Blog

  • รัฐบาลคิวบาเปิดทางให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการขยับตัวของรัฐฟลอริดา

    รัฐบาลคิวบาเปิดทางให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการขยับตัวของรัฐฟลอริดา

                    เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: ภายใต้สภาวะกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลสหรัฐฯ และสภาพเศรษฐกิจที่แร้งแค้นของประเทศคิวบาในขณะนี้ ซึ่งเผชิญทั้งคำขู่จากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ได้กล่าวเป็นนัยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ อาจพิจารณาเข้าควบคุมคิวบาอย่างเป็นมิตรให้หลังการออกมาตรการชุดใหญ่ในการกีดกันการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันจากประเทศพันธมิตรของคิวบา และการกดดันให้นานาประเทศยกเลิกโครงการความร่วมมือทางการแพทย์กับคิวบา เพื่อตัดแหล่งรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญและการเข้าถึงเงินตราจากต่างประเทศ แรงกัดดันทั้งหมดทำให้รัฐบาลคิวบาจำต้องปรับมาตรการทางเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น โดยล่าสุดทางการคิวบาอนุญาตให้ธุรกิจภาคเอกชนสามารถร่วมดำเนินธุรกิจกับภาครัฐได้เป็นครั้งแรกในระยะเวลากว่า 70 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมมาเป็นเวลานาน

                      เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีคิวบา ประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel ได้กล่าวในที่ประชุมดังกล่าว ว่าขณะนี้ประเทศคิวบาจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยการยกระดับความร่วมมือระหว่างธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการส่งเสริมการทำธุรกิจกับชาวคิวบาโพ้นทะเล เป็นที่มาของการออกกฎระเบียบฉบับใหม่ในการอนุญาต และกำหนดกรอบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในลักษณะกิจการร่วมค้าภายในประเทศ (Domestic Joint Venture) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกำหนดวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ในประเทศคิวบาครั้งใหญ่ นับตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองคิวบามาเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งกิจการภาคเอกชนถูกยึดครองให้เป็นของรัฐ (Nationalization) 

                       จากกฎระเบียบการอนุญาตและกำหนดกรอบดังกล่าว ได้วางหลักการที่สำคัญที่สุดไว้ในเรื่องของการอนุญาตให้กิจการร่วมค้าธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชนนั้น สามารถเป็นผู้ดำเนินการด้านการส่งออก และนำเข้าสินค้าได้โดยตรงด้วยตัวเอง สามารถเป็นผู้รับและโอนเงินตราจากต่างประเทศได้ ทั้งยังสามารถกำหนดอัตราค่าแรง ระบบการแจกจ่ายผลกำไร และสิทธิในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของตัวได้อีกด้วย สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าในความพยายามของรัฐบาลคิวบาที่ต้องการให้สร้างความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยให้สิทธิ์กับการดำเนินธุรกิจภาคเอกชนในมิติต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

                       อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเหมือนว่ารัฐบาลคิวบาได้ผ่อนคลายกฎระเบียบในด้านการดำเนินธุรกิจและระบบเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น แต่ด้วยรูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยมที่ยังคงฝังรากลึกนั้น ทำให้ในกระบวนการส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดนั้นยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐอยู่เสมอ กล่าวคือ ในกระบวนการที่จะจัดตั้งกิจการร่วมค้า หรือความร่วมมือระหว่างธุรกิจภาคเอกชนและภาครัฐที่ว่านั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผน (Ministry of Economy and Planning) ของคิวบาก่อนจึงจะสามารถจัดตั้งได้ ทั้งยังได้กำหนดข้อยกเว้นสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐใด ๆ ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ 1) การศึกษา 2) การสาธารณสุข และ 3) ความมั่นคง/กลาโหม และหากมีการเปลี่ยนแปลงในทางธุรกิจใด ๆ ก็จะต้องขอรับการเห็นชอบใหม่ทุกครั้ง ตลอดจนการควบรวมกิจการ การเข้าถือสิทธิ์ หรือการจัดทำสัญญาในทางธุรกิจ ก็จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบและควบคุมในระดับกระทรวงขึ้นไป 

                       สำหรับการอนุญาตให้กิจการร่วมค้าธุรกิจภาคเอกชนและภาครัฐสามารถดำเนินการส่งออกและนำเข้าสินค้าได้ด้วยตัวเองนั้น ก็ยังคงมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสรุปได้โดยย่อว่าในการนำเข้าและส่งออกสินค้าก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพากลไกและหน่วยงานภาครัฐของคิวบาที่ยังคงผูกขาดการดำเนินการในระบบการค้ากับต่างประเทศอยู่ เช่นเดียวกันกับการรับและโอนเงินตราจากต่างประเทศซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ก็จะยังคงอยู่ภายใต้ระบบการแจกจ่ายเงินตราต่างประเทศส่วนกลาง (National Foreign Currency Allocation System) ของรัฐบาลคิวบาเช่นกัน

                         โดยสรุป คงจะเป็นการเหมาะสมมากกว่าที่จะกล่าวว่ารัฐบาลคิวบาอาจไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นไปทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนแรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เพื่อประครองสถานการณ์ให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศพอที่จะเดินไปต่อได้ โดยการปรับตัวของรัฐบาลคิวบาในครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณการยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของคิวบานั้นไม่สามารถเดินต่อไปได้โดยภาครัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักอีกต่อไป ทำให้จำเป็นต้องเปิดทางให้มีการขับเคลื่อนร่วมกันจากธุรกิจภาคเอกชนด้วย แต่ในขณะเดียวกันอำนาจในระบบของภาครัฐจะยังคงเหนือกว่า

                       อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความเคลื่อนไหวจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับการปรับตัวของรัฐบาลคิวบาในช่วงที่ผ่านมา ในมลรัฐฟลอริดาซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรผู้อพยพเชื้อสายคิวบา และประชากรรุ่นใหม่ที่สืบเชื้อสายมาจากคิวบาอาศัยอยู่มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เมืองไมอามี ได้ปรากฎความเคลื่อนไหวไปในทางที่สอดรับกับทิศทางนโยบายของปธน.ทรัมป์ และนายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในเชิงสนับสนุนการดำเนินนโยบายของทั้งสอง โดยเชื่อมั่นว่าจะทำในสิ่งที่เป็นความหวังของชาวคิวบาในสหรัฐฯ ซึ่งก็คือการโค้นล้มระบอบเผด็จการในปัจจุบัน และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในคิวบาไปสู่เสรี

