Blog

  • เที่ยวไทยฮอต ต่างชาติทะลุ 5.9 ล้านคน กวาดรายได้ 2.9 แสนล้าน

    เที่ยวไทยฮอต ต่างชาติทะลุ 5.9 ล้านคน กวาดรายได้ 2.9 แสนล้าน

    อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

    ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

    “สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-travel-trusted&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j-6I_W8oe1TrkYd3rTlBu

  • พิษเศรษฐกิจรุมเร้า! หนุ่มใหญ่ ‘เครียดหนี้สิน-เมียหาย’ ตัดสินใจผูกคอลาโลก

    พิษเศรษฐกิจรุมเร้า! หนุ่มใหญ่ ‘เครียดหนี้สิน-เมียหาย’ ตัดสินใจผูกคอลาโลก

    พิษเศรษฐกิจรุมเร้า! หนุ่มใหญ่ ‘เครียดหนี้สิน-เมียหาย’ ตัดสินใจผูกคอลาโลก

    วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    พิษเศรษฐกิจรุมเร้า! หนุ่มใหญ่อำนาจเจริญเครียดหนี้สิน-เมียขาดการติดต่อ ตัดสินใจผูกคอลาโลกคาบ้าน

    วันที่ 25 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอำนาจเจริญ ได้รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก หมู่ 8 บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยไร่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลอำนาจเจริญ และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยอำนาจเจริญ

    ในที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น บริเวณพื้นบ้านชั้นล่างพบศพ นายชิน อายุ 58 ปี เจ้าของบ้าน สภาพเสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมง โดยมีญาติพี่น้องนั่งร้องไห้เสียใจอยู่ข้างกาย บริเวณราวบันไดชั้นที่ 4 พบเชือกที่ใช้ก่อเหตุยังผูกติดอยู่ ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลจากการถูกทำร้าย แพทย์ระบุเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ

    จากการสอบถามญาติทราบว่า นายชินประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก มีหนี้สินหลายทางจนทำให้ทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้ง ต่อมาภรรยาได้ตัดสินใจเดินทางไปรับจ้างทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาภรรยาไม่ได้ติดต่อกลับมาเลย ทำให้นายชินเกิดความเครียดสะสม คิดมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า และมักบ่นพ้ออยู่คนเดียวว่าอยากตายเพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง

    โดยก่อนเกิดเหตุ พี่ชายที่อยู่บ้านใกล้กันสังเกตเห็นว่านายชินไม่เปิดบ้านเหมือนทุกวัน จึงเดินมาส่องดูที่ช่องประตูจนพบภาพสลด นายชินผูกคอติดกับราวบันได จึงรีบพังประตูเข้าไปแก้มัดและนำร่างลงมาเพื่อปฐมพยาบาลหวังช่วยชีวิต แต่พบว่านายชินหมดลมหายใจไปก่อนหน้านี้แล้ว

    ทั้งนี้ ญาติพี่น้องไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/949144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eB-kAKpiEsc2KYXoRtjkW

  • ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปี ชูเศรษฐกิจเฟื่องฟู หลังกลับสู่อำนาจสมัย 2

    ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปี ชูเศรษฐกิจเฟื่องฟู หลังกลับสู่อำนาจสมัย 2

    วันนี้ (25 ก.พ.2569) ตามเวลาประเทศไทย โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ แถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรส หรือ State of the Union ชูความสำเร็จในการดำเนินนโยบายหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจและการปราบปรามผู้อพยพ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของตนเอง

    การแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ (ตรงกับ 09.00 น. เช้าวันพุธที่ 25 ก.พ.2569 ตามเวลาประเทศเทยไทย) ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องทันทีที่ทรัมป์ปรากฏตัว เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขากลับมารับตำแหน่งสมัยที่ 2

    ทรัมป์เปิดสุนทรพจน์ด้วยการประกาศว่าสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น มั่งคั่งขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์ ชูผลงานด้านเศรษฐกิจว่าได้รับสืบทอดสถานการณ์ย่ำแย่จากรัฐบาลชุดก่อน แต่ภายในปีเดียวสามารถพลิกฟื้นครั้งใหญ่ โดยนิยามว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ และยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้กำลังเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ทรัมป์อ้างว่าภายใน 12 เดือน รัฐบาลของเขาสามารถลดอัตราเงินเฟ้อลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี และโจมตีว่ายุคของโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี คือช่วงที่เงินเฟ้อเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

    ในประเด็นผู้อพยพ ทรัมป์ชื่นชมความคืบหน้าของรัฐบาลในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและการทะลักเข้ามาของยาเสพติด พร้อมยืนยันว่าพรมแดนสหรัฐฯ ในตอนนี้มั่นคงและปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอ้างสถิติว่าการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลลดลงถึงร้อยละ 56 ภายในเวลาเพียงปีเดียว

    นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เป็นพันธมิตรทางการค้าและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดการปรับตัวในด้านการส่งออกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยกความดีความชอบให้กับมาตรการภาษีนำเข้าว่า เป็นกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนการพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ และแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ชี้ว่ามาตรการภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ขัดต่อกฎหมาย โดยระบุว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังและน่าเสียดาย พร้อมยืนยันว่าจะยังคงมาตรการดังกล่าวต่อไปโดยอาศัยกฎหมายทางเลือกอื่นแทน โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

    ทรัมป์ย้ำถึงความสำเร็จในการยุติสงคราม 8 ศึกนับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง โดยยกย่องการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในกาซาว่าเป็นความสำเร็จ ส่วนประเด็นอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ทำลายโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก พร้อมยืนยันว่าตนต้องการแก้ไขความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านช่องทางทางการทูต แต่อิหร่านยังไม่ยอมให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    การแถลงครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดกับอิหร่าน และถือเป็นเวทีสำคัญในการประกาศความสำเร็จทางการเมืองเพื่อสร้างแรงสนับสนุนให้พรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศที่กระทบไทยในด้านพลังงานและการค้า

