Blog

  • ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี กดดันตลาดคริปโต

    ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี กดดันตลาดคริปโต

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 9, 2026

    ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี กดดันตลาดคริปโต

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรลแล้ว สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 เป็นครั้งแรก
    • ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นกว่า 90% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2568 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น
    • แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ย กระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโต

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง $104 ต่อบาร์เรลจะซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและนักลงทุนถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Altcoin ทั้งหมด

    ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ $104 ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าของวันที่ 9 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย (05:04 น. ตามเวลาไทย) นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งระบุว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 90% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2568 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคามาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระดับนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโต

    ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ดันราคาน้ำมันพุ่ง 90% ในเวลาไม่กี่เดือน

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะสมจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์หลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า การผลิตน้ำมันของอิรักลดลงกว่า 60% เนื่องจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านทำให้เรือบรรทุกน้ำมันถูกปิดกั้น และ อิสราเอลได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่าน จนเกิดความเสียหายต่อโรงกลั่น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียออกมาเตือนอิหร่าน ว่าอาจตอบโต้หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตน เหตุการณ์เหล่านี้รวมกันทำให้อุปทานน้ำมันโลกหดตัวลงอย่างรวดเร็วและราคาพุ่งขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2568 ที่ราว $55 ต่อบาร์เรล มาถึงระดับ $104 ในปัจจุบัน

    ในด้านอุปสงค์ ฤดูหนาวในซีกโลกเหนือที่ยาวนานและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงหนุนความต้องการใช้น้ำมัน ขณะที่ฝั่งอุปทานถูกบีบจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับแรงกดดันจากสองด้านพร้อมกัน

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต เงินเฟ้อกลับมา ดอกเบี้ยค้างสูง

    ราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรลส่งผลโดยตรงต่อความคาดหวังเรื่องนโยบายการเงิน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะแพร่กระจายไปยังทุกห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอีกครั้ง และกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปหรืออาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และนักลงทุนมีแนวโน้มลดการถือสินทรัพย์เสี่ยงลง

    ตลาดคริปโตซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเอเชีย ดังที่ Siam Blockchain รายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกถอนเงินออกจากหุ้นเอเชียกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึง ราคาคริปโตที่ดิ่งลงหนักนับตั้งแต่ Trump เข้ารับตำแหน่ง อาจต้องเผชิญกับแรงขายเพิ่มเติมจากข่าวราคาน้ำมันนี้ด้วย สภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยค้างสูงนั้นไม่เป็นมิตรกับ Bitcoin และ Altcoin เพราะนักลงทุนสถาบันมักโยกเงินกลับไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนอย่างพันธบัตรแทน

    จับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ สัญญาณดอกเบี้ยจะชี้ทิศทางตลาดคริปโต

    นักวิเคราะห์ตลาดหลายรายมองว่าปัจจัยที่ต้องจับตามากที่สุดในช่วงนี้ไม่ใช่ตัวเลขราคาน้ำมัน แต่เป็นปฏิกิริยาของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อข้อมูลเงินเฟ้อที่จะออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากตัวเลข CPI สหรัฐฯ พุ่งขึ้นตามราคาพลังงาน โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยในปีนี้จะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันระยะยาวต่อตลาดคริปโตทั้งหมด

    ในอีกด้านหนึ่ง บางส่วนของชุมชนคริปโตมองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและความกลัวเงินเฟ้ออาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มหันมาสนใจ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงและการถอนทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมทิศทางตลาด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงไม่น้อยสำหรับตลาดคริปโตในช่วงไตรมาสหน้า การที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 90% ในเวลาไม่กี่เดือนแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะทุกครั้งที่น้ำมันแพง เงินเฟ้อมักตามมา และธนาคารกลางก็ต้องคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้กับมัน ตลาดคริปโตไม่ชอบสภาพแวดล้อมแบบนี้เลย สิ่งที่ควรจับตาในช่วง 2-4 สัปดาห์ข้างหน้าคือตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะออกมา ถ้า CPI พุ่งตามราคาน้ำมัน อาจเห็นแรงขายรอบใหม่ในตลาดคริปโตได้ไม่ยาก และยังต้องดูว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายได้เร็วแค่ไหนด้วย

    เครดิตภาพจาก @rybar_pacific

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/09/us-oil-price-104-barrel-crypto-market-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X8x9C2rPe6LkQGlQGhqZg