                       โดยในขณะนี้ในระดับวุฒิสภามลรัฐของฟลอริดา กำลังมีการผลักดันการแก้ไขกฎหมายระดับวุฒิสภาของมลรัฐ (Florida Senate Bill) SB 1178 ว่าด้วยการจำกัดและบังคับใช้การแทรกแซงจากต่างประเทศ (Foreign Interference Restriction and Enforcement Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่วางระเบียบและข้อจำกัดในการดำเนินการกิจการต่าง ๆ ระหว่างมลรัฐฟลอริดากับประเทศ / องค์กร / บุคคล ที่อยู่ในรายชื่อบัญชีประเทศ / องค์กร / บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือต้องเฝ้าระวังของทางการสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงประเทศคิวบาด้วย โดยรายละเอียดที่จะมีการแก้ไขนั้น จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้มลรัฐฟลอริดามีความพร้อมที่จะดำเนินการด้านการค้าเสรีกับคิวบา โดยจะให้อำนาจผู้ว่าการมลรัฐฯ ในการออกคำสั่งผู้บริหารในการริเริ่มดำเนินการค้ากับคิวบาได้ทันที หากเมื่อรัฐบาลกลางของสหรัฐฯได้ปรับระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศคิวบา โดยการผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับจากบรรดาสมาชิกสภามลรัฐฟลอริดาเป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถผ่านความเห็นชอบสภาของมลรัฐได้ไม่ยาก 

                     ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในข้างต้นจากรัฐบาลคิวบา ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่เปิดกว้างมากขึ้นให้กับบรรดาธุรกิจในประเทศที่สามารถทำการค้าจากต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จะความต่อเนื่องของแนวทางนโยบายของรัฐบาลคิวบา ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลคิวบาได้อนุมัติให้มีการดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสคต. ณ เมืองไมอามีได้เคยเผยแพร่รายงานข่าวไปในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุดที่ได้เริ่มเปิดทางให้ธุรกิจภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศได้ยืดหยุ่นมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของประเทศที่มีระบอบการปกครองสังคมนิยม

                     ทั้งนี้ พื้นที่มลรัฐฟลอริดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไมอามี จะเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของประเทศคิวบา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความสัมพันธ์ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่านักการเมืองสหรัฐฯ ในปัจจุบันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นในมลรัฐฟลอริดา จนถึงระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ต่างก็มีนักการเมืองที่มีเชื้อสายอเมริกัน-คิวบาอยู่ในตำแหน่งสำคัญที่หลากหลาย ตั้งแต่สมาชิกสภาคองเกรส จนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดมีส่วนในการกำหนดทิศทางนโยบายและท่าทีของสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลคิวบาในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการขยับตัวผลักดันการแก้กฎหมายของมลรัฐฟลอริดาล่าสุด

                     ในแง่ความสัมพันธ์ทางสังคม เขต Hialeah ซึ่งอยู่ในเมืองไมอามี คือพื้นที่ที่มีประชากรเชื้อสายคิวบาอยู่อาศัยมากที่สุดในสหรัฐฯ และในเมืองไมอามียังมีย่านที่เรียกว่า “Little Havana” ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญของผู้มีเชื้อสายคิวบาในเมืองไมอามี อีกทั้งในสถิติเชิงประชากรจะพบว่าผู้มีเชื้อสายคิวบา คือกลุ่มประชากรหลักในบรรดาผู้มีเชื้อสายลาตินอเมริกาทั้งหมดในเมืองไมอามี (ประมาณ 54%) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความสำคัญในทางเศรษฐกิจของเมืองไมอามี ที่จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมไปยังประเทศคิวบาได้เป็นอย่างดี ทั้งด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน ฐานประชากร และความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่ในปัจจุบันผู้มีเชื้อสายคิวบาในสหรัฐฯ อาศัยภาคบริการหลายด้านจากเมืองไมอามี ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งพัสดุและสินค้า การส่งเงินระหว่างประเทศจากสหรัฐฯ ไปยังคิวบา 

                     หากเมื่อถึงวันที่สหรัฐฯ ได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกลับสู่ปกติกับรัฐบาลคิวบา สคต. ณ เมืองไมอามีเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศจะสามารถต่อติดกันได้ไม่ยาก ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่มีอยู่ในเมืองไมอามีที่ได้กล่าวไปในข้างต้น โดยผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกสินค้าไทยที่สนใจตลาดประเทศคิวบาควรแสวงหาคู่ค้าในเมืองไมอามีที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศคิวบาได้ และอาจริเริ่มการติดต่อทางธุรกิจกันไว้ พร้อมกับการติดตามความคืบหน้าเชิงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลคิวบาอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ในการวางแผนด้านกลยุทธ์การส่งออก และการขยายตลาดต่อไป 

    แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:  
    1) “Cuba Regulates Partnerships of State and Private Sectors” โดย Eloy Viera Cañiva จาก Havana Times
    2) “Cuba Allows Public-Private Ventures as US Pushes to Open Economy” โดย/จาก Bloomberg
    3) “With Iran and Venezuela Leaders Down, Florida Prepares for End to Cuban Regime” 
          โดย Alexandra Glorioso และ Claire Heddles จาก Miami Herald

    สคต. ไมอามี /วันที่ 5 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ggw5b8w5h29k2ujvcmstek76&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01NRsYfkJkk6b7qwWGaY54

  • MTC ลุยปี 69 ตั้งเป้าสินเชื่อโต 15% เสริมบริการการเงิน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    MTC ลุยปี 69 ตั้งเป้าสินเชื่อโต 15% เสริมบริการการเงิน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทยแคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC พร้อมด้วย นายสุรัตน์ ฉายาวรเดช รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน และนายกฤษดา คุรุจิตโกศล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการคลังและนักลงทุนสัมพันธ์ ร่วมงาน Analyst Meeting ณ อาคารเมืองไทย แคปปิตอล ห้องประชุมสุขสามัคคี ชั้น 5 เมื่อเร็ว ๆ นี้

    บริษัทเดินหน้าขยายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 2569 เติบโต 10–15% พร้อมยกระดับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มความเสี่ยงต่ำ และเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลัก เพื่อสนับสนุนคุณภาพพอร์ตและการเติบโตอย่างมั่นคง

