Blog

  • ส่องเทรนด์นทท.ไทย-เอเชีย กระแสทริปสั้นพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยปี69

    ส่องเทรนด์นทท.ไทย-เอเชีย กระแสทริปสั้นพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยปี69

    ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb ระบุว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทางที่คล่องตัว เน้นประสบการณ์และมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น โดยนักเดินทางชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วเอเชียกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวทั้งการเลือกจุดหมายปลายทาง ระยะเวลาการเข้าพัก รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องของประสบการณ์ระหว่างทริป

    Airbnb พบว่า สิ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นคือ ทริประยะสั้น 1-2 วัน, การท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่ม, ความต้องการที่พักยูนีคที่ไม่ซ้ำแบบใคร รวมถึงประสบการณ์วัฒนธรรมอาหารที่หลากหลาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางยุคใหม่กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่น ความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และการเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง

    ทริปสั้นกลายเป็นเทรนด์การเดินทางใหม่

    ในปี 2568 นักท่องเที่ยวไทยหันมาเลือกทริปพักผ่อนระยะสั้นแทนทริปวันหยุดยาวมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Airbnb เผยว่าคนไทยจองทริปในประเทศที่มีระยะ 1–2 วันเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ตั้งแต่ปี 25661 ในขณะที่ทริปต่างประเทศระยะสั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 15% ในช่วงเวลาเดียวกัน2 เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานที่เปลี่ยนไป นักเดินทางพยายามสอดแทรกประสบการณ์ที่มีความหมายลงในตารางชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทริปสุดสัปดาห์หรือทริปต่างประเทศสั้นๆ โดยได้รับแรงหนุนจากการทำงานแบบรีโมทและไฮบริด

    ญี่ปุ่นยังครองแชมป์จุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวไทย

    ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวไทยในปี 2568 การค้นหาที่พักสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่มไปโตเกียวพุ่งสูงขึ้นถึง 77% ในปี 2568 ทำให้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับทริปกลุ่มของคนไทยด้านนักเดินทางกลุ่มมิลเลนเนียลให้ความสนใจในการเดินทางไปเมืองอื่นอย่างโอซาก้าและนากาโนะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง4 นอกเหนือจากการเดินทางไปเมืองใหญ่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ และมองหาจุดหมายเฉพาะทางมากขึ้น แม้จะเป็นทริประยะสั้นก็ตาม

    เชียงใหม่ขึ้นแท่นจุดหมายยอดนิยมระดับภูมิภาค

    ด้วยเสน่ห์ของอาหาร วัฒนธรรม ชุมชนสร้างสรรค์ และธรรมชาติ ทำให้เชียงใหม่กลายว่าเป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์มากขึ้น ข้อมูลจาก Airbnb ระบุว่า ในปี 2568 นักเดินทางกลุ่มครอบครัวชาวเกาหลีค้นหาที่พักในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 27% เมื่อเทียบปีต่อปี5 และยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักเดินทางมิลเลนเนียลจากออสเตรเลีย

    อาหารและวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์การเดินทาง

    ประสบการณ์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยหมวดหมู่กิจกรรม หรือ Airbnb Experience ที่มีการจองมากที่สุดในปี 2568 คืออาหารและเครื่องดื่ม ตามมาด้วยกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม6 สะท้อนว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับอาหารท้องถิ่น ประเพณี และกิจกรรมที่จัดโดยคนในชุมชนหรือท้องถิ่น มากกว่าการเที่ยวแบบผิวเผิน

    อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของ Airbnb กล่าวว่า ด้วยความพร้อมหลายๆ ด้านของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่น รสชาติอาหาร ภูมิประเทศที่หลากหลาย และชุมชนที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวของไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง เราพบว่ากลุ่มมิลเลนเนียลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์ใหม่ ทั้งการเปิดรับจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ เช่น นากาโนะ และกลับมาท่องเที่ยวเมืองอย่างเชียงใหม่อีกครั้ง โดยนักเดินทางกำลังค้นพบประเทศไทยในมุมใหม่ ๆ ผ่านทริปการเดินทางสั้น ๆ แต่บ่อยขึ้น และเลือกที่พักที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งช่วยกระจายรายได้การท่องเที่ยวนอกเหนือจากเมืองใหญ่ สร้างโอกาสให้กับโฮสต์และธุรกิจของท้องถิ่น รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับนักเดินทางมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-airbnb-travel-trip&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JJgN2sV2EA94kHLjj7cPR

  • บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ เมื่อสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) ขนานนามประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) สะท้อนภาพการชะลอตัวอย่างรุนแรงในภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว โดยมีสัญญาณอันตรายจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่ติดกับดักระดับ 2% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เทียบไม่ได้กับอดีตในปี 2531 ที่เคยพุ่งสูงถึง 13% โดยมี 3 ปัจจัยลบฉุดรั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมสูงวัยขั้นสุด หนี้ครัวเรือนวิกฤต และขีดความสามารถถดถอย

    จี้เร่งผ่าตัดใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไทยถูกตั้งฉายาเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตเฉลี่ยไม่เกิน 2% จนถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่โตถึง 8% แซงหน้าไปแบบมองไม่เห็นฝุ่น จากเดิมไทยเคยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราตกไปอยู่อันดับ 3 โดยถูกสิงคโปร์แซงหน้า

    ทั้งนี้หากไทยไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในปี 2030 (อีก 5 ปีข้างหน้า) อันดับขนาดจีดีพีไทยอาจร่วงไปอยู่ที่ 5 หรือ 6 ของภูมิภาค โดยจะเหนือแค่ลาว กัมพูชา เมียนมา และบรูไน เท่านั้น

    ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจปากท้องต้องเป็นหัวใจสำคัญอันดับ 1 ของเศรษฐกิจ จึงขอเสนอไปยังรัฐบาลใหม่ว่า ทีมเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยเห็นผลงานของดรีมทีมในช่วงรัฐบาลชั่วคราว 4 เดือนที่ผ่านมาว่าได้ผลจริง ดังนั้นจึงควรเพิ่มทีมในกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้ประเทศไทยหายป่วย ลุกขึ้นมาแข็งแรง และวิ่งต่อไปได้อีกครั้ง

    สำหรับปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 คือเรื่องที่มีการคาดการณ์และประมาณการเศรษฐกิจไทยโดย IMF และ World Bank ที่เห็นพ้องต้องกันว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทายของเศรษฐกิจไทย โดย GDP ของเราอาจจะเติบโตเหลือเพียง 1.6% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักทางด้านเศรษฐกิจไทยรวมถึงภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เห็นไปในทิศทางคล้ายกันว่า เราอาจจะเหลือการเติบโตประมาณ 1.6 – 2%

    บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ดังนั้นในปีนี้ไทยจะต้องมีมาตรการที่ดีในการขับเคลื่อน และกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด และต้องทำงานต่อเนื่อง ซึ่งถือว่ายังดีที่รัฐบาลจะได้ทีมเศรษฐกิจที่คาดว่าเป็นชุดเดิม นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดจะมีมาตรการต่อเนื่อง จากช่วงที่ผ่านมา ที่มาตรการหลายอย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เห็นได้จากตัวเลข GDP ไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 2.5% ส่งผลให้จีดีพีทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4%

    หวัง “ดรีมทีม”เศรษฐกิจให้ยาถูกโรค

    บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ “ถ้ารัฐบาลใหม่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจต่อเนื่องอย่างแม่นยำ และมีมาตรการเสริมอย่าง “10 Plus” ที่ท่าน ดร.เอกนิติ ประกาศออกมา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสำคัญมากในการทำให้เป้าหมายเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่ IMF หรือ World Bank คาดไว้ แต่อาจไปถึงระดับ 2% กว่าได้ แต่สิ่งที่สำคัญและยังเป็นปัญหาเปราะบางคือเรื่องของ SME ที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะเราเห็นตัวเลขการให้สินเชื่อลดลงติดต่อกันมากว่า 10 ไตรมาส ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะ SME ต้องการสภาพคล่องสูง หากไม่มีเงินมาก็ไปต่อไม่ได้”