    อ่านข่าวอื่น :

    อัยการจ่อยื่นอุทธรณ์ยึดทรัพย์ “ทนายตั้ม-ภรรยา” ในกรอบเวลา 30 วัน

    ผู้เชี่ยวชาญเปิด 3 องค์ประกอบความร้อน เพลิงไหม้คลังกระสุน กก.ตชด.21 สุรินทร์

    รถพ่วงเทรลเลอร์ชนรถรับส่งนักเรียน บาดเจ็บหลายคน จ.สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.thaipbs.or.th/news/content/502601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZlIZDBjaRc1Do3gX9ixbq

  • “กอบศักดิ์” จี้ แก้ “หนี้นอกระบบ” รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจ ฉุดสินเชื่อแบงก์

    “กอบศักดิ์” จี้ แก้ “หนี้นอกระบบ” รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจ ฉุดสินเชื่อแบงก์

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวในหัวข้อ “The Great Reset: ผ่าทางตันหนี้ครัวเรือนไทย วางรากฐาน การเงินใหม่” ในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ว่า ภาพรวมของสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงและน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยโครงสร้างหนี้ประมาณ 1 ใน 3 มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และอื่นๆ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน 

    สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติคือภาพรวมของสินเชื่อธนาคารที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในอดีต ภาวะสินเชื่อติดลบมักจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอย่างปี 2540 หรือ 2551 เท่านั้น แต่ในปัจจุบันที่ถือเป็นสภาวะปกติกลับพบว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ติดลบถึง 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยติดลบเล็กน้อย และภาพรวมสินเชื่อติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส รวมถึงสินเชื่อกลุ่ม SME ที่หดตัวลงเช่นกัน

    “เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสภาวะเศรษฐกิจปกติที่สินเชื่อธนาคารจะหดตัวติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส การที่สินเชื่อเช่าซื้อและ SME ติดลบอย่างหนัก สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากังวลของสถานการณ์หนี้ที่ซ่อนอยู่ในระบบ”

    นายกอบศักดิ์ ชี้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อมาจากแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือหนี้ที่เริ่มค้างชำระหรือกลุ่ม Stage 2 โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ที่พุ่งสูงถึงประมาณ 15% ซึ่งธนาคารต้องพยายามประคองลูกหนี้กลุ่มนี้ไว้เพราะการยึดรถกลับมาตรึงไว้ในเต็นท์รถมือสองก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีในสภาวะปัจจุบัน 

    ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกับการกระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อ ในช่วงที่ผ่านมาจนเต็มเพดาน ทำให้สถาบันการเงินเกิดความกังวลและระมัดระวังในการปล่อยกู้ใหม่

    “สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น แต่คือหนี้ที่เริ่มค้างชำระในกลุ่ม Stage 2 ซึ่งสินเชื่อรถยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 15% ธนาคารต้องพยายามประคองไว้เพราะยึดมาก็เป็นปัญหา นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพราะมองเห็นความเสี่ยง”

    นอกจากนี้ การแบกรับความเสี่ยงของธนาคารยังมีต้นทุนที่สูงมาก หากธนาคารปล่อยสินเชื่อไป 100 ล้านบาทแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ภายใต้ส่วนต่างกำไรที่ประมาณ 3% ธนาคารจะต้องปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพดีเยี่ยมและไม่เกิดความเสียหายเลยอีกถึง 30 เท่า หรือต้องปล่อยกู้ลูกค้าชั้นดีคนเดิมยาวนานถึง 30 ปี จึงจะสามารถเรียกคืนเงินต้น 100 ล้านบาทนั้นกลับมาได้ ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงมีความจำเป็นต้องเข้มงวดและต้องการกลไกค้ำประกันสินเชื่อจากภาครัฐ เช่น บสย. เข้ามาช่วยลดความเสี่ยง

    อีกหนึ่งปัจจัยกดดันคือภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและชะลอตัว หากเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ในระดับ 5-6% การปล่อยสินเชื่อจะมีความเสี่ยงต่ำและมีโอกาสได้รับเงินคืนสูง แต่วันนี้เศรษฐกิจโตเพียงระดับ 2% ทำให้การปล่อยกู้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้นตามไปด้วย แม้ในปัจจุบันจะมีมาตรการช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน ทั้งการลดดอกเบี้ย ลดภาระหนี้ หรือมาตรการ SME Credit Boost เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ไปต่อได้ แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการทำความสะอาด โครงสร้างหนี้บางส่วนเพื่อให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้เท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จ

    “ในยุคที่เศรษฐกิจมีลมใต้ปีกเติบโต 5-6% ปล่อยสินเชื่ออย่างไรก็ได้เงินคืน แต่วันนี้เศรษฐกิจโตเพียง 2% ความเสี่ยงจึงสูงขึ้นมาก แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ออกมา แต่นั่นเป็นเพียงการคลีนอัพและประคองระบบบางส่วนเท่านั้น”