    พร้อมกันนี้ MTC มั่นใจควบคุมหนี้เสีย (Non-Performing Loan: NPL) ให้อยู่ที่ระดับ 2.55% ได้ตามเป้า ควบคู่การยกระดับมาตรฐานบริการทางการเงินสู่ระดับสากล เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/company/817719&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_MhFeq_T0N-BD5In8jm8H

  • คณะบัญชี SPU: เปิดรับสมัครนักศึกษาปริญญาเอกบัญชี รุ่นที่ 14 – คณะบัญชี

    คณะบัญชี SPU: เปิดรับสมัครนักศึกษาปริญญาเอกบัญชี รุ่นที่ 14 – คณะบัญชี

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2410/2 ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Tel: (662) 558-6888 Fax: (662) 561 1721

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/83253&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yvxDh-NJOpkaJTovF84t2

  • 30 ปี แอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็ง เทียบเท่าเมืองใหญ่ 10 เมือง

    30 ปี แอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็ง เทียบเท่าเมืองใหญ่ 10 เมือง

    30 ปี แอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็ง เทียบเท่าเมืองใหญ่ 10 เมือง

    แช่แข็งมาหลายชั่วอายุ แต่ละลายภายใน 30 ปี นักวิทย์ชี้แอนตาร์กติกาได้สูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปมากถึง 10 เท่าของพื้นที่เมืองใหญ่ และกำลังละลายอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

    • ผลการศึกษาวิจัยจากข้อมูลดาวเทียมตลอด 30 ปี พบว่าทวีปแอนตาร์กติกาสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งเกยตื้นไปแล้ว 12,820 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ 10 เมือง
    • การสูญเสียน้ำแข็งส่วนใหญ่เกิดบริเวณเส้นแบ่งเขตที่ธารน้ำแข็งบนบกสัมผัสกับมหาสมุทร โดยมีสาเหตุจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นทำให้น้ำแข็งละลายและถอยร่นอย่างรวดเร็ว

    แช่แข็งมาหลายชั่วอายุ แต่ละลายภายใน 30 ปี นักวิทย์ชี้แอนตาร์กติกาได้สูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปมากถึง 10 เท่าของพื้นที่เมืองใหญ่ และกำลังละลายอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

    การศึกษาวิจัยที่นำโดยนักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ ได้รวบรวมข้อมูลดาวเทียมตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างแผนที่แสดงการเคลื่อนตัวของแนวน้ำแข็งที่เกยตื้นรอบขั้วโลกใต้ของทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแดนหนาวแห่งนี้ได้สูญเสียพื้นที่น้ำแข็งขนาดเทียบเท่าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพหรือลอสแองเจลิสภายในเวลาทุกๆ 3 ปี

    แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของแอนตาร์กติกาจะยังคงมีความเสถียร แต่ก็มีพื้นที่ที่เปราะบางในบริเวณที่ ‘น้ำแข็งเกยตื้น’ ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทวีปแอนตาร์กติกาได้สูญเสียพื้นที่น้ำแข็งเกยตื้นไปมากถึง 12,820 ตารางกิโลเมตร  เทียบเท่ากับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ประมาณ 10 เมือง

    30 ปี แอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็ง เทียบเท่าเมืองใหญ่ 10 เมือง

    ผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ได้ข้อสรุปว่า ธารน้ำแข็งที่ทอดยาวไปถึงชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกามากกว่าสามในสี่มีเสถียรภาพ ในขณะที่อีกหนึ่งในสี่ที่เหลือกำลังละลายอย่างรวดเร็ว

    บริเวณที่สำคัญที่สุดคือเส้นแบ่งเขตการลอยตัว (Grounding Line) ระหว่างธารน้ำแข็งบนบกกับมหาสมุทร ซึ่งแสดงให้เห็นการ ‘ถอยร่น’ หลังน้ำทะเลที่อุณหภูมิอุ่นทำให้น้ำแข็งเกิดการละลาย และสูญเสียความเสถียรของแผ่นน้ำแข็ง

    30 ปี แอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็ง เทียบเท่าเมืองใหญ่ 10 เมือง

    ศาสตราจารย์โดนัลด์ เบรน หนึ่งในทีมวิจัย เผยว่า พวกเขารู้มานานแล้วว่าช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้นกับแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการสำรวจและทำแผนที่อย่างครอบคลุมทั่วทั้งทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ชัดเจนว่าน้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว

    โดยการบันทึกแนวเส้นแบ่งเขตการลอยตัวของทวีปครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญสำหรับแบบจำลองแผ่นน้ำแข็งรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/862342&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z1RK2m2fxuFuyiLozykvN

  • สงครามในอิหร่านกระทบอย่างไรต่อแผนการขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีน  – BBC News ไทย

    สงครามในอิหร่านกระทบอย่างไรต่อแผนการขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีน – BBC News ไทย

    สงครามในอิหร่านสั่นคลอนเป้าหมายและความทะเยอทะยานของจีนอย่างไร

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ออกแถลงการณ์ร่วมกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ทำเนียบอีลีซีปาลาซ (Élysée Palace) เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ปี 2024 ระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ
      • Author, ลอรา บิกเกอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
    • เวลาอ่าน: 12 นาที

    แม้ขณะนี้จีนจะยังไม่ได้รับแรงกระแทก อันเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามในตะวันออกกลางโดยตรง แต่พญามังกรก็เริ่มรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมน้อย ๆ ของระลอกคลื่นจากปัญหาการสู้รบในต่างแดนบ้างแล้ว

    เมื่อมองถึงอนาคตในระยะสั้น จีนยังคงมีปริมาณน้ำมันสำรองให้พอใช้ไปได้อีกหลายเดือน และหลังจากที่น้ำมันในส่วนนั้นหมดแล้ว ก็สามารถหันไปขอความช่วยเหลือด้านพลังงานจากมหามิตรอย่างรัสเซียได้

    ทว่าในระยะยาวแล้ว สงครามในอิหร่านและตะวันออกกลางที่อาจจะกินเวลายืดเยื้อเนิ่นนาน ทำให้จีนอดวิตกกังวลไม่ได้ และเริ่มวางแผนคิดคำนวณสำหรับวันข้างหน้าแล้ว เพราะการสู้รบไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงการลงทุนของจีนในภูมิภาคดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อความทะเยอทะยานของจีน ที่ได้วางแผนการขึ้นสู่ความเป็นชาติมหาอำนาจของโลกเอาไว้ก่อนหน้านี้

