Blog

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    วันนี้, 05:25น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยภาคการเกษตรในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ ขณะที่เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง

              นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับโรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี โดยในวันนี้ (6 มี.ค.69) จะมีการประชุมร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจกับทุกกลุ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใส สร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย

    ….

    #มะพร้าวน้ำหอม

    #นอมินี

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RtdA7hmP_3-I_loYj8_mL

  • ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    'อนุทิน' นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    5 มีนาคม 2569 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงานเข้ามาหารือด่วน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม 

    รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    นายอนุทิน กล่าวก่อนประชุมว่า ต้องการให้มาอัพเดทสถานการณ์พลังงาน หลังจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประเทศไทยได้เป็นผู้นำเข้า 
     

    นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ได้รับรายงานจากนายพิพัฒน์ นายเอกนิติ และข้อมูลจากกระทรวงพลังงานว่า ในช่วงเดือน มี.ค.น่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับปริมาณน้ำมันที่จะใช้ในประเทศไทย แต่จากตัวเลขที่ได้รับรายงาน ทราบว่าปริมาณน้ำมันที่จะเข้าสู่ประเทศไทยมันจะเริ่มทยอยมีปริมาณที่ลดลงไป สถานการณ์เปลี่ยนไปมากตั้งแต่วัน 28 ก.พ.ที่เกิดเหตุ

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ได้มีการประชุม สมช. ซึ่งสถานการณ์ก็พัฒนาไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น เราจึงต้องมานั่งกำหนดมาตรการในส่วนของเราเอง เพื่อให้ความมั่นใจว่ามันจะไม่มีผลกระทบในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันดิบ และการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้รับทราบมาว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบปริมาณครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง และอีกครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอื่น ซึ่งในส่วนภูมิภาคอื่นวันนี้นั้น ต้องขอให้กระทรวงพลังงานอธิบายให้เห็นว่า การจัดหาแหล่งพลังงานอีกครึ่งหนึ่งมาจากไหนบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-ux2Yzhyr-7AKv6XPWh4W

  • สื่อมวลชนเพชรบูรณ์จัด “ปั่นน้ำใจให้น้อง” มอบทุนการศึกษา 38 ทุน อุปกรณ์กีฬา เนื่องในวันนักข่าว

    สื่อมวลชนเพชรบูรณ์จัด “ปั่นน้ำใจให้น้อง” มอบทุนการศึกษา 38 ทุน อุปกรณ์กีฬา เนื่องในวันนักข่าว

    สมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์จัดโครงการ “ปั่นน้ำใจให้น้อง” มอบทุนการศึกษา 38 ทุน พร้อมอุปกรณ์การเรียนและกีฬาให้เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองสีฟัน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เนื่องในวันนักข่าว ประจำปี 2569

    เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 สมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ โครงการ “ปั่นน้ำใจให้แก่น้องๆ” ณ โรงเรียนบ้านคลองสีฟัน ต.ลานบ่า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยมีนายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก เป็นประธานเปิดโครงการ“ปั่นน้ำใจให้แก่น้องๆ” ประจำปี 2569 และมีนายสุรพงษ์ วุฒิสินอักษรา นายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ คณะกรรมการ สมาชิกสมาคมฯ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายศุภเดช คำพุฒ และนายสมชาย คำพุฒ บก.หนังสือพิมพ์ชาวไท และชาวไทออนไลน์ องค์กรสื่อเพชรบูรณ์ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหาร อปท. อบต.ผู้แทนหน่วยงาน อาทิ นายกองตรี พรพงษ์ ไหมแพง ชาญชัยภัครธากูร นายอำเภอหล่มเก่า, ดร.ประทิน นาคสำราญ นายก อบต.สะเดียง,พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ สารภูษิตสันต์ ผกก.สภ.หล่มสัก, ดร.พีรพัฒน์ วัชรินทรางกูร นายก อบต.ลานบ่า, นายกรเอก มิ่งศรี รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 2 (ผู้แทน ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 2), นายจำรัส พูดคล่อง ตัวแทน ส.ส.ยุพราช บัวอินทร์,ศน.ลัดดาวัลย์ ตำเขียน, นายพชร ทิลารักษ์ ผอ.โรงเรียนบ้านคลองสีฟัน