    4 วาระแห่งชาติดันไทยพ้นคนป่วย

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นคนป่วยของเอเชีย แต่แค่มีอาการ “ช็อก” หรือ “ชา”ไปบ้างชั่วคราว แม้ GDP จะโตไม่สูงนัก แต่ระดับ 2.4% ในปีที่ผ่านมาก็ถือว่ายังพอไปได้ ซึ่งขอให้ใจเย็นๆ และค่อยๆ แก้ไขตามกรอบกฎหมายและต้องเร่งแก้ไขปัญหาใน 4 เรื่องที่ต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ หากแก้ไขหรือปรับโครงสร้างพื้นฐานได้ เศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง

    โดยทั้ง 4 เรื่องได้แก่ 1. เสถียรภาพทางการเมือง เราขาดรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากที่มั่นคงพอจะผลักดันยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ จึงต้องการคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถจริงในแต่ละกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก2. การปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากระบบการศึกษาปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ต้องปรับโจทย์ใหม่เพื่อให้บุคลากรที่จบออกมาสามารถทำงานได้จริง

    3. การปราบปรามคอร์รัปชัน ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ GDP ไทยหายไปอย่างน้อย 2% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และอันดับคอร์รัปชันของไทยแย่ลงมาอยู่ที่อันดับ 116 ของโลกในปีที่ผ่านมาจาก 182 ประเทศ ซึ่งต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าการคอร์รัปชันคือสิ่งผิด และรัฐบาลต้องเป็นหัวหอกร่วมกับเอกชน ปปช. และ ปปท. เพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ 4.การจัดการเงินทุนสีเทา ต้องกำจัดเงินทุนเหล่านี้ออกไป เพราะในแต่ละปีได้สูบฉีดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องไปมหาศาล

    “เศรษฐา” แนะ “ประกาศลงทุน” ไปสู่ “ลงมือจริง”

    นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ไทยยังมีศักยภาพและเป็นจุดหมายการลงทุนที่ต่างชาติสนใจ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านสะท้อนว่าประเทศต้องเร่งแก้ “คอขวด” โดยเฉพาะ ความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เปลี่ยนจาก “ประกาศลงทุน” ไปสู่ “ลงมือจริง”

    บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    ในมุมความเสี่ยงปี 2569 มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความล่าช้าในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ธุรกิจ และปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนความเชื่อมั่น พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาประเด็นภาษีการค้ากับสหรัฐให้ชัดเจน หลังมีความผันผวนจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้อัตราใหม่ 10–15% ต่ำกว่าฐานเดิมราว 19% แต่ “รายละเอียด” ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    แสนสิริ กระจายเสี่ยงตั้งกองทุน 1,000 ล้าน

    ด้าน นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่าการที่ไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย มีรากจากเศรษฐกิจที่เติบโตช้าต่อเนื่องหลายปี และโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน เขาเรียกร้องให้รัฐกลับมาให้ความสำคัญกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในฐานะกลไกสำคัญของจีดีพี ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 15–20%

    ปัญหาเร่งด่วนของตลาดที่อยู่อาศัยวันนี้ คือ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้นจากรายได้ประชาชนไม่โตตามภาระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อหดตัวในหลายเซ็กเมนต์ แม้ตลาดบนยังพอประคองได้จากผู้ซื้อเงินสดบางส่วน แต่ความเชื่อมั่นโดยรวมยังไม่ฟื้นเต็มที่ ขณะที่ดอกเบี้ยระดับสูงและส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ยังเป็นภาระต้นทุน

    แสนสิริจึงตั้งกองทุน Strategic Investment วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อกระจายความเสี่ยงไปธุรกิจใหม่ ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ และธุรกิจที่เสริมฐานลูกค้ากว่า 1–2 แสนรายในพอร์ต โดยหวังสร้าง New S-curve และเสริมรายได้ระยะยาว ท่ามกลางบริบทตลาดที่ผันผวน

    เสนาฯ จี้รัฐเร่งยกระดับรายได้ประชาชน -ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้าน ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ระบุว่าต้นตอภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ไม่เพิ่มขึ้นตามต้นทุน ความสามารถแข่งขันที่ไม่อัปเดต โครงสร้างพื้นฐานล่าช้า และระดับความโปร่งใสที่ยังเป็นคำถาม ซึ่งต้องการการแก้ต้องเป็นมาตรการระยะยาว ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้น

