Blog

  • “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง

    “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง

    “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง

    “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึง (ร่าง) ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม จำนวน 1 ชุด ให้แก่ผู้เรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบ สช. เสนอร่างประกาศ สช. เรื่อง วิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม พ.ศ. …. ให้ รมว.ศธ.ลงนามต่อไป 

    ในวันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

    โดยร่างหลักสูตรนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมตามหลักศาสนาอิสลามจากสำนักจุฬาราชมนตรีเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ควบคู่คุณธรรมตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2569 นี้เช่นกัน

    พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง” สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของครู และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนเอกชนให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาในระดับพื้นที่ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ออกประกาศยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้แก่ พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี ได้ แม้จะไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒิทางธรรมระดับนักธรรมชั้นเอก เพื่อให้การบริหารกิจการและนิติกรรมต่างๆ ของโรงเรียนการกุศลของวัดแห่งนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ และรับทราบรายงานสถานการณ์กองทุนสงเคราะห์

    โดยเฉพาะความคืบหน้าการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ที่อยู่ระหว่างการปรับเข้าสู่ระบบเรียลไทม์ ตามข้อเรียกร้องของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งขณะนี้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ กำหนดดีเดย์เปิดใช้งานเฟสแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับวันเปิดภาคเรียนใหม่ให้แก่ครูเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/739517&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rkfFiHlw0M3Cnk_A0xKxO

  • “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก

    “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึง (ร่าง) ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม จำนวน 1 ชุด ให้แก่ผู้เรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบ สช. เสนอร่างประกาศ สช. เรื่อง วิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม พ.ศ. …. ให้ รมว.ศธ.ลงนามต่อไป

    “ในวันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยร่างหลักสูตรนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมตามหลักศาสนาอิสลามจากสำนักจุฬาราชมนตรีเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ควบคู่คุณธรรมตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2569 นี้เช่นกัน พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง” สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของครู และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนเอกชนให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น” รมว.ศธ.กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาในระดับพื้นที่ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ออกประกาศยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้แก่ พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี ได้ แม้จะไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒิทางธรรมระดับนักธรรมชั้นเอก เพื่อให้การบริหารกิจการและนิติกรรมต่างๆ ของโรงเรียนการกุศลของวัดแห่งนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ และรับทราบรายงานสถานการณ์กองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะความคืบหน้าการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ที่อยู่ระหว่างการปรับเข้าสู่ระบบเรียลไทม์ ตามข้อเรียกร้องของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งขณะนี้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ กำหนดดีเดย์เปิดใช้งานเฟสแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับวันเปิดภาคเรียนใหม่ให้แก่ครูเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/964840/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m2j9G-2xzC3gnC4d24RAc

  • สวนกระแสเศรษฐกิจ! “สตรองแลนด์” เผยบิ๊กโปรเจกต์รับสร้างบ้านโคราชโตพุ่ง ตั้งเป้าปี 69 พอร์ตขยาย 70%

    สวนกระแสเศรษฐกิจ! “สตรองแลนด์” เผยบิ๊กโปรเจกต์รับสร้างบ้านโคราชโตพุ่ง ตั้งเป้าปี 69 พอร์ตขยาย 70%

    “สตรองแลนด์” ชี้ตลาดรับสร้างบ้านอีสานแกร่ง! สวนทางเศรษฐกิจซบเซา ชูกลยุทธ์งานคราฟต์ระดับมืออาชีพ ตั้งเป้าปี 69 พอร์ตโตพุ่ง 70%

    stronglandfocus2026(01)_0

    ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทาย แต่ “สตรองแลนด์” (Strong Land) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับสร้างบ้านในพื้นที่ภาคอีสาน กลับโชว์ฟอร์มแกร่ง เผยตัวเลขการเติบโตที่น่าจับตา โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ที่มียอดสั่งสร้างบ้านสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

    เจาะสถิติตลาด: ต่างจังหวัดครองส่วนแบ่ง 77%

    จากข้อมูลสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2568 พบว่าแม้ตลาดรวมจะหดตัวลงจากปัจจัยหนี้ครัวเรือน แต่ตลาดในต่างจังหวัดกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่ากรุงเทพฯ:

    • ตลาดต่างจังหวัด: หดตัวเพียง -9% (ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 77%)

    • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: หดตัวแรงถึง -16%

    • ภาคอีสาน: ครองส่วนแบ่งตลาดรับสร้างบ้าน 17% โดย “โคราช” ติด Top 5 จังหวัดที่มียอดสั่งสร้างสูงสุด

    กลยุทธ์ “Local Craftsmanship” มัดใจคนอยากมีบ้าน

    388054

    นายสิปปภาส เครื่องกลาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด ระบุว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตมากว่า 15 ปี คือแนวคิด “Local Craftsmanship, Professional Home Builder” หรือการสร้างบ้านด้วยจิตวิญญาณช่างฝีมือในมาตรฐานสากล

    “เราไม่ใช่แค่รับสร้างบ้าน แต่เราสร้างความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิตให้กับลูกค้า ทุกหลังต้องพิถีพิถันและครบวงจร เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านในท้องถิ่น”

    stronglandfocus2026(03)_0

    กางแผนปี 2569: รุก 16 จังหวัด เป้าเติบโต 70%

    ปัจจุบันสตรองแลนด์มีงานในมือ (Backlog) มูลค่ากว่า 117 ล้านบาท และเตรียมปิดยอดไตรมาสแรกของปี 2569 อีก 50 ล้านบาท โดยมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:

    • กลุ่มเป้าหมายหลัก: บ้านระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท (คิดเป็น 80% ของพอร์ต) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตถึง 16%

    • พื้นที่ให้บริการ: ขยายครอบคลุม 16 จังหวัด (อาทิ โคราช, สระบุรี, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, อยุธยา ฯลฯ)

    • ความเชื่อมั่น: การันตีด้วยการเป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หมดกังวลเรื่องการทิ้งงาน 100%

    ปักหมุดพบกันที่งาน “รับสร้างบ้าน Focus 2026”

    สำหรับผู้ที่วางแผนสร้างบ้านและต้องการปรึกษากับมืออาชีพ สามารถพบกับ สตรองแลนด์ ได้ที่บูท A12/2

    • วันที่: 18 – 22 มีนาคม 2569

    • สถานที่: อิมแพ็ค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี

    stronglandfocus2026(04)_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948531/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CsbUsGvl4eAidQE8ZJSET

  • พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR ในการเปลี่ยนกองขยะสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR ในการเปลี่ยนกองขยะสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    เรียบเรียงโดย: นางสาวณัฐฌริญา พิลาดี ฝ่ายมลพิษ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

    เนื่องในวันที่ 18 มีนาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันรีไซเคิลโลก (Global Recycling Day)” สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ขอหยิบยกประเด็นสำคัญที่เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศมานำเสนอ โดยขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการขยะมูลฝอย หลังจากที่ปัญหาปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และระบบกำจัดแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับมลพิษที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป การขับเคลื่อนสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือพลิกเกมลดขยะอย่างยั่งยืนในอนาคต

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR ในการเปลี่ยนกองขยะสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    จากข้อมูลปี 2566 – 2567 สะท้อนว่าประเทศไทยยังเกิดขยะมูลฝอยในระดับสูงประมาณ 26.95 ล้านตันต่อปี ขณะที่การนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียงร้อยละ 34 และยังมีการกำจัดไม่ถูกต้องมากถึงร้อยละ 28 โดยมีบ่อขยะเปิดกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟไหม้บ่อขยะและมลพิษ PM2.5 เป็นประจำ เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะสมุทรปราการช่วงมกราคม 2568 นอกจากนี้ ขยะพลาสติกถือเป็นภาระสำคัญ โดยปี 2568 ประเทศไทยมีขยะพลาสติกมากกว่า 2.3 ล้านตันต่อปี แต่รีไซเคิลเพียงร้อยละ 25 ส่งผลให้สูญเสียมูลค่าวัตถุดิบกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

    แม้ประเทศไทยมีความพยายามพัฒนาระบบจัดการขยะ แต่หลายปัจจัยยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ตัวอย่างข้อจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

