอดคล้องกับแผนจัดการน้ำ 20 ปี (23 ก.ย.64) โดย สทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ปี 2565 คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง เห็นชอบ ในหลักการร่างแผนฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและยืนยันในร่างแผนหลัก

    ภาพ : รายละเอียดร่างแผนหลัก 5 ด้านการพัฒนาฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี 2566-2570

    ภาพ : รายละเอียดร่างแผนหลัก 5 ด้านการพัฒนาฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี 2566-2570

    ภาพ : รายละเอียดร่างแผนหลัก ด้านการพัฒนาฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี 2566-2570 : ด้านการบริหารจัดการน้ำ

    ภาพ : รายละเอียดร่างแผนหลัก ด้านการพัฒนาฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี 2566-2570 : ด้านการบริหารจัดการน้ำ

    ร่างแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย ได้รับความเห็นชอบในหลักการคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง เมื่อ 20 ก.ย.2565 และยืนยันแผนตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    และร่างแผนฯดังกล่าว ผ่านการพิจารณาคณะอนุกรรมการน้ำจังหวัดเชียงราย เมื่อ 7 พ.ย.2565 และผ่านความเห็นชอบ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ เมื่อ 14 พ.ย.65

    ได้ผ่านการพิจารณา คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง 30 พ.ย.2565 และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อ 28 ธ.ค.2565

    เมื่อเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี โครงการฯไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี และกรมชลประทานได้เสนองบประมาณตรง ทำให้โครงการดังกล่าวมีเพียง 1 ด้าน คือการขุดลอกและพัฒนาระบบส่งน้ำ ไม่มีด้านอื่นๆโดยเฉพาะการฟื้นฟู

    “เวียงหนองหล่ม” อาจเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของแผนการพัฒนาในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่อาจขาดแผนรอบด้านในการพัฒนาและการอนุรักษ์ไปพร้อมๆกัน

    ที่สำคัญพื้นที่รอบเวียงหนองหล่มไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ยังเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับการสร้างเมืองก่อนยุคล้านนา มีแหล่งโบราณสถานโดยรอบมากกว่า 77 แหล่ง อีกชื่อของพื้นที่นี้จึงชื่อว่า “เวียงหนองล่ม” ตามตำนานบ้านเมืองล่มสลายกลางเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่

    อ่านเพิ่มเติม : ขุดลอก “เวียงหนองหล่ม” หวังได้แค่น้ำ-ปิดโครงการผลกระทบถ้วนหน้า “คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม” www.thaipbs.or.th/news/content/503631

    รายพิเศษ : โกวิทย์ บุญธรรม ไทยพีบีเอสภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503743&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PZqvhetMONKOzV1MAdrTR

  • รฟม.ประชุมรับฟังความคิดเห็น ปชช.-สรุปผลการศึกษาโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีแดง”

    รฟม.ประชุมรับฟังความคิดเห็น ปชช.-สรุปผลการศึกษาโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีแดง”

    รฟม. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์

    วันนี้ (24 มีนาคม 2569) นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และนายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษา การออกแบบรายละเอียดโครงการ แนวเส้นทาง รูปแบบและองค์ประกอบของโครงการ ผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการในการจัดการกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบข้อมูลพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป โดยมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน ณ Autuus Studio (ห้อง The Arch Hall) ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

    สำหรับผลการศึกษาโครงการ ได้ออกแบบระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นระบบรถรางไฟฟ้า (Tramway) ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบรถไฟฟ้าที่วิ่งไปตามทางวิ่งหรือรางบนถนน มีจุดเริ่มต้นบริเวณช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี โดยวิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 เป็นระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง รวมระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร มีสถานีรับ-ส่ง ผู้โดยสารจำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีบ้านดอนปิน บริเวณซอยดอนปิน ซอย 3 สถานีแยกพืชสวนโลก บนทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 ใกล้แยกพืชสวนโลก สถานีบ้านเอื้ออาทร บริเวณโครงการบ้านเอื้ออาทร จ.เชียงใหม่ สถานีแยกราชพฤกษ์ บนทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 ใกล้แยกราชพฤกษ์ และสถานีอุทยานหลวงราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง บนถนนราชพฤกษ์ มีพื้นที่จอดแล้วจร 2 แห่ง บริเวณแยกพืชสวนโลก (ฝั่งขาเข้า) และบริเวณแยกราชพฤกษ์

    ทั้งนี้ รฟม. ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ให้เป็นผู้ดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) การศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยตามแผนการดำเนินงานโครงการจะเริ่มดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในปี 2570 เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 – 2574 และจะเปิดให้บริการในปี 2575 ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.chiangmai-transitredline.com เพจ Facebook โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง หรือติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044

    ที่มา : การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3904243/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28ebOYj1AMyXlZaaXOa_Yt