Blog

  • ททท. ดัน “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นคนไทย ชูหมู่เกาะตราดเจาะตลาดโลก

    ททท. ดัน “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นคนไทย ชูหมู่เกาะตราดเจาะตลาดโลก

    ททท. รุกกลยุทธ์ “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดคนไทย พร้อมชูหมู่เกาะตราดมัดใจต่างชาติในเวทีโลก ยอมรับนักท่องเที่ยวแต่ไม่มาก พร้อมดันมาตราการกระตุ้น

    วันที่ 17 มี.ค.69 นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของประเทศไทยและทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาค่าตั๋วเครื่องบิน และราคาน้ำมันที่เติมใส่รถยนต์ส่วนตัวและรถยนต์โดยสาร ที่จะเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งยอมรับว่า ภาคตะวันออกก็มีผลกระทบจากเหตุการสู้รบ แต่ไม่มากนัก โดยเฉพาะพัทยา จ.ชลบุรี ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติท่องเที่ยวอยู่และจะยาวไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ในภาคตะวันออกในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ททท.แห่งประเทศไทย และททท.ภูมิภาคตะวันออกได้เดินทางไปร่วมงานงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่ลอนดอน และได้สื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวและเอเยนต์ในยุโรปซึ่งได้รับความสนใจในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในภาคตะวันออกโดยเฉพาะ ที่เกาะช้าง เกาะกูดในพื้นที่จังหวัดตราด ที่ได้รับความสนใจมากซึ่งปีนี้ก็พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนร้เดินทางมาเพิ่มขึ้น แต่หลังจากมีสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตัดสินใจการเดินทางมาน้อยลง แต่ไม่ได้มากนักเหมือนในภาคใต้

    “จากข้อจำกัดเรื่องระยะทางและการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ททท. จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ในลักษณะการเที่ยวข้ามจังหวัดภายในภูมิภาคตะวันออกด้วยกันเอง เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และตราด ซึ่งเดินทางถึงกันได้ง่ายกว่า โดยจะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ว่าจุดไหนน่าเที่ยวหรือมีเมนูเด็ดในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเดินทางง่ายขึ้น ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และเมษายนนี้ คาดว่าตลาดคนไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่ตราดอย่างต่อเนื่องและมีอัตราการจองโรงแรมที่หนาแน่น อย่างไรก็ตาม ททท. ยังคงติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ส่วนประเด็นการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลนั้น ททท. มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายหลักเนื่องจากการท่องเที่ยวถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในปี 2570 ตามข้อตกลงระดับสากลต่อไป“

    สำหรับตลาดต่างประเทศ ททท. เตรียมใช้โอกาสสำคัญในงาน Thailand Travel Mart (TTM) ช่วงวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีเอเย่นต์และสื่อมวลชนต่างชาติกว่า 400 รายเข้าร่วม เพื่อนำเสนอขาย “หมู่เกาะทะเลตะวันออก” โดยเฉพาะเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและเยอรมนีให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มนี้ต้องการมองหาจุดหมายปลายทางใหม่ๆ (New Destination) ที่มีความแตกต่างจากภาคใต้ ประกอบกับการบินตรงมายังภาคตะวันออกช่วยลดผลกระทบจากปัญหาค่าโดยสารและการต่อเครื่องในบางภูมิภาคได้ดีกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rc5Pz3oCWupQAivNfG-lY

  • ท่องเที่ยวตะวันออกยังแกร่ง! ยุโรปหนีค่าครองชีพแพง แห่เที่ยวตราด

    ท่องเที่ยวตะวันออกยังแกร่ง! ยุโรปหนีค่าครองชีพแพง แห่เที่ยวตราด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hj9eHw19mn2YBstI1k3DK

  • อโกด้าเผย นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากสุดในเอเชีย

    อโกด้าเผย นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากสุดในเอเชีย

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลสำรวจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประจำปีพ.ศ. 2569 พบว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยื่นกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นในการวางแผนของนักเดินทางชาวเอเชีย ผลการสำรวจพบว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากที่สุด มากถึง 95% ของนักเดินทางชาวไทย ระบุว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกเดินท่างในปีพ.ศ. 2569 ตามมาด้วยด้วยนักเดินทางจาก อินโดนีเซีย (93%) อินเดีย (88%) และไต้หวัน (83%) มากกว่า 3 ใน 4 ของนักเดินทางชาวเอเชีย (77%) ระบุว่าความยั่งยืน เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตัวเลือกเดินทางในปีพ.ศ. 2569 โดยเพิ่มขึ้นจาก 68% ในปีที่ผ่านมาผลสำรวจของอโกด้ายังชี้ให้เห็นอีกว่าแน้วโน้มการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย 83% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า