  • “ธิษะณา” ชี้ “วันสตรีสากลไม่ใช่วันดอกไม้” ย้ำสิทธิสตรีได้มาจากการต่อสู้

    “ธิษะณา” ชี้ “วันสตรีสากลไม่ใช่วันดอกไม้” ย้ำสิทธิสตรีได้มาจากการต่อสู้

    วันที่ 8 มี.ค.69 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ธิษะณา ชุณหะวัณ-แก้วตา-Tisana Choonhavan” ระบุว่า

    วันสตรีสากลไม่ใช่วันของดอกไม้แต่เป็นวันที่เตือนใจว่า สิทธิทุกอย่างที่ผู้หญิงมีในวันนี้
    ต้องผ่านการต่อสู้มาแทบทั้งสิ้น

    สิทธิในการพูด
    สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
    สิทธิในการมีศักดิ์ศรีในสังคม

    และการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่จบ
    เพราะสิทธิสตรีคือสิทธิมนุษยชน

    #วันสตรีสากล #สิทธิสตรีคือสิทธิมนุษยชน

    International Women’s Day is not a celebration of flowers.
    It is a reminder that women had to fight for every right we have today — the right to speak, to lead, to vote, and to exist in public life without fear.

    Around the world, women are still resisting war, authoritarianism, and injustice.

    The struggle continues.
    Not just for equality — but for dignity.

    #InternationalWomensDay #WomensRightsAreHumanRights

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133590&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bUQ4hhF_UWAI5bK3RAVek

  • ‘ชีอะห์ไทย’ รวมตัวหน้าสถานทูตอิหร่าน ร่วมอาลัย ‘อาลี คาเมเนอี’ | เดลินิวส์

    ‘ชีอะห์ไทย’ รวมตัวหน้าสถานทูตอิหร่าน ร่วมอาลัย ‘อาลี คาเมเนอี’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการสูญเสีย “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ที่ในกรุงเตหะราน เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่า ที่ บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลุ่มชีอะห์ กว่า 200 คน ทั้งชาย หญิง เด็กและผู้สูงอายุ รวมตัวกัน แสดงความไว้อาลัย ที่โดยมีตำรวจ สน.ทองหล่อ, สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจ 191 และตำรวจสันติบาล และตำรวจท่องเที่ยว จัดกำลังดูแลความปลอดภัยตลอดการรวมตัว และยังมีการปิดการจราจรบริเวณหน้าสถานทูตอิหร่านเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00–11.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้มาร่วมกิจกรรม

    โดยนายอาลี ชาฮุไซนี อายุ 40 ปี ตัวแทนกลุ่มชาวชีอะห์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้ไม่ได้เป็นการรวมตัวของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวชีอะห์ รวมถึงชาวซุนนีบางส่วนในประเทศไทย ที่มีความเคารพและศรัทธาต่อ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำของอิหร่าน ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้นำประเทศแล้ว ยังถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวชีอะห์ทั่วโลกด้วย

    สำหรับกิจกรรมในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญที่ชาวชีอะห์ทั่วโลกรักและเคารพอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีชาวชีอะห์ราว 40,000–45,000 คน จึงต้องการออกมาแสดงจุดยืนว่าในประเทศไทยก็มีผู้ที่รักและเคารพผู้นำดังกล่าว และรู้สึกเสียใจต่อการจากไป ทั้งนี้ การรวมตัววันนี้เป็นการเลือกใช้วิธีการที่สันติ โดยมารวมตัวบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน เพื่อให้กำลังใจรัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่าน แม้จะสามารถไปแสดงออกที่สถานทูตสหรัฐ หรืออิสราเอลก็ได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยขอความร่วมมือให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบและรักษาความสงบ ประกอบกับผู้ร่วมกิจกรรมเป็นคนไทย จึงเลือกวิธีที่สงบที่สุด

    นายอาลี กล่าวว่า การสูญเสียครั้งนี้เปรียบเสมือนการสูญเสียบิดา และเป็นการสูญเสียเสาหลักสำคัญของชาวชีอะห์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้กำลังใจของชาวชีอะห์ลดลง เพราะในมุมมองของพวกเรา ทุกคนพร้อมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ และแนวทางของผู้นำที่ยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์จะยังคงเป็นแบบอย่างให้เดินตามต่อไป