    ขณะเดียวกัน นายกอบศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงปัญหาที่เป็น “รากเหง้า” และน่ากังวลที่สุด ซึ่งมักถูกมองข้ามในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน นั่นคือ “หนี้นอกระบบ”  จากข้อมูลการศึกษาของสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งได้ทำการสำรวจประชาชน 4,800 คนทั่วประเทศในปี 2565 พบว่า คนไทยถึง 42.3% มีภาระหนี้นอกระบบที่ไม่ใช่การกู้ยืมจากญาติหรือธนาคาร และมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่สูงมาก ปัญหานี้อธิบายได้ชัดเจนว่าเหตุใดลูกหนี้จึงเลือกที่จะผิดนัดชำระหนี้ในระบบธนาคาร เพราะลูกหนี้ถูกกดดันและข่มขู่จากเจ้าหนี้นอกระบบด้วยวิธีการที่รุนแรงถึงขั้นคุกคามครอบครัว ทำให้ลูกหนี้ต้องนำเงินไปจ่ายหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 10-30% ต่อเดือนก่อนเสมอ

    วิกฤตหนี้นอกระบบนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแทรกซึมไปในทุกสายอาชีพ บางอาชีพมีสัดส่วนคนเป็นหนี้นอกระบบสูงถึง 52% หรือแม้แต่กลุ่มข้าราชการก็มีสัดส่วนถึง 29% ปัญหานี้ฝังรากลึกมานานและรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ประชาชนและภาคธุรกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวขาดรายได้จนต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยที่สูงลิ่วกำลังกัดกินเงินได้ของประชาชนในระยะยาว

    “วิกฤตหนี้นอกระบบแทรกซึมไปในทุกสายอาชีพ บางกลุ่มสูงถึง 52% ปัญหานี้รุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่คนขาดรายได้ ดอกเบี้ยมหาศาลกำลังกัดกินสภาพคล่องของทุกคน”

    ทั้งนี้ สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงเล็กน้อย แต่ทางออกที่ยั่งยืนคือการต้องกลับมาสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อผลักดันให้จีดีพีเติบโตในระดับ 3.0-4.5% ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบการก่อหนี้ในระบบ เช่น การควบคุมการถือครองบัตรเครดิตที่มากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีมาตรการจัดการกับหนี้นอกระบบอย่างเด็ดขาด เพราะหากละเลยประเด็นนี้ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย

    “การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยได้เพียงเล็กน้อย ทางออกที่แท้จริงคือต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ 3-4.5% เพื่อให้รายได้ฟื้นตัว และที่สำคัญที่สุด หากไม่จัดระเบียบหนี้นอกระบบ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็ไม่มีวันสำเร็จ” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OQJiWwQVsDKus3DJdL-Om

  • ‘กรุงศรี’ชี้เศรษฐกิจโลก2569โตได้ แต่ไม่ง่าย แนะลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่

    ‘กรุงศรี’ชี้เศรษฐกิจโลก2569โตได้ แต่ไม่ง่าย แนะลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่

    วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.47 น.

    ‘กรุงศรี’ชี้เศรษฐกิจโลก2569โตได้ แต่ไม่ง่าย แนะลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่

    24 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) จัดงานสัมมนา KRUGNSRI EXCLUSIVE Investment Outlook 2026: Building Resilient Portfolios in Volatile World โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของกรุงศรี และพันธมิตร อัปเดตมุมมองเศรษฐกิจและเทรนด์การลงทุนปี 2569 ให้กับลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ สรุปใจความสำคัญว่าปี 2569 แม้เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเชิงโครงสร้างยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนควรให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ กระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคฯใหญ่สหรัฐฯ ไปยังหุ้นขนาดกลาง-เล็ก หุ้นวัฏจักร และตลาดเกิดใหม่ พร้อมเน้นการบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่น เพื่อรับโอกาสฟื้นตัวอย่างมีคุณภาพ

    #เศรษฐกิจโลก 2569: “โตได้ แต่ไม่ง่าย”

    ดร. พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 ว่าแม้ยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แต่ต้องเผชิญบริบท “ระเบียบโลกใหม่” ที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางสังคมและการเมือง โดยความเสี่ยงระยะสั้นในช่วง 1–2 ปีนี้มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก รองลงมาคือปัญหาข้อมูลบิดเบือนและความแตกแยกทางสังคม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า จะโยงกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ยังเติบโตโดดเด่นจากเม็ดเงินลงทุนใน AI นโยบายการคลังและโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี แต่สหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลกจากนโยบายกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีนำเข้า และความพยายามควบคุมจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ด้านยุโรปยังคงทรงตัว โดยมีภาคบริการที่ยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ภาคการผลิต–ส่งออกยังคงอ่อนแรง ส่วนญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว แต่ก็มีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) ขณะที่จีนเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคการผลิตและบริการ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา โครงสร้างประชากรสูงวัย และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมจากการลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน แม้มีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังคงเติบโตโดดเด่น แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการส่งออก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged society) ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

    #แนะรีวิวพอร์ตทุก 3 เดือน รับเศรษฐกิจฟื้น ชูหุ้นเกิดใหม่เด่นปี 69

    ด้าน Mr. David Chao, Global Market Strategist, Asia Pacific ex Japan, Invesco ได้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ตทุก 3 เดือนผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่

    1.ประเมินภาพเศรษฐกิจมหภาค: เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก ซึ่งความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาษีการค้าที่คาดว่าจะเข้ามากดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจกำลังก้าวออกจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจคือ ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันหลักมาจากการคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและชะลอการตอบโต้กัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย ช่วยเปิดทางให้ประเทศโดยรอบรวมถึงเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ชัดเจนขึ้น

    2.กำหนดธีมการลงทุน: เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและผู้คนในภูมิภาคหลักมีรายได้ที่แท้จริงสูงขึ้น ธีมการลงทุนในปีนี้จึงเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่การกระจายโอกาสในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับสกุลเงินอื่น ธนาคารกลางในท้องถิ่นเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    3.จัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม: แนะว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตในปี 2569 ควรให้น้ำหนักไปที่หุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และควรหลีกเลี่ยงการถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากหากเกิดภาวะเงินเฟ้อแฝงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อาจขยับขึ้นจะทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

    สำหรับการเลือกลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้ทำการปรับสมดุลพอร์ต โดยกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ และโยกเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและเล็กที่เน้นการเติบโต (Mid-cap & Small-cap Growth) รวมถึงหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ซึ่งจะทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษในช่วงต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงหุ้นไทยและเอเชีย) ที่ได้อานิสงส์ตรงจากดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และหากต้องการลงทุนในธีมเทคโนโลยีหรือ AI ควรพิจารณากระจายไปที่หุ้นกลุ่ม China AI ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผสานเข้ากับหุ่นยนต์และภาคการผลิตขั้นสูง ซึ่งมี Use Case ในการสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง

    #เปิด 5 กองทุน Flagship ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาดปีนี้

    ด้านนายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ว่ายังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และเม็ดเงินลงทุนใน AI ที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงเรื่อง Valuation ที่ตึงตัว การหมุนกลุ่มลงทุนจากความกังวลเรื่อง AI นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ และท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายช้ากว่าคาด กรุงศรีจึงแนะนำกลยุทธ์จัดพอร์ตโดยมี Global Equity เป็นแกนหลัก (Core Port) และหาจังหวะลงทุนระยะสั้น (Tactical) ในตลาด Non-US พร้อมนำเสนอกองทุน Flagship ประจำปีผ่านธีม A.L.P.H.A ได้แก่

    + Asset Stability ผ่านกองทุนตราสารหนี้ KF-CSINCOME

    + Long-term AI Theme ผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกอย่าง KFHTECH-A

    + Portfolio Rebalancing ผ่านกองทุน KF-GEI-A เพื่อปรับสมดุล

    + Hands-on Allocation ด้วยกองทุน KFGDB-A ที่มีการปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่น และ

    + Active Selection ผ่านกองทุน KKP GNP-H ที่เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว

    สำหรับการเจาะลึกกองทุนในธีม Portfolio Rebalancing อย่าง KF-GEI-A ถือเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหุ้นโลกแต่กังวลความผันผวนของกลุ่ม AI โดย Mr. Ken Lin, CFA, CAIA, Managing Director, Head of Hong Kong and Southeast Asia Intermediary Business, Invesco ได้เผยกลยุทธ์หลักว่า กองทุน KF-GEI-A จะเน้นเฟ้นหาบริษัทระดับผู้นำที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ไล่ราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ Valuation แพงเกินไป ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่คุณวิรัตน์ หัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence มองว่าเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจาก 70-100% ของกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะเป็น “Dividend Compounder” ที่บริษัทสามารถจ่ายปันผลเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ การมีสัดส่วนหุ้นเทคน้อยกว่าตลาดยังช่วยลดความผันผวนได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ตลาดเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก กองทุนนี้กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังสามารถทำผลตอบแทนบวกสวนทางตลาดได้อีกด้วย

    ในส่วนของกองทุน KFGDB-A ซึ่งกรุงศรีจัดให้อยู่ในธีม Hands-on Allocation นั้น Mr. Kelvin Lam, CAIA, Managing Director Head of Sales, Southeast Asia Retail and Private Bank Distribution, Allianz Global Investors ได้พาเจาะลึกความน่าสนใจในฐานะกองทุนประเภท Dynamic Asset Allocation ที่มีขอบเขตการลงทุนกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก จุดเด่นสำคัญคือการปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Rotation) ตัวอย่างเช่น การกล้าถือเงินสดสูงถึง 30% ในยามวิกฤต หรือการสับเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) และทองคำเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแล้ว คุณวิรัตน์ยังได้เสริมจุดเด่นเพิ่มเติมว่า การที่กองทุนเลือกลงทุนผ่าน Euro Share Class จะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging Cost) ได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

    ปิดท้ายด้วยกองทุน KKP GNP-H ซึ่งตอบโจทย์ธีม Active Selection ของทางกรุงศรี โดย นางสาวลักษณ์ชนก สงวนรักศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการกองทุน-การลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร จำกัด ได้เจาะลึกถึงกระบวนการเฟ้นหาหุ้นแบบ Bottom-up ที่มีกระบวนการจัดสรรพอร์ต (Portfolio Allocation) ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยแบ่งสัดส่วนการบริหารพอร์ต 20% แรกให้กับทีม Research เป็นผู้คัดเลือกหุ้นโดยตรง และสัดส่วน 80% ที่เหลือจะกระจายให้ผู้จัดการกองทุนถึง 10 ท่าน เพื่อร่วมกันเฟ้นหาหุ้นบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้เหลือเพียง 200 กว่าบริษัทที่เป็นผู้ชนะในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งการไม่พึ่งพาผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียวนี้ ช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับการจัดการพอร์ตลงทุนได้อย่างดี

    สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านช่องทาง YouTube: Krungsri Simple หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KRUNGSRI EXCLUSIVE โทร 02-296-5566 LINE: @KrungsriExclusive

    ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / KFGDB-A, KF-GEI-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / KFHTECH-A ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/948914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QPyhDJcMy7iH75z_hHhZc

  • รัฐบาลปลื้ม! ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน

    รัฐบาลปลื้ม! ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน

    รัฐบาลปลื้มภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 1 ม.ค.- 22 ก.พ.69 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน ‘จีน-มาเลย์-รัสเซีย-อินเดีย- เกาหลีใต้’ เดินทางเที่ยวไทยมากสุดตามลำดับ

    25 ก.พ.2569 – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

    “สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/953186/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38uxnp15nCdDDwlquUtlVf

  • อิหร่านจะกลับมาเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งที่นครเจนีวา บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ได้บรรลุไว้ในการหารือรอบก่อนหน้า โดยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