    โดยผลสำรวจนี้มีผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามทั้งหมด 1,036 คน จาก 8 ประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักเดินทางในภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่นยืนมากขึ้น ไม่เพียงแต่ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

    การอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า เป็นแรงจูงใจหลักของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เมื่อถามถึงผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเดินทางอย่างยั่งยืน นักเดินทางชาวไทย 36% ระบุว่าต้องการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าไว้สำหรับอนาคต รองลองมา 27% ต้องการให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์โดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น อีก 22% ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานที่และ 16% ของนักเดินทางชาวไทยระบุว่า ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงในการเดินทาง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางชาวไทยมองความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท่องถิ่น

    นักเดินทางต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากขึ้นพร้อมตัวเลือกการจองที่สะดวก

    นักเดินทางชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างผลกระทบเชิงบวก โดย 43% สนใจทัวร์และกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นมากที่สุด ตามมาด้วยการเดินทางที่เปิดโอกาสให้สามารถร่วมดูแลธรรมชาติและชุมชน 25% ขณะเดียวกัน 18% ให้ความสำคัญกับตัวเลือกการเดินทางที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 15% มองหาที่พักที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืน สะท้อนความต้องการตัวเลือกการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมตลอดทั้งการเดินทาง

    Damnoen Saduak, June 14, 2025. Women market trader sells fruit to tourists while touring around the Floating Market at Damnoen Saduak, Thailand
    Damnoen Saduak, June 14, 2025. Women market trader sells fruit to tourists while touring around the Floating Market at Damnoen Saduak, Thailand

    การท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    38% ของนักเดินทางทั้งหมด มองว่าหากมีการจัดการที่เหมาะสม จะสามารถสร้างประโยชน์ที่สุดของการให้กับจุดหมายปลายทางนั้น ๆ ได้และจะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจท้องถิ่น โดยในกลุ่มนักเดินทางชาวไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 43% นอกจากนี้ 16% ของนักเดินทางชาวไทย เชื่อว่าการท่องเที่ยวช่วยพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ขณะที่ 13% มองว่าการท่องเที่ยวช่วยสนันสนุนนการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประพณีท้องถิ่น

    นายแอนดรูว์ สมิธ รองประธานอาวุโสฝ่ายซัพพลายของอโกด้า กล่าวว่า “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วภูมิภาค และเรายินดีที่ได้เห็นนักเดินทางชาวไทยมีปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้ามาร่วมในการตัดสินใจเดินทางในปี พ.ศ. 2569 อโกด้าสนันสนุนเทรนด์นี้ผ่านโครงการ Eco Deals ที่เปิดให้นักเดินทางได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ในจุดหมายปลายทางทั่วเอเชีย พร้อมรับข้อเสนอการเข้าพักสุดคุ้มค่า”

    โดยโครงการ Eco Deals ของอโกด้า ร่วมมือกับ World Wide Fund for Nature (WWF) ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้อโกด้าร่วมสนับสนุน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับโครงการอนุรักษ์ของ WWF ใน 10 ประเทศ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมมอบส่วนลดค่าที่พักสูงสุด 15% ไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม และร่วมบริจาค 1 ดอลลาร์สหรัฐให้กับ WWF สำหรับทุกการจองที่เข้าร่วมโครงการ

    สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป นักเดินทางสามารถค้นหาที่พักที่เข้าร่วโครงการได้อย่างง่ายผ่านหน้าโปรแกรมของโครงการบนแพลตฟอร์มอโกด้า โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.agoda.com/ecodeals.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564664&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u7KA7jT32plr5HQ3xReM0

  • สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ฉุดจีดีพีไทยต่ำ 2%

    สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ฉุดจีดีพีไทยต่ำ 2%

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bDrA60AKRE09TzF_88ruJ

  • รมช.มท.