    ในมุมตลาดอสังหาริมทรัพย์เธอระบุว่าปัญหาสินเชื่อยังเป็นแรงกดดันหลัก อัตราปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูงและเริ่มลามทุกเซ็กเมนต์ ไม่เฉพาะกลุ่มล่าง เพราะผู้ซื้อจำนวนมากเป็นเจ้าของธุรกิจหรือแรงงานที่รายได้ผันผวน ทำให้โจทย์ของผู้ประกอบการไม่ใช่แค่ “ขายได้หรือไม่” แต่คือ “โอนได้หรือไม่”

    ดร.เกษรา เห็นว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้นช่วยประคองตลาดได้บางส่วน แต่หากรัฐไม่เร่งยกระดับรายได้ประชาชนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายเศรษฐกิจ ภาพผู้ป่วยแห่งเอเชียอาจยืดเยื้อ และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตระยะยาวของทั้งภาคอสังหาฯ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    เสถียรภาพการเมืองคือปัจจัยหลักฟื้นความเชื่อมั่น

    ด้าน นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองว่า ภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ของไทยเป็นผลสะสมจากวิกฤตโควิด หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐจากความผันผวนทางการเมืองอย่างไรก็ตามประเมินว่าเศรษฐกิจไทย “ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว” และกำลังอยู่ในช่วงฟื้นไข้ โดยทิศทางจากนี้จะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพรัฐบาลชุดใหม่ และความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง

    “หากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมเร่งกระจายเม็ดเงินสู่ฐานราก เศรษฐกิจอาจขยับจีดีพีแตะ 3% ตามที่มีการประเมินล่าสุด จากเดิมราว 1.5% แต่หากจะยกระดับสู่ 4–5% จำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีและไอที เพื่อสร้างผลิตภาพใหม่ ไม่ใช่พึ่งแรงงานแบบเดิม”

    สอดคล้องกับ นายวรเดช รุกขพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ ที่มองว่าเสถียรภาพการเมืองคือปัจจัยหลักฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมเตือนว่าหากผลเลือกตั้งหรือกระบวนการรับรองมีปัญหา อาจฉุดเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะชะลออีกครั้ง ในประเด็นคอร์รัปชัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ระยะยาว แต่ในจังหวะปัจจุบัน ภาครัฐควรเร่งแก้ปัญหาปากท้องและรายได้ประชาชนก่อน เพื่อสร้างแรงหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    แนะสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” บนเวทีโลก

    ด้านดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่โลก “ฉลาดล้ำ” จากพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันก็มีความผันผวนสูง เศรษฐกิจไทยจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นหรือแนวนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว หากต้องเดินหน้าควบคู่ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง

    บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    แม้เสถียรภาพทางการเมืองที่ต่อเนื่องภายหลังการเลือกตั้งจะช่วยประคับประคองความเชื่อมั่น โดยเห็นสัญญาณบวกในภาคตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่ปรับดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจน โดยเฉพาะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    โจทย์สำคัญของไทยคือการหลุดพ้นจากกับดักการเป็นฐานการผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ในบริบทที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังแรงงานลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ขยายฐานการผลิตหรือเครือข่ายธุรกิจสู่ต่างประเทศใกล้ตลาดเป้าหมาย เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมศักยภาพระยะยาว

    ควบคู่กันนั้น การส่งเสริมการรวมกลุ่มธุรกิจในลักษณะคลัสเตอร์ จะช่วยเพิ่มพลังการแข่งขันทั้งด้านนวัตกรรม การวิจัยพัฒนา และการต่อรองในตลาดโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวควรถูกยกระดับจากเครื่องยนต์ระยะสั้น ไปสู่กลไกสร้างรายได้คุณภาพ เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อดึงเม็ดเงินจากกลุ่มกำลังซื้อสูง

    อีกหนึ่งประเด็นเชิงยุทธศาสตร์คือการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” หรือ Nation Branding ให้ชัดเจนในเวทีโลก ว่าไทยมีจุดแข็งด้านใด และยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่มูลค่าโลก แนวคิด
    “การตลาดนำการผลิต” จึงถูกเสนอให้เป็นทิศทางหลัก โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของตลาดโลก แล้วจึงออกแบบการผลิต การลงทุน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับ ไม่ใช่ผลิตก่อนแล้วจึงหาตลาดรองรับภายหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRNQDnSu1iPgAb_HWfkh3