    อิหร่านจะกลับมาเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งที่นครเจนีวา บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ได้บรรลุไว้ในการหารือรอบก่อนหน้า โดยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ:
    🔹 อิหร่านจะกลับมาเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งที่นครเจนีวา บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ได้บรรลุไว้ในการหารือรอบก่อนหน้า โดยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

    🔹 จุดยืนและความเชื่อพื้นฐานของเราชัดเจนอย่างยิ่ง: อิหร่านจะไม่แสวงหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ขณะเดียวกัน ชาวอิหร่านจะไม่ละทิ้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพื่อประโยชน์ของประชาชนของเรา

    🔹 ขณะนี้เรามีโอกาสทางประวัติศาสตร์ในการบรรลุข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสามารถขจัดความกังวลร่วมกันและตอบสนองผลประโยชน์ร่วมกันได้ การบรรลุข้อตกลงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากให้ความสำคัญกับการทูตก่อนสิ่งอื่นใด

    🔹 เราได้พิสูจน์แล้วว่าเพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา เราจะไม่ละความพยายามใด ๆ และเราจะนำความกล้าหาญเดียวกันนั้นมาสู่โต๊ะเจรจา เพื่อแสวงหาทางออกอย่างสันติสำหรับทุกความขัดแย้ง

  • “เอกนิติ” เตรียมแผน “ธนู 3 ดอก” ฝ่า 3 มรสุมใหญ่เศรษฐกิจ ปี 69

    “เอกนิติ” เตรียมแผน “ธนู 3 ดอก” ฝ่า 3 มรสุมใหญ่เศรษฐกิจ ปี 69

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาถกฐาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 69” ในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก แต่ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือ Quick Big Win ในช่วง 73 วัน ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 พลิกฟื้นจากที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 0.3 ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 โดยมีพระเอกสำคัญคือการลงทุนภาครัฐที่เติบโตเกือบร้อยละ 13 และการกระจายรายได้ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสที่กันกลุ่มทุนใหญ่ออกไป 

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทำให้เม็ดเงินสะพัดไปสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดรองอย่างหนองบัวลำภูที่มีอัตรายอดขายสูงสุด อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากห้องไอซียู แต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอ นโยบายหลังจากนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ผลลัพธ์ระยะยาวหรือ Big Wins อย่างเต็มรูปแบบ

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังประเมินความท้าทายในปี 2569 ว่าไทยต้องเตรียมตั้งรับมรสุมลูกใหญ่ 3 ลูก ได้แก่ มรสุมด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มีการใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง มรสุมภัยธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียต่องบประมาณรัฐมหาศาล เช่นเหตุการณ์น้ำท่วม และมรสุมความอ่อนแอภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังจากการที่การบริโภคชะลอตัวตามภาระหนี้ครัวเรือน ขณะที่สัดส่วนการลงทุนหดตัวลงอย่างน่าตกใจ โดยลดลงจากร้อยละ 40 ในอดีต เหลือเพียงร้อยละ 23 ของจีดีพีในปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพิงการส่งออกและบริการมากเกินความพอดี

    “เรายกเศรษฐกิจขึ้นมาจากหล่มได้แล้ว แต่จากนี้ต้องทำให้เติบโตต่อเนื่องและแข่งขันได้ เพื่อเปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชียให้กลับมาแข็งแรง”

    เพื่อฝ่ามรสุมดังกล่าว รัฐบาลได้เตรียมยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” โดยดอกแรกคือ การเร่งเครื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จะใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขอรับการส่งเสริมพุ่งถึง 1.8 ล้านล้านบาท โดยรัฐจะโฟกัสกลุ่มเกษตรอัจฉริยะ อาหารแปรรูปที่ไทยเป็นฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับท็อปของโลก อิเล็กทรอนิกส์ และเวลเนส พร้อมเร่งผลักดันการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ Direct PPA การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวแทนการก่อหนี้กู้ยืม และการสร้างเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ตามรอยสระบุรีโมเดล 

    “การลงทุนยุคใหม่ต้องมุ่งไปที่พลังงานสะอาด เราจะตั้งเงื่อนไขให้ต่างชาติที่เข้ามาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อยกระดับแรงงานและชุมชนไทยไปพร้อมกัน”

    ธนูดอกที่ 2 คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลเตรียมนำเอไอมาพลิกโฉมระบบการศึกษา โดยจะเดินหน้าโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ ดึงภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรกับมหาวิทยาลัย แลกกับสิทธิลดหย่อนภาษี โดยมีเงื่อนไขบังคับว่าต้องรับนักศึกษาเหล่านั้นเข้าทำงานจริงเมื่อเรียนจบ นอกจากนี้ จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันของคนละครึ่งพลัส เป็นช่องทางฝึกอบรมทักษะการใช้เอไอให้กับประชาชนในระดับภูมิภาค 

    “เราต้องใช้เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มทั้งครูและนักเรียน หากโครงการนี้สำเร็จ ปัญหาเด็กจบใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำงานอะไรจะต้องหมดไป”

    และธนูดอกสุดท้ายที่เป็นกุญแจสำคัญ คือการลงทุนด้านกฎหมาย รัฐบาลจะเร่งทลายอุปสรรคทางข้อบังคับที่ล้าหลัง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกกฎให้แรงงานทักษะสูง ต้องบินไปต่อวีซ่าทุก 90 วัน หรือการแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนลำรางสาธารณะเก่าที่ขัดขวางการตั้งโรงงาน โดยเตรียมเสนอออก “กฎหมายรวบยอด” เพื่อบูรณาการกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนทุกฉบับเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนพิจารณาจากที่เคยกินเวลานานเกือบ 2 ปี ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

