Blog

  • “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

    “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

    “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม ชู “สภาสมาร์ท” ใช้ AI พัฒนาระบบงานนิติบัญญัติ เชื่อมประชาชน เชื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างชัดเจนว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ มีกระแสชื่อของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ

    โดยนายกรวีร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือ การพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส สามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือ การเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา

    นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียม ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย และยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น พร้อมการเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น

    “ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918812&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CcDItNS2CqZnA17di4hPi

  • นายกฯประชุมรับมือน้ำมันโลกพุ่งแตะ 100 เหรียญ – เร่งผลิต E20/E85 สร้างส่วนต่างให้น้ำมันถูกลง

    นายกฯประชุมรับมือน้ำมันโลกพุ่งแตะ 100 เหรียญ – เร่งผลิต E20/E85 สร้างส่วนต่างให้น้ำมันถูกลง

    09 มีนาคม 2569, 19:37น.

             นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน แถลงภายหลังการประชุมเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ด้านพลังงาน จากผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยระบุว่า จากเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะยุติลงได้เมื่อไรนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาด้านราคา และปริมาณสต็อกน้ำมันในประเทศ นอกจากจะมีการระงับการส่งออก น้ำมัน และให้ผู้ค้าเพิ่มการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% แล้วนั้น ได้มีการเตรียมแนวทางในเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล B5 เป็น B7 โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณการใช้เนื้อน้ำมันดีเซลลงอย่างน้อย 2% อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณการรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้สั่งให้มีการศึกษาแนวโน้มการปรับเพิ่มส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล เป็น B10 และ B20 ในระยะถัดไป

              โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 E85 ให้มากขึ้น ผ่านการสร้างแรงจูงใจด้านราคา ด้วยการทำให้ส่วนต่างราคาขายปลีกระหว่างราคา E10 กับ E20 และ E85 เพิ่มมากขึ้นจาก 2 บาท เป็น 3 บาท ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินของประชาชนได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันพบว่ารถยนต์หลายรุ่นสามารถเติม E20 ได้แล้ว

              สำหรับมาตรกรในส่วนของก๊าซหุงต้ม (LPG) นั้น กระทรวงพลังงาน ได้สั่งให้ตรึงราคาจำหน่ายก๊าซ LPG ต่อไปอีก 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือน พ.ค.69 จากที่จะครบกำหนดมาตรการในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ และเมื่อถึงสิ้นเดือนพ.ค.แล้ว จะค่อยมาพิจารณามาตรการใหม่อีกที

              นายอรรถพล ย้ำว่า รัฐบาลจะยังไม่ใช้มาตรการขั้นบังคับในเรื่องของการประหยัดพลังงาน แต่จะเริ่มจากมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และเอกชน ช่วยกันประหยัดพลังงานก่อน เช่น การปรับแอร์ไว้ที่อุณหภูมิ 26-27 องศา, การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น, การทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อประหยัดค่าเดินทาง รวมทั้งการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้มีความเหมาะสม เป็นต้น

              นอกจากนั้น ในเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (10 มี.ค.) เป็นต้นไป ผู้ค้าน้ำมัน บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากฯ ประกาศ ปรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร เว้น E20,E85 ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซล และ Premium GSH95 คงเดิม มีผล 10 มี.ค. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    – เบนซิน 95 ลิตรละ 39.64 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.68 บาท

    – E20 ลิตรละ 27.84 บาท

    – E85 ลิตรละ 25.79 บาท

    – ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท

    #รับมือน้ำมันโลกแพง

    #สงครามตะวันออกกลาง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159836&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sl-Tv3GbgCE0iD6poB3bK

  • เข้าใจซะใหม่ “ดื่มของร้อน” ในวันที่อากาศร้อน ช่วยให้ร่างกายเย็นลงมากกว่ากินน้ำแข็ง

    เข้าใจซะใหม่ “ดื่มของร้อน” ในวันที่อากาศร้อน ช่วยให้ร่างกายเย็นลงมากกว่ากินน้ำแข็ง

    นักประสาทวิทยาแนะนำ “ดื่มของร้อน” ในวันที่อากาศร้อน ช่วยให้ร่างกายเย็นลงมากกว่ากินน้ำแข็ง

    เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น คอกาแฟหลายคนมักจะบอกลาเมนูร้อนแล้วหันไปพึ่งพากาแฟใส่น้ำแข็งหรือค็อกเทลกาแฟเย็น ๆ เพื่อคลายความร้อน แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์กลับชี้ให้เห็นสิ่งที่สวนทางกับความรู้สึก นั่นคือการดื่มกาแฟร้อนอาจเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายของคุณเย็นลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

    บทความวิเคราะห์ปรากฏการณ์ย้อนแย้งนี้จากสื่อต่างประเทศอย่าง LAD Bible ได้อ้างอิงข้อมูลจาก ปีเตอร์ แมคนอห์ตัน (Peter McNaughton) นักประสาทวิทยาจาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ซึ่งอธิบายว่า กาแฟและเครื่องดื่มร้อนชนิดอื่น ๆ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้ผ่านกลไกทางธรรมชาติที่ซับซ้อน

    กลไก “การระบายความร้อน” ด้วยความร้อน

    การบริโภคเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงจะเข้าไปเพิ่มอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ซึ่งจะไปกระตุ้นการตอบสนองตามธรรมชาติให้นักประสาทวิทยาและระบบขับถ่ายเหงื่อทำงานหนักขึ้น ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุรายละเอียดดังนี้:

    • เมื่อดื่มของร้อน ร่างกายจะเริ่มขับเหงื่อออกมามากขึ้น
    • เมื่อเหงื่อระเหยออกจากผิวหนัง กระบวนการนี้จะทำหน้าที่เป็น “สารหล่อเย็น” (Coolant) ตามธรรมชาติ
    • การระเหยของเหงื่อช่วยลดความร้อนสะสมในร่างกายได้ในระยะยาวและมีประสิทธิภาพมากกว่า

    ทำไมเครื่องดื่มเย็นถึง “เย็น” เพียงแค่ชั่วคราว?

    ศาสตราจารย์แมคนอห์ตันระบุว่า เครื่องดื่มเย็นช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นเพียงแค่ชั่วขณะเท่านั้น เนื่องจากปริมาณของเครื่องดื่มที่เย็นจัดนั้นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมวลร่างกายทั้งหมด ทำให้ผลในการทำความเย็นถูกเจือจางไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การดื่มของเย็นจัดในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้:

    1. หลอดเลือดหดตัว: การดื่มเครื่องดื่มที่เย็นจัดมากเกินไปอาจทำให้หลอดเลือดตีบลง ซึ่งจะส่งผลให้คุณรู้สึกร้อนมากกว่าเดิมในภายหลัง
    2. ภาระของไต: การพยายามดื่มน้ำเย็นในปริมาณมหาศาลเพื่อคลายร้อน อาจส่งผลให้ไตทำงานหนักเกินไป (Overload)

    บทสรุปสำหรับคอกาแฟ

    แม้ว่าเบียร์ ค็อกเทล หรือกาแฟสกัดเย็น (Cold Brew) จะเป็นเมนูโปรดในช่วงซัมเมอร์ แต่หากเป้าหมายของคุณคือการลดอุณหภูมิร่างกายอย่างจริงจัง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า “กาแฟร้อน” คือทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877254/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WCVEwS4LM5Y6mAU6BKq2c

  • เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือสงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือสงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

         ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

         สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

         “ผลกระทบที่เห็นชัด ๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

         สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

         อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

         “ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

         “ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

         เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01090369/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m1rLsEnNoI1WXTg9LD1ZI

  • เศรษฐกิจจะรอดแบบใด?เมื่อกติกาโลกขีดเส้น“ความยั่งยืน” | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจจะรอดแบบใด?เมื่อกติกาโลกขีดเส้น“ความยั่งยืน” | เดลินิวส์

      “ความยั่งยืนกลายเป็นกติกาใหม่ของโลก และไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือเงื่อนไขของการอยู่รอด และวิทยาศาสตร์คือ เครื่องมือสำคัญที่สุด ที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ( สวทช. )กล่าวในวันที่ 9 มี.ค.69 งานแถลงข่าว จัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology ) พร้อมยกตัวอย่างว่าทีมวิจัย สวทช. ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะช่วยแก้ปัญหาการปนเปื้อนแมลงและสารเคมี เพื่อส่งกะเพราไทยสู่ตลาดโลก ด้วยการปลูกและควบคุมคุณภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