    สำหรับผู้ร่วมมอบทุนการศึกษา มีดังนี้ นายสมัคร โชติวรรณ (4 ทุน), นายสุรพงษ์ – นางลาวัลย์ วุฒิสินอักษรา (2 ทุน), นางประภาทิพย์ สุนทรศรีเดช (2 ทุน), นายบุญเลิศ พุทธเจริญ (2 ทุน), นายเด็ช โฉมจำปา (1 ทุน), นายสุวิทย์ ศรีสอน (1 ทุน) และนายเรวัฒน์ เฉลยจิตร (1 ทุน) การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ: นายประจวบ นาคเทียน (ปธ.ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.ศรีเทพ), นายอำเภอศรีเทพ, คณะแม่บ้านตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี, หลวงพ่อวัดป่าสระแก้ว และโรงงานน้ำตาลไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม

    พร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียน กิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนด้านการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 38 ทุน พร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอน และอุปกรณ์กีฬา อาหารและเครื่องดื่ม และขนม จากภาคส่วนต่างๆดังนี้: คุณครูรัฐนันท์ สีทอง (ครูน้อง), คุณเดชา โพธิ์ปลัด, ว่าที่ร้อยตรีหญิง ธนภรณ์ พัทธณียะ และ ส.ต.ต.วิพุธ เตอะอำภา, อุปกรณ์กีฬา ลูกฟุตบอล ลูกเปตอง ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ยุพราช บัวอินทร์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 2 ฯลฯ

    นายสุรพงษ์ วุฒิสินอักษรา นายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ กล่าวว่า “กิจกรรมวันนักข่าวในปีนี้ สมาคมฯ ตั้งใจที่จะเปลี่ยนบทบาทจากการนำเสนอข่าว มาเป็นการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะเด็กนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อเป็นการขอบคุณพี่น้องประชาชนและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสื่อมวลชนกับชุมชน”งานนี้ทางสมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ ต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนง ตลอดจนผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จนสำเร็จลงด้วยดีทุกประการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw321xHMPMmlBNZ4d_2K79Ue

  • น้องพลอย ตื่นเต้นนั่ง สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมองเป็น หลานครูใหญ่เนวิน

    น้องพลอย ตื่นเต้นนั่ง สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมองเป็น หลานครูใหญ่เนวิน

    น้องพลอย ตื่นเต้นนั่ง สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมองเป็น หลานครูใหญ่เนวิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

    “น้องพลอย”เผยตื่นเต้นเป็น สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมอง”หลานครูใหญ่เนวิน” ลั่นทำการบ้านหนักพร้อมทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน

    5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เล็กอุดากร สส.บุรีรัมย์ เขต 2 วัย 25 ปี สส.อายุน้อยที่สุด ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรายงานตัวถึงความรู้สึกที่ได้เป็น สส.ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นมาก และดีใจที่ชาวบ้านเขต 2 จ.บุรีรัมย์ เลือกลำดับตนเข้ามา ส่วนการทำงานหลังจากนี้ อันดับแรกคงเข้าไปศึกษางานก่อน สามารถพัฒนาอะไรได้บ้าง และสามารถพัฒนาพื้นที่อย่างไรได้บ้าง

    เมื่อถามว่า เข้ามาทำงานในสภาฯ แล้วจะการผลักดันวาระใดเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า หลังเข้าสภาฯ ก็อยากจะดูเหตุการณ์ของประเทศก่อน ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ตนอยากผลักดันเรื่องการศึกษา และในฐานะ สส.สมัยแรก ก็ขอให้สื่อช่วยแนะนำเรื่องการให้สัมภาษณ์