    “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเกิดไม่ได้เลยถ้ายังติดล็อกกติกาเดิมๆ กฎหมายรวบยอดนี้จะช่วยร่นเวลาทุกขั้นตอน และเป็นตัวพลิกโฉมการลงทุนของประเทศ”

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนผ่านโครงการพีพีพี (PPP) ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากนี้ ยุทธศาสตร์หัวใจสำคัญคือการดึงเม็ดเงินลงทุน ทั้งในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การพัฒนาคน และการปลดล็อกกฎหมาย ซึ่งหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันธนูทั้ง 3 ดอกนี้ให้เข้าเป้า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามทุกมรสุม สลัดภาพความเปราะบาง และกลับมาผงาดเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งในเอเชียได้อย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26IcKtVNPAwDYHaA8rLIpS

  • ‘เอกนิติ’ ชู 4 ปี ใช้ยุทธศาสตร์ Big Wins พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ‘เอกนิติ’ ชู 4 ปี ใช้ยุทธศาสตร์ Big Wins พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 2569“ ในงานสัมมนา “Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ ระบุว่า รัฐบาลเร่งนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 จากที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์เพียง 0.3% กระโดดมาที่ 2.5%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยพ้นหล่มและออกจาก ICU แต่ไม่ได้แปลว่าจะอยู่อย่างนี้ต่อได้เพราะมีมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้าในปี 2569 จำนวน 3 ลูก ได้แก่

    1.มรสุมภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมหาอำนาจนำความขัดแย้งทางการเมืองมาเชื่อมโยงเศรษฐกิจ

    2.มรสุมภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ซึ่งปีที่ผ่านมาภาครัฐใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทเยียวยาน้ำท่วม และปีนี้อาจต้องเผชิญภัยแล้ง

    3.มรสุมความอ่อนแอในประเทศ เป็นผลพวงจากการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนและประชากรสูงอายุ ผนวกกับการเมืองในประเทศที่เคยไม่มีเสถียรภาพ และเอกชนขาดการลงทุนมานาน

    ดังนั้น เพื่อทะลวงฝ่าวิกฤติดังกล่าว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” ระยะ 4 ปี ซึ่งมุ่งเป้านโยบายการลงทุน 3 ด้าน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน ประกอบด้วย

    1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งไทยต้องดันการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่เป็นรากฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ ภาครัฐเตรียมเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระการก่อหนี้สาธารณะ

    รวมทั้งท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ จุดยืนที่เป็นกลางและโครงสร้างพลังงานสะอาดทำให้ไทยเป็นแม่เหล็กดึงลงทุน โดยมีเม็ดเงินรออนุมัติจาก BOI กว่า 1.8 ล้านล้านบาท หากเร่งปลดล็อกกฎหมายคาดว่าปีนี้ยอด FDI พุ่งแตะ 9.7 แสนล้านบาท โตขึ้นเกือบ 20%

    ขณะที่ การลงทุนภาครัฐ จะมีการสนับสนุนท้องถิ่นให้ลงทุนด้านการป้องกันภัยพิบัติ ผ่านรูปแบบให้งบประมาณคนละครึ่งกับส่วนกลาง รวมถึงการดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อให้รัฐไม่ต้องแบกรับภาระหนี้เยอะ
     

    2.การลงทุนในคน หรือทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเป้าปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อนผ่านโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบริษัทที่ช่วยออกแบบหลักสูตรพัฒนาคน ควบคู่เงื่อนไขรับนักศึกษาทำงาน

    3.การลงทุนด้านกฎหมาย ถือเป็นกุญแจสำคัญปลดล็อกอุปสรรค เช่น ทบทวนเงื่อนไขวีซ่า การรายงานตัวทุก 90 วันของแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor) กฎหมายที่ดินที่เป็นอุปสรรค โดยรัฐบาลเตรียมออกกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน (Omnibus Law) เพื่อช่วย Fast Track ทุกด้านและเป็นกฎหมายเปลี่ยนโฉมประเทศ รวมทั้งนำระบบ BOI Fast Pass มาใช้เต็มรูปแบบ

    “3 เรื่องที่จะทำคือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ดังที่กล่าวข้างต้น แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนเข้ามาต่างประเทศเข้ามาอย่างเข้มแข็ง และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ เราจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งในเอเชีย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YQh26LioXYlM6IAzK5a6l

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ – DITP

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ – DITP

    เป็นที่ทราบกันดีว่าอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จากการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-International Monetary Fund) คาดการณ์ว่า ปี 2569 อิตาลีจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ตามลำดับ) และเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนี และฝรั่งเศส) โดยวัดจากผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP-Gross Domestic Product Growth)  ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP growth) อยู่ที่ 0.8และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) อยู่ที่ 45,883 เหรียญสหรัฐฯ โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่อาศัยภาคการบริการและภาคการผลิต แบ่งเป็น 1) ภาคการบริการ คิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 4 ของ GDP ของประเทศ 2) ภาคเกษตรกรรม อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิต/ผู้ส่งออกหลักทางการเกษตรของยุโรป โดยเฉพาะสินค้าข้าว ผัก ผลไม้ และไวน์ และ 3) ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี อาทิ แคว้น Piemonte แคว้น Lombardia และแคว้น Veneto ถึงแม้อิตาลีจะเป็นประเทศที่มีธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง (SMEs) จำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 95ของธุรกิจทั้งหมดในอิตาลี แต่อิตาลียังคงถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจและการค้าของโลก

    ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับอิตาลีมาอย่างยาวนาน โดยอิตาลีถือเป็นตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อิตาลีถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย (อยู่อันดับระหว่าง 25-28) ในขณะที่ อิตาลีถือเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย (อยู่อันดับระหว่าง 22-25) โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทยมายังอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19   ในปี 2563 โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี (ปี 2564-2568) การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.08มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 334.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปี 2564 ไทยส่งออกสินค้ามายังอิตาลีมีมูลค่า 1,850.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+29.63%) ปี 2565 มีมูลค่า 2,047.58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.64%) ปี 2566 มีมูลค่า 2,098.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.47%) ปี 2567 มีมูลค่า 2,156.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.77%) และปี 2568 มีมูลค่า 2,185.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+1.34%)

    ปี 2568 สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยมายังอิตาลี 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 298.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.27%) คิดเป็นสัดส่วน 13.64% ของสินค้าที่ไทยส่งมายังอิตาลีทั้งหมด อันดับ 2 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มีมูลค่า 287.90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.09%) คิดเป็นสัดส่วน 13.17อันดับ 3 อาหารสัตว์เลี้ยง มีมูลค่า 175.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.98%) คิดเป็นสัดส่วน 8.02อันดับ 4 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 169.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-27.98%) คิดเป็นสัดส่วน 7.77อันดับ 5 ผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่า 128.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+15.76%) คิดเป็นสัดส่วน 5.90% โดยพบว่าสินค้าส่งออกของไทย 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 

    การส่งออกมายังอิตาลี คิดเป็นสัดส่วมรวม 48.50% โดยในปี 2569 การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณ ซึ่งอันมีผลมาจากปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศตะวันออกกลาง นโยบายทางเศรษฐกิจของทรัปม์ กฎระเบียบข้อบังคับการนำเข้าสินค้าของสหภาพยุโรป และการเจรจาข้อตกลงระหว่างอียูไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้อาจสร้างโอกาสทางการค้าในการขยายการส่งออกสินค้าไทย หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายการส่งออกของไทยมายังอิตาลีในปี 2569 

    โอกาสของการขยายการส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลี

    1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวขึ้น จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่า ปี 2569 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งจะส่งผลให้การค้าและการบริโภคสินค้าของครอบครัวในอิตาลีมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้อิตาลีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTAT) คาดการณ์ว่า เดือนมกราคม 2569 อัตราเงินเฟ้อในอิตาลี จะอยู่ที่ +0.4% เทียบกับเดือนธันวาคม 2568 ในขณะที่ เทียบกับเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ +1.0% (เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ +1.2%) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อในอิตาลีมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคในอิตาลีมีอำนาจในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้น 

    2การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 8 เมื่อวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สามารถสรุปเพิ่มขึ้นสามบท ได้แก่ 1) มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบหากมีการทะลักของสินค้านำเข้าจากการลด/ยกเลิกภาษี 2) ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่างๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง เป็นต้น และ 3) หลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศคู่ภาคี เพิ่มเติมจากข้อบท 8 บท ในการเจรจาครั้งที่ 7 คือ ข้อบทการเคลื่อนย้ายเงินทุน และบริการทางการเงินภายใต้ข้อบทการค้าและการลงทุน การเจรจามีความคืบหน้าที่ดีในเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ วิสาหกิจ การแข่งขัน และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงภาคผนวกเกี่ยวกับยานยนต์ภายใต้ข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า นอกจากนี้ การเจรจามีความก้าวหน้าในการรวบรวมเนื้อหาในสาขาใหม่ๆ สำหรับไทย เช่น การอุดหนุนพลังงาน และวัตถุดิบ รวมทั้งมีการหารืออย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับการเปิดเสรีทางภาษีศุลกากร ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าจะ “ปิดดีล” ทั้งหมดให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 เพราะจะเป็นประเทศที่ 4 ในอาเซียน (รองจากสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ที่สหภาพยุโรปมีความตกลงการค้าเสรีร่วมด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน โดยการเจรจารอบที่ 9 มีกำหนดจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งจะเน้นในเรื่องการเปิดตลาดสินค้า การบริการ และการลงทุน 

    3. สถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยในตลาดอิตาลี ในปี 2568 ขยายตัว 1.34% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ปลาหมึก มีชีวิต สด แช่เย็น แช่แข็ง สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยางพารา โดยปี 2569 สินค้าดังกล่าวอาจมีโอกาสในการชยายการส่งออกมาอิตาลีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

    4. สถานการณ์การนำเข้าสินค้าไทยของอิตาลี ปี 2568 อิตาลีนำเข้าสินค้าจากไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.29โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอิตาลีอันดับ 45 ดังนั้น ปี 2569 สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของอิตาลี-ไทย อาจมีแนวโน้มด้านการค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในด้านมูลค่าและด้านปริมาณ

    5. อิตาลีเป็นหนึ่งใน Hub ของงานแสดงสินค้าสำคัญในยุโรป โดยปี 2569 กรมส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในอิตาลีผ่านโครงการ SMEs Pro-active ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ได้แก่ งานแสดงสินค้ารองเท้า (Expo Riva Schuh) งานแสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี (Vicenzaoro) งานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (Mipel) งานแสดงสินค้าเครื่องสำอาง (Cosmoprof) รวมถึงมีกิจกรรม/โครงการที่เตรียมดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ 1) การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ Salone del Mobile 2026 2) การจัดนิทรรศการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเทศกาล Milan Design Week 2026 3) โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทย   ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และร้านอาหาร Thai SELECT ในอิตาลี 4) โครงการส่งเสริมการขายสินค้าอาหารไทยในเอเชียซูเปอร์มาร์เก็ต (In-Store Promotion) และ 5) โครงการประชาสัมพันธ์งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 และ 74 ซึ่งสร้างโอกาสในการขยายมูลค่าการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของไทยมายังอิตาลีเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างการจดจำให้แก่สินค้าไทยแก่ผู้บริโภคในอิตาลีอย่างต่อเนื่อง

