Blog

  • เพราะการเรียนบัญชีที่นี่ ไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ลงตัวในกระดาษแต่คือการสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบในโลกกว้าง – คณะบัญชี

    เพราะการเรียนบัญชีที่นี่ ไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ลงตัวในกระดาษแต่คือการสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบในโลกกว้าง – คณะบัญชี

    ในวันแรกที่ก้าวข้ามเส้นประตูของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พกมาเพียงเข็มทิศที่สั่นไหวกับความฝันที่ยังเลือนลางราวกับหมึกที่ยังไม่แห้งตัว ใครจะคิดว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่ใช่แค่สถานศึกษา แต่เป็น “เบ้าหลอม” ที่ค่อยๆ ถักทอตัวตนของดิฉันขึ้นมาใหม่ ผ่านบททดสอบที่ประเมินค่าไม่ได้ด้วยตัวเลขใดๆ

    ภาพที่ยังติดตาชัดเจนที่สุด ไม่ใช่หน้ากระดาษในสมุดบัญชี แต่วินาทีที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟในฐานะ “ตัวแทนคณะ” บนเวทีการแข่งขัน วันนั้นลมหายใจของดิฉันสั่นไหวด้วยความกดดันที่แบกความหวังของอาจารย์และเพื่อนๆ ไว้บนบ่า แต่ท่ามกลางความเงียบงัดก่อนเริ่มวิเคราะห์โจทย์ ดิฉันกลับพบสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน… มันคือ “ศักยภาพที่ซ่อนอยู่” ทุกหยดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาในวินาทีที่วิเคราะห์ตัวเลขสอดประสานกับเพื่อนร่วมทีม คือบทเรียนที่สอนว่าบัญชีไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน แต่มันคือการตัดสินใจที่เฉียบคมและการไว้ใจซึ่งกันและกัน วินาทีที่ชื่อของ “ศรีปทุม” ถูกประกาศออกมา มันไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่มันคือการประกาศว่าเด็กคนนี้ได้เติบโตขึ้นเป็น “ผู้นำ” ที่พร้อมจะยืนหยัดต่อทุกพายุในโลกความจริง

    สโมสรนักศึกษา: กำไรชีวิตที่ไม่มีวันขาดทุน

    หากการเรียนคือหน้าที่ การทำงานใน “สโมสรนักศึกษา” คือหัวใจ ที่นั่นคือห้องเรียนวิชาชีวิตที่ไม่มีในตำราเล่มไหน เราไม่ได้บริหารเพียงแค่ตารางกิจกรรม แต่เรากำลังเรียนรู้ที่จะ “บริหารหัวใจคน” ในค่ำคืนที่เหนื่อยล้าจากการเรียนที่หนักหน่วง แต่เรายังคงนั่งทำงานร่วมกันจนดึกดื่น รอยยิ้มท่ามกลางความอ่อนล้าและเสียงหัวเราะที่ดังก้องในห้องสโมสรฯ กลายเป็นสายใยที่ถักทอจนเหนียวแน่น มิตรภาพเหล่านี้คือ “กำไร” มหาศาลที่ต่อให้ใช้เครื่องคิดเลขรุ่นไหนก็คำนวณมูลค่าออกมาไม่ได้ มันทำให้คำว่า “เหนื่อย” ถูกลบเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ภูมิใจที่ได้เสียสละ”ก้าวต่อไปด้วยความภาคภูมิ

    วันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไม่ได้มอบเพียง “ใบปริญญา” ที่การันตีความรู้ แต่มอบ “เข็มทิศแห่งชีวิต” และ “เปลวไฟแห่งความเชื่อมั่น” ให้ประสบการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ความตื่นเต้นบนเวทีแข่งขัน ไปจนถึงความอบอุ่นในครอบครัวสโมสรฯ ได้กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งดั่งหินผา ไม่ว่าเส้นทางวิชาชีพในวันข้างหน้าจะขรุขระเพียงใด หรือโจทย์ชีวิตจะยากแค่ไหน ดิฉันจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงด้วยความภาคภูมิใจ…เพราะครั้งหนึ่ง “หัวใจ” ได้ถูกเติมเต็มและเติบโตขึ้นอย่างงดงาม ณ ที่แห่งนี้

