Blog

  • ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันอังคาร

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันอังคาร

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันอังคาร

    • การงาน : ใช้เทคนิคสร้างความสำเร็จ
    • การเงิน : ผู้ใหญ่จะอุปถัมภ์ด้านการเงิน
    • ความรัก : เดินทางไกลได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษา
    • อัญมณีมงคล: อเมทริน
    • สีมงคล: สีม่วง
    • เลขนำโชค: 4, 5, 7, 8, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:11 – 12:29: ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:19 – 12:00: ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:01 – 12:09: ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่างๆ
    • 09:09 – 11:09: ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 05:29 – 14:09: ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/322390/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eMRZ7gXASd6iakIoJD5AL

  • บริษัทไอทีอินโดนีเซียผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ

    บริษัทไอทีอินโดนีเซียผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ

    บริษัทไอทีอินโดนีเซียสองแห่งได้ประกาศความร่วมมือเพื่อให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์ (ระบบดิจิทัลที่ใช้ในการจัดการข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ) สำหรับองค์กรที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นแก่พันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้าในอินโดนีเซีย

    ความร่วมมือระหว่างบริษัท Tech Data Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TD Synnex ผู้จัดจำหน่ายโซลูชันไอทีระดับโลก และบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร PT Sangfor Technologies Indonesia มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอินโดนีเซีย ในช่วงเวลาที่องค์กรต่าง ๆ มีความต้องการระบบไอทีที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และรองรับบริการคลาวด์เพิ่มมากขึ้น 

    นาย William Buyung ผู้จัดการประจำของ Tech Data Indonesia กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศของพันธมิตรทางธุรกิจในอินโดนีเซีย โซลูชันด้านคลาวด์และความปลอดภัยไซเบอร์ของSangfor ผ่านการพิสูจน์และใช้งานจริงในตลาดแล้ว ช่วยเสริมความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลเชิงลึก และความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับลูกค้า” 

    เขายังเสริมว่า การผสานศักยภาพด้านการพัฒนาตลาดและการสนับสนุนพันธมิตรของ Tech Data เข้ากับนวัตกรรมของ Sangfor จะช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอโซลูชันที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้แก่บริษัทในอินโดนีเซีย ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ด้านนาย David Li ผู้จัดการประจำของ Sangfor Technologies Indonesia กล่าวว่า ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ของบริษัท ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชันที่ใช้งานได้จริง และการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยความร่วมมือนี้คาดว่าจะช่วยผลักดันนวัตกรรมดิจิทัล เสริมสร้างความปลอดภัย ความสามารถในการขยายตัว และประสิทธิภาพขององค์กรในอินโดนีเซีย

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ Tech Data จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีระดับองค์กรของ Sangfor พร้อมการสนับสนุนผ่านโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน กระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียได้ประกาศความมุ่งมั่นในการเร่งรัดโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติในปี 2026 โดยจะให้ความสำคัญกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยตรง ภายใต้ เสาหลัก ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connectivity) การเติบโต (Growth) และความมั่นคงปลอดภัย (Security)

    นาย Nezar Patria รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐบาลได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็วและจริงจัง เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะต้องสามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับทรัพยากรมนุษย์ได้” 

    ความเห็นจากสำนักงาน (Office Comment)

    Tech Data Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TD Synnex จากสหรัฐอเมริกา และ Sangfor Technologies Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Sangfor Technologies จากจีน ประกาศความร่วมมือเพื่อให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์ (ระบบดิจิทัลที่ใช้ในการจัดการข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ) สำหรับองค์กรที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นแก่พันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้าในอินโดนีเซีย ความร่วมมือดังกล่าวเป็นที่กล่าวถึงในอินโดนีเซียเนื่องจากต้นสังกัดของทั้ง 2 บริษัทเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี แต่กลับมีความร่วมมือที่ดีในตลาดอินโดนีเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการด้านโซลูชันดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอินโดนีเซีย และการเปิดรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติของรัฐบาลอินโดนีเซีย แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัท ICT (บริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) จากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในระบบนิเวศดิจิทัลของอินโดนีเซียมากขึ้น

