Blog

  • กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 ‘ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เหลือ 1%

    กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 ‘ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เหลือ 1%

    เปิดประชุม กนง.ครั้งแรกของปี โดยมีมติ 4 ต่อ 2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี

    โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

    เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงาน และมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม

    รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง

    สะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว

    แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด

    โดยเฉพาะการลงทุน และการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

    โดยแม้การส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญ และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต

    ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงาน และมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ

    โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกัน และทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้า และบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงิน และตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือน

    อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่ และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงิน และการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง และอัตรากำไรต่ำ

    คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผล และความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำ และธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1222692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WOFE5gfBT7VCdATRWgurn

  • กนง. ส่งสัญญาณผ่อนคลาย! หั่นดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% สู้เศรษฐกิจซึม – เงินเฟ้อหลุดเป้า

    กนง. ส่งสัญญาณผ่อนคลาย! หั่นดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% สู้เศรษฐกิจซึม – เงินเฟ้อหลุดเป้า


    กนง. มีมติ 4:2 เสียง ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1% ต่อปี โดยมีผลทันที เพื่อเร่งบรรเทาภาระหนี้ให้ SMEs และครัวเรือนท่ามกลางภาวะสินเชื่อหดตัวและเงินบาทแข็งค่า

    กนง. มีมติ 4:2 เสียง ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1% ต่อปี โดยมีผลทันที เพื่อเร่งบรรเทาภาระหนี้ให้ SMEs และครัวเรือนท่ามกลางภาวะสินเชื่อหดตัวและเงินบาทแข็งค่า พร้อมยอมรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตตัวต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องถึงปี 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปส่อแววเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่เคยประเมินไว้

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1%  ต่อปี โดยให้มีผลทันที เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือน รวมถึงยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อปี โดยเล็งเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ด้านสินเชื่อรวมยังคงหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น สภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 คาดทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ จากช่วงครึ่งปีแรก เป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ หรือลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    โดยอัตราดอกเบี้ยในสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXyw_oKRTbd0CMxIoMImV

  • ด่วน! “กนง.” มีมติ 4:2 ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาที่ 1.00% มีผลทันที

    ด่วน! “กนง.” มีมติ 4:2 ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาที่ 1.00% มีผลทันที

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 มีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุม มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

    ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี

    #กนง #ดอกเบี้ยนโยบาย #ลดดอกเบี้ย #เศรษฐกิจไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #แบงก์ชาติ #นโยบายการเงิน #ดอกเบี้ยล่าสุด #ข่าวด่วนเศรษฐกิจ #การเงินการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3djm_WEDTJmFkCt8wJtROW

  • โรงเรียนตันตรารักษ์จับมือนิวซีแลนด์ ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    โรงเรียนตันตรารักษ์จับมือนิวซีแลนด์ ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/131402&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qP7pNhij7axOGpY_99cg5

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D580195&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UPUo4LxoPPlkj7E7rBR-7

  • DSI ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากสำนักงานศาลปกครอง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์

    DSI ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากสำนักงานศาลปกครอง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์

    เผยแพร่: 25 ก.พ. 2569 15:58 น. ปรับปรุง: 25 ก.พ. 2569 15:58 น. เปิดอ่าน 20 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

         วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้มอบหมายให้ นายเอกชัย พ่วงพรพิทักษ์ ผู้อำนวยการส่วนคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ 2 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นประธานให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนความรู้แก่คณะผู้เข้าศึกษาดูงานจากสำนักงานศาลปกครอง

         การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาท อำนาจหน้าที่ และภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ การบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมสแกมเมอร์ รวมถึงแนวโน้มสถานการณ์อาชญากรรมไซเบอร์ในอนาคต

        โอกาสนี้ ผู้แทนจากสำนักงานศาลปกครองได้แสดงความเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ในการรับมือกับอาชญากรรมในยุคดิจิทัลที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

        การแลกเปลี่ยนความรู้ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/b8a220ed8a434defbdc4b31e2b5ac9e3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h04IURcNF_Mx307EPJHKC

  • กสทช.เตือนค่ายมือถือทุกราย เข้มงวดการลงทะเบียนซิมการ์ดสำหรับเยาวชน

    กสทช.เตือนค่ายมือถือทุกราย เข้มงวดการลงทะเบียนซิมการ์ดสำหรับเยาวชน

    กสทช.เตือนค่ายมือถือทุกราย เข้มงวดการลงทะเบียนซิมการ์ดสำหรับเยาวชน

    วันนี้, 15:46น.