    ในสัปดาห์นี้บรรดาผู้แทนของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายพันคน ได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติในกรุงปักกิ่ง เพื่อหารือถึงการวางแผนเดินหน้าสู่อนาคต อันจะเป็นนโยบายที่นำทางให้ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก สามารถฟันฝ่าผ่านอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ รวมถึงอัตราการบริโภคที่กำลังตกต่ำ, วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่มีมายาวนาน, และหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลไปได้

    นี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลจีนยอมลดระดับความคาดหวัง ในการตั้งเป้าหมายเรื่องอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลง แม้จีนจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในแวดวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและพลังงานหมุนเวียนก็ตาม

    แต่เดิมนั้นจีนยังคงมีความหวังที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ทว่าก็เป็นเวลาหนึ่งปีมาแล้ว ที่จีนต้องติดหล่มกับการทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และมาในตอนนี้ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ยุ่งยากในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ตั้งของเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญ และยังเป็นแหล่งจ่ายพลังงานแหล่งหลักให้กับจีนอีกด้วย

    ยิ่งสงครามยืดเยื้อยาวนานขึ้นเท่าไหร่ จีนก็จะยิ่งได้รับความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ช่องทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงถูกปิดกั้นอยู่

    “ภาวะปั่นป่วนขาดเสถียรภาพ และไร้ความมั่นคงปลอดภัยของภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อจีนด้วย” ดร.ฟิลิป เชตเลอร์-โจนส์ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ จากราชสถาบันรวมเหล่าทัพ (RUSI) ของสหราชอาณาจักรกล่าว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจของทวีปแอฟริกา ซึ่งในอดีตได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง จากการไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมหาศาลจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย หากกระแสการลงทุนนี้หมดไป ก็มีความเสี่ยงที่ภาวะไร้เสถียรภาพจะแผ่ลามเป็นวงกว้าง ทั้งยังจะบ่อนทำลายความยั่งยืนของผลประโยชน์แห่งชาติจีน ซึ่งมีอยู่ในหลายประเทศในระยะยาว” ดร.เชตเลอร์-โจนส์ กล่าว

    การที่จีนทำการค้าและมีการลงทุนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ตลาดและเงินลงทุนของจีนภายนอกดินแดนตะวันออกกลาง ต้องมาพลอยได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามที่ยืดเยื้อไปด้วย ทำให้จีนเองก็มีความหวาดหวั่นไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งพากันเกรงว่าจะเกิดปัญหาจากสถานการณ์อันไม่แน่นอนนี้

    ศาสตราจารย์เคอรี บราวน์ จากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) มองว่า “จีนกำลังคิดเหมือนกับที่ทุกประเทศก็คิดเช่นกัน นั่นคือคิดฉงนสงสัยว่า แผนการสำหรับเกมสงครามในครั้งนี้ของสหรัฐฯ เป็นอย่างไร เพราะพวกคนอเมริกันคงไม่กระโจนเข้าทำสงครามโดยไม่วางแผนเอาไว้ก่อนแน่”

    ทว่าศ.บราวน์ ยังกล่าวด้วยว่า “แต่ถึงอย่างนั้น จีนก็อาจจะคิดเหมือนกับที่หลายประเทศก็คิดอยู่ว่า พระเจ้า…พวกเขาช่างกล้ากระโจนเข้าสู่สงครามโดยไม่วางแผนเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเราย่อมไม่ต้องการจะถูกลากเข้าสู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ หรือถูกลากไปเข้าร่วมปมปัญหาอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง”

    มิตรแท้ที่ไม่ค่อยจะยั่งยืนถาวร

    โลกตะวันตกมองว่าอิหร่านคือพันธมิตรของจีนอยู่เสมอ และที่ผ่านมาในอดีต ทั้งสองประเทศก็หยิบยื่นมิตรไมตรีให้กันด้วยดีจริง ๆ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายในชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน คือการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในปี 1989 โดยได้มีโอกาสถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับกำแพงเมืองจีนด้วย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถ่ายภาพร่วมกับอดีตประธานาธิบดีหยาง ช่างคุน ของจีน ในเดือนพ.ค. ปี 1989

    ความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศพัฒนาจนลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงเตหะรานในปี 2016 จนในที่สุดทั้งสองประเทศก็ได้ลงนามในความตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ 25 ปี เมื่อปี 2021

    จีนให้คำมั่นว่าจะลงทุนระยะยาวในอิหร่าน คิดเป็นมูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดระยะเวลา 25 ปี แลกกับการที่อิหร่านจะส่งน้ำมันให้กับจีนอย่างต่อเนื่องไม่มีขาด ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มีเพียงเศษเสี้ยวของเงินทุนจีนก้อนโต ที่ตกไปถึงมือของประชาชนชาวอิหร่านจริง ๆ ทว่าที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านก็ได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับจีนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

    ศูนย์ศึกษานโยบายพลังงานโลก (CGEP) ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ เผยว่าสถิติล่าสุดในปี 2025 ชี้ว่าจีนนำเข้าน้ำมันดิบ 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวันจากอิหร่าน คิดเป็นราว 12% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีน ทว่าในจำนวนนี้มีไม่น้อย ที่ถูกติดฉลากเสียใหม่ว่าเป็นน้ำมันดิบจากมาเลเซีย เพื่อปกปิดกลบเกลื่อนแหล่งที่มาที่แท้จริงของมัน

    ทีมนักวิจัยของ CGEP ได้เผยแพร่รายงานที่อ้างว่า มีน้ำมันดิบจากอิหร่านกว่า 46 ล้านบาร์เรล ถูกเก็บสำรองไว้ในคลังสินค้าลอยน้ำของภูมิภาคเอเชีย และมีมากกว่านั้นที่ถูกเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากร ที่เมืองท่าใหญ่ ๆ ของจีนอย่างต้าเหลียนและโจวชาน โดยมีบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านเป็นผู้เช่าถังเก็บน้ำมัน

    นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่า จีนกับอิหร่านทำการค้าอาวุธกันอีกด้วย แต่ที่ผ่านมาจีนได้ปฏิเสธหนักแน่นว่า ไม่ได้ขายขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือรบให้อิหร่าน ทว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ กลับกล่าวหาว่า จีนสนับสนุนโครงการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่าน โดยช่วยฝึกอบรมวิศวกรและมอบชิ้นส่วนที่จำเป็นในการผลิตอาวุธให้

    บรรดาองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนต่างกล่าวหาว่า การปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านและผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิหร่านอย่างรุนแรงโหดเหี้ยม เกิดขึ้นได้โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่ง มาจากการที่จีนมอบเทคโนโลยีสอดแนมและจดจำใบหน้าให้กับทางการอิหร่าน

    แม้จะดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศเป็นมิตรแท้ที่มีสายสัมพันธ์เหนียวแน่น จนสื่อบางกลุ่มที่เน้นเสนอข่าวแบบใส่สีตีไข่ เหมารวมเอาจีนและอิหร่านเข้าเป็นหนึ่งใน “แกนนำของความปั่นป่วน” (Axis of Upheaval) หรือแก๊งจอมวายร้ายที่คอยก่อปัญหาป่วนโลก เช่นเดียวกับรัสเซียและเกาหลีเหนือ เพราะดูเหมือนว่าทั้งสี่ประเทศ ต่างก็ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระเบียบโลกที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ของมิตรทั้งสี่คือการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในแบบที่เรียกว่ายื่นหมูยื่นแมวกันมากกว่า

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่กรุงเตหะราน เมื่อปี 2016

    “ไม่มีเหตุผลที่แท้จริงในเชิงอุดมการณ์หรือวัฒนธรรม ที่ผลักดันให้จีนต้องเป็นมิตรกับอิหร่าน” ศ.บราวน์กล่าว “ในบางครั้งกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครองของจีน ก็ได้รับผลดีจากการที่อิหร่านคอยรบกวนสหรัฐฯ อยู่เสมอ ดังนั้นผมเห็นว่าเหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้จีนผูกมิตรกับอิหร่าน น่าจะเป็นเหตุผลในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก”

    “พื้นฐานของความสัมพันธ์ฉันมิตรเช่นนี้เปราะบางอย่างยิ่ง มันได้ผลเพียงในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่นับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งแน่นแฟ้นเลย”

    จีนมองพันธมิตรของตนเอง ในแบบที่ต่างจากชาติตะวันตกมองพันธมิตรของตน เพราะจีนไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกัน และไม่สู้จะรีบเร่งมาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมิตรประเทศของตนแต่อย่างใด แต่กลับพยายามอย่างสุดกำลังทุกวิถีทาง ที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวในความขัดแย้งทุกเรื่อง

    แกนนำบุกตะลุย

    ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่า จีนลอยตัวอยู่เหนือปัญหา โดยไม่ได้รับความเดือดร้อนจากสงครามในตะวันออกกลางแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้จีนได้ออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเบาะ ๆ โดยใช้ถ้อยคำนุ่มนวลตามความคาดหมาย และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที

    นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนแถลงว่า “ถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง กับการที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสังหารผู้นำของชาติที่เป็นเอกราชและมีอธิปไตย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระบอบการปกครอง”

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อจำกัดในการเข้าเป็นหุ้นส่วนหรือพันธมิตรกับจีน ได้ถูกเปิดเปลือยให้เห็นกันอย่างชัดแจ้ง ในตอนที่สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา และอีกครั้งในตอนที่ทำสงครามกับอิหร่านในขณะนี้ เพราะในสถานการณ์ทั้งสอง จีนได้แต่ถอยออกไปเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในวงนอก โดยไม่สามารถจะเข้าช่วยประเทศมหามิตรที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันได้เลย

    ศ.เชตเลอร์-โจนส์ บอกว่า ปัจจุบันจีนพยายามวางตัวเป็น “ผู้ถ่วงดุลสหรัฐฯ ที่มีความรับผิดชอบ” ในเวทีการเมืองโลก “แต่ในแง่ของการถ่วงดุลทางการทหารแล้ว ที่ผ่านมาสหรัฐฯ คือฝ่ายที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้วการเป็นมหาอำนาจทางการทหารนั้นคืออะไร สหรัฐฯมีความสามารถกำหนดผลการรบได้ในสมรภูมิทุกแห่งทั่วโลก แต่จีนนั้นยังไม่ใช่มหาอำนาจทางการทหารในระดับเดียวกัน”

    ศ.เชตเลอร์-โจนส์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “แม้จีนจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีแสนยานุภาพในระดับที่ไม่พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือปกป้องพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ได้ แม้จีนจะอยากช่วยก็ตาม”

    เพื่อแก้ไขปัญหาน่าห่วงกังวลเรื่องนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะยังคงวางตัวเป็นผู้นำระดับโลกที่สุขุมมั่นคง และไม่ทำสิ่งใดที่แหวกขนบหรือเหนือความคาดหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของผู้นำที่ตรงข้ามกับโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างยิ่ง

    ศ.สตีฟ ซาง ผู้อำนวยการสถาบันจีนศึกษา ของสำนักวิชาบูรพคดีศึกษาและแอฟริกาศึกษา (SOAS) แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็นว่า “ถ้อยแถลงของจีนจะเป็นไปในแนวทางที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงให้โลกเห็นจนสิ้นสงสัยกันอีกครั้ง ถึงความสับปลับปลิ้นปล้อนของชาติตะวันตก และวาทะลวงโลกที่พวกเขาชอบพูดถึง เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศในแนวทางเสรีนิยม”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ท่าเรือของจีนที่เมืองเซินเจิ้นทางตอนใต้ เป็นหนึ่งในท่าเรือที่ต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งต้องแล่นผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ศ.ซาง ยังกล่าวเสริมว่า “การขาดแคลนพลังงานและผลกระทบต่อการเดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งมาจากการสู้รบในครั้งนี้ จะส่งผลร้ายทางเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวง ต่อประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ ยิ่งกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะมีต่อชาติตะวันตก”

    “ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บางประเทศในซีกโลกใต้จะเกิดการขาดแคลนอาหาร และในตอนนี้เราเริ่มเห็นรอยร้าวของความแตกแยก ระหว่างเหล่าพันธมิตรชาติตะวันตกแล้ว ตัวอย่างเช่นสเปนและสหราชอาณาจักร ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งตำหนิโดยเฉพาะ”

