Blog

  • ดอลลาร์แข็งค่า ขานรับเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    ดอลลาร์แข็งค่า ขานรับเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมทั้งรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประจำเดือนม.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าเฟดจะไม่เร่งรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดบางรายสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

    ณ เวลา 21.47 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.33% สู่ระดับ 98.022 ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า 0.31% สู่ระดับ 1.175 เทียบยูโร และดีดตัว 0.23% สู่ระดับ 155.17 เยน

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ดีดตัวสู่ระดับ 16.3 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 10.0 จากระดับ 12.6 ในเดือนม.ค.

    ดัชนีภาคการผลิตมีค่าเป็นบวก บ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย

    ตลาดจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQ65XUXOCLL32CLJB945GWS7P3O&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20gI3QJE-WOpV3wj0DqNGZ

  • วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับธนาคารโลกจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

    วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับธนาคารโลกจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

    วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับธนาคารโลกร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนระบบเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมี ผศ.ดร.รักชนก คชานุบาล คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร. วิพรรณ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการแผนงานจุฬาอารี วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ และคุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายสําคัญที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งในรูปของอุทกภัย ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น ผลกระทบดังกล่าวส่งผลอย่างรุนแรงต่อประชากรกลุ่มเปราะบางได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก และครัวเรือนที่มีข้อจํากัดในการปรับตัว

    ผศ.ดร.รักชนก คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่สาระสําคัญจากรายงาน “Building Climate Resilience of Vulnerable Populations and Communities in Thailand” เพื่อสนับสนุนการกําหนดนโยบายด้านการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวทางและกลไกการดําเนินงานในการเสริมศักยภาพการรับมือและการปรับตัวของกลุ่มเปราะบางและชุมชน รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และกําหนดแนวทางขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    “การประชุมครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดแนวทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจน โดยหน่วยงานหลักที่จะนำผลจากการประชุมไปดำเนินการต่อ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมจากผู้แทนหน่วยงานเหล่านี้จะช่วยให้การวางแผนรับมือภัยพิบัติสำหรับกลุ่มเปราะบางสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ได้จริง” คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

    จากการศึกษาของธนาคารโลก Country Climate Development Report 2025 ได้ชี้ให้เห็นว่าหากไม่มีการดําเนินการจัดการความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ GDP ของประเทศไทยอาจลดลงร้อยละ 3-5 ภายในปี 2593

    คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก เปิดเผยว่า “จากการศึกษาฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเปราะบางที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมดูแลอยู่ประมาณ 9.4 ล้านคน (ข้อมูลปี 2558) พบว่ามีประชากรกลุ่มเปราะบางถึง 8 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันความสามารถในการระบุตัวตนกลุ่มเป้าหมายอาจครอบคลุมได้สูงถึง 18 ล้านคน การมีฐานข้อมูลของกลุ่มเปราะบางที่แม่นยำถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ประเทศจำเป็นต้องมีเพื่อการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีความรู้และความเข้าใจ และให้การช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อให้สามารถอพยพหรือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังช่วยให้การวางแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยในอนาคตทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล”

    ศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการแผนงานจุฬาอารี กล่าวต่อว่า “การดำเนินงานนี้ใช้โครงการจุฬาอารีเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงมิติต่าง ๆ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมีความร่วมมือที่สำคัญคือธนาคารโลก (World Bank) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือวิทยาลัยประชากรศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์จัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”

    “หลังจากการประชุมครั้งนี้จะมีการขยายผลสู่ระดับนโยบายผ่านแพลตฟอร์มเวทีนโยบายสังคม เพื่อระดมสมองจากผู้ออกแบบนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่สรุปสั้น เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้พ้นจากวิกฤตประชากรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.วิพรรณกล่าว

    การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ยังมีการนำเสนอแผนการศึกษาจัดทําแผนที่ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประชากรกลุ่มเปราะบาง ธรรมาภิบาลและความสามารถในการรับมือของชุมชนและประชากรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผนึกพลังยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และร่วมระดมความคิดข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์จากผู้เข้าร่วมประชุม โดยมีนักวิชาการ ผู้ทำงานเครือข่ายสังคมเข้าร่วมการประชุมอย่างคับคั่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/288619/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FK1QX4NA1ixesFh7GU6l5

  • องคมนตรี ‘จรัลธาดา กรรณสูต’ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    องคมนตรี ‘จรัลธาดา กรรณสูต’ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    19 กุมภาพันธ์ 2569 – รายงานข่าวแจ้งว่า นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ สิริอายุ 77 ปี โดยกำหนดการพระพิธีศพและการบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

    นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรชายของ ปรีดา กรรณสูต อดีตอธิบดีกรมประมง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหม่อมราชวงศ์เติมแสงไข รพีพัฒน์ มีศักดิ์เป็นพระปนัดดา (เหลน) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

    นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรของ ปรีดา กรรณสูต อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ม.ร.ว.เติมแสงไข รพีพัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะเข้ารับราชการที่กรมประมง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    สำหรับ นายจรัลธาดา กรรณสูต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/950415/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5S8dje97VwG4fjI7ELh-

  • “อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ-ไชยชนก” อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หวังไตรมาสถัดไปพุ่งแรงกว่าเดิม | TOPNEWS

    “อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ-ไชยชนก” อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หวังไตรมาสถัดไปพุ่งแรงกว่าเดิม | TOPNEWS

    “อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ-ไชยชนก” อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หวังไตรมาสถัดไปพุ่งแรงกว่าเดิม

    • เผยแพร่ : 19/02/2026 19:59

    “อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ-ไชยชนก” อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หวังไตรมาสถัดไปพุ่งแรงกว่าเดิม

    วันที่ 19 ก.พ. 69 ทำนียบฯ เมื่อเวลา 14.06 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า

    ทั้งนี้มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับนายเอกนิติ และนายไชยชนก ภายหลังจีดีพีไตรมาสที่ 4 ขยายตัวโตร้อยละ 2.5 ซึ่งถือเป็นกราฟที่กำลังโงหัวขึ้นมา พร้อมกำชับดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ไตรมาสต่อไปตัวเลขโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าต้องดีขึ้น

    ขณะที่การพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยพบว่ามีการโยงถึงผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และรองผู้จัดการเขตระดับพื้นที่ ซึ่งคดีนี้ทำให้สูญเสียค่าไฟมหาศาล โดยกำชับให้ดำเนินการแบบฟาดไม่เลี้ยง และหาผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น.นายอนุทิน ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ภายหลังร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้แถลงข่าวผลการประชุมพรรคเสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่านายอนุทิน น่าจะติดตามการแถลงข่าว ของร้อยเอกธรรมนัส จนจบ จึงได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดย ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความชัดเจนพรรคกล้าธรรม ว่าจะดึงเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่อย่างไร ซึ่งนายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ได้ ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน

    1111

    25690219005

    ปักหมุดแพมบกแม่ฮ่องสอน เที่ยวชุมชนแบบ “UNSEEN THAI THAI” วธ. ปลุกเสน่ห์ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เช็กอินสะพานบุญโขกู้โส่ – ชวนชิมสำรับไทใหญ่รสเด็ด – เรียนคราฟต์ชุมชน ครบจบที่เดียว

    “ถนนสายวัฒนธรรมเมืองกะทู้” ครั้งที่ 14

    หลวงพ่อนก ปลุกเสกพระ 200 ปี วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ รายได้สมทบเป็นกองทุนสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน

    เมืองคอนชวนเที่ยวงาน “แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ” ปักหมุด 25 ก.พ. นี้

    ปิดล้อมบ้านหนุ่มสะเดา ซุก 9 มม.ในชักโครก สารภาพมีไว้ป้องกันตัว

    ลำปางจัด “จังหวัดเคลื่อนที่” อ.แจ้ห่ม บำบัดทุกข์–บำรุงสุข ส่งบริการรัฐถึงชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1493035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KsX8S2GUxOkHqAAIFBTT-

  • คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต้อนรับคณะศึกษาดูงานโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต้อนรับคณะศึกษาดูงานโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121077/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iBGvZQ6eLqClV8B1TcxsL

  • จุฬาฯ-ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือวิชาการ

    จุฬาฯ-ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือวิชาการ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ – ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการต่อเนื่องอีก 5 ปีเสริมสร้างบุคลากรและพัฒนางานวิจัยด้านพลังงาน

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 7 โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายพีระพงศ์ ไชยลาโภ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต

                พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 7 ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ ปตท.สผ. มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร การศึกษาและงานวิจัยเชิงลึกในสาขาธรณีศาสตร์ ธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียม วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ ปตท.สผ.ได้ร่วมมือทางวิชาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการขยายระยะเวลาความร่วมมือต่อไปอีก 5 ปี ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา งานวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมเฉพาะด้าน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยงานวิจัยและพัฒนาหลายโครงการได้ถูกนำไปต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้งานจริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ            