  • KTB หั่นดอกเบี้ยกู้ MOR-MLR-MRR ยกแผง มุ่งลดภาระหนี้ครัวเรือน-อุ้ม SME สู้เศรษฐกิจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    KTB หั่นดอกเบี้ยกู้ MOR-MLR-MRR ยกแผง มุ่งลดภาระหนี้ครัวเรือน-อุ้ม SME สู้เศรษฐกิจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกรุงไทย [KTB] เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR MLR และ MRR เพื่อลดภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินให้ครัวเรือน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการ SME เสริมสภาพคล่อง ประคองการจ้างงาน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน มีผล 2 มี.ค.นี้

    นางสาวศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management ของ KTB เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน

    ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.300%ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845%ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    KTB ยืนหยัดบทบาทการเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการลดภาระทางการเงิน การแก้หนี้อย่างยั่งยืน การฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ภายใต้ระเบียบการค้าโลกใหม่ ผ่านการสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ NPL วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง “Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่อเศรษฐกิจไทย” โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที รวมถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคาร อาทิ สินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน และสินเชื่อใบแจ้งหนี้ ซึ่งผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LdmbjXlY2riH3HZ__vX6D

  • รายงานของอารักชีเกี่ยวกับการเจรจารอบที่สามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    รายงานของอารักชีเกี่ยวกับการเจรจารอบที่สามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    รายงานของอารักชีเกี่ยวกับการเจรจารอบที่สามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในทวิตเตอร์ว่า:

    ความคืบหน้าเพิ่มเติมได้เกิดขึ้นในการปฏิสัมพันธ์ทางการทูตของเรากับสหรัฐอเมริกา
    การเจรจารอบนี้ถือเป็นขั้นตอนที่เข้มข้นที่สุดจนถึงขณะนี้ การหารือได้สิ้นสุดลงด้วยความเข้าใจร่วมกันว่า เราจะดำเนินการเจรจาต่อไปอย่างละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อข้อตกลงใด ๆ รวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านนิวเคลียร์
    ควบคู่ไปกับเส้นทางทางการเมือง ทีมงานด้านเทคนิคจะมารวมตัวกันที่กรุงเวียนนาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ภารกิจของพวกเขามีความสำคัญและจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภารกิจของเรา
    เราขอขอบคุณโอมานสำหรับการไกล่เกลี่ยอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และขอแสดงความขอบคุณต่อสวิตเซอร์แลนด์สำหรับการเป็นเจ้าภาพการเจรจาอีกหนึ่งรอบ

  • ปิดจบ 844 วัน ผลงาน 3 รัฐบาล คืบหน้าแค่ไหน?

    ปิดจบ 844 วัน ผลงาน 3 รัฐบาล คืบหน้าแค่ไหน?

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-298&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12-q_eDuQsULLE0kOs-md7

  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมกับ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (สถาบัน IBERD) และอีก 7 หน่วยงานหลักจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตประธานคณะที่ปรึกษาสถาบัน IBERD และนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้านพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทย- ญี่ปุ่น และต่างประเทศ และเพื่อสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยสาขาน้ำพุร้อนไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) และมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งต้นน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้ประโยชน์ด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากแหล่งน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ

    ทั้งนี้ สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B7GLdNW3jZyEqqI0LVBPj

  • กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และ พยายามถอดรหัส QR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขต และ บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569

    มีรายงานบุคคลที่ กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

    1.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    2.ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

    3.ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.