    รมช.มท.

    รมช.มท. “ศศิธร” รุกเสริมพลังสตรีพังงา พร้อมชู “อาซากุสะโมเดล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกระบี่


    17/03/2569 | 46 |

    ​วันที่ 16 มี.ค. 69 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแบบองค์รวมฯ ประจำปี 2569 ณ หอประชุมเขาทอย วิทยาลัยเทคนิคพังงา โดยมีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีจาก 8 อำเภอ รวมกว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับ

    ​ในการนี้ รมช.ศศิธร ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสตรีที่เป็นรากฐานสำคัญของชุมชน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การขับเคลื่อนพังงาสะอาด และการยุติความรุนแรงในสังคม

    ต่อมา รมช.มหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยระบุว่ากระทรวงมหาดไทยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านการนำ Soft Power และภูมิปัญญาไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมให้แนวทางจัดงานโดยใช้ “อาซากุสะโมเดล” (Asakusa Temple) จากญี่ปุ่นมาเป็นต้นแบบในการสร้างแลนด์มาร์คดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการเช็คอินและเลือกซื้อสินค้าในพื้นที่

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162368


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UYCoDP8VCo23xhisOp68A

  • “น้ำมัน” พุ่งสวน “ทองคำ” โอกาสเข้าซื้อกลับมาอีกครั้ง – InterGold

    “น้ำมัน” พุ่งสวน “ทองคำ” โอกาสเข้าซื้อกลับมาอีกครั้ง – InterGold

    สงครามยืดเยื้อและเศรษฐกิจโลกผันผวนแบบนี้ ราคาทองคำยังมีโอกาสขึ้นต่อหรือไม่?

    .
    มีโอกาส “ขึ้นต่อในระยะยาว” จากเงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน แต่ “ระยะสั้นผันผวนแรง” จากแรงขายและสภาพคล่องในตลาด

    .

    โลกกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ที่ไม่ต่างจากวิกฤตระดับโลกในอดีต เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและลุกลาม กระทบไปถึงราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “ต้นทุน” ที่กำลังกัดกินระบบเศรษฐกิจทั้งโลกแบบเงียบๆ

    เมื่อพลังงานแพง ต้นทุนทุกอย่างก็แพงตาม เศรษฐกิจเริ่มชะลอ ผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลง และสุดท้ายรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจก็อาจต้องกลับมาใช้มาตรการเดิมที่เคยใช้ในช่วงวิกฤต—นั่นคือ “การพิมพ์เงิน” เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

    จุดนี้เองที่กลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญของทองคำ เพราะเมื่อเงินกระดาษถูกผลิตเพิ่มขึ้น มูลค่าของมันย่อมลดลงโดยธรรมชาติ และสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่างทองคำจึงกลายเป็น “ที่หลบภัย” ของเงินทุนในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาพระยะสั้นกลับไม่ได้สวยงามแบบนั้นทั้งหมด
    ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ “ขาดสภาพคล่อง” อย่างชัดเจน สัญญาณสำคัญคือการพุ่งขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อระบบการเงินโดยรวม

    เมื่อ Yield ขึ้น ตลาดหุ้นกลับลง นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือก “ขายทุกอย่างเพื่อลดความเสี่ยง” ไม่เว้นแม้แต่ทองคำ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นทองคำร่วงแรงทั้งที่ภาพใหญ่ยังเป็นขาขึ้น

    ยิ่งไปกว่านั้น การที่ตลาดล่วงหน้าเพิ่ม Margin สำหรับทองคำ ยังยิ่งเร่งให้เกิดแรงขายแบบ “โดนบังคับขาย” (Forced Sell) นักลงทุนที่ใช้ Leverage ต้องขายทองเพื่อรักษาพอร์ต หรือไปเติมเงินในสินทรัพย์อื่นที่ขาดทุน

    ทั้งหมดนี้ทำให้ทองคำในระยะสั้นมีโอกาส “ย่อตัวแรง” แม้ปัจจัยพื้นฐานจะยังสนับสนุนในระยะยาวก็ตาม

    ในมุมกลยุทธ์ ช่วงเวลาที่ตลาดตกใจและเกิดแรงเทขายหนัก มักเป็นจังหวะที่นักลงทุนระยะยาวใช้ “สะสมของดีในราคาถูก” โดยโซนที่น่าสนใจเริ่มปรากฏบริเวณ 4,850 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ให้ Risk/Reward ค่อนข้างได้เปรียบ

    ขณะเดียวกัน สำหรับนักลงทุนไทย ยังมีอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ “ค่าเงินบาท” ในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน เงินมักไหลเข้าสู่ดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งจะช่วย “พยุงราคาทองในประเทศ” ไม่ให้ปรับลงแรงเท่าตลาดโลก

    .