    ในส่วนนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้ดำเนินการสนับสนุนบริษัท ICT ของไทยในการเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและการอำนวยความสะดวกด้านความร่วมมือ เช่น สำนักงานฯ ได้สนับสนุนบริษัท Predictive จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของไทย ในการสำรวจโอกาสความร่วมมือกับบริษัท ICT ชั้นนำของอินโดนีเซีย ได้แก่ PT Astragraphia Information Technology (AGIT)PT Mastersystem Infotama, PT Multipolar, PT CTI (Anabatic Technologies) และ PT PGI Data

    กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีของไทยกับพันธมิตรในอินโดนีเซีย เพื่อรองรับความต้องการในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้บริษัทไทยในอุตสาหกรรม ICT รายอื่น ๆ เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียผ่านรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขา การบูรณาการระบบ (System Integration)บริการคลาวด์โซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงในตลาดอินโดนีเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jr70zk4pix6c65qxtfpsfa0c&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZupiC72iMb1gHZuZ1FCcC

  • เศรษฐกิจอิสราเอลปี 68 โตเกินคาด 3.1% ส่งสัญญาณฟื้นตัวหลังถูกกระทบจากสงคราม : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจอิสราเอลปี 68 โตเกินคาด 3.1% ส่งสัญญาณฟื้นตัวหลังถูกกระทบจากสงคราม : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติอิสราเอลรายงานว่า เศรษฐกิจของอิสราเอลขยายตัว 3.1% ในปี 2568 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่กระทรวงการคลังและธนาคารกลางอิสราเอลคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 2.8% ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากการทำสงครามกับกลุ่มฮามาสที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน 2 ปีได้ฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิสราเอลให้หยุดชะงักลง

    การเติบโตทางเศรษฐกิจของอิสราเอลในปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น (gross fixed capital formation) ที่เพิ่มขึ้น 8.1% และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 6.1% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น 1.7% นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 4/2568 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 ให้ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัว 4% หลังจากข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซามีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจอิสราเอลในปี 2568 ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วขึ้นจากปี 2567 ที่ขยายตัวเพียง 1% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 20 ปี โดยเศรษฐกิจชะลอตัวลงนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2566 เนื่องจากกลุ่มฮามาสที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้บุกเข้าโจมตีอิสราเอลและได้จุดชนวนสงครามยาวนานสองปีซึ่งขยายวงไปสู่การปะทะกันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มงบประมาณทางทหาร การเรียกทหารกองหนุน และการหยุดชะงักของธุรกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของอิสราเอลชะลอตัวลงในปีถัดมา

    ด้านนักวิเคราะห์มองว่า เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากสงครามในฉนวนกาซายังไม่ยุติลงอย่างถาวร รวมทั้งสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้เสริมกำลังทหารในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเตือนว่าอิหร่านจะต้องเผชิญกับปฏิบัติการทางทหารหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อิสราเอลตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของการสู้รบ หรืออาจต้องเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากอิหร่าน และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอิสราเอล

    รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะพบกันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้ (17 ก.พ.) เพื่อการเจรจาทางอ้อมรอบที่สอง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569602&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EfV58NRjpdgglWvM8hZqJ

  • จดทะเบียนธุรกิจใหม่ ม.ค. 69 ลดลง 5.01% เศรษฐกิจไทย-โลกยังมีความผันผวน

    จดทะเบียนธุรกิจใหม่ ม.ค. 69 ลดลง 5.01% เศรษฐกิจไทย-โลกยังมีความผันผวน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ลดลง 444 ราย คิดเป็น 5.01% ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 24,375 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 10,990 ล้านบาท คิดเป็น 82.11% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ลดลง 575 ล้านบาท คิดเป็น 2.30%

    ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 195 ราย คิดเป็น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 62 ราย คิดเป็น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท และ 3) เกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 46 ราย คิดเป็น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท

    โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย ในเดือนมกราคม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจในช่วงเวลานี้ ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งเติบโตแบบเปราะบาง และสะดุดได้ง่าย ภาพรวมขยายตัวในระดับปานกลางจากแรงหนุนของภาคบริการ การจ้างงาน และการลงทุน ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานในบางประเทศ 

    ส่วนแรงกดดันสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุนทางการเงินที่ทรงตัวในระดับสูง การค้าโลกฟื้นตัวช้า และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า/ภาษี ที่พร้อมเปลี่ยนทิศได้ตลอด 