    นอกจากนี้ในเรื่องของ ‘มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ‘CBAM’ (‘Carbon Border Adjustment Mechanism’) ที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้นเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป ในเรื่องนี้ สวทช. โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม และเหล็ก เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ และช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการจัดทำรายงาน CBAM เพื่อฝ่ากำแพงภาษียุโรปได้อย่างยั่งยืน

            ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ทั้งนี้ สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2569 ของ สวทช. วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 9.00 น. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

    **ไฮไลต์งานประชุม NAC2026

    รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานจัดงานประชุมวิชาการ สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. นำผลงานเด่นจาก 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติมาเป็นไฮไลต์ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ได้แก่

    1. แพลตฟอร์มบริหารจัดการบัญชีคาร์บอนแบบอัตโนมัติ (Acamp) ที่ปลดล็อกความยุ่งยากในการทำบัญชีคาร์บอนจากไฟล์ Excel แบบเดิม มาสู่ระบบอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT (Zcarbon Box) ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมและ SMEs เห็นจุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีแบบเรียลไทม์ พร้อมวางแผนลดการปล่อยก๊าซได้อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล

    2. นวัตกรรมชุดตรวจเชื้อ EHP แบบรวดเร็ว (EHP Test Kit) สำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้ง ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเปลี่ยนการตรวจโรคในห้องแล็บที่ล่าช้า มาเป็นชุดตรวจภาคสนามที่รู้ผลไวภายใน 25 นาที คัดกรองกุ้งแคระแกร็นได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลจากโรคระบาดได้อย่างทันท่วงที

    3. ไบโอดีเซลพรีเมียม H-FAME เพื่อการขนส่งคาร์บอนตํ่า สามารถเติมในรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรกลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้ในราคาต้นทุนที่เหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    4. SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน สู่ยุคการบินคาร์บอนต่ำ โดยเอ็มเทค สวทช. พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของ SAF ให้สอดคล้องกับมาตรการ ICAO CORSIA เพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมการบินไทยรับมือกฎระเบียบสากลในปี พ.ศ. 2570 พร้อมต่อยอดการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุด 80% และผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานการบินสะอาดของอาเซียน

    และ 5. MOFs กับการพัฒนานวัตกรรมวัสดุเพื่อสังคมสีเขียวและสังคมคาร์บอนตํ่า ที่เปลี่ยนของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกใช้แล้ว สนิมเหล็ก หรือน้ำยากัดแผงวงจร ให้กลายเป็นวัสดุนาโนรูพรุนมูลค่าสูง สำหรับกักเก็บก๊าซมีเทน ดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และก๊าซ NOx ต้นตอของฝุ่น PM2.5 รวมถึงฆ่าเชื้อจุลชีพ ด้วยกระบวนการผลิตต่อเนื่อง ปริมาณมาก ต้นทุนต่ำ ตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน         

    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยกว่า 100 ผลงาน ที่จะนำเสนอในงานประชุมวิชาการ สวทช. ผ่านนิทรรศการนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    NAC2026 เป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ (Ready-to-use) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในทุกมิติ พร้อมทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้จริง ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน หรือ S&T Implementation for Sustainable Thailand มุ่งพาประเทศมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 งาน NAC2026 จะเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศในการเชื่อมโยงและถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของ สวทช. และพันธมิตรวิจัยสู่ทุกภาคส่วน รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนนักเรียนนักศึกษา

    **สัมมนาวิชาการ 40 หัวข้อ

            งาน NAC2026 นำเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจตลอด 5 วัน โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ สัมมนาวิชาการ ที่รวบรวมกว่า 40 หัวข้อจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และทิศทางเศรษฐกิจยั่งยืนของโลก สัมมนาที่ไม่ควรพลาดได้แก่ “การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.30 – 16.30 น. รวมถึงหัวข้ออื่นที่น่าสนใจ อาทิ จากนโยบายสู่การจัดการคาร์บอนในสถานประกอบการ, ถอดรหัสวิกฤตไมโครพลาสติกไทย, ‘เซมิคอนดักเตอร์’ พลังขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน และชี้เป้าฝุ่นแม่นยำติดตามแก้ไข PM2.5 อย่างตรงจุดด้วย e-Nose