    เมื่อถามว่า มีการติวเข้มหรือทำการบ้านในเรื่องใดเป็นพิเศษ น.ส.ณัฐธิดา ยอมรับว่า เตรียมตัวหนักอยู่ เพราะไม่เคยทำงานสายนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ติดตามข่าวสารอยู่ตลอด และจากการลงพื้นที่ก็เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านในเขต 2 จ.บุรีรัมย์ ได้ ยืนยันว่าพร้อมทำงาน

    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่เป็น สส.อายุน้อยที่สุด และถูกจับตา น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ไม่กังวลเรื่องที่ถูกจับตามอง แต่กังวลว่าจะสามารถทำอย่างที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะทำเต็มที่ เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่ถูกจับตามองที่เป็นหลานของ นายเนวิน ชิดชอบ โดย น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ไม่กังวลเท่าไหร่ เพราะตนชินแล้วหลังจากมีข่าวออกไป ก็รู้สึกชินมาสักพักแล้ว และขณะนี้ปรับตัวได้แล้ว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ครูใหญ่ยังขลัง!!! 'ภูษิต'หลาน'เนวิน'คว้านายก อบจ.บุรีรัมย์ตามคาด กวาดเรียบยกทีม 42 เขต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950892&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x6K3kgoFcvdmyhZ8lwd6m

  • สืบสาน“มรดกแม่แห่งแผ่นดิน”สู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน“ศิลปาชีพ” | เดลินิวส์

    สืบสาน“มรดกแม่แห่งแผ่นดิน”สู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน“ศิลปาชีพ” | เดลินิวส์

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of  the Queen Mother)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา อาชีพ ศิลปาชีพ สิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยอาศัยการเรียนรู้และการแข่งขัน Hackathon ที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชนเป็นโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนา “คนไทย 4.0” ผ่านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การคิดเชิงระบบ และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

    นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

    “โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การคิดเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาเชิงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ AI/ICT, FinTech และ Green Tech รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ อันนำไปสู่การเกิดเครือข่ายเยาวชนนวัตกรระดับชาติที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระดับชุมชนและศิลปาชีพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์และในวันที่ 20 มีนาคม จะคัดเลือกทีมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคัดให้เหลือ 20 ทีม ทีมละ 5 คนจากสถาบันเดียวกัน เข้าสู่รอบ Bootcamp จากนั้นวันที่ 3 – 5 เมษายน จะจัดกิจกรรม Bootcamp แบบ On-site และกิจกรรม Pitching Day เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบ Final Round และในเดือนกรกฎาคม จะจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก (Final Coaching) การทบทวนต้นแบบ(Prototype Review) และกิจกรรมซักซ้อมการนำเสนอผลงาน (Rehearsal Day) กิจกรรม Demo Day และ Award Ceremony เพื่อประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล จากนั้น วันที่  5 สิงหาคม จะจัดพิธีรับรางวัลแบบ On-site และปิดโครงการ

    สำหรับทีมที่ชนะ 3 ทีม หัวเว่ย ผู้สนับสนุนหลัก จะมอบสิทธิ์ให้เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการร่วมกับโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน”  ของกระทรวง อว. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีศักยภาพสูงได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในระดับสากล โดยโครงการ Huawei Seeds for the Future เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมโอกาสศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์ ณ หัวเว่ย สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5659028/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqOiH0rA45ImTsokFNS8K

  • นักวิชาการ มธ.ประเมิน 2 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกลางพร้อมแนะหนทางรับมือ!

    นักวิชาการ มธ.ประเมิน 2 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกลางพร้อมแนะหนทางรับมือ!