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรที่เขย่าราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งผลให้ธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยแรงขับเคลื่อนยังคงพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก ส่วนภาคการส่งออกฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เพราะอุปสงค์โลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น 

    ขณะที่การบริโภคภายในประเทศถูกจำกัดด้วยภาระหนี้สินและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน โจทย์สำคัญของผู้ประกอบการ คือ การติดตามสัญญาณการค้าโลก ทิศทางดอกเบี้ยและสภาพคล่อง รวมถึงราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การปรับพอร์ตสินค้า ตลาดส่งออก และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรักษาโอกาสเติบโตท่ามกลางความผันผวน 

    อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสเชิงโครงสร้างในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน โซลาร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงวัยและสุขภาพ  โดยมีอุปสงค์ที่ชัดเจนไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาว 

    ในขณะที่ การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนมกราคม 2569 มีจำนวน 1,252 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ลดลง 4,860 ราย คิดเป็น 79.52% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ลดลง 179 ราย คิดเป็น 12.51%  ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 13,267 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา 
     
    ในปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวนแต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่กรมฯ มองว่ามีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาว 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 

    1) ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้มีสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการขององค์กรต่างๆ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่

     2) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบ   การทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ 

    3) ธุรกิจสุขภาพและยา การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา 

    4) ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพ็กเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้

    และ 5) ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1djxDPmXd_DV6s0W0eOtae

  • ผู้ประกอบการ ‘ร้านอาหาร-โฮสเทล’ ชงการบ้านรัฐบาลใหม่ ดูแลทั้งระบบลดต้นทุน-ฟื้นศก.ฐานรากยกเครื่องการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    ผู้ประกอบการ ‘ร้านอาหาร-โฮสเทล’ ชงการบ้านรัฐบาลใหม่ ดูแลทั้งระบบลดต้นทุน-ฟื้นศก.ฐานรากยกเครื่องการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    การท่องเที่ยวไทยถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้หลักให้กับประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาคการท่องเที่ยวยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบ สร้างการจ้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวและการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป ไม่อาจพึ่งพาเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่ต้องเร่งยกระดับคุณภาพบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภายใต้บริบทดังกล่าว บทบาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติมเต็มคุณภาพของอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว ในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ได้ออกมาตั้งคำถามสำคัญว่า การท่องเที่ยวไทยยังขาดอะไร และควรเดินไปทิศทางใด ถึงเวลาที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง จากข้อมูลพบว่าธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 6.6 แสนล้านบาท เป็นหัวใจเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงแรงงานกว่า 1.75 ล้านคน จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลใหม่เร่งทำนโยบายบูรณาการ คุมพลังงาน แก้กลไกตลาดเกษตร ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เปิดทางเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมยกเครื่องการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “ติดๆ ดับๆ” หรือเหมือนประเทศที่ไม่มีคนขับอย่างแท้จริง “ดูเหมือนเราปล่อยให้ประเทศไหลไปเอง เครื่องยนต์ใกล้ดับ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเดินหน้าอย่างมีทิศทาง” สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อเนื่องหลายปี หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และธุรกิจ SMEs ที่ทยอยปิดกิจการจำนวนมาก

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็นคือ “รัฐบาลที่เข้าใจเศรษฐกิจจริง” ไม่ใช่เพียงบริหารการเมือง เราอยากได้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังและบูรณาการ ไม่ใช่แค่จัดอีเวนต์หรือหยอดน้ำมันเครื่องให้เศรษฐกิจเดินชั่วคราว แต่ต้องมีแผนและยุทธศาสตร์ระยะยาว หนึ่งในปัญหาที่สะท้อนชัดคือ โครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะภาคเกษตรและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี พืชผักสวนครัวราคาจะกระโดดขึ้น 2-3 เท่า เป็นแบบนี้มา 3-4 ปีแล้ว หรือเกิดอุทกภัยแบบที่ผ่านมาทุกปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการวางระบบและโครงสร้างในการแก้ไขปัญหา ไม่ให้เกิดซ้ำซาก เพราะเมื่อเกิดปัญหาที ผลกระทบจะตกไปที่เกษตรกร ราคาพืชผักสินค้าเกษตรกรรมมีการปรับขึ้นราคา ซึ่งทำให้ค่าครองชีพและธุรกิจร้านอาหารเจอปัญหานี้มาตลอดจนควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายยากขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะเดียวกันยังอยากเห็นนโยบายควบคุม ราคาพลังงาน ทั้งก๊าซ น้ำมัน และค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ รวมถึงการปฏิรูประบบราชการให้เป็น “รัฐประชาชน” ลดกฎหมายล้าสมัยและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เช่น การขอใบอนุญาตต่างๆ ที่กลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ “ทุกวันนี้ประชาชนรู้สึกว่าราชการเป็นเจ้านายมากกว่าผู้ให้บริการ

    อีกประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างเศรษฐกิจ มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการหารายได้เข้าประเทศมากกว่าการใช้งบประมาณให้หมดไปในแต่ละปี และต้องเข้าใจเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง โดยเฉพาะภาค SMEs “ประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแรงคือประเทศที่ SMEs แข็งแรง ไม่ใช่ประเทศที่นโยบายถูกกำหนดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่” ในระยะสั้น สัญญาณบวกยังคงปรากฏในภาคธุรกิจร้านอาหาร โดยช่วงเดือนธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงมกราคม 2569 ซึ่งเป็น ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างชัดเจน ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 20% ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ปัจจัยหลักมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเฉลี่ยกว่า 100,000 คนต่อวัน

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศ ช่วงเทศกาลปีใหม่ยังคงคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ พบว่ามีนักท่องเที่ยวไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,000-8,000 บาทต่อทริป และกว่า 30% เป็นค่าอาหาร สถานที่ยอดนิยมยังคงเป็น ร้านคาเฟ่ ร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดังในพื้นที่นั้นๆ และร้านของฝากท้องถิ่นแต่แม้ตัวเลขการใช้จ่ายจะสดใส อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและตั๋วเครื่องบินภายในประเทศที่แทบไม่ต่างจากการเดินทางไปต่างประเทศ ส่งผลให้กำลังใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศถูกจำกัด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยควบคุม เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว

    นายสรเทพ ระบุว่า ภาคธุรกิจร้านอาหารเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.6 แสนล้านบาทต่อปี และมีห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงเป็นวงกว้าง ตั้งแต่เกษตรกร แม่ค้าตลาดสด ผู้ค้าส่ง ผู้แปรรูป ไปจนถึงแรงงานในระบบกว่า 1.75 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาภาครัฐยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีและเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ไม่มากเท่าที่ควร

    ดังนั้น ประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งคือประเทศที่มีฐานเอสเอ็มอีแข็งแรง จึงอยากฝากการบ้านให้รัฐบาลใหม่เร่งทำนโยบายเชิงบูรณาการ เพื่อลดการพึ่งพามาตรการอัดฉีดเชิงประชานิยม และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นภาระหลักของผู้ประกอบการ ทั้งค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้จะส่งผลไปยังนักท่องเที่ยว สิ่งต่างๆ เมื่อถึงมือผู้บริโภคจะแพงขึ้นหลายเท่าตัว สะท้อนปัญหาตลาดกลางที่บิดเบือน ซึ่งควรเป็นบทบาทสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการกำกับดูแลอย่างจริงจัง

    อีกประเด็นที่มองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ คือ กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าหลังและซ้ำซ้อน โดยร้านอาหารหนึ่งแห่งต้องขอใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 5 ใบ ส่งผลให้ต้นทุนแฝงสูงขึ้นและเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากระบบราชการ รวมถึงกฎหมายบางฉบับที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เช่น การห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งควรยกเลิกอย่างถาวร และหันไปบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างเข้มงวด อาทิ การห้ามจำหน่ายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และกฎหมายเมาแล้วขับแทน เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขอเสนอให้ รัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลนที่เจาะลึกถึงกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีที่มียอดขายต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องการเงินทุนไม่มาก แต่เข้าถึงแหล่งกู้ได้ยาก รวมถึงร้านอาหารขนาดเล็กในระบบภาษี โดยควรพิจารณาผ่อนคลายเงื่อนไขเครดิตบูโรอย่างน้อย 5 ปี และปรับวิธีการประเมินเครดิตใหม่ด้วยระบบสกอริงที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องประคองธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องมากว่า 4 ปี และมีแนวโน้มยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี

    ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้รัฐใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการควบคุมการลงทุนของต่างชาติที่ใช้ บริษัทนอมินี เข้ามาประกอบธุรกิจร้านอาหารจำนวนมาก โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและ AI ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นและการจดทะเบียนซ้ำซ้อน หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ร้านอาหารของคนไทยอาจค่อยๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ

    นายสรเทพ กล่าวว่า ในมิติของการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ยังไม่เห็นนโยบายจากพรรคการเมืองใดที่มีความชัดเจนและจับต้องได้ ทั้งที่ภาคการท่องเที่ยวมีแรงงานในระบบกว่า 3.9 ล้านคน และสร้างรายได้เข้าประเทศถึง 1.17 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ยกเครื่องโครงสร้างการบริหารการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการ เช่น การรวมภารกิจด้านวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเอกภาพด้านนโยบาย และเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    พร้อมกันนี้ ยังสะท้อนบทบาทของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ซึ่งตามกฎหมายเป็นกลไกระดับสูงสุดในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่เคยนั่งเป็นประธานโดยตรง มองว่าในภาวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงและถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ควรเป็นผู้เปิดโต๊ะ นั่งหัวโต๊ะ และเรียกระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแบบบูรณาการและยั่งยืน มิฉะนั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสำคัญของประเทศจะยังเดินสะดุดและไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง

    ท้ายที่สุด นายสรเทพฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ว่า ควรเร่งออกมาตรการลดภาระค่าเดินทาง และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง เพราะปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่เติบโตเท่าปี 2568 จากผลกระทบเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังนั้นการผลักดัน “ไทยเที่ยวไทย” จึงเป็นกลไกสำคัญในการพยุงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/948559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21JvGZw8WRYoq4Dm-9bXh8

  • นักวิชาการชี้ ‘ภูมิใจไทย’ มาถูกทาง หลังประกาศ คุมงานมั่นคง-เศรษฐกิจ

    นักวิชาการชี้ ‘ภูมิใจไทย’ มาถูกทาง หลังประกาศ คุมงานมั่นคง-เศรษฐกิจ

    16 ก.พ.2569-ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต่อทิศทางนโยบายภายหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า การที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมจำนวน สส. 193 จาก 500 ที่นั่ง ถือเป็นการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ การเลือกถือครองงานหลักของรัฐไว้กับพรรคเดียว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเผชิญโจทย์สำคัญสองด้านพร้อมกัน คือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน ตรงนี้ นำมาซึ่งการประกาศควบรวม เพื่อรักษาเอกภาพในการทำงาน โดยหวังผลงาน ที่เร็ว และชัดที่สุด ตรงนี้นับว่า เหมาะสม เพราะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน

    ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การมี สส. จำนวนมากทำให้พรรคแกนนำอยู่ในสถานะต่างจากรัฐบาลผสมหลายชุดก่อนหน้า เพราะมีฐานอำนาจในสภาแข็งพอจะกำหนดทิศทางนโยบายหลักได้เอง ไม่ใช่เพียงประสานผลประโยชน์พรรคร่วม ส่งผลให้แรงเสียดทานจากการต่อรองตำแหน่งและนโยบาย ซึ่งมักทำให้รัฐบาลไทยดำเนินงานล่าช้า อาจลดลง และเปิดทางให้กำหนดกรอบนโยบายก่อนแล้วจึงให้พรรคร่วมต่อรองในรายละเอียด

    นอกจากนี้ การที่พรรคเดียวควบคุมทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง ยังเอื้อต่อการกำหนดนโยบายแบบบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาไทยมักทำได้ยาก เนื่องจากกลไกเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงอยู่ต่างพรรค ต่างกระทรวง และต่างแนวคิด โดยเฉพาะบริบทชายแดนที่ความมั่นคงไม่ได้จำกัดเพียงการทหาร แต่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามแดน อาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจท้องถิ่น หากออกแบบนโยบายครบวงจรได้จริง ภายใต้การบริหารของพรรคเดียว อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า