    สงครามยืดเยื้อส่งผลต่อทองคำอย่างไร?
    เมื่อสงครามลากยาว ความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะลดความเสี่ยงในสินทรัพย์อื่น และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมากขึ้นในระยะยาว

    ทำไม Bond Yield ขึ้นแล้วทองลง?
    เพราะ Yield ที่สูงขึ้นทำให้การถือเงินสดหรือพันธบัตรน่าสนใจกว่าในระยะสั้น และยังเพิ่มต้นทุนโอกาสของการถือทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ย

    ช่วงนี้ควรซื้อทองหรือรอก่อน?
    หากมองระยะยาว การย่อตัวแรงจากแรงขายถือเป็นโอกาสสะสม แต่ต้องแบ่งไม้ลงทุนและรับความผันผวนระยะสั้นให้ได้

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold  

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-16-03-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0apyt-s7NQ2LYVcHotIeEN

  • ‘

    ช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ แม้แต่กองทัพสหรัฐฯ ก็ยึดคืนมาไม่ได้ (และแม้แต่ทรัมป์จะระดมพลพันธมิตรให้มาช่วยก็ไม่มีใครกล้ามาช่วย) ตอนนี้มีของสิ่งหนึ่งที่จะง้างช่องแคบนี้ให้เปิดออกมาได้แล้ว

    นั่นคือ ‘เงินหยวน’

    สำนักข่าว CNN อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ที่เผยว่าอิหร่านกำลังพิจารณาอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในจำนวนจำกัด โดยมีเงื่อนไขว่าการซื้อขายน้ำมันจะต้องใช้เงินหยวนจีนแทนดอลลาร์สหรัฐ

    เรื่องนี้สำคัญอย่างไร? 

    สำคัญตรงที่อิหร่านต้องการหยุดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ของตนเองพร้อมๆ กับทำลายรากฐานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อิงกับดอลลาร์ไปด้วย

    ข้อแรก “อิหร่านต้องการหยุดการพึ่งพาเงินดอลลาร์” เพราะอิหร่านตระหนักว่าเงินดอลลาร์ถูกใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจได้ โดยประจักษ์กับตัวเองมาแล้วหลังจากถูกสหรัฐฯ และชาติตะวันตกคว่ำบาตร ทำให้ขายน้ำมันไม่ได้ เมื่อขายน้ำมันไม่ได้จึงขาดเงินสกุลแข็งตคือดอลลาร์ เมื่อขาดเงินสกุลแข็งก็ทำให้เงินเรียลอ่อนค่าลง กอปรกับไม่มีรายได้เข้าประเทศเพราะถูกกีดกัน ทำให้เศรษฐกิจพังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ประชาชนทนไม่ไหวกับค่าเงินที่อ่อนลงจนแทบจะเป้นเงินกงเต๊กและเงินเฟ้อยังรุนแรง ผลักดันให้มวลชนออกมาต่อต้านรัฐบาลทุกหย่อมหญ้า รัฐบาลอิหร่านต้องใช้วิธีรุนแรงเข้าปราบปรามจึงรอดจากการถูกโค่นล้มมาได้

    “การใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ” (Dollar weaponization) นี้เป็นแผนการหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการทำลายศัตรูและใช้มะนกับอิหร่านเป็นประเทศล่าสุด เรียกว่าแนวทาง Maximum pressure 

    ดังนั้น อิหร่านจึงต้องการเลิกพึ่งพาดอลลาร์ (Dedollarisation) โดยเร็ว วิธีการหนึ่งก็คือต้องเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลอื่นในการซื้อขายน้ำมัน เพราะตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมาโลกของผู้ผลิตน้ำมันส่งออกล่วนแต้ใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อขายน้ำมัน ทำให้ดอลลาร์ถูกผูกกัยราคาน้ำมัน เรียกว่า Petrodollar

