“ทรัมป์” เคยกล่าวว่า ตนเองนั้นเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั้นเป็นเรื่องหลอกลวงและนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส 2015 ส่งผลทำให้ประเทศที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก อย่าง อเมริกา ต้องพลาดโอกาสในการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ พร้อมยกเลิกมาตรการเครดิตภาษีในยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มุ่งเป้าไปที่การเร่งให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน
ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโอบามา วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า หากไม่มีข้อค้นพบดังกล่าว เราทุกคนจะมีความปลอดภัยน้อยลง สุขภาพแย่ลงและมีความสามารถน้อยลงในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถทำเงินได้มากขึ้น
สำหรับคำวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตรายที่บังคับใช้ครั้งแรกในปี 2009 ระบุว่าก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิด รวมถึง ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และมีเทนเป็นอันตรายต่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต และนำไปสู่การที่ EPA ใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย Clean Air Act ปี 1963 เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษที่กักเก็บความร้อนอื่น ๆ จากยานยนต์ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินในปี 2007 ในคดีระหว่างรัฐแมสซาชูเซตส์ กับ EPA ว่า EPA มีอำนาจควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ภายใต้กฎหมายดังกล่าว
การยกเลิกการบังคับใช้คำวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตรายจะเป็นการลบข้อกำหนดด้านการวัด รายงาน รับรอง และปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถยนต์ในระดับรัฐบาลกลาง แต่ในเบื้องต้นอาจยังไม่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษแบบอยู่กับที่ เช่น โรงไฟฟ้า
ข้อมูลของ EPA ระบุว่า ภาคการขนส่งและภาคพลังงานต่างมีก็มีสัดส่วนความรับผิดชอบราว 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของสหรัฐฯ
EPA ระบุว่า การยกเลิกและการยุติมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากยานยนต์จะช่วยประหยัดเงินผู้เสียภาษีในสหรัฐฯ ได้ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์หรือกว่า 40.40 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ระบุว่า กฎดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลประโยชน์สุทธิแก่ผู้บริโภคผ่านการประหยัดค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ภายใต้รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีไบเดน ทาง EPA ตั้งเป้าลดการปล่อยมลพิษ จากท่อไอเสียรถยนต์นั่งโดยรวมเกือบ 50% ภายในปี 2032 เมื่อเทียบกับระดับคาดการณ์ปี 2027 และประเมินว่า ราว 35 – 56% ของรถยนต์ใหม่ที่จำหน่ายจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในระหว่างปี 2030 – 2032
หน่วยงานประเมินว่ากฎดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลประโยชน์สุทธิปีละ 99,000 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปี 2055 รวมถึง การประหยัดค่าน้ำมัน 46,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมอีก 16,000 ล้านดอลลาร์ (4.97 แสนล้านบาท) โดยผู้บริโภคคาดว่าจะประหยัดได้เฉลี่ย 6,000 ดอลลาร์ (1.86 แสนบาท) ตลอดอายุการใช้งานของรถใหม่แต่ละคัน
ด้านอุตสาหกรรมถ่านหิน ออกมาแสดงความยินดีกับประกาศดังกล่าว โดยระบุว่า จะช่วยชะลอการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า
ขณะที่ Natural Resources Defense Council (NRDC) และ Earthjustice กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ประสานเสียงจะฟ้องร้องคัดค้านการยกเลิกข้อค้นพบดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายยาวนานจนถึงศาลสูงสุดอีกครั้ง
จากการตัดสินใจนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า จะเกิดผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจต่อไปนี้คือผลกระทบบางส่วนที่อาจเกิดขึ้น
ข้อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายคือจะข้อจำกัดที่น้อยลงสำหรับอุตสาหกรรมที่ผลิตก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตยานยนต์
ก๊าซเรือนกระจกกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
ผลของคำวินิจฉัยที่ผ่านมาเห็นได้ชัด โดยระดับก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2000 และลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีต่อมา
เมื่อยกเลิกคำวินิจฉัยนี้ ก็เท่ากับยกเลิกฐานทางกฎหมายส่วนใหญ่ที่จำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ
ผลของคำวินิจฉัยจนถึงขณะนี้ถือว่าเห็นได้ชัด โดยระดับก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2000 และลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีต่อมา