    ด้านเศรษฐกิจ มองว่าโอกาสของรัฐบาลอยู่ที่การใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นควบคู่การลงทุนเชิงโครงสร้าง โดยภาพลักษณ์ของพรรคที่เน้นนโยบายพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน อาจช่วยผลักดันเศรษฐกิจภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายฐานการเติบโต หลังจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการบริโภคในเมืองใหญ่และการท่องเที่ยวสูง

    ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า สถานะใหม่ของภูมิใจไทยจึงไม่ใช่เพียงชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารรัฐทั้งระบบ โดยวาระสำคัญหลังจากนี้อยู่ที่เศรษฐกิจและความมั่นคง และการที่พรรคแกนนำกำกับดูแลกระทรวงหลักเองจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายมีเอกภาพ

    พร้อมระบุว่า ความสำเร็จของรัฐบาลอาจวัดได้จาก 3 ประเด็น คือ รัฐบาลตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่ ระบบราชการขยับตามนโยบายหรือไม่ และประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์จริงหรือไม่ ซึ่งปีแรกของรัฐบาลจะเป็นตัวชี้ว่า ภูมิใจไทยจะถูกจดจำเพียงพรรคที่ชนะเลือกตั้ง หรือพรรคที่สามารถกำหนดทิศทางประเทศได้อย่างแท้จริง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/948442/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ztss8FY_VEdejVDhNMF4M

  • เจาะนโยบาย ภายใต้รัฐบาลสีธงชาติ ‘น้ำเงินผนึกแดง’ 297 เสียง พลิกเศรษฐกิจ

    เจาะนโยบาย ภายใต้รัฐบาลสีธงชาติ ‘น้ำเงินผนึกแดง’ 297 เสียง พลิกเศรษฐกิจ

    เจาะนโยบาย ภายใต้รัฐบาลสีธงชาติ 'น้ำเงินผนึกแดง' 297 เสียง พลิกเศรษฐกิจ

    ในบริบทการเมืองไทยที่กำลังมุ่งหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามสูตร “สีธงชาติ” ซึ่งข้อมูลล่าสุด เป็นการรวมตัวกันของ 15 พรรคการเมือง รวมเสียงได้ 297 เสียง นำโดย พรรคภูมิใจไทย (193 เสียง) และ พรรคเพื่อไทย (74 เสียง) เสริมทัพด้วยพรรคขนาดกลางและเล็กอีกหลายพรรค รวม 297 เสียง ประกอบด้วย

    • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
    • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
    • พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง
    • พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง
    • พรรคประชาชาติ 5 เสียง
    • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
    • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง
    • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

    และพรรค 1 เสียงอีก 7 พรรค ได้แก่

    • พรรคประชาธิปไตยใหม่
    • พรรคใหม่
    • พรรครวมใจไทย
    • พรรคไทยทรัพย์ทวี
    • พรรครวมพลังประชาชน
    • พรรคมิติใหม่ 
    • พรรคโอกาสใหม่

    ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมความน่าสนใจอยู่ที่การ “หลอมรวม” นโยบายหาเสียงที่พรรคการเมืองต่างๆแจ้งต่อ กกต. เคยสัญญาไว้กับประชาชนให้กลายเป็นนโยบายรัฐบาลที่จับต้องได้จริง หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้การรับรองผลอย่างเป็นทางการ ประชาชนจะได้เห็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงประเทศในด้านต่างๆ ดังนี้

    ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้

    รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญสูงสุดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่ “พรรคภูมิใจไทย” หาเสียงในช่วงของการเลือกตั้ง โดยจะส่งนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อให้ร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินงบประมาณกว่า 44,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ต้องจับตานโยบายแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและรายได้ ที่ “พรรคเพื่อไทย” ต้องการผลักดันนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่ตั้งเป้าเติมรายได้ให้ทุกครัวเรือน ควบคู่ไปกับการล้างหนี้เสีย หนี้เกษตรกร และหนี้นอกระบบอย่างเบ็ดเสร็จ 

    ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานและระบบขนส่ง

    หนึ่งใน “Quick Win” ที่ประชาชนจะได้เห็นทันทีคือการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ที่พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก ซึ่งจะช่วยลดภาระให้คนไทยกว่า 22 ล้านครัวเรือน

    นอกจากนี้ ยังมีความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านนโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและลดมลพิษ PM 2.5