    ส่วนข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายอาลี ระบุว่า ไม่ได้ต้องการเรียกร้องต่อสหรัฐฯ หรืออิสราเอลโดยตรง แต่ต้องการเรียกร้องต่อสหประชาชาติ และผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายสากล

    ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในอิหร่าน เนื่องจากเป็นพี่น้องมุสลิมด้วยกัน และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แต่จากข้อมูลข่าวสารที่ติดตาม พบว่าประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากยังออกมาสนับสนุนรัฐบาลและพร้อมยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์ของประเทศ

    สำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จะต้องหารือร่วมกันระหว่างแกนนำของมัสยิดและฮุไซนียะฮ์ต่าง ๆ ก่อน โดยหากมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม จะมีการประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม

    นอกจากนี้ ยังฝากถึงท่าทีของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ตำรวจสันติบาล และหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า ชาวชีอะห์ในประเทศไทยไม่มีเจตนาสร้างปัญหาหรือความวุ่นวายในประเทศ แต่อยากให้หน่วยงานรัฐดูแลทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ทั้งกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่าง พร้อมขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยวางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    นายอาลี ยังกล่าวว่า แม้จะมีความกังวลว่าท่าทีของรัฐบาลไทยอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่เชื่อว่ารัฐบาลไทยมีความรอบคอบและเฉลียวฉลาด อีกทั้งยังมีความเป็นกลาง เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐได้ดูแลสถานการณ์และทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

    ภายหลังการให้สัมภาษณ์กลุ่มชาวชีอะห์ได้พร้อมใจร่วมร้องเพลงไว้อาลัยและสดุดี พร้อมกับตะโกนว่า “อิสราเอล-อเมริกา จงพินาศ ปลดปล่อยปาเลสไตน์” และยังกล่าวอภิปรายแสดงจุดยืน ก่อนที่จะนำดอกไม้ไปวางไว้ด้านในสถานทูตอิหร่าน เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และนำหนังสือประกาศจุดยืนไปมอบให้กับท่านเอกอัครราชทูตนัสเซอร์รุดดีน ไฮดารี (H.E. Mr. Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ซึ่งตลอดกิจกรรม ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมก็ร่ำไห้ด้วยความเสียใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5667151/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zxVubiKSf0QlUCmFTuDdg

  • ขอนแก่นจัดงานมหกรรม วาระ52ปีวันตั้งออมทรัพย์ ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    ขอนแก่นจัดงานมหกรรม วาระ52ปีวันตั้งออมทรัพย์ ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดกิจกรรม “มหกรรมออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดขอนแก่น” เนื่องในวาระครบรอบ 52 ปี วันคล้ายวันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โดยมีนางจิรภา เชื้อดวงผุย พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ และสมาชิกจากทั่วทั้งจังหวัดเข้าร่วมงาน

    นางจิรภา เชื้อดวงผุย พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517  เพื่อส่งเสริมให้คนในหมู่บ้าน/ชุมชน ร่วมกันออมเงินเพื่อเป็นแหล่งทุนสำคัญของหมู่บ้าน/ชุมชน เรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบกระบวนการกลุ่ม และใช้สัจจะออมทรัพย์ ก่อให้เกิดชุมชนเกื้อกูล โดยยึดหลักการ “ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน” และใช้หลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจ และไว้วางใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างวินัยการออมและเป็นแหล่งทุนสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับครัวเรือน จังหวัดขอนแก่น มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตรวมทั้งสิ้น 989 กลุ่มมีจำนวนสมาชิกกว่า 91,204 คน มีเงินสัจจะสะสมรวมกว่า 471,583,938 บาท

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/951427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G7NEquoWtv1ixnKhI6cLk

  • สงครามและความเสี่ยงพลังงานโลก จากภาพใหญ่เศรษฐกิจมหภาคสู่ทางรอดธุรกิจไทย

    สงครามและความเสี่ยงพลังงานโลก จากภาพใหญ่เศรษฐกิจมหภาคสู่ทางรอดธุรกิจไทย

    ปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำ (Decapitation) จากการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลคร่าชีวิต “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมสมาชิกในครอบครัวและผู้นำทหารระดับสูงรวมกว่า 40 คน นำไปสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยขีปนาวุธและโดรน ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ รวมถึงโจมตีอิสราเอลโดยตรง

    คือการจุดไฟสงครามในตะวันออกกลางให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