    ปริญญาที่ไม่ได้จารึกแค่บนกระดาษ… แต่สลักไว้ในจิตวิญญาณ

    สุดท้ายแล้ว เมื่อเข็มนาฬิกาของการเป็นนักศึกษาเดินทางมาถึงนาทีสุดท้าย ประสบการณ์ทั้งหมดที่หล่อหลอมในรั้วคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น “มันเป็นมากกว่าการเรียนเพื่อคว้ากระดาษแผ่นเดียว” แต่มันคือการเดินทางตามหาจิ๊กซอว์ของชีวิตที่เคยขาดหายไปจนเต็มเปี่ยม

    ที่นี่คือที่ ๆ ดิฉันได้ “ค้นพบเนื้อแท้” ของตัวเอง ได้เผชิญหน้ากับขีดจำกัดจนกลายเป็นความแกร่งกล้า และได้สร้างความทรงจำที่งดงามประดุจงานศิลปะชิ้นเอก—งานศิลปะที่ไม่ได้วาดด้วยพู่กัน แต่ถูกแต้มด้วยหยาดเหงื่อ ความกดดัน และรอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตาในวันที่เราฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน ความประทับใจเหล่านี้ไม่ใช่เพียงอดีตที่น่าจดจำ แต่มันคือ “แสงประทีป” ที่จะยังคงส่องสว่างอยู่กลางใจ ไม่ว่าพายุในโลกการทำงานจะโหมกระหน่ำเพียงใด นี่คือรากฐานที่มั่นคงที่สุด ในวันที่ดิฉันต้องก้าวเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกกว้างอย่างเต็มภาคภูมิ ดิฉันไม่ได้เดินออกไปเพียงลำพัง แต่พกเอา “จิตวิญญาณแห่งบัญชีศรีปทุม” ติดตัวไปด้วย ในวันที่ต้องเหนื่อยล้าบนเส้นทางวิชาชีพ จะหลับตาแล้วนึกถึงเสียงหัวเราะในห้องสโมสรฯ และความมุ่งมั่นบนเวทีการแข่งขันนั้นอีกครั้ง… เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ตลอดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/83328&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hvnJgy4Jve7MfZFSCJ4bz

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D102301101%26symbol%3DTQR&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zSyJbLLSBwdN5WqPTR5Ub

  • ยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ GCC ต่อความตึงเครียดอิหร่าน

    ยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ GCC ต่อความตึงเครียดอิหร่าน

    • ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามตัวชี้วัดหลัก

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออีได้เผชิญกับสภาวะวิกฤตดังกล่าว โดยอาศัยรากฐานทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถพิจารณาผ่านตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ ประการ ที่สะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพภาพรวมของประเทศ ดังนี้

    พันล้าน  USD

    รายได้ต่อปีของ  EDGE กลุ่มอุตสาหกรรมกลาโหมของยูเออี

     

    1.8  ล้านล้าน USD

    มูลค่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอาบูดาบี  (≈ 4 เท่าของ GDP)

     

    4%

    อัตราการเติบโต  GDP เฉลี่ยต่อปีตั้งแต่ปี 2533–2567

    • การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดตั้งกลุ่มบริษัท Edge ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านความมั่นคงที่มีรายได้รวมกว่า พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายพึ่งพาตนเองทางยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาทิ SkyKnight และระบบสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับด้วยการใช้ AI รบกวนสัญญาณ ผลิตที่ Tawazun Industrial Park -กรุงอาบูดาบี สามารถช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงในระดับภูมิภาค ทั้งทำให้ในอาบูดาบีติดอันดับ 25 กลุ่มกลาโหมชั้นนำของโลก

    • ความแข็งแกร่งของเกราะป้องกันทางการคลัง โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds : SWFs) ของอาบูดีบี ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์รวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็น”ป้อมปราการทางการเงิน” ที่สำคัญยิ่ง โดยมูลค่าสินทรัพย์ดังกล่าวสูงกว่า GDP ถึง เท่า ส่งผลให้ภาครัฐมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อพยุงเศรษฐกิจภาคเอกชนและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้แม้ในสภาวะวิกฤต

    • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง อัตราร้อยละ ต่อปี (ค่าเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533) อ้างจากข้อมูลธนาคารโลก ระบุว่า GDP ที่แท้จริงของยูเออี เพิ่มขึ้นจาก 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2533 เป็น462,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลกหลายครั้ง อาทิ สงครามอ่าวเปอร์เซีย วิกฤตราคาน้ำมัน พ.ศ. 2541 วิกฤตการณ์การเงินโลก อาหรับสปริง และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