    1) การคัดแยกที่ต้นทางยังไม่เกิดขึ้นจริง

    รายงานของ JICA ปี 2025 ระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังเน้นปลายทาง เช่น การฝังกลบและการสร้าง WTE มากกว่าการลดและคัดแยกที่บ้านเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    2) โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ

    บ่อขยะจำนวนมากยังเป็น Open dump ไม่มีระบบควบคุมมลพิษตามหลักสุขาภิบาล ทำให้เกิดสารพิษ ก๊าซมีเทน และการปนเปื้อนในน้ำและดินอย่างต่อเนื่อง

    3) ภาคเอกชนยังไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ

    ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ยังเป็นต้นทุนที่ถูกกว่าการออกแบบรีไซเคิล เพราะผู้ผลิตไม่ต้องรับภาระจัดการบรรจุภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน

    จากรายงานการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ระหว่างปี 2566 – 2568 ชี้ว่าภาครัฐและภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งในด้านนโยบาย วิจัย และระบบบริหารจัดการทรัพยากร เช่น Roadmap การจัดการขยะพลาสติก 2561-2573 รวมถึงโครงการต้นแบบ เช่น Rayong Less-Waste และ Ban Chang MRF ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และดึงพลาสติกกลับระบบได้หลายพันตัน

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังผลักดันการพัฒนาฐานข้อมูลวัสดุ การจัดการขยะอินทรีย์ และการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนด้านระบบรีไซเคิล เพื่อให้สอดคล้องการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว โดยที่หนึ่งในความคืบหน้าที่สำคัญที่สุดคือการผลักดัน กฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้างขยะของไทยอย่างสมบูรณ์

    1) สถานะล่าสุดของกฎหมาย EPR ปี 2569 : จัดทำร่างกฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์ และ อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้จริง โดยคาดการณ์ตามข้อมูลล่าสุดว่า กฎหมาย EPR จะสามารถเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปี 2571

    2) ขอบเขตครอบคลุม : กฎหมาย EPR ของไทยถือว่ามีขอบเขตกว้างที่สุดครั้งแรก ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทหลัก ได้แก่ พลาสติก แก้ว โลหะ กระดาษ และวัสดุผสม (Composite Packaging)

    3) บทบาทของผู้ผลิตภายใต้ EPR : กฎหมายจะกำหนดให้ “ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์” ได้แก่ การออกแบบสินค้าให้รีไซเคิลง่าย การรับคืน วนกลับ และรีไซเคิล การร่วมรับภาระค่าจัดการขยะ การรายงานข้อมูลและผลลัพธ์อย่างโปร่งใส มุ่งหมายให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง (End-of-Life Management)

    4) เป้าหมายหลักที่ต้องบรรลุ : กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดัน Roadmap ขยะพลาสติกระยะที่ 2 (2566-2570) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ลดพลาสติกสู่หลุมฝังกลบให้เหลือ 0 และ นำพลาสติกเป้าหมายกลับเข้าสู่ระบบ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งกฎหมาย EPR จะเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้เป้าหมายเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

    ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อ EPR บังคับใช้เต็มรูปแบบ

    • การคัดแยกที่ต้นทางจะเกิดจริง : เมื่อผู้ผลิตต้องรับภาระค่าขยะผ่านระบบ EPR พวกเขาจะผลักดันให้เกิดการคัดแยกที่ต้นทางมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนรวมของระบบ
    • ภาคเอกชนต้องออกแบบสินค้าที่รีไซเคิลง่าย : บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะกลายเป็นต้นทุนใหม่ของบริษัท ส่งผลให้เกิดการออกแบบเชิงสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรม (Eco-design)
    • การลงทุนระบบรีไซเคิลเพิ่มสูง : คาดว่าประเทศไทยจะมีการลงทุนใน MRF โรงงานรีไซเคิล และระบบคัดแยกอัตโนมัติเพิ่มขึ้นทันทีที่กฎหมายบังคับใช้
    • ลดปริมาณขยะปลายทางในระยะยาว : หากเป้าหมาย 100% recycling บรรลุได้ ขยะที่เข้าสู่บ่อขยะหรือเตาเผาจะลดลงอย่างมหาศาล

