Blog

  • โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับนานาชาติฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมกับองค์กร Blood Lions พบว่ามีเสียงคัดค้านอย่างชัดเจน ทั้งจากประชาคมนานาชาติและจากภายในประเทศแอฟริกาใต้ ต่อความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกแผนยุติอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ในกรงของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะประกาศในปี 2021 ว่าจะยุติอุตสาหกรรมสิงโตในกรง แต่ความคืบหน้าในการดำเนินแผนยุติอย่างเป็นรูปธรรมยังคงล่าช้า และผลจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้อาจถูกเปลี่ยนทิศทาง

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอฟริกาใต้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์แบบ “Canned Hunting” การท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสลูกสิงโต (Cub Petting Tourism) และการส่งออกโครงกระดูกสิงโต ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัท ซาวันตา (Savanta) ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถามในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมทั้งสิ้น 2,528 คน พบว่า สามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 77) สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ในปี 2021 ที่จะยุติการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิงโตในกรง

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ข้อมูลจาก 4 กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมายังแอฟริกาใต้พบว่า 

    • ร้อยละ 70 ระบุว่าพวกเขาจะลังเลหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงและกักขังสิงโตในกรงเพื่อแสวงหากำไร
    • ร้อยละ 69 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแอฟริกาใต้ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม
    • ร้อยละ 77 เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า มากกว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์
    • ร้อยละ 65 ระบุว่าพวกเขาอาจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่น หากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

    คุณทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของสิงโตยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญของสาธารณชน การปกป้องสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โลกกำลังจับตาว่าแอฟริกาใต้จะบริหารจัดการมรดกทางธรรมชาติของตนอย่างไร และนักท่องเที่ยวก็กำลังใช้ปัจจัยเหล่านี้ในการตัดสินใจเดินทาง”

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้

    ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแอฟริกาใต้ และสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1.8 ล้านตำแหน่ง ในปี 2025 แอฟริกาใต้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 10.5 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจาก สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมกันมากกว่า 1.2 ล้านคน 

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    หากร้อยละ 70 ของนักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้ ตัดสินใจไม่เดินทางมาเยือน แอฟริกาใต้อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวประมาณ 860,000 คน โดยเมื่อพิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างงาน 1 ตำแหน่งต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทุก 13 คน อาจหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 66,000 ตำแหน่ง ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ

    ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์คาดว่ามีการจ้างงานเพียงประมาณ 1,568 ถึง 2,069 ตำแหน่ง ทั่วประเทศแอฟริกาใต้

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    กระแสคัดค้านจากประชาชนภายในประเทศ

    ประชาชนชาวแอฟริกาใต้แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 4 ตลาดหลัก โดยระบุว่า

    • ร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสัตว์ป่าที่เอาเปรียบสัตว์ มากกว่าทางเลือกด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า
    • ร้อยละ 66 ระบุว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม
    • ร้อยละ 66 เชื่อว่าไม่ควรเสี่ยงทำลายความต้องการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
    • ร้อยละ 63 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์
    • ร้อยละ 57 เชื่อว่าการยุติการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากขึ้น และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศ

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ประเด็นสวัสดิภาพของสิงโตถูกระบุว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการยุติอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลในปี 2021 ให้เหตุผลด้านนี้

    ดร.ลูอีส เดอ วาล (Dr Louise de Waal) ผู้อำนวยการองค์กร Blood Lions กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ จริยธรรม สวัสดิภาพสัตว์ และความเสี่ยงของโรคจากสัตว์สู่คน ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดของเรายังแสดงให้เห็นว่า การไม่ยุติอุตสาหกรรมนี้ยังเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศ เราขอเรียกร้องให้รัฐมนตรี วิลเลม เอาแคมป์ (Willem Aucamp) ยุติความล่าช้าและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการตามคำมั่นที่จะยุติอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว”

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    เครดิตภาพถ่าย  Blood Lions

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/739537&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ScO-bQW5iHuG5hVu-QLAV

  • ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ บุกเมืองท่องเที่ยว เปิดตัวสินค้าพร้อมนวัตกรรมครั้งแรกในชลบุรี

    ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ บุกเมืองท่องเที่ยว เปิดตัวสินค้าพร้อมนวัตกรรมครั้งแรกในชลบุรี

    เยอรมันตะวันแดง เดินหน้าขยายประสบการณ์การดื่มสู่หัวเมืองท่องเที่ยว จัดงาน German Tawandang Road to Chonburi เปิดตัว ‘เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง’ อย่างเป็นทางการ นับเป็นกลยุทธ์ขยายตลาดต่อจากกรุงเทพฯ มาสู่จังหวัดชลบุรี หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

    18 มี.ค. 2569 – นายเสถียร เสถียรธรรมะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และเบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดนิหน้าขยายตลาดของเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง โดยล่าสุดได้เลือกจังหวัดชลบุรี ผ่านการนำมาตรฐาน และเอกลักษณ์ของเบียร์สดต้นตำรับจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง มาสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น จากประสบการณ์ในการสร้างสรรค์เบียร์สดคุณภาพมานานกว่า 20 ปี รวมถึงมีการพัฒนาและต่อยอด ทำให้สามารถสร้างสรรค์การพิมพ์ลายบนฟองเบียร์ได้อย่างชัดเจน ต่อยอดให้เกิดประสบการณ์ใหม่

    สำหรับภายในงาน German Tawandang Road to Chonburi ที่ร้าน Folks On The Beach
    หาดดงตาล และร้านต่างๆ ในจังหวัดชลบุรี ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเอกลักษณ์ของเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง รสชาติเบียร์สดแท้แบบเยอรมัน พร้อมเทคนิคการเสิร์ฟฟองเบียร์ Micro-Foam แบบญี่ปุ่น โดยหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือกิจกรรม เยอรมันตะวันแดง Foam Art นวัตกรรมพิมพ์ลายบนฟองเบียร์ และมีการนำเสนอเอกลักษณ์ของเบียร์สด 2 สไตล์หลักของแบรนด์ ได้แก่ เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ลาเกอร์ (Lager) และเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง โรเซ่

    อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าการขยายประสบการณ์ของแบรนด์เยอรมันตะวันแดงสู่จังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มของตลาดเครื่องดื่มและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “Drinking Experience” มากกว่าการบริโภคเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่มีวัฒนธรรมการกินดื่มและการสังสรรค์เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/965173/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M9pE9rZpe24k5xw4khNYL

  • สงกรานต์ตราดกระทบน้อย แม้ราคาน้ำมันขึ้นราคา ชี้ตลาดท่องเที่ยวคนไทย เผยจีน-ไต้หวัน เดินทางเที่ยวเพิ่มขึ้น

    สงกรานต์ตราดกระทบน้อย แม้ราคาน้ำมันขึ้นราคา ชี้ตลาดท่องเที่ยวคนไทย เผยจีน-ไต้หวัน เดินทางเที่ยวเพิ่มขึ้น

    ภูมิภาค

    สงกรานต์ตราดกระทบน้อย แม้ราคาน้ำมันขึ้นราคา ชี้ตลาดท่องเที่ยวคนไทย เผยจีน-ไต้หวัน เดินทางเที่ยวเพิ่มขึ้น

    วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ตะวันออกกลาง และส่งผลกระทยต่อการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวของทั้งไทยและต่างประเทศนั้น นางสาวพิชยา ธชัยอดิทรัพย์ (เจ้าของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์) นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางมาของนักท่องเที่ยว เพราะค่าใช้จ่สยในการเดินทางมาเที่ยวจ.ตราดต้องเดินทางมาโดยรถยนต์และเครื่องบิน และยังต้องขึ้นเรือโดยสารอีก ซึ่งทำให้ต้นทุนในการเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็กว่า 10 % ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมาแน่นอน อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสมาชิกและจากการจองของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์ก็พบว่า ตลาดท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและปีนี้ยอดการจองก็มี และแม้จะลดไปบ้างแต่ก็เล็กน้อย แต่ที่เพิ่มขึ้นอย่างแปลกใจก็คือ นักท่องเที่ยวชาวเอเซียเดินทางมาเที่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งจีน และไต้หวัน หรือกลุ่มใหม่อย่างอุซเบกิสถานก็เดินทางมาเที่ยวที่จ.ตราดและเกาะกูด ซี่งต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