    แต่ถึงกระนั้นจีนยังคงเชื่อมั่นว่า ตนเองยังมีโอกาสทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเจรจาสันติภาพ โดยทำงานร่วมกับประเทศที่เป้นกลางอื่น ๆ โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนบอกว่า ตนได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานและฝรั่งเศสในเรื่องนี้แล้ว และจีนยังประกาศว่าจะส่งทูตพิเศษของตนไปยังตะวันออกกลางด้วย

    การมาเยือนของทรัมป์

    ก้าวย่างของจีนเป็นไปอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง เพราะปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ คือผู้นำสหรัฐฯ ที่มีบุคลิกเอาแน่เอานอนไม่ได้ และที่สำคัญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดจะเดินทางเยือนจีนในช่วงปลายเดือนมี.ค. นี้

    ที่ผ่านมาไม่มีถ้อยแถลงครั้งใดของจีน ที่วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีอิหร่าน โดยพาดพิงไปถึงตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรงเลย ซึ่งการทูตในลักษณะนี้จะช่วยให้จีนจับมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องของเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น

    แม้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์อาจถูกยกเลิกไปเพราะความขัดแย้งในเวทีโลก แต่เท่าที่สังเกตได้ในปัจจุบัน ยังคงมีสัญญาณในเชิงบวกที่แสดงว่า การเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ น่าจะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะพบหารือกัน เพื่อตระเตรียมการเยือนดังกล่าวแล้ว

    ศ.เชตเลอร์-โจนส์ มองว่า จีนอาจใช้โอกาสนี้ในการสังเกตท่าทีของสหรัฐฯ เพื่อคาดการณ์ถึงปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อปัญหาร้อนแรงของจีน อย่างเช่นการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน “หากปรากฏชัดว่าการทำสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่เป็นที่นิยมชื่นชอบของชาวโลก สหรัฐฯ อาจโน้มเอียงไปในทางที่จะควบคุมตนเองมากขึ้น ในเรื่องของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง และหากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดต่อไปนำแนวทางนี้ไปใช้ จีนจะมีอิสระมากขึ้นในการแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งในภูมิภาคของตนและในทุกที่ทั่วโลก”

    ศ.บราวน์ แสดงความเห็นทิ้งท้ายว่า แม้บางบุคคลและองค์กรอย่างเช่นกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน จะได้โอกาสจากสงครามครั้งนี้ ในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยสร้างภาพให้สหรัฐฯ เป็นพ่อค้าสงคราม แต่การมีผู้นำระดับโลกที่ “ทำตัวเอาแน่เอานอนไม่ได้และมีบุคลิกภาพผิดปกติ” ก็สร้างความกังวลใหญ่หลวงให้จีนด้วยเช่นกัน

    “ผมว่าจีนไม่ต้องการให้โลกมีสหรัฐฯ เป็นผู้ครองอำนาจครอบงำ แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ปรารถนาสถานการณ์ที่ผู้นำสหรัฐฯ เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างนี้เช่นกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cz0geyrzlemo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20IVdNp-zf9QpfXgFHrdHn

  • จ.ปทุมธานีเปิดตัว ‘เส้นทางศรัทธา’ ยกระดับวัฒนธรรม

    จ.ปทุมธานีเปิดตัว ‘เส้นทางศรัทธา’ ยกระดับวัฒนธรรม

    จ.ปทุมธานีเปิดตัว ‘เส้นทางศรัทธา’ ยกระดับวัฒนธรรม

    วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี” มุ่งเน้นการพัฒนามรดกทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และศรัทธา สู่การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    นายเอกวิทย์ มีเพียร เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานีมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โครงการนี้จะเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ให้กลายเป็นเส้นทางประสบการณ์ที่จับต้องได้ ผ่านการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวแบบ One Day Trip และการพัฒนาหลักสูตร “เจ้าบ้านและนักเล่าเรื่อง” โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจาก มทร.ธัญบุรี เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวศิลปวัฒนธรรมและดนตรีไทยให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงความถูกต้องตามแบบแผน

    นอกจากมิติทางศาสนา โครงการยังเชื่อมโยงกับ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรและแนวพระราชดำริที่ร้อยเรียงเข้ากับวิถีวัฒนธรรมของคนปทุมธานีอย่างลงตัว ภายในงานยังมีการแสดงชุด “ร้อยเรื่องราว ศรัทธาและศิลป์ ถิ่นปทุมธานี” ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าของท้องถิ่นอย่างสง่างาม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/950925&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p7cGSBP5de2EpVR6sziMV

  • ตม.2 สยบสื่อเขมร! ยันไม่มีการเก็บค่าบริการเถื่อน-แฉทำลายภาพลักษณ์ไทย

    ตม.2 สยบสื่อเขมร! ยันไม่มีการเก็บค่าบริการเถื่อน-แฉทำลายภาพลักษณ์ไทย

    วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

    ตม.2 สยบสื่อเขมร! ยันไม่มีการเรียกเก็บเงิน 1,000 บาท แฉ!ข้อมูลคลาดเคลื่อน-ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    วันที่ 6 มี.ค. 69 พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 และโฆษก บก.ตม.2 เปิดเผยถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนกัมพูชานำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของไทยในเชิงลบว่า ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง และเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 ได้สั่งการเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ประจำสนามบินปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะคัดกรองและปฏิเสธบุคคลที่มีพฤติการณ์ความเสี่ยง เช่น ไม่มีค่าครองชีพเพียงพอสำหรับการพำนัก , ไม่มีแผนการท่องเที่ยวหรือหลักฐานที่พักที่ชัดเจน , มีพฤติการณ์แฝงตัวเข้ามาทำงานโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว และเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยและสังคม

    โฆษก บก.ตม.2 ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการบังคับให้จองตั๋วกลับทันที และไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการ 1,000 บาท ตามที่สื่อกัมพูชากล่าวอ้าง ส่วนขั้นตอนการส่งกลับบุคคลที่ถูกปฏิเสธการเข้าเมืองนั้น เป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องดูแลผู้โดยสารของตนเอง นำไปพักรอที่ห้องพักคอย (Detention Room) เพื่อรอเดินทางกลับประเทศต้นทางตามเที่ยวบินที่กำหนด ซึ่ง ตม.สนามบินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

    ปัจจุบันไทยมีแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่เน้นการบริหารจัดการกำลังพลเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ภายใต้หลักความมั่นคง จึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน เพื่อตอบโต้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/951081&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_-naW1_-iTZwQ8LG-iA3Q