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบจัดการขยะ ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี และผลกระทบด้านมลพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งมั่นสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น ความจำเป็น ในระดับประเทศ โดยมีกฎหมาย EPR ที่กำลังจะประกาศใช้นั้นเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ที่ไม่เพียงจะทำให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมรับผิดชอบ แต่ยังจะสร้างระบบใหม่ที่ทำให้การรีไซเคิลเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน เปลี่ยนขยะต้นทางให้เป็นทรัพยากร ช่วยลดมลพิษ เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    เนื่องในวันรีไซเคิลโลกปีนี้ TEI ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มาร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มต้นง่ายๆ จากการคัดแยกขยะที่ต้นทางตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน และร่วมสร้างสังคมไทยไร้ขยะให้เกิดขึ้นจริงไปด้วยกัน

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)

  • กรมประชาสัมพันธ์. โอกาสทางธุรกิจ SME เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง มอง Waste ให้เป็น [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/229826
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.). (2565). “ไฟไหม้บ่อขยะ” ภัยร้ายประจำฤดูร้อน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.onep.go.th/27-เมษายน-2565-ไฟไหม้บ่อขยะ-ภ/
  • วิจารย์ สิมาฉายา. บรรยายพิเศษเวที 3RINCs 2026 ชูเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก หนุนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.tei.or.th/th/environment_news_detail.php?eid=3600
  • Rocket Media Lab. (2569). DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาขยะมูลฝอย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://rocketmedialab.co/datadrivenpolicy-election69-waste/
  • Sujitra Vassanadumrongdee, Ph.D., Driving Sustainable Waste Management and Circular Economy Policy and Laws in Thailand, [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: Waste Management Reforms for Thailand’s Circular Economy

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12799252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Osb1pvXl3uF5OWZBer3TK

  • หัวใจข้ามสายน้ำเส้นทางการศึกษาของเด็กหลังขุนเขา ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก

    หัวใจข้ามสายน้ำเส้นทางการศึกษาของเด็กหลังขุนเขา ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก

    วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

    หัวใจข้ามสายน้ำเส้นทางการศึกษาของเด็กหลังขุนเขา ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก

    เมื่อเรือเล็กออกจากฝั่ง –  เช้าตรู่เหนือผืนน้ำกว้างใหญ่ของเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก หมอกสีขาวบางเบาลอยคลออยู่เหนือผิวน้ำที่สงบนิ่ง ราวกับธรรมชาติกำลังห่มโลกไว้ด้วยผ้าบาง ๆ ความเงียบของเช้าถูกแทรกด้วยเสียงเครื่องยนต์ของเรือหางยาวที่กำลังติดเครื่อง เรือลำนั้นไม่ได้บรรทุกเพียงผู้โดยสาร แต่มันกำลังบรรทุก ความห่วงใยของครู  ที่กำลังออกเดินทางไปหาเด็ก ๆ ซึ่งอาศัยอยู่หลังแนวขุนเขาอันไกลโพ้น

    เส้นทางฝุ่นแดงหลังสายน้ำ –  ภารกิจเยี่ยมบ้านนักเรียนเชิงรุกครั้งนี้ นำโดย นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก พร้อมด้วย นายรัติน์พงษ์ สันตติภัค ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเงาวิทยาคม และคณะครู  จากสันเขื่อนภูมิพล เรือหางยาวล่องผ่านผืนน้ำกว้างใหญ่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง  ปลายทางแรกคือ หมู่บ้านสันป่าปวย  แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด  รถขับเคลื่อนสี่ล้อต้องไต่ผ่านทางดินแดงที่คดเคี้ยวกลางภูเขา ฝุ่นแดงของฤดูร้อนลอยฟุ้งกลางอากาศ บางเวลา เมฆฝนก่อตัวขึ้นเหนือแนวเขา แล้วโปรยสายฝนลงมาราวกับกำลังเต้นระบำกลางผืนป่า แสงแดดแผดจ้าสะท้อนผืนป่าในบางช่วง สลับกับความชุ่มเย็นของสายฝน ธรรมชาติเหมือนกำลังทดสอบหัวใจของผู้เดินทาง กว่าสองชั่วโมงบนเส้นทางลูกรัง ปลายทางที่เรามาถึงคือ บ้านหินลาดนาไฮ  หมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวปะกาเกอะญอ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าจากสายส่ง มีเพียงแสงไฟเล็ก ๆ จากแผงโซลาร์เซลล์ และวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย  บ้านไม้เรียบง่ายหลายหลัง มุงหลังคาด้วยใบตองตึง ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางภูเขาและป่าไม้