    4.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

    5.พริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

    6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

    โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

    ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตาม มาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี 2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

    ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

    มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/ect-1-26feb26&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X_kIAIowMikBP80YkVNGi

  • DUSIT ปี’68ขาดทุน 453 ล้าน  ท่องเที่ยวชะลอ-ธุรกิจอาหารแข่งดุ

    DUSIT ปี’68ขาดทุน 453 ล้าน ท่องเที่ยวชะลอ-ธุรกิจอาหารแข่งดุ

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 8,938 ล้านบาท ลดลง 20.2% จาก 11,204 ล้านบาท ในปี 2567 สาเหตุหลักมาจากปี 2567 มีการรับรู้รายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว จากการส่งมอบอาคารพื้นที่ค้าปลีก

    ทั้งนี้หากไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2567 และรายได้งานระบบประกอบอาคารพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2568 ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 จะเท่ากับ 8,686 ล้านบาท เติบโต 17.4% จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ แต่เป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการแข่งขันในธุรกิจอาหารที่สูงขึ้น โดยบริษัทขาดทุนสุทธิ 453 ล้านบาท ส่วน EBITDA รวมลดลง 12.4% ในขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 16.3% ของรายได้รวม

    สำหรับปี 2569 คาดว่าจะเป็นปีที่บริษัทก้าวสู่การเติบโตภายใต้ฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมาจากการคาดการณ์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เติบโตในระดับ 3-4% จากปี 2568 ภายใต้สมมติฐานว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะฟื้นตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกยังเอื้ออำนวย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยว 

    “ปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งสร้างความสมดุล การขยายธุรกิจ และการกระจายความเสี่ยง ตามกรอบ D.U.S.I.T. ซึ่งเป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานและการลงทุน ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างหลากหลาย การสร้างคุณค่าในระยะยาว ความยั่งยืน นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ตอบโจทย์ตลาด  โดยประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการโอนอาคารที่พักอาศัย) ในปี 2569 ไว้ที่ 5-8% และปรับเพิ่ม EBITDA Margin เป็น 18-20% ของรายได้รวม จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ”นายชนินทธ์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949540&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37jbFSajhqPnItQ8W6a1m1

  • กนง.หั่นดอกเบี้ยประคองเศรษฐกิจซึม.!

    กนง.หั่นดอกเบี้ยประคองเศรษฐกิจซึม.!

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยมติเสียงส่วนใหญ่ 4 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มีผลทันที

    การปรับลดดังกล่าว..ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขตามกลไกตลาดทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะแรงเสียดทานสูง” กว่าที่เคยประเมินกันไว้

    แม้ตัวเลขการขยายตัวช่วงไตรมาส 4/2568 จะออกมาสูงกว่าคาด แต่กนง.ระบุชัดเจนว่าเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราวและการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีที่ “กระจุกตัว” ไม่ได้ส่งอานิสงส์กระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงแท้จริง

    แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ แนวโน้มปี 2569 และ 2570 ที่คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ไทยยังปรับตัวไม่ทัน

    ภาวะเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยบีบคั้น ทำให้กนง. ต้องตัดสินใจผ่อนคลายนโยบาย การที่เงินเฟ้อทั่วไป จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้าลงจนถึงครึ่งหลังปี 2570 สะท้อนถึง “กำลังซื้อที่อ่อนแอ” และแรงกดดันจากสินค้าต่างชาติที่เข้ามาตีตลาดไทยอย่างหนัก

    แม้กนง.จะยังไม่ใช้คำว่า “เงินฝืด” อย่างเต็มปาก แต่การระบุให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เงินบาทกลับปรับแข็งค่าขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะตัว กลายเป็น “ยาขม” สำหรับผู้ส่งออกจากเดิมมีกำไรต่อหน่วย (Margin) ต่ำอยู่แล้ว เมื่อสมทบกับภาวะสินเชื่อที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เพราะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยกู้ ยิ่งทำให้สภาพคล่องของครัวเรือนและ SMEs ตึงตัวจนเข้าขั้นวิกฤต การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงหวังผลเพื่อช่วย “ลดภาระหนี้” และเพิ่มออกซิเจนให้ธุรกิจขนาดเล็กได้หายใจต่อได้

    อย่างไรก็ตามบทสรุปทิ้งท้ายของกนง. ที่ระบุไว้น่าสนใจว่า “นโยบายการเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้เพียงอย่างเดียว”

    นี่คือเสียงสะท้อนถึงฝ่ายบริหารและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า การลดดอกเบี้ยเป็นเพียงการ “ประคองอาการ” แต่การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง จำเป็นต้องมีนโยบายผสมผสาน ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบเฉพาะจุด และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/816013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q7n1ZBlkXF2Oln8ylZWvW