    ฮับการบินสำคัญที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียเข้ากับยุโรป สหรัฐอเมริกา และในทางกลับกันอย่างสนามบินดูไบ โดฮาร์ และอาบูดาบี ได้รับผลกระทบ ต้องปิดน่านฟ้าเพื่อความปลอดภัย ส่งผลกระทบเที่ยวบินหลายหมื่นเที่ยว

    และที่เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า คือการตอบโต้จากอิหร่านด้วยการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างอิหร่านและโอมาน อันเป็นเส้นทางขนส่งพลังงาน ทั้งน้ำมันและแอลเอ็นจี จำนวน 1 ใน 5 ของโลก ปลายทางอยู่ที่เอเชีย โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครองสัดส่วนรวมกัน 76% ของจำนวนน้ำมันทั้งหมดที่ส่งผ่านช่องทางนี้

    หากความขัดแย้งผ่อนคลายลงได้อย่างรวดเร็ว การรับมือกับผลกระทบอาจไม่ยากนัก แต่หาก “ ไม่จบ” ลากยาว 3-5 สัปดาห์ขึ้นไป การขนส่งน้ำมันที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามธรรมชาติ จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้น กระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตามมา

    ในภาวะเปราะบางเช่นนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อ และเราๆท่านๆจะอยู่กันอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” สอบถาม 3 ผู้รู้มาให้คำตอบ

    เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล 

    นายกสมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ผู้ก่อตั้งแบรนด์สมูทอีและเดนทิสเต้

    ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามตะวันออกกลางและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรอบใหม่ ตั้งแต่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นไปจนถึงการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งแรงกระเพื่อมมาถึงภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง

    ในภาวะเช่นนี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดทางธุรกิจใหม่ จากเดิมที่มอง “ปัญหา” เป็นอุปสรรค มาเป็นการมอง “ปัญหา” ในฐานะโอกาสทางการตลาดเพราะหัวใจสำคัญของการตลาดคือการมองเห็นความต้องการที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค และเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ได้จริง

    แม้โลกจะเผชิญสงครามหรือความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ แต่โครงสร้างการบริโภคพื้นฐานของมนุษย์แทบไม่เปลี่ยน ผู้คนยังคงต้องบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ของใช้ และบริการพื้นฐาน เพียงแต่พฤติกรรมการใช้จ่ายจะปรับตัว โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยที่อาจชะลอตัว ขณะที่สินค้าจำเป็นยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง

    สำหรับเอสเอ็มอีไทยซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จึงยังมีโอกาสในตลาด หากสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การเลือกช่องทางขายใหม่ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการปรับระดับราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ยกตัวอย่างว่า ผู้ประกอบการจีนจำนวนมากสามารถสร้างสินค้าใหม่จากปัญหาเล็กๆในชีวิตประจำวัน และนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok จนกลายเป็นสินค้าที่ขายได้จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าการตลาดในยุคดิจิทัลไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง หากเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

    อีกประเด็นสำคัญที่อยากเตือนผู้ประกอบการคือ การเสพข่าวเชิงลบจำนวนมาก เช่น ข่าวราคาน้ำมัน ค่าเงิน หรือภาวะเศรษฐกิจโลก อาจทำให้เกิด “ความกลัวก่อนเหตุ” ส่งผลให้บางธุรกิจหยุดลงทุนหรือชะลอการทำตลาด ทั้งที่ในความเป็นจริงความต้องการของผู้บริโภคยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ควรใช้กลยุทธ์ “ลดราคา” เป็นทางออกหลักในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะจะกระทบต่อกำไรและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว แต่ควรหันมาใช้แนวทาง “เพิ่มมูลค่า” ให้กับสินค้าและบริการแทน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มของแถม การยกระดับบริการ หรือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่ามากกว่าราคา

    ยกตัวอย่างหลายแบรนด์สามารถเติบโตได้แม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งและช่วงการระบาดของโควิด-19 เพราะเลือกใช้กลยุทธ์เพิ่มคุณค่าให้สินค้า เช่น สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคอย่างยาสีฟัน ที่เพิ่มความคุ้มค่าด้วยการแถมแปรงสีฟันไปพร้อมกัน แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ผู้บริโภคยังจำเป็นต้องซื้อ และความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้

    วิกฤติเศรษฐกิจมักเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เติบโตได้ หากสามารถอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคได้เร็วและปรับตัวทัน เช่น การพัฒนาแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อทดแทนสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ หรือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    “ในช่วงวิกฤติ คนที่รอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน มักจะเสียโอกาส แต่คนที่ปรับตัวเร็วจะเป็นคนที่อยู่รอด”

    ลลิตา เธียรประสิทธิ์

    ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

    ผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์เป็นหลัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากความขัดแย้งจบเร็ว ผลกระทบต่อประเทศไทยและคนไทยจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในระยะสั้นเท่านั้น

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบเร็วภายใน 1 เดือน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 65 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะส่งผลลบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.2% และเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% โดยประเมินว่า มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 30% “อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด 60% คือสงครามจะยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่คาดว่าอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 เหรียญต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่งผลลบให้จีดีพีไทยลดลง 0.6% เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐาน แต่หากเป็นกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้อาจขึ้นไปที่ 100 เหรียญ จะกระทบให้จีดีพีมากขึ้น”

    ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานในประเทศ กระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องดูแลภาคธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น การผลิตไฟฟ้า ขนส่ง โรงแรมและที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ รวมถึงเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ ส่งผลกดดันต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

    ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด มีความเสี่ยงชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้มากกว่า 10% ขณะเดียวกันการส่งออกไปยุโรป อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นและค่าระวางเรือสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว

    ด้านการท่องเที่ยว การชะงักงันของฮับการบินในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและอิสราเอลซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงและเป็นลูกค้าหลักของบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) นอกจากนี้ ต้นทุนการบินที่สูงขึ้นและการหลีกเลี่ยงน่านฟ้า ยังส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและอเมริกาที่ใช้จุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะฉุดรายได้ท่องเที่ยวไทยต่อเนื่องไปจนถึงช่วง High Season

    “กรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็ว รัฐบาลยังสามารถใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า เพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศให้ทรงตัวได้ ขณะที่ระยะเวลาที่ยาวขึ้น ทำให้ภาครัฐอาจเผชิญข้อจำกัดในการบรรเทาค่าครองชีพมากขึ้น ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังและงบประมาณที่จำกัดกว่าในอดีต ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซลในประเทศอาจปรับสูงขึ้น”

    ในส่วนของตลาดการเงิน การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลกทุก 10 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่าจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงราว 4,000 ล้านเหรียญ หรือ 0.6-0.7% ของจีดีพี ขณะที่ผลต่อดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงรอประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) มีจำกัดมากขึ้น หลังจากที่เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 1.00% ในการประชุมรอบก่อนหน้า

    วีระพล จิรประดิษฐกุล

    นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

    นายวีระพล กล่าวว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันสุทธิ 80% โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมาย โดยให้สำรองน้ำมันดิบ 6%น้ำมันสำเร็จรูป 1% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งปี

    ขณะที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายใช้เงินกองทุนน้ำมัน เข้าไปอุดหนุน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน โดยวันที่ 4 มี.ค. ใช้เงินกองทุนฯอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 6.21 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นเงินอุดหนุน 422 ล้านบาทต่อวัน หรือ 12,660 บาทต่อเดือน ล่าสุดฐานะกองทุนฯ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. มีฐานะเป็นบวก 2,459 ล้านบาท หากชดเชยในระดับนี้กองทุนฯจะกลับมาติดลบตั้งแต่ 10 มี.ค. เป็นต้นไป

    ขณะที่การผลิตไฟฟ้าคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จะอยู่ที่ 36,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายเดือน เม.ย.ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนรองรับไว้หลายชั้น ทั้งการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ถ่านหิน และเจรจาซื้อไฟฟ้าเพิ่ม จากประเทศลาว การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี แบบ SPOTLNG (ราคาตลาดจร) จากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากการ์ตา

    ที่สำคัญค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) จะมีการประมาณการณ์ค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ที่คาดว่าจะเพิ่มจากช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.นี้ ที่อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย เพราะว่าราคา SPOT LNG ได้ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ไปอยู่ที่ระดับ 15-17 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

    ในประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน จึงต้องพิจารณา ว่าประเทศไทยมีความสามารถในการจัดหาและเข้าถึงพลังงานได้อย่างไร เพียงพอ ต่อเนื่อง ราคาเหมาะสมและยั่งยืน เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างไรบ้าง เพราะประเทศไทยมีความเสี่ยงในหลายด้าน อาทิ