    นอกจากนี้ยังมี Special Talk: Net Zero: Beyond the Environment – Shaping Lives and Economies บนเวที NAC2026 x Techsauce ที่สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้กระทบเพียงสิ่งแวดล้อม แต่กำลังพลิกโฉมวิถีชีวิตและโครงสร้างเศรษฐกิจโลก มีวิทยากรชั้นนำร่วมแบ่งปันมุมมอง อาทิ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหาร UNGCNT ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อน SDGs ในภาคธุรกิจ, Dr. Jane Zhang, Head of Southeast Asia/Singapore จาก Breakthrough Energy Fellows และ ดร.บุญสม อุรานุกูล ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Terra Oleo สตาร์ตอัปเทคโนโลยีชีวภาพผู้พัฒนานวัตกรรมน้ำมันทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

              กิจกรรมเปิดบ้าน สวทช. (Open House) เปิดพื้นที่ให้เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศวิจัยมาตรฐานสากลผ่าน 14 เส้นทางเทคโนโลยี พร้อมแสดงศักยภาพในการสนับสนุนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงใน 5 กลุ่มนวัตกรรมและบริการ ได้แก่ นวัตกรรมเกษตรฟื้นฟูและอาหารแห่งอนาคต, พลังงานไร้คาร์บอนและโซลูชันการกักเก็บ, อุตสาหกรรมอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ, บริการ NQI เพื่อความยั่งยืนและ Net Zero รวมถึงเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร

    กิจกรรมเยาวชน (Youth & STEM) มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับทักษะแห่งอนาคต ผ่านกิจกรรม STEM Education กว่า 15 หัวข้อ อาทิ Carbon Footprint, Wind-Tech Maker และ Closing the Loop พร้อมเวิร์กช็อปประกอบหุ่นยนต์ที่เยาวชนสามารถนำกลับบ้านได้จริง

              พร้อมเพลิดเพลินไปกับการ “ชม ชิม ช็อป” สินค้านวัตกรรมในพื้นที่ ตลาดนัดนวัตกรรม (NAC Market) ที่ขนสินค้านวัตกรรมมาเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้านวัตกรรมรักษ์โลกจากผู้ประกอบการไทยที่ใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิดธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

            ผู้สนใจเข้าร่วมงาน NAC2026 ได้ตลอดทั้ง 5 วันตั้งแต่วันที่  24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สามารถลงทะเบียนได้ฟรีเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ www.nstda.or.th/nac ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: โทรศัพท์ 0-2564-8000

    /-/-/-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5671566/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MKTBjRJqdrABSog7ruc7f

  • ปชป. ปลุกกระแสเศรษฐกิจสีเขียว ชูโมเดลเปลี่ยนขยะอาหารเป็นขุมทรัพย์ จี้รัฐเลิกวิธีฝังกลบ

    ปชป. ปลุกกระแสเศรษฐกิจสีเขียว ชูโมเดลเปลี่ยนขยะอาหารเป็นขุมทรัพย์ จี้รัฐเลิกวิธีฝังกลบ

    ปชป. ปลุกกระแสเศรษฐกิจสีเขียว “กรณ์” ชูโมเดลเปลี่ยนขยะอาหาร 1 ล้านตัน เป็นขุมทรัพย์คนไทย จี้รัฐเลิกวิธีฝังกลบ ระดม 3 กูรู สะท้อนมุมมอง เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาด เตือนวิกฤตอะไหล่อีวี 

