Blog

  • สสส. จับมือภาคีสุขภาพปากน้ำ โชว์ผลสำเร็จ “โนแอลคัพ 2026” เร่งขยายผล MOU โรงเรียนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

    สสส. จับมือภาคีสุขภาพปากน้ำ โชว์ผลสำเร็จ “โนแอลคัพ 2026” เร่งขยายผล MOU โรงเรียนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

    ภูมิภาค

    สสส. จับมือภาคีสุขภาพปากน้ำ โชว์ผลสำเร็จ “โนแอลคัพ 2026” เร่งขยายผล MOU โรงเรียนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน “SDN FUTSAL NO – L CUP 2026” รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงถ้วยเกียรติยศผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” เพื่อค้นหายอดทีมเป็นตัวแทนจังหวัดชิงแชมป์ประเทศไทย
        
    นางสาวชนกนันท์ รักษาสนธ์ นักวิเคราะห์และบริหารโครงการอาวุโส จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงการสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาวะ” ว่า กิจกรรมนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขับเคลื่อนงานผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย มีต้นแบบเชิงบวก และมีทางเลือกในการใช้ชีวิตห่างไกลปัจจัยเสี่ยง สสส. เชื่อมั่นว่าการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก สร้างนำซ่อม ซึ่งเวทีนี้เป็นมากกว่างานกีฬา
        
    นางนรินทร์รัชต์ สีแก้วน้าใส ผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวถึงการขยายผลสู่สถานศึกษาว่า ทางสำนักงานฯ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อบูรณาการการป้องกันนักดื่มและนักสูบหน้าใหม่ โดยมุ่งเน้นให้สถานศึกษาเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัย” จากปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมกีฬาและศิลปวัฒนธรรมให้แก่เยาวชนอย่างยั่งยืน 
        

    ขณะที่ นางสาวสุพิชญา เลิศประภานนท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนหลัก มีความยินดีที่ได้สนับสนุนพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับ สสส.มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬา โดยปรารถนาให้เยาวชนในจังหวัดสมุทรปราการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระเบียบวินัย และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต บริษัท อิมพีเรียล พลาซ่า จำกัด  ขอขอบคุณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต2  สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บริษัท กิตตินคร กรุ๊ป จำกัด และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสมุทรปราการ (สคล.สมุทรปราการ) ที่ได้ร่วมส่งเสริมเยาวชนให้มีสุขภาพที่ดี
        

    ด้านข้อมูลเชิงวิชาการ ผศ.ดร.จักรพันธ์ พรมฉลวย ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มนักกีฬาเยาวชน พบว่า พฤติกรรมเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปรียบเทียบปี 2567 และ 2568 พบว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลงจากร้อยละ 5.0 เหลือเพียงร้อยละ 1.5 และพฤติกรรมการดื่มสุราลดลงจากร้อยละ 11.0 เหลือร้อยละ 3.5 ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการรณรงค์ผ่านกิจกรรมกีฬา 
        

    ปิดท้ายด้วย นายธิติ ภัทรสิทธิกฤษ ฝ่ายประเมินผลของสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.ส่วนกลาง) ผู้ร่วมดำเนินงานวิจัยประเมินผล กล่าวเสริมว่า ภาคประชาชนทำงานอย่างใกลิชิดกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ในการรณรงค์ ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนมีการดำเนินงานร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีสมุทรปราการ ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ใช้รูปแบบ “ไฮบริด” (Hybrid Evaluation) เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ข้อมูลที่ได้จะนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อออกแบบกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาวะให้สอดคล้องกับความต้องการและช่วงวัยของเยาวชน เพื่อลดช่องว่างในการทำงานและสร้างความต่อเนื่องในการสร้างเสริมสุขภาพเยาวชนในพื้นที่เป้าหมายของจังหวัดสมุทรปราการต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466240&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B9kWCmcLWN1RBy5hsgATi

  • “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงคนทั้ง 7 วัน ใครมีเกณฑ์รับทรัพย์ 16-22 ก.พ.นี้

    “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงคนทั้ง 7 วัน ใครมีเกณฑ์รับทรัพย์ 16-22 ก.พ.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/129556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38SDaHA3-L5DsnerbVJU1y