    1.ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานถึง 72% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 80% เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง 58% และมีการนำเข้าแอลเอ็นจี 38% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่า

    2.ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีมากถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด รวมถึงการนำเข้าแอลเอ็นจีที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากกาตาร์ 3.ระบบการผลิตไฟฟ้าของไทยที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนหลัก หรือ 60% ของเชื้อเพลิงรวม ขณะที่การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลง ต้องพึ่งพาการนำเข้า แอลเอ็นจีมากขึ้น

    ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันนโยบาย ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เพราะเหตุการณ์ภายนอกประเทศนี้ อาจกระทบต่อราคาพลังงาน และการขาดแคลน ได้ตลอดเวลา การลดการนำเข้าน้ำมันและแอลเอ็นจีจากตะวันออกกลาง การบริหารความเสี่ยงด้านราคาแอลเอ็นจี ด้วยการเพิ่มสัญญาซื้อขายระยะยาว แทนการซื้อขายราคาตลาดจร การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมโซลาร์เซลล์บนหลังคาให้แก่ประชาชน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

    “การอุดหนุนราคาน้ำมันโดยใช้กองทุนน้ำมัน จะต้องดำเนินการในระยะสั้นๆ เพื่อให้เวลาประชาชนปรับตัวเท่านั้น เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของกองทุนฯ ไม่ให้กองทุนฯ ติดลบถึงแสนล้านเหมือนในอดีต”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ao9QAtkkLMMa9ibaeT5xs

  • ‘วัชรากร’ ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่เฉิงตู ประเทศจีน ในนามเพื่อไทย

    ‘วัชรากร’ ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่เฉิงตู ประเทศจีน ในนามเพื่อไทย

    ‘วัชรากร’ หมอดาวุฒิ ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ที่เฉิงตู ประเทศจีน ในนามพรรคเพื่อไทย

    วัชรากร เลิศด้วยลาภ (หมอดาวุฒิ) อดีตผู้สมัคร สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เผยภาพผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เดินทางไป เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ในนามของพรรคเพื่อไทย เพื่อเข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเพื่อนำประสบการณ์และแนวคิดที่ได้กลับมาพัฒนาบ้านเราต่อไป

    ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2569 วัชรากร เลิศด้วยลาภ (ดาวุฒิ) อดีตผู้สมัคร สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เผยว่า การศึกษาดูงานที่ประเทศจีนในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน คณะผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมชีวภาพ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า นอกจากนี้ การศึกษาดูงานครั้งนี้ยังมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวคิดด้านการพัฒนาระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาต่อยอด เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในอนาคต นำภาพส่วนนึงของการศึกษาดูงานมาฝากครับ

    เทคโนโลยีจีนเทคโนโลยีจีนหมอดาวุฒิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/-rg-Bx2fY&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yY2o-7Hl0qJkaR4caURkF

  • ‘นิด้าโพล’ เผยปชช.  เสียงแตก ชะลอตั้งรัฐบาลใหม่ หลังคดีเลือกตั้ง

    ‘นิด้าโพล’ เผยปชช. เสียงแตก ชะลอตั้งรัฐบาลใหม่ หลังคดีเลือกตั้ง

    “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ ปชช. พบเสียงแตก กรณีชะลอตั้งรัฐบาลใหม่ หลังศาลตัดสินคดีเลือกตั้งไม่ลับ ด้าน 47.64% ระบุว่า ไม่กังวลปมเลือกตั้งไม่ลับ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ กับ ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” สำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มี.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัญหาบัตรเลือกตั้งหลังการเลือกตั้ง จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ

    การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการฟ้องร้องต่อศาล กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พบว่า

    44.81% ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย หรือ ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง

    41.68% ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 

    13.20% อย่างไรก็ได้

    0.31% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ปัญหาการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ พบว่า

    36.56% ระบุว่า จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใด ๆ

    34.20% ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ แต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมได้

    28.55% ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้

    0.69% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
     

    ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา จะไม่เป็นความลับ พบว่า

    47.64% ระบุว่า ไม่กังวลเลย

    19.08% ระบุว่า ค่อนข้างกังวล

    18.55% ระบุว่า กังวลมาก

    14.27% ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล

    0.46% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    'นิด้าโพล' เผยปชช.  เสียงแตก ชะลอตั้งรัฐบาลใหม่ หลังคดีเลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1224238&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36TeIP3SN34tAd0cElRzZS