    อุปสรรคในการส่งออก/ขยายการส่งออกมายังอิตาลี

    1. กฎระเบียบด้านการให้ข้อมูลอาหารแก่ผู้บริโภค อิตาลีถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูล แหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่สหภาพยุโรปจะใช้ประเด็นด้านสุขภาพของผู้บริโภค สวัสดิภาพสัตว์ และความยั่งยืนมาเป็นมาตรการและเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศที่สาม ดังนั้น อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และสินค้าอาจมีราคาสูงขึ้น รวมถึงการที่สหภาพยุโรปมีการปรับเพิ่มมาตรฐานของการนำเข้าสินค้าเกษตรอาหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวได้ทัน ซึ่งส่งผลให้เสียโอกาสในการแข่งขันด้านการค้า

    2. มาตรการฉลากอาหารยั่งยืน ในอนาคตคาดว่าผู้จำหน่ายสินค้าในสหภาพยุโรป/อิตาลี มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานเอกชนต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของสหภาพยุโรป อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียว (European Green Deal) ยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพ ยุทธศาสตร์ Farm to Fork และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นการกีกันทางด้านการค้าต่อสินค้าของประเทศที่สาม โดยพบว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการส่งออกสินค้ายั่งยืนมายังอิตาลียังไม่มีตรา/ฉลากรับรองอาหารยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเสียโอกาสในการส่งออกสินค้าดังกล่าว เนื่องจากการบริโภคสินค้าอาหารแบบยั่งยืนในอิตาลีมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันมีปัจจัยมาจากการที่ผู้บริโภคในอิตาลีส่วนใหญ่หันมาให้ความใส่ใจต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น

    3. มาตรการทางการค้าของสหภาพยุโรป มาตรการของสหภาพยุโรปที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับแนวทางส่งเสริมการผลิตภายในสหภาพยุโรป (Made in EU) ตลอดจนการดำเนินมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อาทิ การใช้แนวทาง Mirror clause และการเพิ่มความถี่/ความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารที่มาจากไทย ซึ่งส่งผลต่อเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดและภาระการปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ส่งออก

    4. สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และในตะวันออกกลาง ยังคงไม่มีทีท่าที่จะสงบลงของความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อสินค้า ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรงในวงกว้าง อาจจะส่งผลต่อกระทบต่อการเศรษฐกิจอิตาลีและยุโรปในปี 2569

    5. ราคาทองคำและเงินทั่วโลกที่ผันผวนสูง อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทยผู้บริโภคชะลอการซื้อหรือเลือกซื้อเครื่องประดับที่ราคาถูกลงเพื่อทดแทน ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยมายังอิตาลี เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอันดับ 1 ของไทยมายังอิตาลี

    6. อิตาลีอาจมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศในภมิภาคเอเชีย ที่นอกเหนือจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปแล้ว ในขณะที่ อินเดีย เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย คาซัคสถาน กาตาร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และบังกลาเทศ ก็เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอิตาลีในภูมิภาคเอเชีย ที่อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแชร์สัดส่วนมูลค่าการค้ามากขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยมายังอิตาลี

    ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต. ณ เมืองมิลาน

    1. ปี 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจของอิตาลีมีแนวโน้มขยายตัว ดังนั้น หนึ่งในแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับไทยในตลาดอิตาลี คือ การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเสริมศักยภาพการค้า การส่งออก และดึงดูดการลงทุนในไทย โดยหาก FTA ไทย-EU บรรลุตามเป้าหมาย จะช่วยขยายตลาดให้กับสินค้าไทยในอิตาลี/ยุโรปเพิ่มขึ้น  ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในเวทีโลก ยิ่งไปกว่านั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสคต. ณ เมืองมิลาน เร่งเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในอิตาลีเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสการส่งออก ผ่านกิจกรรม/โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ SMEs Pro-active Program ที่ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในการเข้าร่วมการแสดงสินค้าที่สำคัญในอิตาลี เช่น งานแสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี Vicenzaoro งานแสดงสินค้ารองเท้าและกระเป๋า Expo Riva Schuh & Gardabags งานแสดงสินค้ากระเป๋าเครื่องหนัง Mipel งานแสดงเครื่องสำอางและความงาม Cosmoprof เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ Salone del Mobile 2026 การจัดนิทรรศการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเทศกาล Milan Design Week 2026 และการผลักดันตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในอิตาลี

    2. กฎหมายข้อบังคับของสหภาพยุโรปในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการยกมาตรฐาน และคำนึงถึงผู้บริโภคในสหภาพยุโรปเป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการวางแผนให้การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีไม่เกิดการชะงัก หรือถูกระงับการนำเข้า

    3. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 256ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับเพิ่มภาษีศุลกากรทั่วโลกใหม่ในอัตรา 15% จาก 10% ที่ได้มีการประกาศบังคับใช้ไว้ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอัตราภาษี 15% จะมีผลบังคับใช้ตังแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยอัตราภาษีใหม่จะมีระยะเวลาจำกัด 150 วัน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจับตาท่าทีของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการส่งออกและนำเข้าในอนาคต 

    ————————————————————————————————————————————-

    ที่มา: 1.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับกรมศุลกากร

    2.สำนักงานที่ปรึกษาวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่รางประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

    3. สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTAT)

    4รูปภาพประกอบข่าว Photo by Wolfgang Weiser on Unsplash

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ndbgzex5o5txxs3rw0abf8f8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n2KVmUxabHzCHd2AQ9moD