              จากเหตุการณ์ที่มีกลุ่มบุคคลอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัทเครือข่ายบริษัทมือถือรายใหญ่ เข้ามาขอความร่วมมือจากโรงเรียนในจ.เชียงใหม่ โดยอ้างว่า จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการศึกษา และมีการสแกน บัตรประชาชนและใบหน้าเด็กนักเรียน คนละหลายครั้ง

              นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.พ. 2569) สำนักงาน กสทช. ได้ออกหนังสือเวียนกำชับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้บังคับใช้มาตรการลงทะเบียนซิมการ์ดอย่างเคร่งครัด หลังจากตรวจพบกรณีการเปิดใช้งานซิมการ์ดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และเปิดใช้หลายเบอร์ มีความเสี่ยงที่อาจนำซิมไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย โดยเด็กไม่ทราบ

               นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. ขอความร่วมมือผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการดูแลการใช้งานโทรศัพท์มือถือของบุตรหลาน พร้อมแนะนำให้ติดตาม และตรวจสอบการลงทะเบียนซิมที่ใช้งานอยู่ในครอบครัว เพื่อป้องกันการนำซิมไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หากประชาชนพบเบาะแส หรือต้องการร้องเรียนเรื่องการลงทะเบียนซิมผิดปกติสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทร.1200  

              สำหรับหนังสือเวียนให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายปฏิบัติการลงทะเบียนซิมอย่างเคร่งครัด มีรายละเอียด ดังนี้

    1. การลงทะเบียนซิมเพื่อเปิดให้บริการ จะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียน เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้บริการโทรคมนาคมเท่านั้น

    2. ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลพนักงานและลูกจ้างในสังกัด รวมถึงตัวแทนจำหน่ายและจุดบริการที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการลงทะเบียนเปิดใช้บริการให้กับผู้ใช้บริการให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ กสทช. โดยเคร่งครัด หากมีเหตุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเกิดจากการดำเนินการของจุดให้บริการ ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบการกระทำนั้นๆ เสมือนเป็นผู้ดำเนินการเองทุกกรณี

    3. เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตรวจสอบและจำกัดอายุผู้ลงทะเบียนเปิดใช้งานซิมการ์ด โดยกรณีบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และจะต้องตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลผู้ปกครองที่ให้ความยินยอมนั้นด้วย

    4. ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการปรับปรุงระบบการลงทะเบียนซิมให้รองรับการดำเนินการสำหรับบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้เสร็จภายในเดือน มี.ค. 2569 โดยในระหว่างนี้ที่การปรับปรุงระบบยังไม่เสร็จ ให้ผู้ปกครองต้องยินยอมการเปิดซิมให้แก่เด็ก และต้องจัดเก็บข้อมูลผู้ปกครอง โดยให้ลงทะเบียนเปิดใช้ซิมการ์ดได้เฉพาะจุดบริการที่มีการใช้อุปกรณ์ Smart Card Reader เท่านั้น

    และ 5. ให้ผู้ให้บริการตรวจสอบ และคัดกรองข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีที่มีการลงทะเบียนเปิดใช้งานซิมการ์ดมากกว่า 1 เลขหมาย และทำการระงับบริการเลขหมายที่มีการลงทะเบียนหรือมีพฤติกรรมการใช้งานอันควรสงสัยเข้าข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้งรายงานผลการคัดกรอง และการระงับบริการมายังสำนักงาน กสทช. ภายใน 3 วันทำการ

    #เข้มเยาวชนลงทะเบียนซิม

    #กสทช

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/th/site/news/view/159526&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G6Qaf97oz-Hfqbd7jiIn2

  • จองตั๋วด่วน! โปรแกรมท่องเที่ยว นั่งรถจักรไอน้ำ ตามรอยประวัติศาสตร์ กรุงเทพ – อยุธยา

    จองตั๋วด่วน! โปรแกรมท่องเที่ยว นั่งรถจักรไอน้ำ ตามรอยประวัติศาสตร์ กรุงเทพ – อยุธยา