                ที่ผ่านมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจาก ปตท.สผ.ในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาธรณีศาสตร์ปิโตรเลียม หลักสูตรนานาชาติตั้งแต่ปี 2551 นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีแก่นิสิตจุฬาฯ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และธรณีวิทยา ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการผลิตบัณฑิตหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาธรณีศาสตร์ปิโตรเลียม (นานาชาติ) ธรณีวิทยาปิโตรเลียม วิศวกรรมปิโตรเลียม และธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียมออกสู่สังคม สร้างความภาคภูมิใจและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/288625/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cMNzz6WbPlPhHCt0M8DcL

  • ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง


    19/02/2569 | 31 |

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

    ราชบุรี – 19 กุมภาพันธ์ 2569 – นางสาววรพรรณ เลิศไกร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 3 พร้อมด้วยคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง และที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบที่ 1

    ในช่วงเช้าก่อนการประชุมได้เข้าพบหารือข้อราชการกับ นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี อาทิการแก้ไขปัญหายาเสพติดโยเฉพาะในเยาวชน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในด้านที่พักอาศัย จากนั้น คณะผู้ตรวจราชการได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีนายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแม่กลอง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการดำเนินงานโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีประเด็นมุ่งเน้นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่:ด้านความมั่นคง: การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านเศรษฐกิจ: การยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ด้านสังคม: การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย (เด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ)

    ต่อมาในช่วงบ่าย คณะผู้ตรวจราชการได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินกอง (รพ.สต.หินกอง) อำเภอเมืองราชบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์คัดกรองยาเสพติดตำบลหินกอง โดยศูนย์ฯแห่งนี้บูรณาการ รพ.สต. ฝ่ายปกครอง และท้องถิ่น แก้ปัญหายาเสพติดเชิงรุก เน้นกระบวนการบำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนมีส่วนร่วม (CBTx) ควบคู่กับการสร้างอาชีพ ป้องกันการเสพซ้ำอย่างยั่งยืน ศูนย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพื่อ “คืนคนดีสู่สังคม” โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ผ่านการบำบัด รวมถึงมีการมอบทุนและสิ่งของช่วยเหลือเพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพ ส่งผลให้ปัจจุบันผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างปกติสุข และมีสถิติการไม่กลับไปเสพซ้ำ

    สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของผู้ตรวจราชการจากหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ แก้ไขปัญหาอุปสรรค และรับฟังข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ .


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/478002&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cgsa7nD-7qdTGqkV7KTOa

  • เปิดตัวคลังสมองขุนคลัง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กับภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทย

    เปิดตัวคลังสมองขุนคลัง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กับภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัวสูงถึง 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโตได้ 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ จากก่อนหน้านั้นที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)คาดการณ์ว่า ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.8%

    เนื่องจากประเมินว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาลที่มากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะสร้างผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 0.3-0.4% เท่านั้น

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ตัวเลขที่ออกมานั้น ถือเป็นกำลังใจให้กับทีมทำงานด้านเศรษฐกิจทุกคน ที่สามารถงัดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่มได้ 

    นอกจากผลของมาตรการรัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วยังมาจากการลงทุนรวม ที่ขยายตัวถึง 8.1% สูงสุดในรอบที่ผ่านมา

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า หลักๆ เป็นผลมาจากการเร่งผลักดันการลงทุนทั้งในส่วนของรัฐบาล ผ่านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่คนอาจจะไปโฟกัสที่งบประมาณที่ล่าช้า กระทบการลงทุน แต่ตัวเลขการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีถึงครึ่งหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้นเมื่อไปเร่งรัดการเบิกจ่ายส่วนนี้ทำให้การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ถึง 13.3%  

    เปิดตัวคลังสมองขุนคลัง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กับภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนเอง ทีมงานได้ลงไปจี้รายบริษัทที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วยังไม่เริ่มลงทุนว่า ติดขัดตรงไหน แล้วแก้ปัญหาให้ตรงจุด ส่วนหนึ่งเพราะได้ดึงบุคลากรจากภาคเอกชนมาร่วมทีม เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและสามารถเห็นผลได้เร็วขึ้น

    ดร.เอกนิติกล่าวถึงสไตล์การทำงานจะใช้ “ที่ปรึกษาจากภาคเอกชน” ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยอุดช่องว่างของระบบราชการ เนื่องจากข้าราชการมักจะรู้ทางและบางครั้งอาจมีการ “ยัดไส้” หรือตั้งเป้าหมายต่ำ ๆ ไว้ก่อน  ทำให้รัฐมนตรีที่มาจากสายการเมืองมักจะถูกข้าราชการหลอกได้ง่าย เนื่องจากไม่รู้ระบบภายใน