  • เวียดนามอัพเกรดอุตสาหกรรมข้าวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง รับแรงกดดันสภาพภูมิอากาศและมาตรฐานการค้าโลก

    เวียดนามอัพเกรดอุตสาหกรรมข้าวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง รับแรงกดดันสภาพภูมิอากาศและมาตรฐานการค้าโลก

    เนื้อข่าว 

     ภาคการผลิตข้าวของเอเชีย รวมถึงเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงการปรับทิศทางเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม จากแนวทางที่มุ่งขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิตรวมไปสู่การยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยพื้นที่มากยิ่งขึ้น ภายใต้บริบทที่อุปทานข้าวในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสมดุลกับความต้องการบริโภค โดยในปีการผลิต 2568 – 2569 คาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกจะอยู่ที่ประมาณ 556.4 ล้านตัน และหลายประเทศสามารถบรรลุระดับความมั่นคงทางอาหารแบบพึ่งพาตนเองได้แล้ว

    image.png

    อย่างไรก็ดี ปัจจัยกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคข้าวในระยะต่อไปมิได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มปริมาณผลผลิตเป็นสำคัญ หากแต่เป็นแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนมาตรฐานการนำเข้าที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้แนวทาง การเติบโตที่มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณผลผลิตเป็นหลักเริ่มไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจการค้าและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของตลาดระหว่างประเทศในปัจจุบัน

    ในบริบทดังกล่าว เวียดนามจึงเร่งผลักดันการปรับรูปแบบการพัฒนาภาคข้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีข้าวเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่มูลค่า (rice economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต คุณภาพสินค้า และการสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการจำหน่ายผลผลิตขั้นต้นเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเวียดนามสามารถยกระดับผลิตภาพการผลิตข้าวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 6 ตันต่อเฮกตาร์ และมีผลผลิตรวมมากกว่า 43 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตเชิงปริมาณเริ่มมีข้อจำกัด ทำให้ทิศทาง การพัฒนาในระยะต่อไปมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงต้นทุน และการส่งเสริมรูปแบบการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (low-emission production)

    เพื่อขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ควบคู่กับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตพืชช่วงปี 2568 – 2578 โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากตลาดคาร์บอน (carbon markets) และกลไกทางการเงินด้านคาร์บอน (carbon finance mechanisms) นอกเหนือจากรายได้จากการจำหน่ายข้าวสารเพียงอย่างเดียว

    ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการเพาะปลูกที่กำหนด เช่น การลดการใช้เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารกำจัดศัตรูพืช การบริหารจัดการน้ำแบบสลับเปียกสลับแห้ง (alternate wetting and drying: AWD) ตลอดจนการจัดการฟางข้าวอย่างเหมาะสม จากผลการดำเนินโครงการนำร่องพบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ประมาณร้อยละ 20–40 และช่วยเพิ่มกำไรสุทธิของเกษตรกรได้มากกว่าร้อยละ 30 

    ขณะเดียวกัน เวียดนามอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ รองรับการรับรองคาร์บอนเครดิตในภาคการผลิตพืช นอกจากนี้ ยังเร่งส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรและเทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิต เช่น การใช้โดรนในการหว่านเมล็ดและใส่ปุ๋ย รวมถึงการจัดทำระบบบันทึกข้อมูลการผลิตในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ และรองรับข้อกำหนดด้านมาตรฐานของตลาดนำเข้าในระดับสากล

    ในเชิงสถาบัน สหกรณ์การเกษตรซึ่งจัดตั้งและดำเนินงานภายใต้กฎหมายสหกรณ์ของเวียดนาม มีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกกลางของระบบการผลิต โดยทำหน้าที่จัดระเบียบการเพาะปลูก เชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคธุรกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิกในเครือข่าย ทั้งยังสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการการผลิตในระดับพื้นที่ 

    ในระดับภูมิภาค เวียดนามยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การปรับประสานมาตรฐานการผลิตแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ และการผลักดันการยอมรับร่วมกันของคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตร ควบคู่กับการเรียกร้องให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศขยายการสนับสนุนผ่านกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (results-based payment mechanisms) เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าข้าว 

    แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของภาคการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพสินค้าและขยายโอกาสการเข้าถึงตลาด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาภาคข้าวดำเนินไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว

     (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    อุตสาหกรรมข้าวของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยทิศทางการพัฒนาจะเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มปริมาณผลผลิตและการส่งออก ไปสู่การยกระดับมูลค่าเพิ่ม คุณภาพสินค้า และมาตรฐานการผลิตในห่วงโซ่มูลค่ามากยิ่งขึ้น การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของการแข่งขันทางการค้าโลกที่ทวีความเข้มข้น ควบคู่กับการยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเริ่มถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าในตลาดนำเข้าสำคัญ ตลอดจนความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เวียดนามจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างภาคการผลิต การค้า และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวในระยะยาว ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการเข้าถึงตลาด และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น

    ข้อมูลการค้าล่าสุดสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในเดือนมกราคม 2569 ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของข้าวเวียดนาม ด้วยปริมาณนำเข้ากว่า 331,000 ตัน มูลค่า 147.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 51 ของปริมาณและเกือบร้อยละ 48 ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมดของเวียดนามในเดือนดังกล่าว สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนระดับการพึ่งพาตลาดหลักที่ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แม้มาตรการปรับนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศคู่ค้าอาจมีลักษณะชั่วคราวก็ตาม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการกระจายตลาดเริ่มปรากฏเด่นชัดมากขึ้น โดยตลาดในอาเซียนและแอฟริกาเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงหลายประเทศในแอฟริกาตะวันตก โดยในปี 2568 กานาได้เพิ่มการนำเข้าข้าวจากเวียดนามร้อยละ 21.3 โกตดิวัวร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.5 และบังกลาเทศเพิ่มขึ้นถึง 125 เท่า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของตลาดเกิดใหม่ในการรองรับการขยายตัวของการส่งออก และช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวในเชิงโครงสร้าง

    ในขณะเดียวกัน ตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือ ยังคงยกระดับข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรน้ำ การควบคุมสารตกค้างทางการเกษตร ตลอดจนมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ความได้เปรียบเชิงปริมาณผลผลิตซึ่งเคยเป็นจุดแข็งสำคัญของเวียดนามในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไปในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้น ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของภาคข้าวเวียดนามจึงมิได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิต การสร้างความแตกต่างของสินค้า และการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทางการค้าและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