     “ฝากลูกด้วยนะครู” –  เมื่อคณะครูเดินทางมาถึง พ่อแม่ผู้ปกครองต่างออกมาต้อนรับ รอยยิ้มของพวกเขาเรียบง่ายเหมือนวิถีชีวิต จัดสำรับข้าวปลาอาหารต้อนรับ คณะผู้บริหารได้มอบ ถุงยังชีพจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก และโรงเรียนสามเงาวิทยาคม ข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็น สิ่งของเหล่านั้นอาจดูเล็กน้อยสำหรับคนเมือง แต่สำหรับครอบครัวกลางภูเขา มันคือสัญญาณว่า โรงเรียนยังไม่เคยลืมพวกเขา

    แม่ของนักเรียนคนหนึ่ง  พูดกับผู้บริหารและครู “ฝากลูกด้วยนะครู อยากให้เขาเรียนให้จบ จะได้มีงานดี ๆ ทำ ชีวิตจะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่”  คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นราวกับคำฝากฝังทั้งชีวิต

    เด็กชายกับเรือหาปลา –  วันที่สองของการเดินทาง คณะครูนั่งเรือออกจากหมู่บ้านสันป่าป๋วย มุ่งหน้าไปยัง หมู่บ้านโสมงหมู่บ้านเล็ก ๆ ของผู้คนที่อพยพมาอยู่เหนือเขื่อน

    ที่นี่ ชีวิตผูกพันกับสายน้ำ ผู้ชายออกเรือหาปลา ผู้หญิงดูแลบ้านและทำเกษตร เด็ก ๆ เติบโตมากับเรือ และเรียนรู้การหาปลาตั้งแต่ยังเล็ก ในหมู่บ้านแห่งนี้คณะครูได้พบกับเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

    นายเพชรทักษิณ  พูลประเสริฐ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ใช้เวลาว่างจากการเรียนออกเรือหาปลา ทีละตัว ทีละวัน เงินเล็ก ๆ จากการขายปลา ถูกเก็บสะสมอย่างเงียบ ๆ จนกลายเป็นเงินก้อนสำหรับค่าเทอม เขากำลังจะเข้าเรียนต่อประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ตาก ค่าเทอม 10,300 บาท แม่ของเขาพูดด้วยแววตาภูมิใจ

    “แม่จ่ายแค่สามร้อยบาท ที่เหลือลูกขายปลาเก็บเงินจ่ายค่าเทอมเอง”  คำพูดสั้น ๆ แต่ทำเอา ผอ.จิรกร ฐาวิรัตน์ ผอ.และคณะครู  ถึงกับตื้นตันใจในความวิริยะอุตสาหะของลูกศิษย์คนนี้

    การศึกษาที่ต้องเดินทาง –   ภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก แนวคิดสำคัญของการศึกษาที่เชื่อมั่นว่า เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าบ้านของเขาจะอยู่ใกล้เมือง หรือซ่อนตัวอยู่หลังขุนเขาอันห่างไกล สำหรับครูสามเงา การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ แต่มันคือการเดินทาง เพื่อไปบอกเด็ก ๆ ว่า ความฝันของพวกเขามีคนคอยดูแล

    เรื่องราวเล็กๆของหมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพลนี้ สะท้อนความหมายของคำว่า “การศึกษา” ได้อย่างลึกซึ้ง ผืนน้ำกว้างใหญ่ของ เขื่อนภูมิพล เขื่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระราชทานกำเนิดไว้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน

    วันนี้ ผืนน้ำเดียวกันนั้น กำลังสะท้อนอีกภารกิจหนึ่งของสังคมไทย ภารกิจของการพา โอกาสทางการศึกษา เดินทางไปถึงเด็กทุกคน แม้บ้านของพวกเขาจะอยู่ไกลเพียงใดก็ตาม  เพราะในเส้นทางของการศึกษา จะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/469392&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TDTfIYeYbD0ZbJgvb_5ec

  • สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

    เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ห้องรับรองท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ชั้น 4 อาคาร 60 พรรษาราชสุดาสมภพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ดร.นวลอนงค์ ธรรมเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา พร้อมด้วยคณะครู นำนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 1 สาขาอาหารและโภชนาการ (ระบบทวิวุฒิ) จำนวน 13 คน และเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นำนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 สาขาอาหารและโภชนาการ จำนวน 10 คน เข้าพบ ท่านอธิการบดีและรองอธิการบดี ณ ห้องรับรองท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ชั้น 4 อาคาร 60 พรรษาราชสุดาสมภพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เพื่อกราบลาและเข้ารับโอวาท ในโอกาสในโอกาสก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน
    โดยนักศึกษา ปวส. จะเดินทางไปศึกษา ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาผังเมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นระยะเวลา 1 ปีการศึกษา มีกำหนดเดินทางในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ขณะที่นักเรียน ปวช. จะเดินทางไปศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ณ โรงเรียนศูนย์กลางอาชีวศึกษาเขตเฟิงไถ แห่งปักกิ่ง มีกำหนดเดินทางในวันที่ 23 มีนาคม 2569
    โอกาสนี้ ท่านอธิการบดีได้ให้โอวาทแก่นักเรียนและนักศึกษา โดยเน้นย้ำให้ตระหนักถึงโอกาสในการไปศึกษาหาความรู้และเปิดโลกทัศน์ในต่างประเทศ พร้อมทั้งขอให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสำเร็จ พัฒนาศักยภาพของตนเองทั้งด้านภาษา ความรู้ และทักษะวิชาชีพ ควบคู่กับการเรียนรู้ การปรับตัว การมีวินัย และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่าและนำความรู้ที่ได้รับกลับมาพัฒนาตนเองและต่อยอดในสาขาวิชาชีพต่อไป ทั้งนี้ อวยพรให้นักเรียนและนักศึกษาเดินทางไปและกลับโดยสวัสดิภาพ ปลอดภัยจากอุปสรรคใด ๆ ทั้งปวง

    การเดินทางไปศึกษาครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนและนักศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในระดับนานาชาติ อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นกำลังคนคุณภาพของประเทศในอนาคต
    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน — 18 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน — 18 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน — 18 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. นำนักเรียนและนักศึกษาจิตรลดาวิชาชีพ เข้ารับโอวาทก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน — 18 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121645/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36JGYCmMNCrF1ihBndlQhf

  • ไทย-ญี่ปุ่น ผนึกกำลังรุกอุตสาหกรรมอวกาศยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ จัดงานฟอรัมใหญ่พร้อมลงพื้นที่ EEC โอกาสท่าอวกาศยานของไทย

    ไทย-ญี่ปุ่น ผนึกกำลังรุกอุตสาหกรรมอวกาศยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ จัดงานฟอรัมใหญ่พร้อมลงพื้นที่ EEC โอกาสท่าอวกาศยานของไทย

    ไอที

    ไทย-ญี่ปุ่น ผนึกกำลังรุกอุตสาหกรรมอวกาศยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ จัดงานฟอรัมใหญ่พร้อมลงพื้นที่ EEC โอกาสท่าอวกาศยานของไทย

    วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ไทย-ญี่ปุ่น ผนึกกำลังรุกอุตสาหกรรมอวกาศยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ จัดงานฟอรัมใหญ่พร้อมลงพื้นที่ EEC โอกาสท่าอวกาศยานของไทย

    16-17 มีนาคม 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมเดินหน้าพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมอวกาศไทย ร่วมจัดงานประชุม “JAPAN THAILAND SPACE INDUSTRY FORUM” ดึงเครือข่ายภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่นร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อวกาศเชิงพาณิชย์ ปักหมุดพัฒนา “ท่าอวกาศยาน (Spaceport)” และ “กลุ่มดาวเทียม (Satellite Constellation)” ภายในประเทศ 


     

    ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการหารือระดับยุทธศาสตร์กับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับความร่วมมือการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย(Thailand’s Earth Observation Satellite Constellation) เพื่อเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) การคมนาคมทางทะเล (Maritime) และการบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพุ่งทะยานสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเต็มรูปแบบ และความร่วมมือครั้งนี้สำคัญว่า “กิจกรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศอีกต่อไป แต่เรากำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอวกาศ (Space Supply Chain) ระดับโลก ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างประเทศญี่ปุ่น”