    • เศรษฐกิจอ่าวภายใต้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก GCC แม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในสัปดาห์แรก แต่ตลาดยังคาดว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ซาอุดีอาระเบียสามารถเลี่ยงโดยการส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งตะวันออก–ตะวันตกได้ราว ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยูเออีมีท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือฟูไจราห์ (ความยาว 240 ไมล์) เป็นเส้นทางสำรอง อย่างไรก็ตาม กำลังรองรับยังไม่เพียงพอทดแทนช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด อีกทั้งเหตุโจมตีท่าเรือฟูไจราห์และเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มความเสี่ยงด้าน   โลจิสติกส์ ขณะที่คูเวตมีพื้นที่จัดเก็บน้ำมันสำรองเพียงประมาณสองสัปดาห์ และอิรักเริ่มลดกำลังการผลิตแล้ว

    ผลกระทบทางการคลังที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

    ประเทศ

    สถานการณ์และความเสี่ยง

    ระดับความเสี่ยง

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    เบี่ยงเส้นทางผ่านฟูไจราห์ได้บางส่วน (แต่ถูกโจมตีแล้ว);  ท่อส่งน้ำมันตะวันออกตะวันตกยังใช้งานกองทุนความมั่งคั่งใหญ่สุดในภูมิภาค

    ปานกลาง

    ซาอุดีอาระเบีย

    ท่อตะวันออกตะวันตกใช้งานได้  (5  ล้านบาร์เรล/วัน);  โรงกลั่น  Ras Tanura ถูกโดรนโจมตี เส้นทางสำรองยังไม่เพียงพอ

    สูง

    กาตาร์

    Ras Laffan LNG (1 ใน ของโลกถูกโจมตี หยุดบางส่วนมีกองทุน  QIA  เป็นกันชนเคยรับมือการโจมตีปี  2568

    สูง

    คูเวต

    พึ่งพาฮอร์มุซทั้งหมดพื้นที่จัดเก็บเหลือ  ~2  สัปดาห์; KIA เป็นกันชนการคลัง

    สูงมาก

    บาห์เรน

    ไม่มีเส้นทางสำรองหนี้สาธารณะ ~150%  ของ  GDP;  ขาดดุลสองหลักมีโอกาสรับเงินช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

    วิกฤต

    โอมาน

    แหล่งผลิตอยู่ทางตะวันออกของช่องแคบแทบไม่ได้รับผลกระทบได้ประโยชน์จากราคาสูง

    ต่ำ

    อิรัก  (ทางใต้)

    แหล่งผลิตทางใต้หยุดบางส่วนแล้วฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดียว

    สูงมาก

    • นอกเหนือจากน้ำมันวิกฤตความเชื่อมั่น

    ความขัดแย้งในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ GCC ซึ่งก่อนหน้านี้มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เช่น การท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย โครงการศูนย์ข้อมูล AI ของอาบูดาบี และการขยายศูนย์การเงิน DIFC ของดูไบ แม้ตลาดหุ้นปรับลดลงแต่ยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต โดย JPMorgan ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของ GCC ลงเฉลี่ยร้อยละ 1.2 ขณะที่ยูเออีได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของภูมิภาคยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตควบคู่กับน้ำมัน เมื่อการผลิตน้ำมันลดลง จึงส่งผลต่อภาคพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ไฟฟ้า โลหะ ปุ๋ย และปิโตรเคมี ขณะที่การขนส่งทางบกและทางอากาศสามารถทดแทนได้เพียงบางส่วนและมีต้นทุนสูงขึ้น

    • กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของ GCC : กลไกการเงินยามวิกฤต

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทุน SWFs ของประเทศ GCC มีบทบาทสำคัญในการสะสมเงินทุนในช่วงที่รายได้จากน้ำมันอยู่ในระดับสูง และนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้รองรับภาวะวิกฤต เหตุความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาระด้านความมั่นคง กำลังทดสอบบทบาทของกองทุนเหล่านี้ในระดับที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551