    “แต่หากราคาน้ำมันสูงขึ้นมากถึง 35 บาท/ลิตร(ดีเซล)ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อต้อนทุนในการเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราดและในหมู่เกาะ เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงต้องตรวจสอบอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือนนี้หรือต้นเดือนเมษายนว่า ยังตัดสินใจเหมือนเดิมหรือไม่“นางสาวพิชยากล่าว และว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะมีบางส่วนที่เดินทางมา แต่คงไม่มากเหมือนช่วงปลายปีและต้นปีซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของบ้านเขา 

    ด้านนายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด (อยู่เกาะช้าง) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวช่วงนี้ที่เดินทางมาเที่ยวเกาะช้างยังมีการเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง และถึงช่วงสงกรานต์นักท่องเที่ยวชาวไทยจะเดินทางมาเพิ่มขึ้น ส่วนต่างชาติที่มีปัญหาจากการสู้รบอาจจะไม่เดินทางมา แต่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่เดินทางกลับหรือกลับไปแล้วจะเดินทางมาใหม่ ซึ่งจากการที่พูดคุยกับอินฟลูเรนท์เซอร์พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางกลับมาเที่ยวที่จ.ตราด ในช่วงสงกรานต์ส่วนหนี่ง รวมทั้งที่ยังอยู่ในไทยก็จะเดินทางมาเพิ่ม 

    นายวิชิต กล่าวว่า ในช่วงสงกรานต์ทางอำเภอเกาะช้างและภาคเอกชนในเกาะช้างก็จะร่วมกันทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะช้างโดยจัดงานวันไหลเกาะช้าง และกิจกรรมที่หาดทรายขาว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาเที่ยวที่เกาะช้าง ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จด้วยดี จึงน่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะช้างได้เป็นอย่างดี 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469605&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nz_5MEszOT-k0ntPBWid8

  • สงกรานต์ตราด 69 กระทบน้อย! แม้น้ำมันแพง นักท่องเที่ยวเอเชียพุ่ง | TOPNEWS

    สงกรานต์ตราด 69 กระทบน้อย! แม้น้ำมันแพง นักท่องเที่ยวเอเชียพุ่ง | TOPNEWS

    แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง แต่ภาพรวมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาล สงกรานต์ ปี 2569 ของจังหวัด ตราด ยังได้รับผลกระทบไม่มาก โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ยังคงเดินทางต่อเนื่อง

    พิชยา ธชัยอดิทรัพย์ นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราด และเจ้าของ เกาะกูดพาราไดซ์ เปิดเผยว่า ต้นทุนการเดินทางมายังจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% เนื่องจากต้องใช้ทั้งรถยนต์ เครื่องบิน และเรือโดยสาร ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการตัดสินใจ

    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการจองห้องพัก พบว่ายอดจองช่วงสงกรานต์ลดลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลักยังเป็นคนไทย ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเอเชียกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะจาก จีน ไต้หวัน รวมถึงกลุ่มใหม่อย่าง อุซเบกิสถาน ที่เริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่และ เกาะกูด มากขึ้น

    ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นแตะระดับ 35 บาทต่อลิตร อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้งในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน

    ด้าน วิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด เปิดเผยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวใน เกาะช้าง ยังคงคึกคัก นักท่องเที่ยวทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าช่วงสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนที่ยังพำนักในประเทศไทย หรือเคยเดินทางกลับไปแล้ว มีแนวโน้มกลับมาเที่ยวซ้ำ โดยเฉพาะหลังการประชาสัมพันธ์ผ่านกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ อำเภอเกาะช้างเตรียมจัดกิจกรรม “วันไหลเกาะช้าง” และกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณ หาดทรายขาว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1519846&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-UYK4gqO5razoj5pxWdRf

  • รื้อถอนโครงสร้างป้าย VMS บนถนนมิตรภาพ ขาเข้า กม.29

    รื้อถอนโครงสร้างป้าย VMS บนถนนมิตรภาพ ขาเข้า กม.29

    ตำรวจทางหลวงสระบุรี ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้เส้นทางมิตรภาพ

    ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่จะดำเนินการปิดทางเดินรถบนถนนมิตรภาพ ขาเข้า กทม. เนื่องจากมีการรื้อถอนป้ายไฟ บริเวณ กม.29 ก่อนถึงค่ายลูกเสือเพชรรัตน์ ซึ่งจะทำการปิดทางเดินรถ 100% โดยจะทำการเปิดช่องทางพิเศษใน ขาออก-กทม. จำนวน 1 ช่องทาง

    – ทำการเบี่ยงเข้าช่องทางพิเศษที่ กม.31 บริเวณสนามกีฬามวกเหล็

    – ทำการเบี่ยงออกช่องทางพิเศษที่ กม.24 บริเวณหน้าโรงเรียนซับบอน

    เวลาดำเนินการ 08.00-16.00น

    #เส้นทางเลี่ยง

    ให้เข้าคู่ขนานบริเวณหน้าครูต้อ และเลี้ยวช้ายเข้าชับพริกวิ่งยาวไป ออกที่ TPI และเลี้ยวช้ายเข้ามิตรภาพ

    https://maps.app.goo.gl/5Ratn5GwqmcXach38?g_st=ic

    ทางออกสู่ถนนมิตรภาพ

    https://maps.app.goo.gl/mjcNuvNNKzyBkXzEA?g_st=ic

    เส้นทางนี้แนะนำสำหรับรถเล็กไม่เกิน 6 ล้อ เนื่องจากทางคตเคียว

    เผื่อเวลาในการเดินทาง และระบบเชื้อเพลิงด้วย ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68464&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fZDnT7uWHvKNMUMQZcGV9

  • แอตต้า แนะพลิกวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง ปั้นไทยโมเดลท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    แอตต้า แนะพลิกวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง ปั้นไทยโมเดลท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    วันนี้(วันที่ 18 มีนาคม 2569) นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า โลกการท่องเที่ยวทุกวันนี้ไม่ต่างจากระบบนิเวศทางชีววิทยา หากสายใยเส้นหนึ่งขาด อีกเส้นต้องพยุงระบบไว้ได้ มิฉะนั้นทั้งโครงสร้างจะสั่นคลอน 

    วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังกดดันเส้นทางการบิน พลังงาน และความเชื่อมั่นของนักเดินทางคือบทเรียนสำคัญว่า ประเทศที่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป จะเปราะบางทันทีเมื่อภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

    ดันไทยรุกยุทธศาสตร์ Regional Tourism Economy

    ผมจึงเสนอแนวคิด Regional Tourism Economy ไม่ใช่เพียงยุทธศาสตร์การตลาด แต่เป็น “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงระดับชาติ” สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐจึงควรพัฒนาเป็น Cluster Tourism Collaboration Policy โดยมี Bilateral Tourism Mechanism เป็นกลไกขับเคลื่อน เพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวระดับภูมิภาคที่ยืดหยุ่นต่อวิกฤตโลก และสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศ

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามตะวันออกกลาง

    ความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนการบิน ภัยพิบัติทางธรรมชาติและโรคระบาด และโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่กระจุกตัว

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การเดินทางระยะไกล โดยเฉพาะจากยุโรป มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินและเส้นทางการบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง

    ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนา กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงตลาด (Market Risk Diversification) และ สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค (Regional Tourism Network)

    ทั้งนี้วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ควรต้องมีนโยบาย Regional Tourism Economy มีเป้าหมายหลัก 4 ประการ

    1 สร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤตโลก

    ลดผลกระทบจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามอ่าว และความผันผวนของราคาพลังงาน

    2 กระจายความเสี่ยงตลาดนักท่องเที่ยว

    เพิ่มสัดส่วนตลาดที่มีเสถียรภาพ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และภูมิภาคเอเชีย

    3 เพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาคเปลี่ยนจาก Single Destination เป็น Regional Tourism Hub

    4 ใช้ศักยภาพตลาด Outbound ของไทยเป็นเครื่องมือการเจรจา

    นักท่องเที่ยวไทยเดินทางออกต่างประเทศกว่า 12 ล้านคนต่อปี ถือเป็นอำนาจต่อรองเชิงการท่องเที่ยวที่สำคัญ 