  • “ไทยฮอนด้า” ร่วม “สพฐ.” จุดพลังสามัคคี “วิ่ง 31 ขา สามัคคี ปีที่ 21” ชิงถ้วยพระราชทานฯ

    “ไทยฮอนด้า” ร่วม “สพฐ.” จุดพลังสามัคคี “วิ่ง 31 ขา สามัคคี ปีที่ 21” ชิงถ้วยพระราชทานฯ

    ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดการแข่งขัน “สพฐ.–ไทยฮอนด้า วิ่ง 31 ขา สามัคคี ปีที่ 21” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชนไทย โดยรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปีการศึกษา 2568 ได้จัดขึ้น ณ สนามฟุตบอล การกีฬาแห่งประเทศไทย 1 (หัวหมาก)

    runnn28

    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธานบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “กีฬาวิ่ง 31 ขา ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็วเท่านั้น แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยหล่อหลอมให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องความสามัคคี ความมีวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการรู้แพ้ รู้ชนะ ควบคู่กับการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ไทยฮอนด้ารู้สึกยินดีที่ได้สนับสนุนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และขอชื่นชมทุกทีมที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว”

    runnn228

    “การแข่งขันในปีที่ 21 นี้ ยังคงจัดขึ้นภายใต้โครงการไทยฮอนด้าเพื่อสังคมไทย โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนผ่านกิจกรรมกีฬาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด และทักษะการทำงานร่วมกัน ในปีนี้มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 200 ทีม จากทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการได้จัดการแข่งขันในระดับจังหวัด และคัดเลือกทีมที่ทำเวลาดีที่สุดจำนวน 20 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ นับตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนเข้าร่วมแล้วกว่า 510,000 คน และยังคงได้รับความสนใจจากสถานศึกษาทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเยาวชนที่ได้เข้าชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งนับเป็นเกียรติอันสูงสุดของการแข่งขันครั้งนี้”

    runnn26

    สำหรับกติกาการแข่งขันวิ่ง 31 ขา กำหนดให้แต่ละทีมประกอบด้วยนักกีฬา 30 คน โดยมีหัวหน้าทีม 1 คน พร้อมนักกีฬาสำรอง 4 คน และครูผู้ฝึกสอน 1-3 คน โดยนักกีฬาทั้ง 30 คนจะต้องผูกขาเข้าด้วยกัน และวิ่งระยะทาง 50 เมตร ให้เข้าเส้นชัยพร้อมกันให้เร็วที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี การประสานงาน และการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง

    runnn223

    การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยปีนี้ เต็มไปด้วยความเข้มข้นและพลังทีมเวิร์กที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น โดยผลการแข่งขันมีดังนี้

    • ชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนอามานะศักดิ์ (ทีม A) จังหวัดปัตตานี สนับสนุนโดย บริษัท อริยะมอเตอร์ (ปัตตานี) จำกัด ทำเวลาเร็วที่สุด 8.822 วินาที
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านริมใต้ จังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนโดย บริษัท นัติมอเตอร์ จำกัด ทำเวลา 8.998 วินาที
    • รองชนะเลิศอันดับ 3 โรงเรียนบ้านละหานทราย (คุรุราษฎร์บำรุงวิทยา) จังหวัดบุรีรัมย์สนับสนุนโดย บริษัท บุรีรัมย์ยนตรการ จำกัด ทำเวลา 9.153 วินาที

    runnn288

    ทั้งนี้ กีฬาวิ่ง 31 ขา สามัคคี เริ่มต้นขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2538 เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ต่อมาในปี 2548 กีฬานี้ได้ถูกนำมาจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และภายหลัง บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขยายการแข่งขันสู่โรงเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ฝึกความอดทน ความมุ่งมั่น และการมีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญในการเติบโตเป็นบุคลากรและผู้นำที่มีคุณภาพในอนาคต

    ติดตามความเคลื่อนไหว และผลการแข่งขัน “สพฐ.-ไทยฮอนด้า วิ่ง 31 ขา สามัคคี” ได้ที่ www.facebook.com/honda31legs 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1633006&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ESDgFyR5Bi0JK8nyG4D9z

  • ‘สภาพัฒน์’ แถลง GDP ปี 68 ปิดปี โตได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 บวกได้ 2.5% คาดปี 69 GDP โตได้ 2%