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง ‘ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน’ กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ‘สถานการณ์น้ำมันไทย’ ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

    05 มี.ค.2569 – ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

    สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

    “ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

    “ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

    “ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

    เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/957957/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pUNSPk7mysgK082T49kA0

  • ยูเออีเผชิญต้นทุนป้องกันประเทศพุ่งสูง เซ่นพิษสงครามกระทบการบิน-ท่องเที่ยวและแผนรับมือวิกฤต

    ยูเออีเผชิญต้นทุนป้องกันประเทศพุ่งสูง เซ่นพิษสงครามกระทบการบิน-ท่องเที่ยวและแผนรับมือวิกฤต

    สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำไปสู่ระยะใหม่ที่มีต้นทุนสูงสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบป้องกันทางอากาศ ภาคการบิน และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยอีกครั้งท่ามกลางสภาวะวิกฤต

    1. แบกรับต้นทุนการป้องกันประเทศ: สงครามที่จ่ายแพงกว่า

    ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกของการโจมตี ยูเออีต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศที่สูงถึงพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อวัน โดยนักวิเคราะห์ประเมินค่าใช้จ่ายเฉพาะช่วงแรกนี้  ไว้ที่ประมาณ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

    • คลังแสงและการสกัดกั้นกระทรวงกลาโหมรายงานว่าได้สกัดกั้นขีปนาวุธแบบยิงผ่านวิถีโค้ง (ballistic missile) 174 ลูก ขีปนาวุธร่อน ลูก และโดรนอีก 689 ลำ 

    • รายละเอียดต้นทุนระบบ Patriot – ตัวดักสกัด Patriot มีต้นทุนการยิงต่อครั้งราว 4–5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งตามหลักปฏิบัติต้องยิง ลูกต่อ เป้าหมาย ส่งผลให้การทำลายขีปนาวุธ ballistic 150 ลูกเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนสูงกว่า พันล้านดอลลาร์แล้ว 

    • ภาระจากฝูงโดรนแม้ต้นทุนต่อการสอยโดรน 1 ลำจะอยู่ที่ 500,000–1.5 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีแบบ “มวลมาก” ประมาณ 500 ลำ ยูเออีต้องใช้เงินสูงถึง 253–759 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดการ 

    • ความเสียเปรียบทางงบประมาณ เมื่อเทียบกับอิหร่านที่ใช้เงินโจมตีเพียง 177–360 ล้านดอลลาร์ พบว่าอาบูดาบีต้องจ่ายเงินมากกว่าฝ่ายเตหะรานถึง 20–28 เท่า ต่อเงินทุก ดอลลาร์ที่อิหร่านลงทุนในขีดความสามารถด้านโดรนเชิงรุก

    • 2. ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม: วิกฤตในช่วงฤดูกาลสูงสุด

    • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจกำลังเตรียมรับมือกับการชะลอตัวรุนแรงในช่วงที่ควรจะเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุด

    • รายได้ดิ่งเหว: ผู้ประกอบการโรงแรมเตือนว่ารายได้ไตรมาสแรกอาจลดลงมากถึง   50 %เนื่องจากนักเดินทางเลื่อนหรือยกเลิกทริปจากความกังวลด้านความปลอดภัย

    • ผลกระทบต่อภาค Hospitality: กลุ่มธุรกิจสำคัญอย่าง Six Senses Zighy Bay และร้านอาหาร    ในดูไบ คาดการณ์ว่างบประมาณบริษัทอาจถูกตัดลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วัน 

    • เดือนรอมฎอนที่เงียบเหงา – งานเลี้ยงอาหารมื้อละศีลอดหลังพระอาทิตย์ตกดิน หรือ อิฟตาร์และ  ซูโฮร์ ขนาดใหญ่ขององค์กร เช่น Emirates Airline, Gems Education กองทุน Mubadala และบริษัทอื่นๆ ถูกยกเลิกทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านอาหารต้องปรับแผนธุรกิจใหม่เพื่อความอยู่รอด

    • มาตรการอุ้มแขกและผู้ประกอบการ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบีสั่งให้โรงแรมขยายเวลาพักแก่แขกที่ติดค้างโดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าที่พักเพิ่มเติมทั้งหมด ขณะที่รัฐดูไบออกแนวทางยืนยันว่ากิจกรรมธุรกิจและบริการจำเป็นยังคงดำเนินการได้ตามปกติ