    สำหรับกลไกขับเคลื่อนนโยบาย Bilateral Tourism Mechanism ควรจัดตั้ง คณะทำงานความร่วมมือการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ มีบทบาทเป็นหน่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Cluster Tourism 

    ประกอบด้วย ภาครัฐ คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน แพลตฟอร์มการท่องเที่ยว รวมถึงภาควิชาการ อย่าง สถาบันวิจัยการท่องเที่ยว สกสว บพข ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลการท่องเที่ยว

    โดยมีหน้าที่หลัก คือ เจรจาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วม (Joint Tourism Routes)  เชื่อมโยงการบินและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า และจัดตั้งระบบติดตามความเสี่ยงด้านการท่องเที่ยว

    แอตต้า แนะพลิกวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง ปั้นไทยโมเดลท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    3 ยุทธศาสตร์ กระจายความเสี่ยง ลดผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ขณะที่ยุทธศาสตร์ลดผลกระทบจากวิกฤตสงครามและโลกผันผวนเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก จำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือเชิงระบบ 3 ด้าน

    1 Tourism Risk Monitoring System

    ตั้ง Tourism War Room ติดตามข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์ เช่น เส้นทางการบินระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันและต้นทุนการบิน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
    และการจองการเดินทาง

    ระบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็ว

    2 Market Diversification Strategy

    ลดการพึ่งพาตลาดระยะไกลที่มีความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีข้อได้เปรียบ ระยะบินสั้นกว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจสูง ความต้องการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    3 Regional Travel Networ

    พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวหลายประเทศ เช่น Thailand – Laos – Vietnam – China และ Thailand – Malaysia – Indonesia เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางบินระยะไกลเพียงอย่างเดียว

    Tourism Cluster ที่ไทยควรสร้าง

    •  Greater Mekong Tourism Cluster ไทย – จีน – ลาว – เวียดนาม ตลาดหลักจีน / เกาหลี / ยุโรป Product River Tourism Cultural Heritage Route
    • Andaman Tourism Cluster ไทย – มาเลเซีย – อินโดนีเซีย ตลาดหลัก ยุโรป / อินเดีย / ตะวันออกกลาง
    • Product Island Hopping Marine Tourism

    การใช้ตลาด Outbound ของไทยเป็นเครื่องมือการเจรจา

    ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางออกต่างประเทศประมาณ 12 ล้านคนต่อปี
    จำนวนนักเดินทางดังกล่าวสามารถใช้เป็น “อำนาจต่อรองเชิงเศรษฐกิจ” ในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

    รูปแบบความร่วมมือที่เสนอ ได้แก่ การทำ Joint Tourism Promotion การแลกเปลี่ยนโควตาการบิน การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วม

    หลักการ คือ Mutual Tourism Exchange ประเทศคู่ความร่วมมือจะได้รับนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและการบิน ถือเป็นความร่วมมือแบบ Win–Win Strategic Partnership

    วาง Roadmap สู่การเป็นAsia Tourism Hub

    ในด้าน Roadmap การดำเนินงาน สามารถดำเนินการได้ใน ดังนี้

    • เป้าหมายระยะสั้น

    ระยะ 3 เดือน จัดตั้ง Bilateral Tourism Taskforce ลงนามความร่วมมือเบื้องต้นกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค เริ่มต้นระบบ Tourism Risk Monitoring Dashboard โดยมีตัวชี้วัด คือ การลงนาม MOU อย่างน้อย 3 ประเทศ และจัดตั้ง War Room การท่องเที่ยว

    ระยะ 6 เดือน เริ่มโครงการ Joint Tourism Promotion จัด Roadshow ร่วมกับประเทศพันธมิตร เปิดตัวแพ็กเกจท่องเที่ยวหลายประเทศ ตัวชี้วัด คือโปรแกรมทัวร์ร่วมอย่างน้อย 10 โปรแกรม เที่ยวบินเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น 15%