    ‘สภาพัฒน์’ แถลง GDP ปี 68 ปิดปี โตได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 บวกได้ 2.5% คาดปี 69 GDP โตได้ 2%

    ‘สภาพัฒน์’ แถลง GDP ปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% ดีกว่าเดิมที่คาดการณ์ 1.7% จากการส่งออก บริโภค และการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 4 ปี 68 GDP ขยายตัวได้ถึง 2.5% คาดปี 2569 GDP ขยายตัวต่อเนื่องในกรอบ 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2%)

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569  โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสที่สามของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่สาม ของปี 2568 ร้อยละ 1.9  รวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2567

    โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจมีการขยายตัวได้ดีในส่วนของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.3 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวเร่งขึ้นก่อนมาตรการ สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV 3.0) จะสิ้นสุดลง และการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน และกึ่งคงทนได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ในรายหมวด การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัวร้อยละ 3.0 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.0 ในไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มบริการด้านสุขภาพ และบริการขนส่งเป็นสำคัญ การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนขยายตัวร้อยละ 12.2 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.0 ในไตรมาสก่อนหน้า

    การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 8.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 6.5 เร่งขึ้น จากร้อยละ 4.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวร้อยละ 6.8 เร่งขึ้น จากร้อยละ 6.0 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ หมวดเครื่องจักร 2 อุตสาหกรรม และเครื่องใช้สำนักงาน

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 84,024 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 9.4 ชะลอลงจากร้อยละ 11.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการส่งออกสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องท่ามกลาง การแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในเกณฑ์ดี กลุ่มสินค้า ที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ร้อยละ 83.0) ชิ้นส่วน และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 30.3) คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 91.0) เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 17.9) รถกระบะ และรถบรรทุก (ร้อยละ 52.4) และเครื่องประดับ (ร้อยละ 48.9)

    'สภาพัฒน์' แถลง GDP ปี 68 ปิดปี โตได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 บวกได้ 2.5% คาดปี 69 GDP โตได้ 2%

    ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง อาทิ รถยนต์นั่ง (ลดลงร้อยละ 36.2) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 24.0) ข้าว (ลดลงร้อยละ 28.7) เคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมี (ลดลง ร้อยละ 3.4) และยาง (ลดลงร้อยละ 8.7) การส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักขยายตัว ได้แก่ ตลาดสหรัฐ สหภาพยุโรป (27) และอาเซียน (5) ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV สหราชอาณาจักร และเกาหลี ใต้ลดลง ส่วนการนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 82,601 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 17.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 12.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.0

    ขณะที่ราคานำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (44.0 พันล้านบาท) ต่ำกว่าการเกินดุล 7.0 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. (224.4 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งปี 2568 การส่งออกมีมูลค่า 335,061 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 12.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 5.9 ในปี 2567 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 311,722 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 13.0 เร่งขึ้นจากร้อยละ 5.5 ในปี 2567 ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 23.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (767.0 พันล้านบาท) เทียบกับการเกินดุล 21.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (749.8 พันล้านบาท) ในปี 2567

    'สภาพัฒน์' แถลง GDP ปี 68 ปิดปี โตได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 บวกได้ 2.5% คาดปี 69 GDP โตได้ 2%

    คาดปี 2569 GDP โตได้ 2% 

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สศช.คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 -2.5 (ค่ากลางการประมาณการ ร้อยละ 2.0) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย

    1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค บริโภค และการลงทุนภาคเอกชน

    2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่าย ลงทุน

    3. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

    และ 4. ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

    ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว ร้อยละ 2.1และร้อยละ 1.9 ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. จะขยายตัวร้อยละ 2.0 อัตราเงินเฟ้อ เฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ (-0.3) – 0.7 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.4 ของ GDP 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LU7S6IwU5cRdpUg5-Phmh

  • “เอกนิติ” ลั่น เศรษฐกิจไทยพ้น ICU หลุดภาพลักษณ์ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    “เอกนิติ” ลั่น เศรษฐกิจไทยพ้น ICU หลุดภาพลักษณ์ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุด ภายหลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ที่พบว่ามีการขยายตัวถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% และสูงกว่าการคาดการณ์ของหลายหน่วยงานในช่วงก่อนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารที่มองไว้เพียง 0.3%

    พีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายเอกนิติระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 2.4% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้หลุดพ้นจากสภาวะ “ติดหล่ม” หรือการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเป็นเป็นผลจากการดำเนินนโยบาย “Quick-Big-Win” ที่เน้นการกระตุ้นระยะสั้นแต่ส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวของรัฐบาลชุดนี้

    ตัวเลขนี้สะท้อนว่ามาตรการ Quick-Big-Win ที่เราเน้นกระตุ้นระยะสั้นแต่ให้ผลยาวและกระจายตัวนั้นได้ผลจริง วันนี้เราเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มแน่นอน และดีกว่าที่ทุกคนคาด

    นายเอกนิติ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า รายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หรือเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 3 แสนล้านบาท สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นจริงในไตรมาสสุดท้ายของปี

    สำหรับปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้แก่

    1. การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวสูงถึง 3.3% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับ 3 ไตรมาสแรกของปี (เฉลี่ย 2.5%) โดยมีปัจจัยหนุนจากมาตรการ คนละครึ่งพลัส , เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    2. อีกทั้งการลงทุนรวม ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นที่ 8.1% แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐที่เร่งเบิกจ่ายจนโตถึง 13% ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวเจาะนำการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวตามมาที่ 6%
    3. รวมถึงเสถียรภาพต่างประเทศ ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอยู่ที่ 3.1% ของ GDP ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง S&P (Standard & Poor’s) ยังคงยืนยันความเชื่อมั่นในฐานะการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทย
    4. ขณะที่เรื่องการใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศหรือไม่ นายเอกนิติยืนยันว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบงบประมาณเดิมทุกประการ ไม่มีการขาดดุลเพิ่มเติม หรือกู้เงินเพิ่มจากกรอบที่ตั้งไว้ แต่เน้นการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด (Targeted Policy) โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดการรั่วไหลและเพิ่มทักษะให้ประชาชน ทำให้เกิดตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) สูงมาก

    สำหรับแนวโน้มในปี 2569 นายเอกนิติ เชื่อว่าโมเมนตัมจากไตรมาส 4 จะส่งผลให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ 2% โดยตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายไว้ที่ “3 Plus” (3%+) พร้อมเตรียมยกระดับศักยภาพประเทศผ่านการลงทุนซึ่งถือเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

    ปี 69 เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเรื่องเดียว ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง แต่อย่างไรก็ตามยังคงคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้แน่นอน

    และแม้ขณะนี้นโยบายด้านเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่ยืนยันว่า นโยบายที่วางไว้ จะเป็นการเน้นให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ โดยมองว่าสิ่งนี้คือโจทย์สำคัญในเชิงของเศรษฐกิจ ที่พยายามจะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาดีขึ้นให้ได้

    โดยเฉพาะการเตรียมต่อยอดมาตรการ BOI Fast Pass เพื่อเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนให้เป็นการปลดล็อกแบบถาวร เพื่อยกระดับสมรรถนะเศรษฐกิจไทยให้วิ่งได้เร็วขึ้น

    โจทย์ของหัวหน้า ในฐานะ “หมอเอก” ก็คือเรารู้แล้วว่าวันนี้คนป่วยเราเอาออกจาก ICU แล้ว แต่จะทำให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร เราก็ต้องออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wZV-pwZF8jqfRvpzRE38i

  • เอกชนเชื่อ GDP ไทยโต 5% ปี 2572 บนเงื่อนไขรัฐบาลมีสเถียรภาพครบวาระ-ทีมเศรษฐกิจดี

    เอกชนเชื่อ GDP ไทยโต 5% ปี 2572 บนเงื่อนไขรัฐบาลมีสเถียรภาพครบวาระ-ทีมเศรษฐกิจดี

    เอกชนเชื่อ GDP ไทยโต 5% ปี 2572 บนเงื่อนไขรัฐบาลมีสเถียรภาพครบวาระ-ทีมเศรษฐกิจดี

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ แถลงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% ดีกว่าเดิมที่คาดการณ์ 1.7% จากการส่งออก บริโภค และการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ในไตรมาสที่4 ปีก่อน GDP ขยายตัวได้ถึง 2.5% คาดปี 2569 GDP ขยายตัวต่อเนื่องในกรอบ 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง2%) ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลงานของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาจำกัด ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ทั้งนี้ ภาพรวม GDP ทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% สูงกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% สะท้อนถึงความสามารถของทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนนโยบายในช่วงเวลาสั้น โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการเร่งรัดการลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ

    โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการคนละครึ่ง พลัส วงเงินกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเสี่ยงชะงักงันในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 นั้น ยอมรับว่าเป็นปีที่หนักของเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินของทั้ง International Monetary Fund และ World Bank ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ กกร. ประเมินกรอบการเติบโตไว้ที่ 1.6-2.0% ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และต้องอาศัยการบริหารนโยบายที่แม่นยำมากขึ้น

    เอกชนเชื่อ GDP ไทยโต 5% ปี 2572 บนเงื่อนไขรัฐบาลมีสเถียรภาพครบวาระ-ทีมเศรษฐกิจดี

    อย่างไรก็ดี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามระดับ 1.6% ไปสู่เป้าหมาย 2.0% ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดหลักถูกฝาถูกตัว คือการนำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา

    ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากการเมืองมีความนิ่ง ไม่มีปัจจัยรบกวนจากภายนอก จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วจากทิศทางตลาดหุ้นที่เริ่มขานรับในเชิงบวก

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ในมุมมองระยะ 4 ปีเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ครบวาระ และมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตแบบขั้นบันได โดยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตราว 2% ก่อนขยับเป็น 3% และ 4% ในช่วงปี 2570–2571 และมีโอกาสเห็น GDP แตะระดับ 5% ในช่วงปลายอายุรัฐบาลประมาณปี 2572

    “เป้าหมายสำคัญ คือการปลดล็อกประเทศไทยจากฉายาคนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) และกลับมาเป็น Strong Man ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าคำคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าไทยอาจหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของภูมิภาคในปี 2030 นั้นไม่เป็นความจริง โดยไทยควรกลับมาอยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 ของภูมิภาคให้ได้”

    อย่างไรก็ดี นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องเดินควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยหากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วได้พิสูจน์ให้เห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1muEu0qOHao1wEHJv5tUOU

  • SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ช่วยลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ จับตาการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

    SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ช่วยลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ จับตาการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 ของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง

    อีกทั้งคาดการณ์รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/40328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NS8xZ7wzNUr0XYjKRcQha

  • สาเหตุทำไมเศรษฐกิจไทยพุ่งแรง กระตุ้นด้วยคนละครึ่งต้องดูความเหมาะสม | เดลินิวส์

    สาเหตุทำไมเศรษฐกิจไทยพุ่งแรง กระตุ้นด้วยคนละครึ่งต้องดูความเหมาะสม | เดลินิวส์

    สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ไตรมาส 4 ปี 68 ขยายตัว 2.5% ปรับตัวเพิ่มกว่าคาดไว้มาก

    สาเหตุที่เศรษฐกิจไทย หรือ GDP ขยายตัวเติบโตพุ่งแรงมาจากเครื่องชี้หลายตัวขยายตัวเร่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนรวม 8.1% แบ่งเป็นภาคเอกชน 6.5% และภาครัฐ 13.3% เร่งตัวขึ้นแรง

    ทำให้ภาพรวมทั้งปี 68 จีดีพีไทยขยายตัวได้สูงถึง 2.4% เป็นมูลค่าจีดีพี 18.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท ในปี 67 และรายได้ต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี ในปี 67 

    นอกจากนี้ได้ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% หรือค่ากลาง 2% คาดว่าการอุปโภคบริโภคขยายตัว 2.1% และการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.9% ส่วนการส่งออกสินค้าจะขยายตัวได้ 2% ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมปี 68 อยู่ที่ต่อหัวต่อทริป 44,600 บาท เป็น 47,000 บาทต่อหัวต่อทริป