    Petro คือน้ำมัน dollar คือเงินอเมริกัน

    สองอย่างนี้ผสมโรงกันได้เพราะซาอุดีอาระเบีย ลูกพี่ของของ OPEC 

    ซาอุดีอาระเบียตกลงกับสหรัฐฯ ว่าจะยอมใช้เงินดอลลาร์เป็นตัวกลางซื้อขายน้ำมันโดยแลกกับการที่สหรัฐฯ จะคุ้มครองแหล่งน้ำมันของซาอุฯ 

    ส่วนการที่ซาอุฯ และประเทศค้าน้ำมันอื่นๆ ยอมให้ดอลลาร์เป็นตัวกลางซื้อขายก็เท่ากับช่วยประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังพะงาบๆ จากการผลาญเงินมหาศาลในสงครามเวียดนาม และภาวะเศรษฐกิจถดถอย-ชะงักงันในช่วงทศวรรษที่ 70

    รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องหาวิธีรักษาความเป็นผู้นำในเศรษฐกิจโลกเอาไว้ด้วย

    ในช่วงเวลานี้ดอลลาร์หมดสภาพอย่างหนัก 

    โดยก่อนหน้านั้นค่าเงินดอลลาร์ผูกกับทองคำตามระบบที่เรียกว่า  Bretton Woods system ที่ตั้งขึ้นหลังสงครามโลก ภายใต้ระบบนี้ ประเทศต่างๆ จะชำระบัญชีระหว่างประเทศด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถแปลงเป็นทองคำได้ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และสามารถแลกเปลี่ยนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทองคำได้กับสหรัฐฯ สหรัฐฯ มีพันธะที่จะค้ำประกันเงินดอลลาร์ทุกดอลลาร์ด้วยทองคำ  

    แต่ประเทศต่างๆ เห็นว่าระบบนี้ไม่แฟร์ เพราะสหรัฐฯ สามารถผลิตดอลลาร์ได้ตามใจปรารถนา แต่กลับนำเงินไปถลุงในสงครามและนโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบแบบไม่ยั้งคิดของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยไม่ได้อิงกับทองคำสำรองของตน ทำให้นานาประเทศหมดศัรทธาในดอลลาร์ที่ผูกกับทองคำ และขู่ที่จะถอนทองคำออกมา และพากันถอนตัวจากระบบนี้

    สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกนอกจากจะถอนตัวจากการอ้างอิงทองคำเอาดื้อๆ โดยระงับการแปลงค่าเงินดอลลาร์เป็นทองคำหรือสินทรัพย์สำรองอื่นๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลต่างประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เป็นทองคำได้อีกต่อไป

    แต่การทำแบบนี้ทำให้ดอลลาร์จะเสียสถานะนำในเศรษฐกิจโลกไปด้วย 

    ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจึงเข้ามากอบกู้ดอลลาร์เอาไว้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าว

    ยิ่งดอลลาร์ผูกกับการซื้อน้ำมัน ยิ่งทำให้เงินดอลลาร์เป็นที่ต้องการของโลกในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ และยิ่งเป็นตัวค้ำชูความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ 

    แต่ในเวลาเดียวกัน การต่ออายุให้ดอลลาร์ เท่ากับทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มันเป็นอาวุธบ่อนทำลาย ‘ศัตรู’ หลายครั้งแล้ว จนในที่สุดอิหร่านที่ช่วยต่ออายุให้ดอลลาร์ผ่านระบบ  Petrodollar ก็ถูกดอลลาร์เล่นงานในที่สุด

    การทำลาย Petrodollar จึงไม่ใช่แค่ทำลายโอกาสการใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ แต่ยังบ่อนทำลายสถานะมหาอำนาจของเศรษฐกิจอเมริกันด้วย

    นับตั้งแต่ถูกคว่ำบาตร อิหร่านก็พยายามสลัดตัวจากดอลลาร์มาโดยตลอดโดยเริ่มรับเงินยูโรมาตั้งแต่ปี 2003 และพอเศรษฐกิจจีนเริ่มผงาดขึ้นมา อิหร่านก็เริ่มเสนอให้ใช้เงินหยวนแทนที่ดอลลาร์มาเรื่อยๆ 