    เปิดจองตั๋วแล้ว! นั่งรถจักรไอน้ำ ตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ กรุงเทพ – อยุธยา เนื่องในวันสถาปนากิจการรถไฟครบ 129 ปี โปรแกรมท่องเที่ยว One Day Trip 26 มี.ค.นี้ ห้ามพลาด

    เปิดจองตั๋วแล้ววันนี้ (25 ก.พ. 69) โปรแกรมท่องเที่ยว ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดจองตั๋วขบวนรถพิเศษนำเที่ยว ‘รถจักรไอน้ำ’ เส้นทางประวัติศาสตร์ ‘กรุงเทพ – อยุธยา’ เนื่องในวันสถาปนากิจการรถไฟครบ 129 ปี ท่องเที่ยวแบบ One Day Trip ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 นี้

    นายเมธาพัฒน์ สุนทรวราภาส ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากิจการรถไฟครบรอบ 129 ปี ซึ่งตรงกับ วันที่ 26 มีนาคม 2569 การรถไฟฯ ได้จัดขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ เส้นทางประวัติศาสตร์จากกรุงเทพถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเฉลิมฉลองวันสถาปนากิจการรถไฟ และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชทานกิจการรถไฟไทยให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยทรงเสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถขึ้นครั้งแรกระหว่างสถานีกรุงเทพ – สถานีกรุงเก่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 การรถไฟฯ จึงกำหนดให้วันที่ 26 มีนาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากิจการรถไฟ สืบเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

    โดยเริ่มเปิดสำรองตั๋วโดยสารพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

    สำหรับ ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ วันที่ 26 มีนาคม 2569 เส้นทางประวัติศาสตร์ ‘กรุงเทพ – อยุธยา – กรุงเทพ’ ขบวนที่ 901/902 ออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 08.10 น. ถึงสถานีอยุธยา เวลา 10.20 น.

    จากนั้นสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสระ อาทิ เดินทางไปกราบไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหน้าพระเมรุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระมงคลบพิตร หรือเที่ยวชมโบราณสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ชมสถาปัตยกรรมหลากหลายที่วัดญาณเสนและวัดพระราม ตลอดจนเดินชม ช็อป ชิม ตลาดเก่า ร้านอาหารผสมผสาน บรรยากาศความเป็นเมืองเก่าของพระนครศรีอยุธยา (ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง) และเดินทางกลับ ออกจากสถานีอยุธยา เวลา 17.05 น. ถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 19.05 น.

    จองตั๋วด่วน! โปรแกรมท่องเที่ยว นั่งรถจักรไอน้ำ ตามรอยประวัติศาสตร์ กรุงเทพ - อยุธยา

    ในโอกาสพิเศษนี้ การรถไฟฯ ได้ร่วมกับ ททท.สำนักงานพระนครศรีอยุธยา จัดแพคเกจท่องเที่ยวราคาพิเศษ ‘นั่งตุ๊กตุ๊กคนละครึ่ง’ ให้แก่นักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางกับขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำในวันดังกล่าว ในราคาพิเศษคันละ 450 บาท (จากปกติราคา 900 บาท) โดยสามารถใช้เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ ตั้งแต่เวลา 10.30 – 16.00 น.

    ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code พร้อมแนบหลักฐานตั๋วโดยสารขบวนดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา หมายเลขโทรศัพท์ 035 246 076 ในวันและเวลาราชการ

    ทั้งนี้ ขบวนรถมีบริการแบบตู้โดยสารธรรมดาและปรับอากาศ โดยอัตราค่าโดยสาร รถธรรมดาชั้น 3 (พัดลม) ไป-กลับ ผู้ใหญ่/เด็ก ราคา 329 บาท , รถนั่งนอนปรับอากาศ และรถจัดเฉพาะปรับอากาศ (รถโอทอป) ราคา 799 บาท พร้อมบริการอาหารว่างและน้ำดื่มทุกที่นั่ง ทั้งเที่ยวไป-กลับ โดยขบวนรถจะให้บริการหยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่สถานี บางซื่อ รังสิต ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นและลงตามสถานีดังกล่าวได้ รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง สามารถร่วมบันทึกความทรงจำ ถ่ายภาพหัวรถจักรไอน้ำในเส้นทางที่ขบวนรถวิ่งผ่านได้เช่นกัน

    นายเมธาพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รถจักรไอน้ำรุ่นแปซิฟิก หมายเลข 824 และ 850 มีความพิเศษคือเป็นรถจักรไอน้ำที่ถูกใช้การรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลิตโดยบริษัท นิปปอน ชาร์เรียว จำกัด นำมาใช้งานในเดือนสิงหาคม 2492 ซึ่งรถจักรไอน้ำรุ่นแปซิฟิกหมายเลข 824 ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ต่อมาได้ดัดแปลงให้ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงแทนในปี 2514 ส่วนรถจักรไอน้ำ หมายเลข 850 เป็นรถต้นแบบที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเตา ปัจจุบัน ได้เก็บรักษาและซ่อมบำรุงอยู่ที่โยงรถจักรธนบุรีนำมาให้บริการลากจูงแก่ประชาชนในโอกาสพิเศษเพียง 7 ครั้งต่อปีเท่านั้น

    ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อตั๋วโดยสารและสำรองที่นั่งล่วงหน้าด้วยระบบ D-Ticket หรือที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ โทรศัพท์ 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

    จองตั๋วด่วน! โปรแกรมท่องเที่ยว นั่งรถจักรไอน้ำ ตามรอยประวัติศาสตร์ กรุงเทพ - อยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1222718&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12-Np1o3ppii1UTId8Rm5i

  • ยิ่งใหญ่งาน “กราบหลวงพ่อใหญ่ เที่ยวเมืองสองภู” ชูของดีวิถีถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ยิ่งใหญ่งาน “กราบหลวงพ่อใหญ่ เที่ยวเมืองสองภู” ชูของดีวิถีถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ยิ่งใหญ่งาน “กราบหลวงพ่อใหญ่ เที่ยวเมืองสองภู” ชูของดีวิถีถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    • เผยแพร่ : 25/02/2026 13:47

    ยิ่งใหญ่งาน “กราบหลวงพ่อใหญ่ เที่ยวเมืองสองภู” ชูของดีวิถีถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569  ที่บริเวณสนามศรีโนนสัง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอโนนสัง ที่เดินทางมาร่วมงานประเพณีสำคัญประจำปี งาน “กราบหลวงพ่อใหญ่ ไหว้ศาลหลักเมือง เที่ยวเมืองสองภู ดูของดีวิถีโนนสัง” ประจำปี พ.ศ. 2569 นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานในพิธี โดยมี นายศุภชัย มณีรัตน์ จ่าจังหวัดหนองบัวลำภู รักษาราชการแทนนายอำเภอโนนสัง เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย นางศรัณยา สุวรรณพรหม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ,ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 1 นายชยานันต์ เกตุเมฆ และ เขต 2 นายรุ่งเพชร ศรีกาญจนา ,หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนชาวอำเภอโนนสังจำนวนมาก ให้การต้อนรับและร่วมในพิธี

    มีการประกอบพิธีพราหมณ์เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้น นางรำกว่า 1,500 ชีวิต สวมใส่ชุดผ้าไทยสวยงามพร้อมเพรียง ร่วมกันรำบวงสรวงศาลหลักเมือง ด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยและงดงาม แสดงออกถึงความสามัคคีของชาวโนนสัง มีการมอบรางวัลทรงคุณค่า ได้แก่ รางวัลการประกวดขบวนแห่ของดีวิถีโนนสัง และรางวัลการประกวดหุ่นฟางส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าของดีอำเภอโนนสัง ทั้งจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer – YSF) สภาเกษตรกรจังหวัดหนองบัวลำภู และภาคเอกชน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้กับชุมชน และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวโนนสังอย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ งาน “กราบหลวงพ่อใหญ่ ไหว้ศาลหลักเมือง เที่ยวเมืองสองภู ดูของดีวิถีโนนสัง” ถือเป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์ของดีอำเภอโนนสัง ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สมกับคำขวัญเมืองสองภู (ภูเก้า-ภูพาน) ที่อุดมสมบูรณ์และน่าอยู่ และจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าต่อเนื่องไปตลอดช่วงการจัดงานระหว่างวันที่ 24 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

    ภาพ/ข่าว วรรธนะ ทองดี ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.หนองบัวลำภู

    ปก web ซ้อมแผนเผชิญเหตุชิงทอง

    ปก web งานหกเป็งพระธาตุแช่แห้ง

    ‘พลังชาวโคราช–CPF’ รวมใจส่งต่อพลังแห่งการให้ สมทบทุนมูลนิธิ 100 ปี รพ.มหาราชนครราชสีมา