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดงานเสวนาหัวข้อ “ขยะคืออะไร : ปัญหา หรือ โอกาส ของคนไทย” โดยได้ยกประเด็น ขยะอาหาร (Food Waste) ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญ ว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีขยะอาหารสูงถึง 1 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 5 แสนตัน ต้องจบลงด้วยการนำไปฝังกลบ ซึ่งนอกจากจะเสียเปล่าแล้ว ยังสร้างภาระมหาศาลให้กับระบบจัดการขยะของประเทศอีกด้วย ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะพื้นที่ฝังกลบขยะไม่เพียงพอ อีกทั้งการฝังกลบในปัจจุบันยังขาดมาตรการควบคุมทางวิทยาศาสตร์ที่รัดกุมพอ ทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น มลพิษทางน้ำ การปนเปื้อนของน้ำชะขยะลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ตลอดทั้งวิกฤตโลกร้อน การปล่อยก๊าซมีเทนจากการย่อยสลายของขยะ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวฉกาจ

    นายกรณ์ ได้ชี้ทางออกคือการ “เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์” เป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านจากการกำจัดแบบเดิมๆ ไปสู่การบำบัดและแปรรูปขยะให้เกิดประโยชน์ โดยในงานเสวนาครั้งนี้พรรคเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายมิติมาร่วมหาทางออก เพราะถึงเวลาที่ไทยต้องเลิกมองขยะเป็นเพียงภาระ แต่ต้องมองหาวิธีคิดใหม่ เพื่อนำขยะกลับมาสร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมขอบคุณทีมงาน กทม. ของพรรค ที่จัดงานสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกให้คนไทยในครั้งนี้

    ระดม 3 ผู้เชี่ยวชาญเสนอทางออก แก้ปมขยะตั้งแต่ครัวเรือน

    ขณะที่ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมานะ (จุฬาฯ) นำเสนอนวัตกรรมการจัดการขยะด้วยวิศวกรรมที่ทันสมัย โดยเน้นย้ำเรื่อง “โมเดลการจัดการขยะระบบปิด” เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นวัสดุอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการมลพิษเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี (มช.) เจาะลึกทางออกของขยะภาคการเกษตร โดยเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดจากการเผาทำลายซึ่งสร้างมลพิษ ให้กลายเป็นการผลิต “พลังงานสะอาด” เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับเกษตรกรและลดปัญหาฝุ่นควันในระดับภูมิภาค

    คุณไพบูลย์ จุลศักดิ์ศรีสกุล (King Pack) สะท้อนมุมมองจากภาคเอกชนถึงโอกาสในการเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นเม็ดเงินในระดับอุตสาหกรรม โดยชี้ให้เห็นว่าหากมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ พลาสติกที่ใช้แล้วสามารถกลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Circular Economy) ได้อย่างมหาศาล

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย “กลไกราคา” และ “จิตสำนึก” ที่เสวนามีความเห็นพ้องกันในประเด็นการปลุกจิตสำนึกการแยกขยะอย่างจริงจัง โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ 1. สร้างความต่างของราคา เสนอให้นโยบายภาครัฐกำหนด “ราคาขยะที่แยกแล้วให้สูงกว่าขยะที่ไม่แยก” โดยต้องสร้างส่วนต่างของราคาให้มากพอที่จะจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ต้นทาง 2. ระบบขยะครัวเรือน ต้องจัดวางระบบการบริหารจัดการขยะในระดับครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย และ 3. ถอดบทเรียนต่างประเทศ แนะนำให้ประเทศไทยศึกษาและนำโมเดลจากประเทศที่จัดการขยะได้สำเร็จมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย

    คำเตือนวิกฤตใหม่ “อะไหล่อีวี” และแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ

    วิทยากรได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะประเด็น “แบตเตอรี่หมดอายุ” และอะไหล่เก่า 1. ความเสี่ยงจากการนำกลับมาใช้ใหม่ เตือนว่าหากไม่มีการจัดการที่ได้มาตรฐาน และมีการนำแบตเตอรี่เก่าหรืออะไหล่หมดสภาพไปใช้งานโดยขาดความเชี่ยวชาญ จะส่งผลให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยและมลพิษจากสารเคมีตามมา 2. กฎหมายคาร์บอน เน้นย้ำว่ากฎหมายเกี่ยวกับคาร์บอน (Carbon Law) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ และควรได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมเพื่อรองรับการจัดการขยะเทคโนโลยีในอนาคต