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า “ไตรมาส 4 ผมเองก็แปลกใจ ขยายตัวเกินกว่าคาดพอสมควร ตอนแรกไตรมาส 4 ประมาณการไว้ภายใน 1% แต่ข้อมูลจริงมีหลายตัวขยายตัวแรง โดยเฉพาะก่อสร้าง ลงทุนภาคเอกชน ลงทุนภาครัฐ ทำให้ไตรมาส 4 การขยายตัวเศรษฐกิจไทยเกินกว่าที่คาดไว้มาก ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มาตรการหลายอย่างจากภาครัฐเร่งดำเนินการ เร่งเบิกจ่าย อำนวยความสะดวกลงทุน หาตลาดใหม่ และเร่งลงทุนภาคเอกชน เป็นเครดิตของทุกภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้”

    “กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นทางการเข้ามาดำเนินการบริหารประเทศเต็มรูปแบบ ใช้ระยะเวลา ถ้าทำได้เร็วภายในช่วงไม่เกิน มี.ค. หรือต้นเม.ย.นี้ จะช่วยให้การจัดทำงบประมาณ 70 สามารถดำเนินการได้ล่าช้าไม่มาก ล่าช้าแค่ 2 เดือน แต่ถ้าการตั้งรัฐบาลล่าช้า ส่งผลต่อการทำงบปี 70 กระทบเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจ”

    นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนคนละครึ่ง พลัสของรัฐบาลใหม่นั้น เรื่องนี้ถ้าจะทำให้ดูเครื่องชี้ประกอบด้วย ถ้าเป็นการทำเพราะบริโภคลดลงมาก ต้องอัดกระตุ้น ซึ่งคนละครึ่งเป็นมาตรการหนึ่งมีประสิทธิภาพเรื่องพวกนี้ จะทำแค่ไหนดูงบประมาณและสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พูดคุย และเข้าใจรัฐบาลได้เป็นนโยบายหาเสียงไปแล้ว และการดำเนินการต้องดูหลายปัจจัยรอบด้านก่อนดำเนินการ ต้องดูปริมาณ สถานการณ์ และช่วงเวลาที่เหมาะสม

    ขณะที่มาตรการภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งกระตุ้นการใช้จ่าย และใช้จ่ายลงบุคคล ไปผู้ประกอบการ สะท้อนการบริโภคขยายตัวไตรมาส 4 ที่ผ่านมา และเป็นเรื่องการลงทุนภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งเรื่องการก่อสร้าง โดยเป็นมาตรการเร่งรัฐเบิกจ่ายลงทุน ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเร่งขึ้น

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลเข้ามาและดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าเริ่มเดือนไหน เงินจะเข้าระบบเศรษฐกิจในเดือนนั้นเลย แต่ภาพนี้ยังไม่ชัดว่าจะเข้าบริหารประเทศโดยสมบูรณ์เมื่อไร แต่เงินที่ใช้ต้องไปดูด้วยว่าถ้าใช้ปี 69 มีงบกลาง เหลืออยู่เท่าไร เพียงพอทำได้เท่าไร คิดว่าต้องหารือในรายละเอียด ถ้าเริ่มใช้จ่ายได้ สมมุติวันที่ 1 ก.ค. เงินจะเข้าสู่ระบบเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5607066/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w2ipwhgjz02Yw8pWVDQGN

  • อุตฯ-หอชงรัฐลุยต่อปั๊มเศรษฐกิจไทยหลุดพ้น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หวังเห็นจีดีพีโต 5% ชี้ปี 69 ยังเป็นปีที่หนัก | เดลินิวส์

    อุตฯ-หอชงรัฐลุยต่อปั๊มเศรษฐกิจไทยหลุดพ้น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หวังเห็นจีดีพีโต 5% ชี้ปี 69 ยังเป็นปีที่หนัก | เดลินิวส์

    ภายหลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 4 ปี 68 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมที่เร่งตัวขึ้นชัดเจน ขยายตัว 8.1% แบ่งเป็นการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.5% และการลงทุนภาครัฐเร่งตัวแรงถึง 13.3% ส่งผลให้จีดีพี 68 ขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 67  ดีกว่าเดิมที่คาดการณ์ 1.7%

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภายหลังสภาพัฒน์ฯ แถลงจีดีพีปี 68 ขยายตัวได้ 2.4% จากการส่งออก บริโภค และการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ในไตรมาสที่4 ปีก่อน จีดีพีขยายตัวได้ถึง 2.5% คาดปี 2569 GDP ขยายตัวต่อเนื่องในกรอบ 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง2%) ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลงานของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาจำกัด ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    นายเกรียงไกรระบุว่า ภาพรวม GDP ทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% สูงกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% สะท้อนถึงความสามารถของทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนนโยบายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการเร่งรัดการลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ

    หนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการคนละครึ่ง พลัส วงเงินกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเสี่ยงชะงักงันในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 ประธาน ส.อ.ท. ยอมรับว่าเป็น “ปีที่หนัก” ของเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินของทั้ง International Monetary Fund และ World Bank ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ กกร. ประเมินกรอบการเติบโตไว้ที่ 1.6-2.0% ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และต้องอาศัยการบริหารนโยบายที่แม่นยำมากขึ้น

    เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามระดับ 1.6% ไปสู่เป้าหมาย 2.0% ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ นายเกรียงไกรเสนอว่าจำเป็นต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดหลัก “ถูกฝาถูกตัว” คือการนำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา

    ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากการเมืองมีความนิ่ง ไม่มีปัจจัยรบกวนจากภายนอก จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วจากทิศทางตลาดหุ้นที่เริ่มขานรับในเชิงบวก

    ในมุมมองระยะ 4 ปี ประธาน ส.อ.ท. แสดงความเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ครบวาระ และมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตแบบขั้นบันได โดยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตราว 2% ก่อนขยับเป็น 3% และ 4% ในช่วงปี 2570–2571 และมีโอกาสเห็น GDP แตะระดับ 5% ในช่วงปลายอายุรัฐบาลราวปี 2572

    เป้าหมายสำคัญ คือการปลดล็อกประเทศไทยจากฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) และกลับมาเป็น “Strong Man” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าคำคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าไทยอาจหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของภูมิภาคในปี 2030 นั้นไม่เป็นความจริง โดยไทยควรกลับมาอยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 ของภูมิภาคให้ได้

    ทั้งนี้ นายเกรียงไกรย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องเดินควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยหากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว

    หอการค้าไทยหนุนรัฐลุยปั๊มเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่สภาพัฒน์ฯ (สศช.) รายงานตัวเลขจีดีพี ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 1.9%  เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายภายใต้การบริหารของรัฐบาลท่านอนุทิน จากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2

    ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 2.4%  สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% สะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของ รัฐบาลท่านอนุทิน โดยเฉพาะการกำกับนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้เร่งรัดมาตรการสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 อย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง มาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” การเร่งรัดการลงทุนผ่าน BOI การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการเร่งงบลงทุนต่างๆอีก เป็นต้น

    นอกจากนั้นยังมีผลจากที่ ท่านศุภจี  สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนอกจากช่วยสนับสนุนเจรจากับสหรัฐ แล้วยังขยายตลาดต่างประเทศรวมถึงเจรจากับประเทศจีนด้วย และ ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดน รวมถึงนำ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลกระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น  ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เสริมความเชื่อมั่น และสร้างแรงส่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึง ในด้านการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัว

    หอการค้าไทยเห็นว่า โมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประชุม คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ร่วมกับภาคเอกชน อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน

    จี้รักษาแรงส่งการบริโภค – ลงทุน

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 ที่ สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการมาอยู่ที่ 2% แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของ ประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้มีการเตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้  นอกจากนั้นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และสุดท้ายการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกเยอะเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5606674/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h065V2ssI7Hu9tOv_574w

  • Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกม เศรษฐกิจโลก เปลี่ยนอย่างไร

    Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกม เศรษฐกิจโลก เปลี่ยนอย่างไร

    ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เงินถูก’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินทำให้การกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านหรือทำธุรกิจเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องยั้งคิด ขณะที่นานาประเทศต่างเชื่อมั่นว่าการเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน 

    แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งจากสภาวะสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงตัว สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือการพุ่งสูงขึ้นของ ‘Bond Yield’ ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลขไกลตัวในตลาดการเงิน แต่คือเครื่องบ่งชี้ว่าต้นทุนชีวิตของคนธรรมดากำลังจะแพงขึ้นอย่างถาวร

    Bond Yield คืออะไร และกระทบชีวิตเราอย่างไร?