    ดังนั้น การทำงานในรอบนี้เน้นการผสมผสานระหว่าง “กลไกระบบราชการ” ที่ดร.เอกนิติมีความเชี่ยวชาญ เข้ากับ “ความรวดเร็วของภาคเอกชน” เข้ามาเสริมทีมงานในกระทรวงการคลัง เพื่ออุดช่องว่างของระบบราชการและช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวและเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาของประเทศโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยใช้โจทย์ประเทศเป็นที่ตั้ง

    โครงสร้างทีมงานภายใต้การนำทีมของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาสประกอบด้วย  

    • “พี่บิ๊ก” หรือ นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ทำหน้าที่ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ดูแลงานฝั่งทำเนียบรัฐบาล งานด้านสังคม และงาน นอกเหนือจากมิติเศรษฐศาสตร์

    นายธนฑิตย์ รักตะบุตร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

    นายธนฑิตย์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ จาก ม.อัมสัมชชัญ เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ประกอบธุรกิจด้านจัดหางาน และเหมาจ้างแรงงาน (Recruitment & Outsourcing Services) นอกจากนี้ยังมีธุรกิจร้านอาหารชื่อดัง อาทิ นารา ไทย คูซีน, อั้งม้อ, Inka, มาดามแม่ และโคลิมิเต็ด

    นายธนฑิตย์ยังเป็น เลขาธิการ สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ภายใต้การเชิญชวนของ “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมกีฬาทเควันโดแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2560  ซึ่ง “พี่บิ๊ก” มีบทบาทกับเทควันโดมากมาย ในฐานะ “ผู้จัดการทีม” ทั้งศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ฟิลิปปินส์, ครั้งที่ 31 ที่เวียดนาม, ครั้งที่ 32 ที่กัมพูชา รวมทั้งเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่อินโดนีเซีย ซึ่งทุกครั้ง “จอมเตะไทย” ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้าเหรียญทอง ได้ตามเป้าหมาย

    ส่วนผลงานชิ้นโบว์แดงก็คือร่วมสร้างเหรียญทองประวัติศาสตร์ โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากผลงานของ “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ในรุ่น 49 กก.หญิง

    • ขณะที่งานที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ จะอยู่ภายใต้การดูแลของ “ดร.นะโม” หรือ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี  กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

    ดร.นะโม เคยร่วมงานกันสมัยที่ ดร.เอกนิติ เป็นประธานกรรมการ ธนาคาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ก่อนจะย้ายมาทำงานที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแก่งประเทศไทย(EXIM BANK) ในตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ

    ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี  กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

    ดร. นะโม คือผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน จบปริญญาเอกและปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก

    มีความเชี่ยวชาญด้าน เศรษฐศาสตร์มหภาค, นโยบายการคลัง, ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความยั่งยืนทางการเงินให้กับธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) 

    • สำหรับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือ “พี่โอม” หรือนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ จะเป็นศูนย์กลางประสานงานกับสื่อมวลชน

    “พี่โอม” เคยช่วยดร.เอกนิติในการทรานส์ฟอร์มที่กรมสรรพากร ด้วยการนำระบบ Digital และ Data Analysis มาใช้ในการจัดเก็บและอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียภาษา และยังร่วมจัดทำโครงการ Quick Win เพื่อปรับเปลี่ยนกรมสรรพสามิตจากกรมจัดเก็บภาษี มาเป็นกรม ESG

    นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด “สตาร์ทอัพ” ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ ETRAN Power Station พร้อมเป้าหมายก้าวจากสตาร์ทอัพสู่องค์กรธุรกิจเต็มรูปแบบ เพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

    • ส่วนงานที่ปรึกษาและนโยบายเศรษฐกิจ จะมีนักวิชาการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือ ดร.ปอ หรือ ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ

    ดร.อธิภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี (Tax Economist) ที่เก่งที่สุด เคยเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยงาน ดร.เอกนิติ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยปฏิบัติหน้าที่ที่กรมสรรพากรต่อเนื่องมาจนถึงกรมสรรพสามิต เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โครงการคนละครึ่ง และ โครงการบัญชีการออมการลงทุน ส่วนบุคคลหรือ Thailand Individual Saving Account หรือ TISA

    ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติให้ อิสระในการทำงานแก่ ดร.ปอ อย่างเต็มที่ เพื่อให้คงความเป็นนักวิชาการและรักษาความเป็นกลางไว้ แม้ว่า บางนโยบายที่เน้นมุมมองวิชาการอาจจะมีจุดอ่อนที่ไม่ถูกใจคนจำนวนมากบ้างก็ตาม

     ดร.อธิภัทร เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านนโยบายการคลังและการพัฒนา เคยเป็น Tax Economist ที่ Congressional Budget Office ประเทศสหรัฐฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Rice University สหรัฐอเมริกา

    นอกจากนี้ ดร.อธิภัทร ได้รับรางวัล Richard Musgrave Prize สำหรับงานวิจัยยอดเยี่ยมที่ตีพิมพ์ใน National Tax Journal ในปี 2558 และเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในปี 2560

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651958&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zggdnVtimJYdY29iveFby

  • KTC เดินเกมรัดกุม รับเศรษฐกิจผันผวน เน้นเติบโต คุมความเสี่ยง | เดลินิวส์

    KTC เดินเกมรัดกุม รับเศรษฐกิจผันผวน เน้นเติบโต คุมความเสี่ยง | เดลินิวส์

    บมจ.บัตรกรุงไทย หรือ KTC ระบุว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่ยังหดตัว กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% ลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 4.2% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัว โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีมีมูลค่า 302,527 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 3.6% ขณะที่ตัวเลขตลาดโดยรวมติดลบเล็กน้อย

    ด้านผลประกอบการเชิงคุณภาพ เคทีซีมีกำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อรวม 111,585 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.79% โดยปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน

    ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 5.23% จากการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 34.8% Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 6.1% ในปี 2567 สะท้อนการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม พร้อมกันนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้รวม 20,470 ล้านบาท สูงกว่าภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 15,830 ล้านบาท ทำให้สถานะสภาพคล่องยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับปลอดภัย

    สำหรับปี 2569 เคทีซีเตรียมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “การเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง” โดยลงทุนในระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และยกระดับประสบการณ์สมาชิก บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 1–2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% พอร์ตสินเชื่อบุคคลเติบโต 2% และคุมระดับ NPL ไม่เกิน 2%

    นอกจากนี้ บริษัทยังขยายฐานรายได้ผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีการขายที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ด้านความช่วยเหลือลูกหนี้ เคทีซียังคงยึดแนวทาง Responsible Lending และร่วมดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางฟื้นตัวอย่างเหมาะสม โดยบริษัทประเมินว่ามาตรการดังกล่าว ไม่กระทบผลประกอบการ เนื่องจากได้มีการตั้งสำรองรองรับไว้อย่างครบถ้วนแล้ว บริษัทเดินหน้ารักษาสมดุลระหว่างการเติบโตคุณภาพพอร์ตและการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างเสถียรภาพองค์กรในระยะยาวภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5618093/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V99F_UBDd_veulUkwfsSU

  • “ปีใหม่-เลือกตั้ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    “ปีใหม่-เลือกตั้ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค.ที่ผ่านมาว่า อยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค.2568 ที่อยู่ที่ระดับ 88.2 สะท้อนถึงสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ได้กลับมาดำเนินกิจกรรม การผลิตได้ตามปกติ ภายหลังวันหยุดต่อเนื่อง ในเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิต เพื่อรองรับคำสั่งซื้อในเทศกาลตรุษจีน

    ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว ในเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ มีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาค และผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมทั้งการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) อาทิ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 7 โครงการ มูลค่า 96,000 ล้านบาท ยังช่วยสนับสนุนการขยายตัว ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และกิจกรรมก่อนการเลือกตั้ง มีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง และกิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง

    “สถานการณ์ความร่วมมือ ด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีแนวโน้มคลี่คลาย ช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่พื้นที่ และเอื้อต่อการฟื้นตัว ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ”

    ประเด็นที่เป็นปัจจัยท้าทาย ภาวะเศรษฐกิจจากนี้ไป คือเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 23 ม.ค. มีการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนม.ค. ที่กำหนดไว้ที่ 26% อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า และการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงาน ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น รวมทั้งความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ กรณีว่างงาน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงาน 208,404 ราย ส่วนดัชนีอุตสาหกรรม คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าอยู่ที่ระดับ 95.9 เพิ่มขึ้นครั้งก่อน คาดการณ์อยู่ที่ระดับ 95.7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2915227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aQI8loDhbCRnbJi1d9xoq