    ซีพีอาสา ร่วมกับจังหวัดน่าน เดินหน้าเชิงรุก สร้างห้องเรียนป่าชุมชน ทำแนวกันไฟ ลด PM2.5 อย่างยั่งยืน

    อบต.บ่อ ลุยเคาะประตูบ้าน! รณรงค์ “งดเผาเด็ดขาด” ตามมาตรการเข้มจังหวัดน่าน

    ฮุน มาเน็ตพบเลขาฯยูเอ็นผลักดันปมข้อพิพาทไทย

    ผู้นำสหรัฐแถลงผลงานประจำปีอ้างยุติสงครามไทย-กัมพูชา

    มันคนละเรื่อง “ทนายเหยื่อสาว” โดนผู้สมัครสส.ขืนใจโต้กลับว่าที่สส.ส้ม ลั่นต้องแยกให้ออกวิธีคัดเลือก คนโดนคดีเหมาะสมหรือไม่ กับสันนิษฐานเป็นผู้บริสุทธิ์!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1498579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hgY7udJvpkB2Gw8yzin06

  • ปลัดท่องเที่ยวฯ ลุยอยุธยา! ติวเข้ม 8 จังหวัดภาคกลางตอนบน ชูยุทธศาสตร์

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ลุยอยุธยา! ติวเข้ม 8 จังหวัดภาคกลางตอนบน ชูยุทธศาสตร์

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ลุยอยุธยา! ติวเข้ม 8 จังหวัดภาคกลางตอนบน ชูยุทธศาสตร์ “เที่ยวยั่งยืน-สร้างแกรนด์อีเวนต์” ปลุกกระแสพักค้างคืน


    25/02/2569 | 67 |

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์  ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมกำหนดทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากส่วนกลาง และท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกลุ่มภาคกลางตอนบนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
    ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพื่อพลิกโฉมการท่องเที่ยว ที่มุ่งเน้น “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” และสั่งลุยสร้าง “อีเวนต์ประจำจังหวัด” เพื่อแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวไม่พักค้างคืน 
    ปลัดกระทรวงฯ เน้นย้ำให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด (ทกจ.) ทำงานเชิงนโยบายและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม  โดยให้ดึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่มาเป็นจุดขายหลัก ดังนี้:
    อยุธยา: จัดระเบียบเมืองประวัติศาสตร์ให้สะอาดปลอดภัย และดันกระแสการท่องเที่ยวสายมู 
    ปทุมธานี: ชูจุดขายด้าน Sport Tourism และการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ 
    ลพบุรี: ต่อยอดการท่องเที่ยวเมืองทหาร และร่วมมือกับเกษตรพัฒนาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 
    ชัยนาท: ดึงดูดการพักค้างด้วยแกรนด์อีเวนต์โดรนและพลุที่เขื่อนเจ้าพระยา 
    นนทบุรี: ผลักดันเมือง MICE City และรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมมอญเกาะเกร็ด 
    สระบุรี: ยกระดับเมืองแคมป์ปิ้งธรรมชาติและกิจกรรมวิ่งเชื่อมโยง CCC 
    อ่างทอง: สร้างภาพจำผ่านแกรนด์อีเวนต์และการบริหารจัดการเส้นทางศรัทธาวัดม่วง
    สิงห์บุรี: ชูเทศกาลกินปลาเป็น DNA ของจังหวัดควบคู่เส้นทางไหว้พระ 
    นอกจากนี้ ปลัดฯ ยังได้สั่งการให้บรรจุแผนด้านกีฬาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนจังหวัด  พร้อมย้ำให้ ทกจ. เป็นแกนกลางในการประสานงาน สร้างสมดุลกับภาคการเมืองท้องถิ่น และทำงานบูรณาการร่วมกับเครือข่าย เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่

    “ภาคกลางตอนบนมีศักยภาพสูง ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และกีฬา หากทุกจังหวัดสร้างอีเวนต์ที่มีเอกลักษณ์ และบริหารจัดการอย่างยั่งยืน จะสามารถเปลี่ยนเมืองทางผ่านให้เป็นเมืองพักค้าง และสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่อย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงฯ กล่าว

    การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับบทบาทจังหวัดภาคกลางตอนบน ให้ก้าวสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างสมดุลและมั่นคง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161846


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/479858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I0X8moZ3QGTBnvekMKVmc