    เสริมด้วยนโยบายจากพรรคเพื่อไทยที่จะผลักดัน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ในกรุงเทพฯ เพื่อลดต้นทุนการเดินทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าพรรคใดจะได้ดูแลกระทรวงคมนาคม

    สวัสดิการถ้วนหน้าเด็ก-ผู้สูงอายุ-คนพิการ

    รัฐบาลชุดนี้จะสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยได้รับอิทธิพลจากนโยบายของหลายพรรคร่วม แต่ทั้งนี้ต้องจับตาว่าพรรคใดจะได้เข้าไปดูแลกระทรวงในกลุ่มสาธารณสุขและสังคม

    แต่ที่โดดเด่นและอาจจะเป็นไปได้คือการเสริมด้วยการสร้างระบบดูแลถึงบ้านผ่านนโยบาย “พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของพรรคภูมิใจไทย

    นอกจากนีั้ในกลุ่มดูแลเด็กและสตรี ต้องติดตามนโยบายสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าและมารดาประชารัฐ จากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคไทยสร้างไทย จะให้เงินอุดหนุนตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 7 ปี

    ส่วนการดูแลผู้สูงอายุ อาจจะได้เห็นการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 1,000 ถึง 3,000 บาท ภายใน 4 ปี ตามแนวทางของพรรคประชาชาติ ส่วนกลุ่มเปราะบางพรรคไทยสร้างไทยจะผลักดันการเพิ่มเบี้ยผู้พิการเป็น 3,000 บาทต่อเดือน

    การยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและ AI

    พรรคเพื่อไทยจะนำนโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” และการใช้ AI เข้ามาช่วยยกระดับการผลิต ขณะที่ภูมิใจไทยเน้นการเพิ่มรายได้ผ่านนโยบายเฉพาะกลุ่ม เช่น การแก้ปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มให้เป็นธรรม

    นอกจากนี้ พรรคประชาชาติจะเดินหน้า “กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ” ในพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับสันติภาพ

    ความมั่นคงและระบบราชการยุคใหม่

    ภาพลักษณ์ใหม่ของกองทัพจะเปลี่ยนไปสู่ระบบ “ทหารอาสา” แทนการเกณฑ์ทหาร โดยเน้นความสมัครใจและให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสร้าง “กำแพงชายแดน” เพื่อป้องกันภัยรุกรานและปัญหายาเสพติด ในด้านการบริหาร รัฐบาลจะชูจุดขาย “รัฐมนตรีมืออาชีพ” และการนำ AI เข้ามาช่วยในระบบสาธารณสุข (30 บาท รักษาทุกที่ด้วย AI) และระบบราชการเพื่อลดขั้นตอนและโปร่งใส

    แต่ทั้งหมดนี้ ต้องเกาะติดกันต่อไปว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาล 297 เสียงนี้ จะจบลงอย่างไร สังคมยังคงให้ความสนใจกับ “พรรคกล้าธรรม” ที่สุดท้ายจะเป็นอย่างไร และดีลการจัดตั้งรัฐบาลจะจัดสรรโควตาแต่ละกระทรวงให้พรรคร่วมรัฐบาลจะไปในทิศทางใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Cq1-_04iztiWyht7yhGw

  • หอการค้า ชี้ GDP ปี 68 โต 2.4% สัญญาณบวก

    หอการค้า ชี้ GDP ปี 68 โต 2.4% สัญญาณบวก

    หอการค้าไทยชี้ GDP ปี 68 โต 2.4%
    มองสัญญาณบวก หนุนรัฐเดินนโยบายต่อเนื่อง

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานขยายตัว 2.5% (yoy) และ 1.9% (qoq) ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเร่งตัวได้ในช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิม สะท้อนผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะแรงขับเคลื่อนจากการบริโภค การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

    ดร.พจน์ ระบุว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น ควรได้รับการต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้มีการประชุม คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดสำคัญ และเร่งตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อความผันผวนเศรษฐกิจโลก

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 ที่ สศช. ปรับประมาณการ GDP มาอยู่ที่ 2.0% แม้ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก การค้า และค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการใช้จ่ายและการลงทุน เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง

    ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคส่งออก

    หอการค้าไทยยืนยันความพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบความร่วมมือรัฐ–เอกชน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gdp-thai-chamber-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NPNNEIqQ9D_KGSX1OODy5