เมื่อยกเลิกคำวินิจฉัยนี้ ก็เท่ากับยกเลิกพื้นฐานทางกฎหมายส่วนใหญ่ที่จำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ไปด้วย
กองทุน Environmental Defense Fund องค์กรไม่แสวงหากำไร ประเมินว่า จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีก 7,500 – 18,000 ล้านตัน ปริมาณมากกว่าที่ปล่อยออกมาในปัจจุบันถึง 3 เท่าภายในปี 2055 พร้อมเสริมว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์
รถยนต์ในสหรัฐฯ ราคาถูกลง (แต่ส่งออกยากขึ้น)
แม้กลุ่มสิ่งแวดล้อมจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่รัฐบาลทรัมป์ ระบุว่า การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านต้นทุนรถยนต์
ทำเนียบขาวอ้างว่า การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะช่วยลดต้นทุนผู้ผลิตรถยนต์ประมาณ 2,400 ดอลลาร์ (ราว 74,500 บาท) ต่อคัน
ตั้งแต่ปี 2009 คำวินิจฉัยนี้เปิดทางให้นโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิง และเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า หนึ่งในนโยบายสำคัญของอดีตประธานาธิบดีไบเดน คือกฎหมาย Inflation Reduction Act ที่สนับสนุนการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าและโครงการพลังงานหมุนเวียน
หลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว “ทรัมป์” ได้ยกเลิกนโยบายหลายอย่างเหล่านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดต่างประเทศหลายแห่งยังคงใช้เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ จึงมีข้อสงสัยว่าผู้ผลิตรถยนต์จะต้องปรับเปลี่ยนการผลิตมากน้อยเพียงใด
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้ยิ่งทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เพราะประเทศอื่นอาจไม่ต้องการซื้อรถยนต์อเมริกัน
คดีความเดือดร้อนรำคาญเพิ่มขึ้น
จากคำวินิจฉัยดังกล่าว คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ในปี 2011 ได้มอบอำนาจการกำกับดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ EPA แทนศาล เมื่อยกเลิกคำวินิจฉัยนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายคาดว่า อาจเกิดการฟ้องร้องในลักษณะคดีเหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะ (Public Nuisance) เพิ่มขึ้น
ก่อนคำตัดสินปี 2011 หลายรัฐของสหรัฐฯ เคยฟ้องบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าก่อมลพิษ เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย
ดังนั้น บริษัทสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญคดีลักษณะนี้อีกครั้ง
ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
EPA ระบุว่าการคงมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่จำเป็นต่อการบรรลุภารกิจหลักในการปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่า มลพิษที่รวมถึงก๊าซเรือนกระจก สามารถก่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
Environmental Defense Fund ประเมินว่า ภายในปี 2055 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 15,400 – 58,000 ราย รวมถึง อาจมีผู้คนเข้ารับการรักษาอาการหอบหืดและรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นหลายสิบล้านกรณี
สหรัฐฯ อาจล้าหลังในการแข่งขันพลังงานหมุนเวียน
แม้ทำเนียบขาวจะชี้ให้เห็นถึงการประหยัดต้นทุน แต่การประกาศครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ จะสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานหมุนเวียนโลกได้อย่างไร
รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีไบเดนเคยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เพื่อให้สหรัฐฯ คงความสามารถในการแข่งขันไว้
ด้านอดีตผู้บริหาร EPA ระบุว่า ขณะที่สหรัฐฯ ถอยออกจากมาตรฐานรถพลังงานสะอาด ประเทศอื่นกำลังเร่งเดินหน้า และผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันกำลังตามหลัง โดยเฉพาะส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของบริษัทจากสหภาพยุโรปและจีน
การลดกฎระเบียบด้านอุตสาหกรรม
แม้จะมีข้อกังวลเรื่องการสูญเสียความสามารถแข่งขันด้านพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลทรัมป์ชี้ให้เห็นถึงภาระทางเศรษฐกิจจากกฎระเบียบดังกล่าว และระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยประหยัดเงินผู้เสียภาษีได้มหาศาล
อย่างไรก็ตาม “จอห์น เคอร์รี” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่เคยดำรงตำแหน่งทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ กล่าวว่า การยกเลิกกฎนี้จะก่อความเสียหายอย่างมหาศาลต่อผู้คนและทรัพย์สินทั่วโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น
ที่มา: The Straits Times, BBC
https://www.straitstimes.com/world/united-states/trump-revokes-basis-of-us-climate-regulation-ends-vehicle-emission-standards?ref=search-results
https://www.bbc.com/news/articles/cd03ee39945o
Credit ภาพ: Reuters