    โดยกิจกรรมดังกล่าวจะนำไปสู่กรอบบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation: MOC) ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (MHESI) ประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (METI) ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองฝ่ายคาดหวังว่าจะสามารถสรุปและลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้
    ความสำคัญของงานในครั้งนี้น่าสนใจมาก โดยวันที่ 16 จัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการสัมมนาเจาะลึกเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมอวกาศไทย โฟกัสการพัฒนากลุ่มดาวเทียม 
    (Satellite Constellation) รวมถึงการวิเคราะห์ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าอวกาศยานของไทย เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เหนียวแน่นระหว่างภาครัฐและเอกชนไทย-ญี่ปุ่น และ วันที่ 17 คณะผู้แทนไทย-ญี่ปุ่น ลงพื้นที่สำรวจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และชายฝั่งบริเวณ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ศักยภาพสูงที่ถูกจับตามองในการพัฒนาเป็น “ท่าอวกาศยาน (Spaceport)” สำหรับส่งอากาศยานขึ้นสู่อวกาศทั้งในแนวราบและแนวดิ่งร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเข้าเยี่ยมชมความก้าวหน้าของอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ (SKP) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อดูงานศูนย์กลางการพัฒนาดาวเทียมที่ทันสมัยที่สุดในไทย ณ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ (S-TREC) แหล่งรวมงานวิจัยขั้นสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต 

    .
    การยกระดับความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ด้วยการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่ EEC ผ่านการพัฒนาท่าอวกาศยาน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาพลิกโฉมภาคการเกษตร การขนส่ง และการจัดการภัยพิบัติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานทักษะสูงจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ และพลิกบทบาทของประเทศไทยจากเพียง “ผู้ใช้งาน” ให้ก้าวขึ้นเป็น “ผู้สร้าง” และเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469467&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lg-Dv6rez7BKHDChRUd-N

  • เทศบาลอยุธยา มอบประกาศนียบัตรนักเรียนจบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา มอบประกาศนียบัตรนักเรียนจบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ประจำปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสังกัดเทศบาลฯ โดยมีนักเรียนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย รวมที่งสิ้น จำนวน 187 คน แบ่งเป็น 1.โรงเรียนเทศบาลวัดเขียน จำนวน 40 คน 2.โรงเรียนชุมชนป้อมเพชร จำนวน 44 คน 3.โรงเรียนเทศบาลวัดตองปุโบราณคณิสสร จำนวน 11 คน 4.โรงเรียนเทศบาลสรรพสามิตบำรุง จำนวน 29 คน 5.โรงเรียนเทศบาลวัดศาลาปูน จำนวน 14 คน 6.โรงเรียนเทศบาลวัดรัตนชัย จำนวน 13 คน 7.โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม จำนวน 23 คน 8.โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค จำนวน 13 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5695221/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PpsxU1lpLV0gysLntEftf

  • ประวัติ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” นักกฎหมายมหาชนชั้นครู นั่งรองนายกฯ เก้าอี้เดิม

    ประวัติ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” นักกฎหมายมหาชนชั้นครู นั่งรองนายกฯ เก้าอี้เดิม

    เปิดประวัติ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558 เจ้าของฉายา “นักกฎหมายมหาชนชั้นครู” ยังมีชื่อได้นั่งเก้าอี้ รองนายกรัฐมนตรีคุมฝ่ายกฎหมาย ในครม.อนุทิน 2

    วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นที่จับตาไม่น้อย เมื่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 หลุดออกมา ทางพรรคสีน้ำเงิน ยังคงไว้วางใจ ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้มาทำหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลฝ่ายกฎหมาย และหลักนิติรัฐ ให้กับรัฐบาลเช่นเดิม ซึ่งในแวดวงทางการเมืองย่อมรู้ดีว่า ตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญต่อรัฐบาลเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องคอยช่วยตรวจตรากฎหมาย ทั้งที่สภาส่งมา และที่ฝ่ายรัฐบาลเองที่ต้องการผลักดัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดและให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