    มูลค่ากองทุน SWF ของ GCC รวมประมาณ  5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยยูเออีเพียงประเทศเดียวถือครองสินทรัพย์ราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านกองทุนของอาบูดาบี ประสบการณ์ในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของรัฐในช่วงวิกฤต ดังเช่นกรณีของสถาบันการลงทุนคูเวต (KIA) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2496 และมีบทบาทสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของประเทศในช่วง       การรุกรานของอิรักในปี 2533

    ก่อนเกิดความตึงเครียดในปัจจุบัน กองทุน SWFs ของภูมิภาคได้ขยายการลงทุนไปสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์คาดว่ากองทุนเหล่านี้อาจปรับทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร ความต่อเนื่องของระบบพลังงาน และสภาพคล่องของระบบการเงิน

    ทั้งนี้ สินทรัพย์ของกองทุน SWF มีทั้งส่วนที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นในตลาดทุน และส่วนที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับพอร์ตการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มในระยะสั้นจึงคาดว่าจะเป็นการชะลอการลงทุนในต่างประเทศและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในลักษณะเร่งด่วน

    ในระยะยาวทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค หากความตึงเครียดคลี่คลายโครงการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอ่าว เช่น แผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย นโยบายเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงของอาบูดาบี และการพัฒนาศูนย์กลางการเงินของดูไบ ยังคงมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ดี หากความไม่แน่นอนทางความมั่นคงยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ระดับความเสี่ยงด้านการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

    ในปัจจุบัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอ่าวยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และคงไว้ซึ่งทางเลือกเชิงนโยบายในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงของภูมิภาค

    • กองทุน SWFs ของ GCC กับโอกาสของประเทศไทย

    ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค GCC เผชิญความเสี่ยงสำคัญ ด้าน ได้แก่ (1) ความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากต้องนำเข้าอาหารกว่า 80–90% และเส้นทางขนส่งทางทะเลมีความไม่แน่นอน และ (2) ความจำเป็นในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ ไทยจึงมีศักยภาพตอบโจทย์ทั้งสองด้าน ในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลกและเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีเสถียรภาพในอาเซียน

    • ความมั่นคงด้านอาหารไทยสามารถขยายความร่วมมือกับ GCC โดย (1) ส่งเสริมการลงทุนของกองทุน SWF เช่น PIF หรือ QIA ในธุรกิจเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย (2) จัดทำสัญญาซื้อขายระยะยาว (Offtake Agreement) สำหรับสินค้าอาหารหลัก เช่น ข้าว ไก่ และกุ้ง (3) พัฒนา Agri-Food Zone ร่วมกับกองทุน เช่น Mubadala หรือ ADQ      เพื่อเป็นฐานผลิตอาหารส่งออกไป GCC

    • การลงทุนโดยตรง (FDI) : ไทยมีโอกาสดึงเงินลงทุนจากกองทุน GCC ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น โครงการ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา โครงการ Land Bridge รวมถึงพลังงานสะอาด     ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระยะยาวของกองทุน 

    ที่มา : AGBI Analysis (March 2026) · Reuters Dubai/Abu Dhabi (March 6, 2026) · JPMorgan GCC Economic Note · Global S

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ljgrz6gaoupii0zghibgqenw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkL0rcNOQCqMCSCUshM3k

  • ส่อง การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน

    ส่อง การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

    การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน ซึ่งประกอบด้วย สภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และ สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 การประชุมปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเวทีนโยบายระดับชาติที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และยุทธศาสตร์ของจีนในระยะต่อไป โดยเฉพาะในบริบทของการเริ่มต้นวางฐานสำหรับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2026–2030) และการเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์

    ก้าวแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 (2026–2030)

    การประชุมปี 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดตั้งต้นเชิงนโยบายของแผนฉบับที่ 15 โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลย้ำแนวทาง “การพัฒนาอย่างมีคุณภาพ” เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ระยะต่อไป พร้อมกำหนดเป้าหมาย GDP ปี 2026 ที่ประมาณ 4.5–5% เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโต เสถียรภาพ และการควบคุมความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน การประชุมยังเน้นการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน อาหาร และเทคโนโลยี

    การยกระดับ “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” (New Quality Productive Forces)

    แนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” ถูกยกระดับเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลปี 2026 เน้นการสร้าง “แรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม

    สาระสำคัญที่ปรากฏจากการประชุม ได้แก่ การเดินหน้าแผน “AI+” เพื่อบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับภาคการผลิต การแพทย์ การศึกษา และบริการดิจิทัล เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีควอนตัม หุ่นยนต์และการผลิตอัจฉริยะ ชีวการแพทย์ และระบบสื่อสารขั้นสูง รวมถึงการลงทุนใน การวิจัยพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและข้อมูล และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงรัฐ มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน การประชุมยังย้ำแนวทาง การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ และเสริมความมั่นคงทางอุตสาหกรรม ภายใต้บริบทการแข่งขันเชิงระบบในเวทีโลก

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” จึงถูกวางเป็นเครื่องมือหลักของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจีนจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ โดยเน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนในระยะยาว

    การปรับเป้าหมาย GDP สู่ความยั่งยืน

    การกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ที่ประมาณ 4.5–5% ในรายงานการทำงานของรัฐบาล สะท้อนแนวทางเชิงบวกของจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน

    การประชุมย้ำการดำเนินนโยบายมหภาคอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา การคลัง และความยั่งยืนของหนี้ ควบคู่กับการรักษาการจ้างงานและความเชื่อมั่นของตลาด ขณะเดียวกัน ยังเน้นการจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะยาว

    ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจีนเดินหน้าปรับสมดุลโมเดลการเติบโต โดยเพิ่มบทบาทของนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และการบริโภคภายในประเทศในฐานะกลไกขับเคลื่อนสำคัญ สะท้อนความพยายามสร้างเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

    ยุทธศาสตร์รับมือแรงกดดันจากภายนอก

    การประชุมสะท้อนการให้ความสำคัญกับการรับมือแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน โดยเน้นการ พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI ควอนตัม และระบบสื่อสารขั้นสูง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ พร้อมทั้งเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและระบบอุตสาหกรรม ผ่านการกระจายแหล่งวัตถุดิบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง

    ในมิติระหว่างประเทศ จีนย้ำการขยายความร่วมมือผ่านกลไกพหุภาคีและภูมิภาค เช่น Belt and Road ควบคู่กับยุทธศาสตร์ “เปิดกว้างในระดับสูง” เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดโลก

    มาตรการกระตุ้นการบริโภค

    อีกประเด็นสำคัญคือการผลักดัน อุปสงค์ภายในประเทศ โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลระบุว่าการบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน เช่น โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าวงเงินประมาณ 250,000 ล้านหยวน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้แรงงาน การปรับปรุงระบบประกันสังคม และการสร้างเสถียรภาพตลาดแรงงาน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และระบบการเงินเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะเดียวกัน การประชุมยังเน้นการขยายการบริโภคภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ และวัฒนธรรม พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและรูปแบบการบริโภคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี

    ผู้เรียบเรียงเห็นว่า การประชุม “สองสภา” ปี 2026 สะท้อนทิศทางการพัฒนาของจีนอย่างชัดเจนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นการมุ่งสร้างฐานการเติบโตใหม่บน เทคโนโลยี นวัตกรรม และอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพ ความยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งสะท้อนความพยายามของจีนในการเสริมความยืดหยุ่นต่อแรงกดดันจากภายนอกในระยะยาว

    เรียบเรียงโดย ดร.กฤตติกา เศวตอมรกุล รองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/952171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aj4vuYpMOsSAFaXVQ7RYG

  • วอศ.แพร่ ประกอบพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    วอศ.แพร่ ประกอบพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ ได้รับเกียรติจาก นายบุญธรรม เกี้ยวฝั้น ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 2 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568

    คณะผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ นำโดย นายอนรรฆ ชนาธินาถพงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ได้เพิ่มความมีประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน โดยจัดให้มีการประเมินมาตรฐานวิชาชีพทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาในแต่ละปี

    นอกจากนี้ยังได้มุ่งปลูกฝัง ด้านคุณธรรม จริยธรรม เพื่อฝึกให้นักเรียน นักศึกษา เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และผลิตนักเรียน นักศึกษา ให้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรวิชาชีพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในทุกปี และได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สำเร็จการศึกษา
    ที่จะก้าวสู่ตลาดแรงงานทั้งในระดับประเทศ จนถึงระดับนานาชาติ

    โดยในปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ ดำเนินการการจัดพิธีมอบประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา มีวัตถุประสงค์
    1.เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่สำเร็จการศึกษา
    2.เพื่อแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษา และเกิดความรักความผูกพันต่อสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ มีการจัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 535 คน ประกอบด้วยสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้