  • ‘วัชรากร’ ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่เฉิงตู ประเทศจีน ในนามเพื่อไทย

    ‘วัชรากร’ ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่เฉิงตู ประเทศจีน ในนามเพื่อไทย

    ‘วัชรากร’ หมอดาวุฒิ ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ที่เฉิงตู ประเทศจีน ในนามพรรคเพื่อไทย

    วัชรากร เลิศด้วยลาภ (หมอดาวุฒิ) อดีตผู้สมัคร สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เผยภาพผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เดินทางไป เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ในนามของพรรคเพื่อไทย เพื่อเข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเพื่อนำประสบการณ์และแนวคิดที่ได้กลับมาพัฒนาบ้านเราต่อไป

    ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2569 วัชรากร เลิศด้วยลาภ (ดาวุฒิ) อดีตผู้สมัคร สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เผยว่า การศึกษาดูงานที่ประเทศจีนในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน คณะผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมชีวภาพ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า นอกจากนี้ การศึกษาดูงานครั้งนี้ยังมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวคิดด้านการพัฒนาระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาต่อยอด เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในอนาคต นำภาพส่วนนึงของการศึกษาดูงานมาฝากครับ

    เทคโนโลยีจีนเทคโนโลยีจีนหมอดาวุฒิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/-rg-Bx2fY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yY2o-7Hl0qJkaR4caURkF

  • ชาติอ่าวอาหรับยังโดนอิหร่านโจมตีหนัก ยูเออีประกาศเข้าสู่ “ภาวะสงคราม” | เดลินิวส์

    ชาติอ่าวอาหรับยังโดนอิหร่านโจมตีหนัก ยูเออีประกาศเข้าสู่ “ภาวะสงคราม” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคูเวตซิตี ประเทศคูเวต เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่าบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติคูเวต (เคพีซี) ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อ “เฝ้าระวัง” ขณะที่ระบบป้องกันทางอากาศของกองทัพคูเวตตอบโต้ “ฝูงโดรนศัตรู” ที่รุกล้ำน่านฟ้า ซึ่งเป้าหมายของการโจมตีคือ ถังเก็บเชื้อเพลิง ณ สนามบินนานาชาติคูเวต

    ด้านรัฐบาลคูเวตประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็น “การพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญโดยตรง” นอกจากนี้ยังมีอาคารพลเรือนบางแห่งได้รับความเสียหาย จากเศษซากที่ตกลงมาจากการสกัดกั้นขีปนาวุธ

    ขณะที่กระทรวงกลาโหมกาตาร์รายงาน การถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีมากกว่า 10 ลูก ที่มีการยิงมาจากอิหร่าน แต่ยืนยันว่า ส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นไว้ได้และไม่มีผู้เสียชีวิต

    ในเวลาเดียวกัน กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียรายงาน การสกัดกั้นและทำลายโดรน 15 ลำที่รุกล้ำน่านฟ้า รวมถึงความพยายามโจมตีย่านการทูตในกรุงริยาด นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังทำลายขีปนาวุธนำวิถี 3 ลูกที่มุ่งหน้าไปยังฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน และโดรนอีก 17 ลำ ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

    นอกจากนี้ บาห์เรน โอมาน และจอร์แดน รายงานว่า สถานที่บางแห่งในประเทศ ได้รับความเสียหายจากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเช่นกัน

    ขณะที่ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศว่า บ้านเมืองอยู่ใน “ช่วงเวลาแห่งสงคราม” แต่จะก้าวผ่านไปอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม และนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ยูเออีสกัดขีปนาวุธมากกว่า 221 ลูก และโดรนมากกว่า 1,300 ลำ ซึ่งพุ่งเป้ามายังสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึง ท่าอากาศยานนานาชาติอาบูดาบี ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ โรงแรมหรู และพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน เพิ่งออกมากล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้านทุกแห่งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอ่าวอาหรับ เกี่ยวกับการได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน ที่ต้องการตอบโต้สหรัฐและอิสราเอล และยืนยันว่า จะไม่โจมตีประเทศที่อยู่โดยรอบอีก “ตราบใดที่สหรัฐไม่ใช้เป็นฐานโจมตีอิหร่านก่อน”.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666951/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Tq6HzlaKbdHREMEhCii6_

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653237&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G9d8Dda1sn8iPhOEb6lYM