  • ชวนห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ เที่ยวงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ส่งเสริมการท่องเที่ยวราชบุรี

    ชวนห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ เที่ยวงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ส่งเสริมการท่องเที่ยวราชบุรี

    วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญลุ่มน้ำแม่กลองและภาคีเครือข่าย จัดงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างความสุขให้กับชุมชน ที่วัดมะขาม ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

    วันที่ 26 ก.พ. 69 นางพัชราภา มนัสปัญญากุล ผอ.กลุ่มกิจการพิเศษ สนง.วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมี 8 กลุ่มชาติพันธุ์หลักอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างยาวนานและกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ได้มีการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และกระจายตัวอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลองบริเวณ อ.โพธาราม และ อ.บ้านโป่ง ได้แก่ ต.นครชุมน์ ต.บ้านม่วง และ ต.คุ้งพยอม เพื่อความสะดวกในการเกษตรและคมนาคม ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญทั้ง 3 ตำบล มีความเข้มแข็ง และมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นทั้งภาษา อาหารการกิน วัฒนธรรมประเพณี และการแต่งกาย

    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จึงได้ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญลุ่มน้ำแม่กลองและภาคีเครือข่าย จัดงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” เพื่อส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม และต่อยอดให้กลายเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยสร้างรายได้และสร้างความสุขให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    ด้าน นายคมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ เปิดเผยว่า สำหรับงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ปีนี้มีความพิเศษอยู่ที่ การเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานได้ห่มสไบ นุ่งผ้าโสร่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชาวไทยเชื้อสายมอญถือปฏิบัติกันมา เนื่องจากสมัยโบราณ ผู้หญิงจะนุ่งผ้าแถบ หรือ ผ้าคาดอก แต่เมื่อต้องเข้าวัดไปฟังธรรมจึงดูไม่สุภาพ ด้วยความเคารพที่มีต่อพระศาสนา จึงนำผ้าสไบมาห่มพาดปกปิดเนินอก เพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อย โดยมีการปักลวดลายดอกไม้ด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง เช่น ลายดอกพิกุล ดอกพุดตาน และดอกมะลิ รวมไปถึง รูปหงส์ อันเป็นสัญลักษณ์ชาวมอญ ลงบนผืนผ้าเพื่อให้เกิดความสวยงาม

    ขณะที่ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่ง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแหล่งที่อยู่ อาทิ ฝั่ง ต.นครชุมน์ จะนิยมสีลูกตาลสุก ฝั่ง ต.คุ้งพยอม จะนุ่งห่มโทนสีสดใส อย่างสีฟ้า สีชมพู หรือสีเขียวตอง และ ต.บ้านม่วง จะใช้สีเข้มขรึม เช่น สีคราม สีน้ำตาล หรือสีเปลือกมังคุด โดยในงานครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงพิเศษคือ “รำทะแยมอญ” ซึ่งเป็นการรำชั้นสูงที่จะมีขึ้นเฉพาะในพิธีสำคัญ มีนางรำจากเครือข่ายวัฒนธรรมมอญ ทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายมอญในพื้นที่บ้านโป่งและโพธารามกว่า 100 ชีวิต มารวมตัวกัน เพื่อถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ภายในงานยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมแบบ DIY ทั้งการปั้นดิน การเล่นสะบ้า การทำและชิมอาหารพื้นบ้าน อาทิ แกงบอน, แกงส้มลูกส้านดอกงิ้ว, แกงใบมะรุมถั่วเขียว, แกงไก่กล้วยดิบ และข้าวแดกงา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการพิเศษ “ตำนานข้าวแช่ชาวมอญ” รวมถึงตลาดชุมชนที่มีร้านค้ากว่า 100 ร้าน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าเกษตร สำหรับท่านที่สนใจ งานเทศกาล “เจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิง ราชบุรี” หรือ “กิน อยู่ ดู มอญ” ครั้งที่ 10 จัดขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ ลานวัฒนธรรมวัดมะขาม ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 08-7706-5642

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2916728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15osNjiIxeOuyZtdkWyMsx