    1. สาขาวิชาการบัญชี
    2. สาขาวิชาการตลาด
    3. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
    4. สาขาวิชาการจัดการสำนักงานดิจิทัล
    5. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก
    6. สาขาวิชาวิจิตรศิลป์
    7. สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์
    8. สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ
    9. สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ
    10. สาขาวิชาการโรงแรม
    11. สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล
    12. สาขาวิชาดิจิทัลกราฟิก
    13. สาขาวิชาเทคโนโลยีแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย
    14. สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
    15. สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเซน/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3896690/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WbkkaX_d6VBGL23DNlS3W

  • ก้าวที่สำคัญ! รร.กุลดิศวิทยานุสรณ์ จัดพิธีจบการศึกษา ม.3 ปลุกพลังสู้ต่อในอนาคต | TOPNEWS

    ก้าวที่สำคัญ! รร.กุลดิศวิทยานุสรณ์ จัดพิธีจบการศึกษา ม.3 ปลุกพลังสู้ต่อในอนาคต | TOPNEWS

    โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ จ.เพชรบูรณ์ จัดพิธีมอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รุ่นที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและประพฤติตนดีตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

    เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมอิสระ โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รุ่นที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.บัณฑิต ครุฑางคะ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนในเครือกุลดิศ และนายกสมาคมโรงเรียนเอกชนจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธี ขณะที่ มิสกุลนิษฐ์ ครุฑางคะ ผู้จัดการโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของคณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

    การจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรตินักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการศึกษา มีความประพฤติดี และสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง และนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ รวมถึงการดำเนินชีวิตในอนาคต

    ภายหลังพิธีเปิด ประธานในพิธีได้มอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รุ่นที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2568 พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและให้โอวาท เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาต่อและก้าวสู่เส้นทางชีวิตด้วยความมานะพยายาม

    ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ และสะท้อนถึงความร่วมมือของคณะผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และทักษะชีวิต เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงต่อไป

    มนสิชา คล้ายแก้ว ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.เพชรบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1513216&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWbKDmUz40kOPkgVNg0ke

  • “หวัง อี้” ย้ำ จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    “หวัง อี้” ย้ำ จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า นายหวัง อี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ( เอ็นพีซี ) ชุดที่ 14 ว่าการที่บางประเทศใช้นโยบายกีดกันทางการค้า และผลักดันการแยกตัวทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้น จะย้อนส่งผลเสียต่อตนเองในท้ายที่สุด

    การแสวงหาลัทธิกีดกันทางการค้า เปรียบเสมือนการขังตัวเองไว้ในห้องมืด มันอาจกันลมและฝนได้ แต่ก็ปิดกั้นแสงสว่างและอากาศด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เผชิญอยู่ในโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ ต่อเมื่อมีการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น และการกำกับดูแลที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    วิสัยทัศน์ของจีนในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และครอบคลุมทั่วถึงนั้น มุ่งขยายสัดส่วนโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและแบ่งปันอย่างเป็นธรรม

    หลักการสำคัญคือการไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลังและยับยั้งการขยายตัวของช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแนวทางสู่ความสำเร็จคือ การสนับสนุนให้แต่ละประเทศดึงจุดแข็งของกันและกันออกมา และแบ่งปันโอกาสผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาและสร้างความสำเร็จร่วมกัน บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน

    นอกจากนี้ หวังระบุว่า จีนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงที่สุด โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 5.4 คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของการเติบโตเศรษฐกิจโลก ซึ่งมากกว่าส่วนแบ่งของกลุ่มประเทศจึ 7 รวมกัน

    หวังกล่าวว่า ในฐานะตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพและเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่สุด จีนมีปัจจัยเกื้อหนุนที่โดดเด่นในการรักษาภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวให้เป็นบวก และมีแนวโน้มการเติบโตอันยั่งยืนที่แข็งแกร่งกว่า พร้อมย้ำว่า

    ความยิ่งใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นวัดได้จากการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งจีนจะเดินหน้าขยายการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง เพื่อยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียง “โรงงานของโลก” สู่การเป็น “ตลาดของโลก” อย่างเต็มตัว

    จีนมุ่งมั่นสนับสนุนการเปิดเสรีและการเกื้อหนุนทางการค้าและการลงทุน รักษาเสถียรภาพและความราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี ที่มีองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งปกป้องระเบียบเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งประชาคมโลกสามารถเชื่อมั่นได้ว่า จีนจะเดินหน้าสร้างคุณประโยชน์ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ให้แข็งแกร่งและยั่งยืน.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5678961/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R70lagvenp63iXcVFp5X_

  • ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.14 น.