    • 3. วิกฤตน่านฟ้าและการอพยพผู้โดยสาร

    • ระบบการบินได้รับผลกระทบรุนแรงจากการปิดน่านฟ้าทั่วยูเออีและตะวันออกกลางส่งผลให้เที่ยวบินกว่า19,000เที่ยวถูกยกเลิกและมีผู้โดยสารต่อเครื่องหลายหมื่นคนติดค้าง สายการบินหลักอย่าง Emirates และ Etihad ต้องระงับเที่ยวบินพาณิชย์เกือบทั้งหมด โดยเน้นเพียงการขนส่งสินค้าและเที่ยวบินรับคนกลับบ้านเท่านั้น 

    • 4. นโยบายความมั่นคงทางอาหารเชิงรุก

    • รัฐบาลเข้าสู่โหมดรับมือวิกฤตทันทีเพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากท่าเรือเจเบลอาลีซึ่งรับผิดชอบการนำเข้าอาหาร 73% ของประเทศได้รับความเสียหายบางส่วน 

    • การบริหารคลังสำรอง:กระทรวงเศรษฐกิจใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสต็อกสินค้าอาหารพื้นฐานประจำวันในทุกเอมิเรตเพื่อให้มั่นใจว่ามีเพียงพอและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงรอมฎอน

    • ความพร้อมของภาคค้าปลีก:ยักษ์ใหญ่เช่น Lulu Group, Choithrams และ Viva ยืนยันว่ามีสต็อกสินค้าไม่เน่าเสียง่ายสำรองไว้สำหรับ 40-60 วัน และมีแผนรองรับหากช่องแคบฮอร์มุซปิดยาวนาน 

    • มาตรการคุมเข้มการตลาด: มีการสั่ง ห้ามกักตุนสินค้า โดยผู้ค้าปลีกต้องจำกัดปริมาณการซื้อทั้งหน้าร้านและออนไลน์เพื่อให้สินค้ากระจายตัวอย่างเท่าเทียม

    • การนำเข้าทางเลือก: ยูเออีพยายามใช้เส้นทางสำรองทางถนนผ่านโอมาน และอาศัยเครือข่ายแหล่งนำเข้าจากกว่า 40 ประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่เสี่ยงอันตราย

    • 5. แผนอพยพคนไทยในยูเออี

    • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบได้เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด   โดยเปิดลงทะเบียนออนไลน์เพื่อสำรวจความจำนงของคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศยอดผู้ลงทะเบียนปัจจุบันมีคนไทยมากกว่า 1,000 รายแจ้งความประสงค์แล้ว และแผนการเดินทางหากสถานการณ์ยกระดับ จะมีการอพยพ     ทางถนนไปยัง สนามบินมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อต่อเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือเครื่องบินทหารกลับประเทศไทย

    • ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    • แม้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายแห่งยังคงเชื่อมั่นใน “แบรนด์ยูเออี”     ที่มีประวัติการฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย รัฐบาลจะอัดฉีดแคมเปญการตลาดขนานใหญ่เพื่อทวงคืนภาพลักษณ์การเป็น “ที่หลบภัยที่ปลอดภัย” ของเงินทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lvpu6ymqrk4wu3y03g8bli5m&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jKsNYUy8CAXOmdajVhGU9

  • เที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69หดตัว 4.2%แต่กพ.พบสัญญาณฟื้นตัวนทท.ต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.63%

    เที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69หดตัว 4.2%แต่กพ.พบสัญญาณฟื้นตัวนทท.ต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.63%

    05 มีนาคม 2569, 16:29น.

              ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย 2 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 6.5 ล้านคน ซึ่งหดตัวลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นักท่องเที่ยวจีนยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสมกว่า 1 ล้านคน โดยได้รับอานิสงส์หลักจากช่วงเทศกาลตรุษจีน หากพิจารณาเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์จะพบสัญญาณฟื้นตัว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.63%

             รายงานล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยตัวเลขสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 (1 ม.ค. – 28 ก.พ.) พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 6,541,710 คน ซึ่งปรับตัวลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้รายได้จากตลาดต่างประเทศสะสมอยู่ที่ 322,595 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.6%

             ‘จีน’ ยังครองแชมป์ อานิสงส์ตรุษจีนดันยอดพุ่ง แม้ภาพรวมจะมีการหดตัวลง แต่ตลาดที่น่าจับตามองที่สุดยังคงเป็น นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งรั้งอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสม 1,078,089 คน ปัจจัยบวกหลักมาจาก เทศกาลตรุษจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาพักผ่อนในไทย จากข้อมูลพบว่าในช่วงพีคของการเดินทาง มียอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยสูงถึง 30,000 คนต่อวัน ก่อนจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 14,000 คนต่อวันในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

              5 อันดับแรกและกลุ่มตลาดระยะไกล นอกจากตลาดจีนแล้ว ประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมายังไทยสูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็นกลุ่มหน้าเดิม ได้แก่ มาเลเซีย (6.16 แสนคน), รัสเซีย (5.04 แสนคน), อินเดีย (4.17 แสนคน) และเกาหลีใต้ (3.12 แสนคน) ตามลำดับ

              ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ยังคงรักษากระแสการเดินทางได้ดีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) โดยแต่ละประเทศมียอดสะสมมากกว่า 200,000 คน ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมของอุตสาหกรรมไว้ได้ในระดับหนึ่ง

              เดือนกุมภาพันธ์ สัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ หากพิจารณาเฉพาะสถิติในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะพบสัญญาณที่ค่อนข้างเป็นบวก มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3,263,802 คน เพิ่มขึ้น 4.63% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภาพรวมสองเดือนแรกจะติดลบจากการชะลอตัวในเดือนมกราคม

              แต่ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีการขยายตัวที่โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียและยุโรปที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

     #นักท่องเที่ยว

    #กพ69นักท่องเที่ยวเพิ่ม

    Cr:กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oF2b4ZWilrxFyjQKnbZ9Z

  • “รมว.อรรถกร” เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุมผู้บริหาร ททท. วางมาตรการเชิงรุก รับมือผลกระทบน่านฟ้าปิด รักษาเสถียรภาพท่องเที่ยวไทย

    “รมว.อรรถกร” เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุมผู้บริหาร ททท. วางมาตรการเชิงรุก รับมือผลกระทบน่านฟ้าปิด รักษาเสถียรภาพท่องเที่ยวไทย

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย พร้อมกำหนดแนวทางการรับมือเชิงรุกในกรณีที่มีการปิดน่านฟ้าและเส้นทางการบินในบางพื้นที่ โดยการประชุมจัดขึ้น ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ 

    ในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้บริหาร ททท. นำโดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ และนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินและการปิดน่านฟ้าในบางประเทศของภูมิภาค 

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยว ความต่อเนื่องของเที่ยวบิน และการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงระยะสั้น โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เน้นย้ำให้ ททท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

    นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้ ททท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการปรับแผนการสื่อสารการตลาด การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงการประสานสายการบินและพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อรักษาเสถียรภาพของการท่องเที่ยวไทยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมแผนสำรองรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก  

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวย้ำว่า แม้สถานการณ์ในต่างประเทศจะมีความผันผวน แต่ประเทศไทยยังคงมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินมาตรการอย่างรอบด้าน เพื่อดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สามารถเดินหน้าได้ต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67652&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ir_1RHVn2he8LqAsVRNN

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


    5/03/2569 | 80 |

    (5 มี.ค. 69) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล  รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ และนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อรับฟังการรายงานสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

    ในการนี้ ททท. ได้รายงานความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนประเมินผลกระทบของสถานการณ์ที่มีต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดยุโรป ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและเส้นทางการบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของ ททท. เพื่อรองรับสถานการณ์ ตลอดจนมาตรการเชิงรุกในการลดผลกระทบเชิงลบและการดำเนินการส่งเสริมตลาดทั้งระยะไกลและระยะใกล้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/482473&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vy1SWyyF9R1PxdBB3d5js