    แต่เพราะ Petrodollar มีสถานะที่แข็งแกร่งมาก หากไม่ได้รับความร่วมมือกับชาติอื่นๆ ความพยายามของอิหร่านก็จะไร้ผล ดังนั้นอิหร่านจึงถูก ‘อาวุธดอลลาร์’ เล่นงานมาตลอดจนเกือบจะล้มอยู่แล้ว

    ความพยายามครั้งล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวกับการถูกอาวุธดอลลาร์ ถล่มจนเกิดการประท้วงใหญ่กับการเกิดสงครามกับสหรัฐฯ-อิสราเอล คือ เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว

    ในช่วงนั้นจีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งอิหร่านเพิ่งจะเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปีก่อนหน้านั้น 

    เพิ่งจะเข้ามาแท้ๆ อิหร่านก็เสนอความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยไม่รีรอ (เพราะรอไม่ได้) 

    ในเวลานั้น ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน แห่งอิหร่าน เรียกร้องให้ SCO  จัดตั้ง “โครงการริเริ่มบัญชีพิเศษและการชำระบัญชี” มีพื้นฐานอยู่บนสามเสาหลัก ได้แก่ การขยายการค้าด้วยสกุลเงินประจำชาติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง และการสร้างกองทุนแลกเปลี่ยนสกุลเงินพหุภาคีเพื่อสนับสนุนสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน

    สรุปสั้นๆ ก็คือ อิหร่านต้องการให้จีน รัสเซีย และพันธมิตร SCO เลิกค้าขายด้วยดอลลาร์ และแทนที่ด้วยระบบการเงินแบบใหม่

    แม้ไม่ระบุว่าจะใช้เงินหยวนเป็นตัวกลาง แต่อิหร่านต้องการให้ใช้เงินหยยวนเป็นตัวกลางแทนดอลลาร์มาระยะหนึ่งแล้ว

    พูดให้กระชับลงอีกคือ สร้าง Petroyuan ขึ้นมาแทนที่ Petrodollar

    ที่ผ่านมา ความพยายามของอิหร่านไม่ได้รับความร่วมมือมากนักแม้แต่ในกลุ่มพันธมิตรด้วยกัน เพราะการสถานะ Petrodollar ยังคงแข็งแกร่ง และทรัมป์เองก็ใช้ความแข็งแกร่งนี้ข่มขู่ประเทศ BRICs ด้วยซ้ำว่าอย่าพยายามสั่นคลอนสถานะนำของดอลลาร์

    ที่สำคัญก็คือ แม้อิหร่านจะบีบให้ทุกประเทศต้องจ่ายเงินหยวนเพื่อซื้อขายน้ำมันในฐานะเป็นบัตรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่นี่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของอิหร่านในการป้องกันการใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ ยังไม่สามารถสั่นคลอน Petrodollar แล้วทนที่ด้วย Petroyuan ได้ 

    เพราะประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังต้องอ้างราคาซื้อขายน้ำมันด้วยดอลลาร์ 

    แต่การบีบให้ชาวโลกต้องใช้ Petroyuan ผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นพันธมิตร SCO เห็นว่าข้อเสนอของอิหร่านนั้นเป็นไปได้ แม้ว่าอาจจะต้องใช้กำลังบังคับกันยสักหน่อย

    แต่ระเบียบการเงินโลกที่ผ่านๆ มานั้นล่วนแต่เป็นผลพวงจากสงครามทั้งสิ้น 

    Bretton Woods system เกิดขึ้นมาได้เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2

    และ Petrodollar ก็เกิดขึ้นมาเพราะสงครามเวียดนาม

    จะเป็นเป็นไรไปที่ Petroyuan ก็จะเกิดจากสงครามของอิหร่านได้เหมือนกัน

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    Photo – หวังอี้ (กลาง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน โบกมือต้อนรับ เซอร์เกย์ เรียบคอฟ (ขวา) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย และ คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ก่อนการประชุมเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน ณ โรงแรมรับรองแขกของรัฐเตียวหยูไท ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2025 (ภาพโดย POOL / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NxjCWFM9V7J5aHlbvH-UV