    รัฐบาลปากีสถาน ตัดสินใจประกาศมาตรการรัดเข็มขัด ครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรับมือกับวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ

    11 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปากีสถานเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด (Sweeping Austerity Measures) เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจที่กำลังสั่นคลอนจากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ระบุว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเศรษฐกิจของปากีสถาน จึงจำเป็นที่จะต้องประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ภายใต้มาตรการใหม่นี้ รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน (WFH) โดยหมุนเวียนกัน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม จนถึงสิ้นเดือน โดยให้ขยับมาเปิดเรียน ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิแทน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด ทั้งยังให้จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และอนุญาตให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น ซึ่งหากเป็นกรณีดังกล่าว ต้องเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด เท่านั้น รวมถึงสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/952162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EHH7L-UcvNqpLpg_sbcjE

  • ‘

    หากพูดถึง ‘โคราช’ ในอดีตหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงเมืองหน้าด่านหรือ ‘ทางผ่าน’ สู่จังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในวันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อโคราชกำลังติดปีกทะยานสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โคราชกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเศรษฐกิจไทย นี่คือ 5 เหตุผลที่ตอกย้ำศักยภาพของเมืองแห่งนี้

    1. ทำเลทอง ศูนย์กลางโลจิสติกส์

    โคราช คือประตูสู่ภาคอีสาน ด้วยที่ตั้งที่สามารถเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งได้ทั้งจาก กรุงเทพมหานคร, ภาคตะวันออก, ภาคเหนือ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เมืองนี้มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในระดับที่สูงมาก

    2. โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

    การมาถึงของโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ทั้งรถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, มอเตอร์เวย์ รวมถึงโครงการท่าเรือบก จะเป็นตัวพลิกโฉมหน้าการขนส่ง ทำให้การกระจายสินค้าจากภาคอีสานออกสู่ตลาดโลกทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    3. การขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง

    โคราชกำลังมีแผนพัฒนาเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงดูดทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุนและกลุ่มคนวัยทำงานให้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่

    4. ฐานประชากรและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง

    ในฐานะจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคอีสาน โคราชยังเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการศึกษา การแพทย์และการค้า การมีฐานประชากรขนาดใหญ่หมายถึงความพร้อมด้าน ‘แรงงาน’ และ ‘กำลังซื้อ’ มหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ภายในจังหวัด

    5. ต้นทุนที่เอื้อต่อการแข่งขัน

    เมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่หรือกรุงเทพฯ โคราชยังมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ถูกกว่า ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ดิน ค่าแรงงาน หรือค่าครองชีพ จึงเป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการตั้งโรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือแม้แต่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค

    สวรรค์แห่งใหม่ของ Digital Nomad

    ไม่เพียงแต่ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนและภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น โคราชยังได้รับการการันตีจากเว็บไซต์ชั้นนำอย่าง www.hotelwithtub.com ให้เป็น จุดหมายปลายทางอันดับที่ 5 ของโลกสำหรับ Digital Nomad ประจำปี 2025 ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานอิสระยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

    โอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 

    ด้วยศักยภาพที่กล่าวมาทั้งหมด โคราชจึงเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการปั้นธุรกิจด้วยนวัตกรรม

    หากคุณคือหนึ่งในคนที่อยากขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าและก้าวขึ้นเป็น Next Gen Entrepreneur ห้ามพลาดกับงาน Techsauce Next Entrepreneur’s Summit

    • วันที่ 15 มีนาคม 2569
    • สถานที่ โคราชฮอลล์ เซ็นทรัลโคราช

    งานนี้จัดเต็มทั้งความรู้ ไอเดีย อินไซต์ระดับลึก และเฟรมเวิร์กที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้ทันที เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ สามารถซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/3MUrcSx