    พันธบัตรรัฐบาล คือเครื่องมือที่รัฐใช้ ‘กู้เงิน’ จากนักลงทุน โดยมี ‘Bond Yield’ หรืออัตราผลตอบแทนเป็นข้อแลกเปลี่ยน 

    หัวใจสำคัญของกลไกนี้คือ เมื่อมีการเทขายพันธบัตรจนราคาตกลง อัตราผลตอบแทนหรือ Yield จะพุ่งสูงขึ้นทันทีเพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนยอมแบกรับความเสี่ยง 

    ซึ่งปรากฏการณ์ Bond Yield พุ่งนี้เปรียบเสมือนการวาง ‘ฐานรากใหม่’ ให้กับดอกเบี้ยทั้งระบบ เมื่อรัฐบาลกู้เงินแพงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ย่อมมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน รถ และธุรกิจให้สูงตามไปด้วย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของทุกคนขยับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

    แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน?

    สถานการณ์ ‘Bond Sell-off’ ที่เกิดขึ้นในวงกว้างขณะนี้มาจาก 3 แรงกดดันสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

    • รัฐบาลทั่วโลกต้องการใช้เงินมหาศาล: เมื่อความมั่นคงไม่ใช่ของฟรี รัฐบาลหลายประเทศจึงต้องกู้เงินเพื่อเพิ่มงบกลาโหม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การออกพันธบัตรจำนวนมากทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการชำระหนี้และเรียกขอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
    • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและสภาวะ Sell America: นักลงทุนกังวลเรื่องวินัยการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงทางการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าและมีความผันผวนสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จึงลดลงจนเกิดแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง
    • จุดเปลี่ยนสำคัญจากญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำของโลกมานานเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยและมีแผนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนที่เคยไหลออกไปทั่วโลกเริ่มไหลกลับเข้าสู่ญี่ปุ่น ซ้ำเติมแรงเทขายพันธบัตรในประเทศอื่น รวมถึงในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียที่ Yield พุ่งสูงจนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง
       

    คนทั่วไปควรรู้อะไร และเตรียมตัวใช้ชีวิตอย่างไรในยุค ‘เงินแพง’?

    เมื่อประเทศไทยต้องเล่นในกติกาโลกที่เปลี่ยนไป Framework ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง:

    • เตรียมใจรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น: ดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ถูกเหมือนเก่า การผ่อนบ้านจะยาวนานขึ้น และการลงทุนในธุรกิจจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
    • ยกระดับทักษะให้เป็นเกราะคุ้มกัน: ในยุคที่เงินแพง ทักษะความสามารถจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด เพราะผู้ที่มีทักษะสูงคือผู้ที่จะเข้าถึงโอกาสได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเสมอ
    • ทุกการลงทุนต้องตอบโจทย์ระยะยาว: การลงทุนในยุคนี้ต้องคำนวณความคุ้มค่าอย่างละเอียด และต้องตอบให้ได้ว่าทุกบาทที่จ่ายไปจะสร้างการเติบโตได้จริงในระยะยาว
    • ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของเงินกู้: เงินกู้ต้องถูกใช้ไปเพื่อ ‘สร้างอนาคต’ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ‘ประคองวันนี้’ โดยทุกบาทที่กู้ยืมมาต้องสามารถอธิบายมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างชัดเจน
    • บริหารงบประมาณอย่างรัดกุม: เนื่องจากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะมากขึ้น นโยบายการอุดหนุนหรือการแจกเงินในระยะยาวจึงทำได้ยากขึ้น

    แม้ตัวเลข Bond Yield ที่พุ่งสูงจะสะท้อนถึงราคาความเสี่ยงใหม่ของโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นับเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนต้องกลับมาทบทวนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ 

    ประเทศหรือบุคคลที่จะก้าวผ่านสภาวะนี้ไปได้ ไม่ใช่ผู้ที่กู้เงินเก่งที่สุด แต่คือผู้ที่ ‘ใช้เงินเป็น’ คิดการณ์ไกล และกล้าที่จะลงทุนกับอนาคตอย่างแท้จริง การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และเปลี่ยนจากผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุน เป็นผู้ที่คว้าโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างมั่นคงในโลกที่เงินไม่ถูกอีกต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bond-yield-impact-on-personal-finance/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ue2Om2uWSzXM4SH-Gq-El