    ประวัติ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”

    สำหรับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (Licence en Droit), ปริญญาโท (Maîtrise en Droit Public) และปริญญาเอก (Doctorat d’État en Droit) จากมหาวิทยาลัยปารีส 2 ป็องเตอง-อัสซัส (Université Panthéon-Assas, Paris II) ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านนิติศาสตร์ระดับโลก

    ศ.ดร. บวรศักดิ์ ถือเป็นนักกฎหมายและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในแวดวงกฎหมาย การเมือง และการบริหารราชการมายาวนาน ได้รับฉายาและคำยกย่องจากสื่อมวลชนว่าเป็น “นักกฎหมายมหาชนชั้นครู”

    มีแนวคิดที่เน้นหลักการ “นิติรัฐ” (Rule of Law)  โดยเชื่อว่าการปกครองประเทศต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ และกฎหมายจะต้องมีความเป็นธรรมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเมืองและการบริหารราชการเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในสังคมไทย

    ด้านการทำงาน ในภาครัฐ ศ.ดร.บวรศักดิ์ เริ่มต้นรับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 13, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, เลขาธิการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย, ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 

    ส่วนงานด้านวิชาการ ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายมหาชนที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษมาอย่างยาวนาน

    บทบาททางการเมือง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”

    ขณะที่ บทบาททางการเมือง ศ.ดร.บวรศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และมีส่วนร่วมในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศหลายชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2558 

    นอกจากนี้ ยังเขียนหนังสือ “นิติวิธี” ที่อธิบายหลักการและวิธีการตีความกฎหมาย, “ทฤษฎีการบริหารราชการแผ่นดิน” ตำราที่ใช้ในการศึกษาวิชากฎหมายปกครอง และยังมีบทความ งานวิจัย อีกจำนวนมากที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

    ปัจจุบันยังคงดำเนินมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม สร้างสรรค์เด็กและเยาวชน ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำ ผ่านเครือข่าย SEED Thailand เครือข่ายเยาวชนรักษ์บ้านเกิด

    ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้ถูกทาบทามจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลฝ่ายกฎหมาย ในครม.อนุทิน 1 และล่าสุดการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 ศ.ดร.บวรศักดิ์ ก็ยังมีชื่อได้นั่งในตำแหน่งเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920526&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aWPfvY9Xv964AeNvLDWvg

  • ส่องโปรไฟล์ เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ การศึกษาดี สมัยสาวๆสวยมาก

    ส่องโปรไฟล์ เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ การศึกษาดี สมัยสาวๆสวยมาก

    ส่องโปรไฟล์ เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ การศึกษาดี สมัยสาวๆสวยมาก

    ท่ามกลางดราม่าร้อนระอุของ “สุรชัย สมบัติเจริญ” ที่ออกมาโต้เดือดอดีตภรรยา ล่าสุดชื่อของ “เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ โกมลเสน” ก็ถูกพูดถึงอย่างหนักอีกครั้ง

    สำหรับประวัติของเจี๊ยบ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เธอเป็นน้องสาวของอดีตนักแสดงผู้ล่วงลับ “ดวงชีวัน โกมลเสน” เคยไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ด้านเลขานุการและการบริหาร และมีแผนเรียนต่อสายแฟชั่นดีไซน์

    ก่อนจะเดินทางกลับไทยในปี 2522 และได้พบกับสุรชัยในช่วงที่ฝ่ายชายยังไม่โด่งดังในวงการ

    เจี๊ยบยังเคยมีผลงานในวงการบันเทิง ใช้ชื่อในวงการว่า “ศกุนตนา โกมลเสน” ทั้งงานภาพยนตร์และนางแบบแฟชั่น โดยผลงานที่เป็นที่รู้จักคือภาพยนตร์เรื่อง แว่วเสียงนางพราย ซึ่งเธอรับบทนางเอกในปี 2525

    ด้วยรูปร่างสูงโปร่งประมาณ 170 ซม. ทำให้เธอเคยเป็นอีกหนึ่งนักแสดงและนางแบบที่ได้รับความสนใจไม่น้อยในยุคนั้น


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/318566.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35IeioVB1gIl5b__5aegst