    แล้วพบกันวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้ ที่โคราชฮอลล์ เซ็นทรัลโคราช โอกาสดี ๆ แบบนี้อย่าปล่อยให้พลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/korat-new-economic-hub-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KyeZ0VMf3ziWjC88pZJ9H

  • ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    “ทุ่งภูเขาทอง” หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงกับยุคกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันตั้งอยู่ในตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสนามรบสำคัญในอดีต ก่อนจะกลายมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและปศุสัตว์ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชน วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เมื่อชุมชน วัด มัสยิด และโรงเรียนอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน จนเกิดการหลอมรวมของสองวัฒนธรรมหลัก คือ ไทยพุทธและอิสลาม กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ทุ่งภูเขาทองที่ยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ในปีงบประมาณ 2566 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาได้มองเห็นปัญหาการท่องเที่ยวของอยุธยาที่นักท่องเที่ยวมักกระจุกตัวอยู่เพียงบริเวณเกาะเมือง ทำให้พื้นที่โดยรอบซึ่งมีทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีคุณค่าไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร จากการศึกษาศักยภาพของทุ่งภูเขาทองซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างลึกซึ้ง

    จึงเกิดโครงการวิจัย “การฟื้นฟูทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ทุ่งภูเขาทอง” โดยนำประเพณีท้องถิ่นสำคัญกลับมาสร้างชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านการจัดเทศกาลและตลาดทุนวัฒนธรรม ได้แก่ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีไหว้วัด และประเพณีมูโหลดของชาวมุสลิม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนตัวตนของชุมชน

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานพบว่า แม้กิจกรรมทางวัฒนธรรมจะได้รับความสนใจ แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและตลาดทุนวัฒนธรรมยังขาดการเชื่อมโยงกับตลาดในระยะยาว ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ในปีงบประมาณ 2568 คณะวิจัยจึงต่อยอดการดำเนินงานผ่านโครงการ “การยกระดับตลาดทุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองมรดกโลกในพื้นที่ทุ่งภูเขาทอง” ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) เพื่อผลักดันให้วัฒนธรรมท้องถิ่นกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน พร้อมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นใหม่

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สร้างการรับรู้ให้กับพื้นที่อย่างกว้างขวาง คือ “เทศกาลไหว้วัดภูเขาทอง” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10–11 ตุลาคม 2568 ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงกลองรำมะนา รวมถึงการแสดงมินิไลท์แอนด์ซาวด์ที่เล่าประวัติของเจดีย์ภูเขาทองและประเพณีไหว้วัดอย่างมีชีวิตชีวา เทศกาลดังกล่าวได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น โดยเกิดกระแสพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์จนมียอดเข้าถึงรวมมากกว่า 10 ล้านครั้ง และมีผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคน ส่งผลให้ทุ่งภูเขาทองกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

    ควบคู่ไปกับการจัดเทศกาล คณะวิจัยยังได้พัฒนาตลาดทุนวัฒนธรรม “ย่านสิบสองภาษา ป่าพนมมาศ ตลาดวัดภูเขาทอง” ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ซื้อขายสินค้า แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้แสดงศักยภาพของตนเองผ่านผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ทั้งอาหารพื้นบ้าน งานหัตถกรรม และสินค้าชุมชนที่ได้รับการพัฒนาให้มีรูปแบบร่วมสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนมพื้นถิ่นอย่างขนมลูกบอม ปลาตะเพียนสาน ตุ๊กตาดินเผา กระเป๋าผ้า หรือของที่ระลึกที่มีลวดลายอัตลักษณ์ภูเขาทอง ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง อีกทั้งชาวบ้านยังได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการเล่าเรื่องสินค้า หรือ Storytelling เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรม “ไกด์น้อยพาเที่ยวภูเขาทอง” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์ ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงกิจกรรม “ปู่อยากรู้ หนูอยากเล่า” ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาของปราชญ์ชุมชนกับคนรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของท้องถิ่น ทำให้เด็ก ๆ เกิดความภาคภูมิใจและตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ของตนเอง

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรา ดอกไม้ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ทุ่งภูเขาทองเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งได้ร่วมกันจัดตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ทุ่งภูเขาทอง” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวให้กลายเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน และปลูกฝังความรู้สึก “เป็นเจ้าของร่วม” ต่อมรดกทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาทุ่งภูเขาทองดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rNVGqpfCbhQOlMbfXejEb