    โดยมี นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา อดีตผู้สมัครฯ กรุงเทพมหานคร และอดีตอนุกรรมาธิการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เป็นผู้ประสานให้เกิดงานเสวนาครั้งนี้ขึ้น และยังรับบทบาทเป็นผู้ดำเนินรายการเปิดเผยว่า กฎหมายก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกติกาโลกใหม่ที่คนไทยต้องรู้เท่าทัน เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันและการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน “ขยะ” จะเป็นภาระหรือโอกาส ขึ้นอยู่กับนโยบายที่สร้างสรรค์และความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยพรรคประชาธิปัตย์พร้อมผลักดันโมเดลการจัดการขยะระบบปิดเพื่อลดปัญหามลพิษและฝุ่น PM2.5 ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gOvhsfZuPjt42QGT9_qSd

  • ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 700 จุด กังวลราคาน้ำมันพุ่งทุบเศรษฐกิจ

    ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 700 จุด กังวลราคาน้ำมันพุ่งทุบเศรษฐกิจ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มี.ค. 69)

    ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 700 จุด หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งสร้างความวิตกว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะ stagflation หรือการที่เศรษฐกิจชะงักงัน ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง

    ณ เวลา 20.56 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลบ 772.04 จุด หรือ 1.63% สู่ระดับ 46,729.51 จุด

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททำการปรับเวลาซื้อขายหุ้นในตลาด โดยปรับเวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่วันนี้ (9 มี.ค.) เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Daylight Saving Time

    ทั้งนี้ ตลาดจะเปลี่ยนแปลงเวลาซื้อขาย จากเดิม 21.30-04.00 น. ตามเวลาไทย เป็น 20.30-03.00 น.ตามเวลาไทย

    การปรับเวลาตาม Daylight Saving Time ในสหรัฐปีนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม-1 พฤศจิกายน 2569

    ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับ 35.3 จุดในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.2568 ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหันไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

    ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นมากกว่า 35% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในปี 1983

    นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 13% สู่ระดับ 102.67 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งขณะนั้นตลาดได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน

    ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางพากันลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแคลนสถานที่กักเก็บน้ำมัน หลังจากไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ เนื่องจากอิหร่านขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงจากระดับสูงสุดของวัน หลังมีรายงานว่า กลุ่ม G7 กำลังพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาด

    นายเอ็ด ยาร์เดนี ประธานและหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Yardeni Research กล่าวว่า ‘เราไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการเกิดภาวะตลาดหมี หากนักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะ stagflation แบบเดียวกับทศวรรษ 1970 อีกครั้ง’

    นายยาร์เดนีกล่าวว่า หากวิกฤตราคาน้ำมันยังคงดำเนินต่อไป ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเผชิญความยากลำบากในการดำเนินนโยบาย เนื่องจากต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ดี นายยาร์เดนีกล่าวเสริมว่า เขายังคงมองในแง่ดีว่าสงครามจะยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์ และเขาคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงขับเคลื่อนต่อไปโดยกลุ่มเทคโนโลยี และตลาดจะเข้าสู่ภาวะกระทิง

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE80IQE6O8Q9FGU44HM1H2NKGJ0GXBJ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U8VyDr_hUevTAoWwJYqrr

  • อิหร่าน เล็งเป้าถล่มผลประโยชน์เศรษฐกิจสหรัฐฯ  : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00น./ วันที่ 9 มี.ค. 69

    อิหร่าน เล็งเป้าถล่มผลประโยชน์เศรษฐกิจสหรัฐฯ : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00น./ วันที่ 9 มี.ค. 69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/7EvffL7GCXA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16ZZBI89LO-kYdSA_c2PCv

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 09/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 09/03/69

    วันที่ 9 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 9 มี.ค.69 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 31.67 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 32.39 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bHWRCqHP2zGnr58HdRONq

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 09 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 09 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : เตรียมขึ้นได้แล้ว
    แนวรับ : $5,000 หรือ 76,500
    แนวต้าน : $5,200 หรือ 78,500

    .