  • “ปลัดพาณิชย์” เลี่ยงตอบตรึงดีเซลต่อหรือขึ้นขั้นบันได หลังครบ 15 วัน ย้ำยังไม่อนุญาตขึ้นราคาสินค้า

    “ปลัดพาณิชย์” เลี่ยงตอบตรึงดีเซลต่อหรือขึ้นขั้นบันได หลังครบ 15 วัน ย้ำยังไม่อนุญาตขึ้นราคาสินค้า

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KMkWtwEhqt6AFbTKTehy-

  • วิ่งฉิวสู่ภาคใต้”ถนนเพชรเกษม”ปลอดภัยขึ้น กรมทางหลวงทุ่ม 608ล้าน สร้างสะพานกลับรถต่างระดับเสร็จ | เดลินิวส์

    วิ่งฉิวสู่ภาคใต้”ถนนเพชรเกษม”ปลอดภัยขึ้น กรมทางหลวงทุ่ม 608ล้าน สร้างสะพานกลับรถต่างระดับเสร็จ | เดลินิวส์

    ​ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง(ทล.) นำผู้เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักสำรวจและออกแบบ สำนักอำนวยความปลอดภัย สำนักงานทางหลวงที่ 15 แขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และผู้รับจ้าง ร่วมตรวจสอบและกำหนดแนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข4 สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน ก่อนเปิดใช้งาน (Pre Opening Stage) ผลการตรวจสอบเรียบร้อยดี เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมให้บริการประชาชน

    ​ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” สัมภาษณ์ นายอิทธิพล แก้วบัวดี นายช่างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข4 (ทล.4หรือถนนเพชรเกษม) สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน พื้นที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ให้ข้อมูลว่า โครงการเป็นการก่อสร้างจุดกลับรถต่างระดับลักษณะสะพานเพื่อลดจุดตัดและกลับรถที่ปลอดภัยบนถนนเพชรเกษมสาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน ระหว่างกม.337+313 – กม. 381+863 ระยะทาง 44.550 กม. รวม 3 จุด ประกอบด้วย

    1)กม.337+290 ต. ห้วยยาง อ. ทับสะแก จ. ประจวบคีรีขันธ์

    2)กม. 340+770 ต. แสงอรุณ อ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

    3)กม.380+825 ต. ร่อนทอง อ. บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์

    รวมทั้งระบบความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ ราวเหล็กกั้นถนน (การ์ดเรล) งบประมาณก่อสร้าง608.8 ล้านบาท มีบริษัท เอ็ม.ซี. คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เริ่มสัญญาวันที่ 25 เม.ย. 2566 สิ้นสุดสัญญา8 ก.พ. 2569 และได้รับการขยายสัญญาถึงวันที่ 16 มี.ค. 2569

    ​ เนื่องจากถนนเพชรเกษม เป็นทางหลวงที่มีความสำคัญในการคมนาคมและขนส่งเชื่อมโยงภาคใต้ มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยรายวัน 12,844 คัน เป็นรถบรรทุก 39.66% ขนาด 4 ช่องจราจรไปกลับ มีจุดกลับรถเป็นลักษณะทางราบที่ระดับดิน ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

    การก่อสร้างสะพานกลับรถจะเพิ่ม เพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ การท่องเที่ยวและการค้าระหว่างภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5692521/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05qAvI9ZurddzWZgZIecgp

  • สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    ราคาน้ำมันลดลงและตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงจับตาดูช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด โดยพันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังต่อต้านข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้ให้กับเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Photo by RONALDO SCHEMIDT / AFP)

    ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันลดลง

    ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยนักลงทุนให้ความสนใจกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบหนึ่งในห้าของโลก และการขนส่งในบริเวณนี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงคราม

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากล ลดลง 2.8 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 100.21 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต ซึ่งเป็นสัญญาหลักของสหรัฐฯ ลดลง 5.3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 93.50 ดอลลาร์

    โดรนโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้ในแหล่งน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า การโจมตีด้วยโดรนทำให้เกิดไฟไหม้ในแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ขณะที่อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธทั่วอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง

    ตามข้อมูลจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ADNOC) แหล่งน้ำมันชาห์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองอาบูดาบีไปทางใต้ 230 กิโลเมตร (143 ไมล์) มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน

    โดรนโจมตีเป้าหมายแหล่งน้ำมันของอิรัก

    โฆษกกระทรวงน้ำมันของอิรักเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า โดรนสองลำโจมตีแหล่งน้ำมันสำคัญทางตอนใต้ของอิรัก นับเป็นการโจมตีครั้งที่สองในรอบสี่วัน

    ซาเฮบ บาซูน โฆษกกระทรวงน้ำมัน กล่าวว่า “แหล่งน้ำมันมาจ์นูนถูกโจมตีโดยโดรนสองลำ โดยลำหนึ่งชนเสาโทรคมนาคม” และเสริมว่าไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนยันการโจมตีดังกล่าว และกล่าวว่าโดรนลำที่สองมุ่งเป้าไปที่สำนักงานของบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งที่ดำเนินงานอยู่ในสถานที่นั้น

    เรือบรรทุกน้ำมันของปากีสถานแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    บริษัทตรวจสอบการจราจรทางทะเลรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติปากีสถานลำหนึ่งแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเปิดใช้งานระบบส่งสัญญาณอัตโนมัติ ซึ่งนับเป็นการเดินทางลักษณะนี้ครั้งแรกของเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ใช่ของอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

    บริษัท Marine Traffic รายงานเมื่อวันอังคารว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติปากีสถานลำดังกล่าว ซึ่งมีความยาว 237 เมตร มีระวางบรรทุก 11.5 เมตร แสดงให้เห็นว่าเรือมีน้ำหนักมากและน่าจะบรรทุกน้ำมันเต็มลำ

    IEA บอกเป็นนัยว่าจะมีผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่ายเพิ่มเติม

    ฟาติห์ บิโรล หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ กล่าวว่า อาจมีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อจำกัดผลกระทบจากการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากสงครามกับอิหร่าน

    “หากนำปริมาณสำรองน้ำมันของภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่ถือครองภายใต้พันธะของรัฐบาลมารวมกันแล้ว จะยังมีน้ำมันเหลืออยู่กว่า 1.4 พันล้านบาร์เรล ซึ่งหมายความว่าเราสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้ในภายหลังหากจำเป็น” บิโรลกล่าวในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอ

    บริษัท ADNOC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ‘ระงับ’ การขนส่งน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์

    แหล่งข่าวที่ทราบรายละเอียดการดำเนินงานเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ว่า บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ADNOC) ได้ระงับการขนถ่ายน้ำมันลงถังเก็บที่โรงงานในฟูไจราห์ หลังจากเกิดการประท้วงหยุดงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโรงงานผลิตพลังงานดังกล่าว

    ฟูไจราห์เป็นที่ตั้งของท่าเรือสำคัญ ซึ่งอิหร่านได้โจมตีถังเก็บน้ำมันไปแล้วหลายแห่ง นอกจากนี้ท่าเรือแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสถานีส่งออกน้ำมันที่สำคัญ ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางเข้าช่องแคบฮอร์มุซ

    อิรักหวังที่จะฟื้นฟูโครงการท่อส่งน้ำมัน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของอิรักกล่าวว่า อิรักหวังที่จะส่งออกน้ำมันมากถึง 250,000 บาร์เรลต่อวันไปยังท่าเรือในตุรกี ผ่านทางท่อส่งน้ำมันที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งไม่ได้ใช้งานมานานหลายปีแล้ว หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ตัดขาดเส้นทางการส่งออกหลักของประเทศ

    ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของปริมาณประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ที่อิรักส่งออกก่อนเกิดความขัดแย้ง ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านทางท่าเรือบาสราทางตอนใต้และช่องแคบฮอร์มุซ

    ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองแล้ว

    ญี่ปุ่นกล่าวว่ากำลังเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์หลังจากที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า การปล่อยน้ำมันจะเริ่มต้นในเอเชียและโอเชียเนียก่อนภูมิภาคอื่นๆ

    เมื่อวันที่ 11 มีนาคม สมาชิก IEA ตกลงที่จะนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงคราม ซึ่งนับเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา IEA ระบุว่า การปล่อยน้ำมันในยุโรปและอเมริกาเหนือจะเริ่มขึ้นก่อนสิ้นเดือนมีนาคม.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/964399/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8oy2O92DGs9z0hTwDOBn