    ภายใต้บริบทดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงได้ผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าว โดยเฉพาะโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ควบคู่กับแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรช่วงปี 2568–2578 นโยบายดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่ผลิตเชิงปริมาณ หากแต่มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิต ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิต และส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต การแปรรูป และการตลาดในห่วงโซ่มูลค่าข้าวอย่างครบวงจร ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น โครงการดังกล่าวยังสะท้อนความพยายามของเวียดนามในการผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความยั่งยืนมากขึ้น

    ความคืบหน้าของแนวทางดังกล่าวเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม โดยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ข้าวเวียดนามประมาณ 70,000 ตันได้รับฉลากรับรองข้าวเวียดนามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยคาร์บอนต่ำซึ่งแม้ปริมาณยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกทั้งหมด แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศในอนาคต อีกทั้งยังสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของทั้งเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการส่งออก ต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน

    การปรับทิศทางสู่ระบบการผลิตที่เน้นมูลค่าเพิ่มสูงของอุตสาหกรรมข้าวเวียดนามถือเป็นทั้งโอกาสเชิงยุทธศาสตร์และความท้าทายเชิงโครงสร้างในเวลาเดียวกัน หากเวียดนามสามารถเดินหน้ากระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดหลัก ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างความแตกต่างของสินค้าโดยอาศัยคุณภาพและคุณลักษณะด้านความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญ ก็มีแนวโน้มที่จะรักษาสถานะผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก พร้อมทั้งยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าข้าวคุณภาพสูงและคาร์บอนต่ำในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อรายได้ของเกษตรกร การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าเกษตร และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการค้าของประเทศโดยรวม

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การปรับโครงสร้างภาคการผลิตข้าวของเอเชีย รวมถึงเวียดนาม จากแนวทางที่มุ่งเพิ่มปริมาณผลผลิตไปสู่การยกระดับมูลค่าเพิ่ม คุณภาพสินค้า และมาตรฐานความยั่งยืน มีแนวโน้มส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาดข้าวโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเริ่มถูกใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าในตลาดนำเข้าสำคัญมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวโน้มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดแรงกดดันด้านการแข่งขันในระยะกลาง เนื่องจากเวียดนามมีการปรับระบบการผลิตและพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับมาตรฐานการค้าใหม่ ขณะเดียวกัน การขยายตลาดส่งออกของเวียดนามไปยังอาเซียน แอฟริกา และตลาดเกิดใหม่ อาจทำให้การแข่งขันในตลาดข้าวระดับกลางถึงล่างมีความเข้มข้นมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี การยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาโครงการข้าวคาร์บอนต่ำของเวียดนามยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร ระบบดิจิทัลเพื่อการจัดการฟาร์ม ตลอดจนบริการด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นจากการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง นอกจากนี้ การพัฒนาระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) รวมถึงการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน อาจเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรในระดับภูมิภาค

                        ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามควรเร่งปรับตัว โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของตลาดโลก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม เช่น ข้าวคุณภาพสูง ข้าวเฉพาะสายพันธุ์ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการท้องถิ่นในเวียดนาม ตลอดจนการติดตามทิศทางนโยบายด้านคาร์บอน ตลาดคาร์บอน และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าในห่วงโซ่มูลค่าข้าวของภูมิภาคในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yxagkb22tq6sxl8hodstkqyx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rh7CrmSo9FFTcmnIC6TuA

  • น้ำเน่าเสียผุดกลางหาดเกาะยาวใหญ่อีก ชาวบ้านวอนรัฐเร่งแก้ หวั่นกระทบท่องเที่ยวพังงา

    น้ำเน่าเสียผุดกลางหาดเกาะยาวใหญ่อีก ชาวบ้านวอนรัฐเร่งแก้ หวั่นกระทบท่องเที่ยวพังงา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34r-ET8XY5SELybvTB_AX7

  • ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการมหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ระดับจังหวัด

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการมหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ระดับจังหวัด

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการมหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ระดับจังหวัด


    6/03/2569 | 22 |

    วันนี้ (6 มีนาคม 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมคุ้มพญาซอ รีสอร์ท ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการมหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (ระดับจังหวัด)” และเนื่องในโอกาสครบรอบ 52 ปี ของการก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต อ่านสารอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อเชิดชูเกียรติกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และสมาชิกที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น จังหวัดสมุทรสงคราม มีนายรนัสสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด และอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัด/อำเภอ คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต หน่วยงานภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน กว่า 100 คน ร่วมพิธี

    นางวาสนา ไขว้พันธุ์ พัฒนาการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่าจังหวัดสมุทรสงคราม ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ที่อยู่ในการดูแลของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวน 52 กลุ่ม มีจำนวนสมาชิกรวมทั้งสิ้น 10,434 คน เงินสัจจะสะสมรวมทั้งสิ้น 177,883,610 บาท (หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเจ็ดล้านแปดแสนแปดหมื่นสามพันหกร้อยสิบบาทถ้วน) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นปีครบรอบ 52 ปี ของการก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 กรมการพัฒนาชุมชมชน ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนคนไทย ในทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศ ส่งเสริมการออมภาคครัวเรือน เพิ่มจำนวนสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุน และมีแหล่งทุนในการประกอบอาชีพได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวคิดและการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ของกรมการพัฒนาชุมชน สร้างความตระหนักให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออม มีวินัยทางการเงิน และการมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต พร้อมรับฟังการเสวนา หัวข้อ “ก้าวต่อไปกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ในการขับเคลื่อนทุนชุมชนหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานราก” และรับชมนิทรรศการจากหน่วยงานราชการ และสถาบันการเงิน ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการเงิน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สำนักงานคลังจังหวัดสมุทรสงคราม ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และในการดำเนินกิจกรรม ได้มีการจัดนิทรรศการเพื่อแสดงผลงานของ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และสมาชิกดีเด่นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จากตัวแทน ที่ได้รับการคัดเลือกจากทั้ง ๓ อำเภอ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ เพื่อให้เกิดการขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพ แก่ประชาชนภายในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1843613/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/482969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-lUOiuMT67lR-Zag4dVTq