    ทำไมราคาทองคำถึงร่วงลง ทั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล? ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะลุกลามจนกลายเป็นแรงหนุนรอบใหม่ให้ทองคำหรือไม่? วิกฤตซัพพลายเชนที่กระทบทั้งพลังงาน กำมะถัน และฮีเลียม จะกดดันเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน? ตัวเลขเงินเฟ้ออย่าง CPI และ Core PCE ที่กำลังจะประกาศ จะทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ยหรือไม่? และพฤติกรรมราคาที่มักถูกทุบช่วงกลางคืนก่อนฟื้นในช่วงเช้า กำลังส่งสัญญาณว่าทองคำเริ่มเข้าสู่จังหวะ “เตรียมขึ้นได้แล้ว” หรือไม่

    .

    กลยุทธ์วันนี้คือ เตรียมขึ้นได้แล้ว โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 76,500 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 5,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 78,500 บาท ท่ามกลางบรรยากาศการเงินโลกที่ผันผวนอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรงและการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการของตลาดโลก ทำให้นักลงทุนทองคำต้องจับตาหลายปัจจัยพร้อมกัน

    แม้โดยปกติทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในรอบนี้กลับเกิดภาพ “ทองร่วงสวนทางน้ำมัน” เพราะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นรวดเร็ว ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลงแรง นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงจำเป็นต้องขายทองคำเพื่อนำเงินไปเติมมาร์จิ้นหรือพยุงพอร์ตที่ขาดทุน ส่งผลให้ทองคำถูกกดดันในระยะสั้น แม้ภาพใหญ่ยังมีปัจจัยหนุนอยู่ก็ตาม

    ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียดมากขึ้น หลังอิหร่านได้ผู้นำใหม่ที่มีแนวคิดแข็งกร้าว ส่งผลให้เกิดการปะทะและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายพื้นที่ ความไม่แน่นอนที่ขยายวงกว้างไปหลายประเทศ กลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้ราคาน้ำมันยืนในระดับสูง และยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโลก

    ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่พลังงานเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงซัพพลายเชนของวัตถุดิบสำคัญอย่างกำมะถันและฮีเลียม ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโดยตรง เมื่อห่วงโซ่อุปทานสะดุด หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีก็ยิ่งเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทำให้ภาพเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัวในวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังรอตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญอย่าง CPI และ Core PCE ซึ่งแม้อาจยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสงครามได้เต็มที่ แต่ถ้าออกมาสูงกว่าคาด ก็อาจทำให้นักลงทุนกังวลว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยสูงต่อไป หรือเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปอีก นั่นจะเป็นอีกตัวแปรที่เพิ่มความผันผวนให้กับทองคำในระยะสั้น

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือพฤติกรรมราคาในช่วงหลังปรับเวลา Daylight Saving ซึ่งพบรูปแบบ “ตบดึก ขึ้นเช้า” ชัดเจนขึ้น โดยช่วงกลางคืนมักมีแรงขายกดราคาลงแรง ขณะที่ช่วงเช้าถึงบ่ายราคามักรีบาวด์กลับขึ้นมาได้ ทำให้กลยุทธ์การสะสมในจังหวะที่ราคาถูกทุบลงแรงบริเวณแนวรับสำคัญ เช่น 5,000 ดอลลาร์ หรือโซน 76,000–77,000 บาท กลายเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รอจังหวะเข้าซื้อ

    .

    สรุป :

    ภาพรวมของทองคำตอนนี้ แม้จะถูกกดดันระยะสั้นจากแรงขายเพื่อนำเงินไปพยุงพอร์ตหุ้น แต่โครงสร้างใหญ่ยังเริ่มกลับมาเป็นบวกมากขึ้น ทั้งจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่อยู่สูง ความเปราะบางของซัพพลายเชน และโอกาสที่เงินเฟ้อจะยังไม่ลดลงง่าย ๆ เมื่อรวมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเหนือ 32 บาทต่อดอลลาร์ ยิ่งเป็นแรงเสริมให้ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นได้แรงกว่าราคาโลก ดังนั้นภาพของตลาดในรอบนี้จึงยังมองได้ว่าเป็นช่วง “เตรียมขึ้นได้แล้ว” โดยเน้นสะสมเมื่ออ่อนตัวแถวแนวรับ และรอขายทำกำไรเมื่อราคาฟื้นตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-09-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CVlYemymREoszQ4BizrsC