  • สศช.เผย GDP ปี 68 โต 2.4% ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% ปรับคาดปี 69 โต 2%

    สศช.เผย GDP ปี 68 โต 2.4% ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% ปรับคาดปี 69 โต 2%

    สศช.เผยเศรษฐกิจไทยปี 68 โต 2.4%
    ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% ปรับคาดปี 69 โต 2%

    ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4% สูงกว่าประมาณการเดิมที่คาดไว้ 2%

    การขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี มาจากแรงหนุนในหลายด้าน โดยเฉพาะ การส่งออกสินค้าโต 5.6% การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.3% การอุปโภคภาครัฐบาล เพิ่มขึ้น 1.3% และการลงทุนรวม ขยายตัว 8.1% นำโดยการลงทุนภาครัฐที่โตถึง 13.3% ขณะที่ภาคการผลิตขยายตัวในวงกว้าง ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม การค้า ขนส่ง และก่อสร้าง

    nesdc-gdp-thai-2568-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ดนุชา ระบุว่า ตัวเลข GDP ที่ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนผลจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการใช้จ่ายและภาคก่อสร้าง

    สำหรับภาพรวมปี 2568 เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.4% เป็นผลจาก การลงทุนที่กลับมาฟื้นตัว โดยการลงทุนรวมขยายตัว 4.9% พลิกจากที่หดตัว 0.3% ในปี 2567 ตามการลงทุนภาคเอกชนที่โต 3.5% และการลงทุนภาครัฐที่ยังขยายตัวดี 8.9%

    nesdc-gdp-thai-2568-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ด้าน การส่งออกสินค้า ขยายตัวในเกณฑ์สูง 11.9% ขณะที่การส่งออกบริการลดลง 1.9% ส่วนภาคการผลิต สาขาค้าส่งค้าปลีก เกษตรกรรม และก่อสร้าง ขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.4%

    อย่างไรก็ดี สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร รวมถึงสาขาขนส่ง ขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนฐานที่สูงและปัจจัยแวดล้อมด้านอุปสงค์

    ทั้งนี้ สศช.ได้ ปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ใหม่ ขยายตัว 2% โดยมีกรอบแนวโน้มการเติบโตที่ 1.5-2.5% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ความผันผวนตลาดการเงิน และแรงขับเคลื่อนในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    nesdc-gdp-thai-2568-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nesdc-gdp-thai-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eco85yBJPVIpFZ2tPfheP

  • ความสำเร็จครั้งใหญ่ของอิหร่านในการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยสเต็มเซลล์

    ความสำเร็จครั้งใหญ่ของอิหร่านในการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยสเต็มเซลล์

    ความสำเร็จครั้งใหญ่ของอิหร่านในการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยสเต็มเซลล์

    สมองลิงตอบสนองเชิงบวกต่อเซลล์สร้างโดปามีนที่พัฒนาโดยอิหร่าน

    ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เซลล์ขั้นสูงของ สถาบันรอยาน ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าวตัสนีม ว่า
    โรคพาร์กินสันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันช่วยบรรเทาอาการได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการรับรู้หรือการเคลื่อนไหวได้ ผลิตภัณฑ์ชื่อ “ดูปาเซล” (Dopacell) ซึ่งเป็นผลจากความพยายามวิจัยยาวนานหลายปีของนักวิจัยรอยาน ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหานี้ และเพื่อก้าวเข้าสู่การรักษาโรคที่รักษายาก

    ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแท้จริงแล้วคือสเต็มเซลล์ตัวอ่อนที่ถูกชักนำให้แยกตัวเป็นเซลล์สร้างโดปามีน เมื่อปลูกถ่ายเซลล์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเหล่านี้เข้าไปในสมองของผู้ป่วยซึ่งมีการเสื่อมของเซลล์ประสาท อาการของโรคจะค่อย ๆ ลดลง และความสามารถด้านการรับรู้รวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยจะดีขึ้น

    การทดสอบ “ดูปาเซล” ในลิงซึ่งมีโครงสร้างสมองใกล้เคียงกับมนุษย์ประสบความสำเร็จ ลิงที่ป่วยและได้รับการรักษานี้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เป็นเวลาหลายปี มีการเคลื่อนไหวเป็นปกติและมีการรับรู้ที่ดี ในขณะที่ลิงในกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษากลับล้มตายไป