    ระยะ 12 เดือน เริ่มระบบ Regional Tourism Platform ให้ข้อมูลการเดินทางหลายประเทศในแพลตฟอร์มเดียว
    ขยายเส้นทางการบินใหม่สู่ตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตัวชี้วัด คือ นักท่องเที่ยว multi-destination เพิ่ม 20% เส้นทางบินใหม่เพิ่มอย่างน้อย 5 เส้นทาง

    • เป้าหมายระยะกลาง 3 ปี

    สร้างระบบ Regional Tourism Economy ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ตัวชี้วัด คือ รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่ม 30% ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยเพิ่ม 2 วัน

    • เป้าหมายระยะยาว 5 ปี

    ประเทศไทยพัฒนาเป็น Asia Tourism Hub มีเครือข่ายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงหลายประเทศ ตัวชี้วัด คือ นักท่องเที่ยว multi-country มากกว่า 40% รายได้การท่องเที่ยวเพิ่ม 50%

    ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ นโยบายนี้จะช่วยให้ประเทศไทย ลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลก กระจายตลาดนักท่องเที่ยว เพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจท่องเที่ยวภูมิภาค และเปลี่ยนบทบาทของประเทศจาก Tourism Destination ไปสู่
    Regional Tourism Network Hub

    ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ เชื่อมโยงเครือข่ายได้ดีที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654228&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WuDTJpA9eJ-VDTPDzyDAe

  • วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

    วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

    วิทยาลัยการบินในมณฑลเสฉวนออกประกาศหนุนนักศึกษาและบุคลากร “วางตำราแล้วออกไปหาความรัก” ท่ามกลางดอกไม้บาน ในช่วงวันหยุดยาวฤดูใบไม้ผลิเดือนเมษายนนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งออกนโยบายเพิ่มวันหยุดหวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ท่ามกลางค่านิยมการเรียนหนักเพื่อผลการเรียนที่เป็นเลิศในสังคมจีน ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินพลเรือนตะวันตกเฉียงใต้แห่งเสฉวน ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศธีมวันหยุดปิดเทอมภาคฤดูใบไม้ผลิระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้ว่า “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก”

    ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี WeChat ทางการของวิทยาลัย โดยระบุให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาใช้เวลาช่วงนี้ออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่โรแมนติก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีนที่เริ่มผลักดันให้สถานศึกษามี “วันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” เพิ่มเติมจากวันหยุดปิดเทอมปกติ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมนันทนาการมากขึ้น

    ปัจจุบันหลายมณฑลในจีน เช่น เสฉวน และเจียงซู รวมถึงเมืองใหญ่อย่างซูโจวและหนานจิง เริ่มนำร่องแผนวันหยุดฤดูใบไม้ผลิในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้ประชากร 1,400 ล้านคนออกเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว 

    ทางการยังหวังว่าการเพิ่มเวลาว่างจะช่วยสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะ สมาคม และนำไปสู่การแต่งงานและการมีบุตร หลังจากที่ในปี 2025 จำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ยังได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม “เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก” โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงบริการสาธารณะ ตั้งแต่ระบบการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

    ด้าน เจมส์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ Trip.com และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ระบุว่าสังคมจำเป็นต้องมีทั้ง “เวลา” และ “เงิน” ที่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้มากขึ้น รวมถึงต้องเร่งปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงประโยชน์ของการมีครอบครัวขนาดใหญ่ เพื่อประคองโครงสร้างสังคมไม่ให้วิกฤตไปมากกว่านี้.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2920885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ll3G5ybdRG_PtTacY7iWw

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน


    18/03/2569 | 22 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด หมู่ที่ 12 ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด และตรวจติดตามการดำเนินงานพัฒนาชุมชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี นางนวลจันทร์ ศรีมงคล ผู้ตรวจราชการกรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยพัฒนาการจังหวัดร้อยเอ็ด พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ นายอำเภอเกษตรวิสัย คณะผู้บริหาร ผู้นำชุมชน และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน การจัดตั้ง โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด ในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างความสำเร็จของการยกระดับศูนย์เรียนรู้ชุมชนให้กลายเป็น แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกทักษะอาชีพ และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน

    ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากคนในชุมชน การจัดนิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์ชุมชน และการนำเสนอวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของคณะกรรมการและคนในชุมชนบ้านโพนฮาดอย่างชัดเจน

    ในโอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะ ได้เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการขับเคลื่อนงานร่วมกับปราชญ์ชุมชน พร้อมเน้นย้ำให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้เติบโตและเป็นที่พึ่งของชุมชนรอบข้างได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/339398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kVITwJP05TuDgh50TeJZ8

  • น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

    น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

    น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

    วิกฤตตะวันออกกลางทดสอบโครงสร้างเกษตรไทย น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง ทำเกษตรกรไทยกำไรหาย โดยเฉพาะ 5 พืชเศรษฐกิจน่าห่วง สวนทางโรงงานแปรรูปได้อานิสงส์บวก

    อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ 1.ราคาน้ำมัน 2.ราคาปุ๋ยเคมี 3.อุปสงค์จากตะวันออกกลาง 4. ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ และ 5.เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม

    ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด

    ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 5 พืชได้รับผลเสียโดยรวม

    เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน

    SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ

    • กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp
    • และกรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp 

    ซึ่งจากผลการประเมินพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนหักล้างผลบวกด้านราคา

    ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล รองลงมา คือ โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอล โรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่โรงสีข้าวเป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่น แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าระวางเรือ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น

    ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

    ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องเร่งรับมือให้ตรงจุด เพราะผลกระทบแตกต่างและไม่เท่ากัน

    วิกฤติตะวันออกกลางทำให้ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ โดยโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตาการเพิ่มสูตรผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศโดยตรง โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องติดตามทั้งทิศทาง GDP โลกและนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะกำหนดอุปสงค์เอทานอลในระยะต่อไป

    ขณะที่โรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกควบคู่กับแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านโรงงานแปรรูปยางพาราควรเร่งกระจายตลาด เพราะอุปสงค์ยางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกสูง

    ส่วนโรงสีและผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งทั้งการหาตลาดใหม่และลดต้นทุน เพื่อรับมือแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและรักษาศักยภาพการผลิตในระยะยาว

    ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่เร่งดูแลข้าวเป็นลำดับแรก

    SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

    เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก

    ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ ส่วนในระยะยาว ควรยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

    ในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ คือ ผู้ที่อ่านเกมขาด ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E5E16rejcDBhAybg7WTl3

  • กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธ เศรษฐกิจจีน กระทบ ญี่ปุ่น อย่างไร

    กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธ เศรษฐกิจจีน กระทบ ญี่ปุ่น อย่างไร

    ตั้งแต่ปลายปี 2025 ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดตึงเครียดอีกครั้ง ความขัดแย้งรอบใหม่นี้ไม่ได้เริ่มจากประเด็นเศรษฐกิจโดยตรง หากแต่เริ่มจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นที่พาดพิงประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นการท้าทาย ‘เส้นแดง’ ของจีน บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศของทั้งสองฝ่ายจะเป็นเชื้อเพลิงให้ความบาดหมางในครั้งนี้บานปลายอย่างไร และ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนจะมีอานุภาพทำลายล้างญี่ปุ่นทางเศรษฐกิจได้แค่ไหน อย่างไร

    ประการแรก กระแสชาตินิยม ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม

    ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นในครั้งนี้ถูกเร่งปฏิกิริยาด้วย ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายญี่ปุ่น จากผลการเลือกตั้งล่าสุด ตอกย้ำว่า กระแสชาตินิยมแนวอนุรักษนิยมผลักดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับจีนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นไต้หวันและความมั่นคง นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นใช้วาทกรรมด้าน ‘ความอยู่รอดของชาติ’ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถลดระดับท่าทีได้ง่าย แม้จะรับรู้ถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    ในขณะที่ ทางฝ่ายจีนก็ใช้กระแสชาตินิยมเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ตอบโต้ญี่ปุ่นในประเด็น ‘ลัทธิทหารนิยม’ และ ‘อาชญากรรมสงครามในอดีต’ วาทกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความชอบธรรมภายในประเทศ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการตอบโต้ญี่ปุ่นที่รุนแรง ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนชัดจากถ้อยแถลงของหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

    กระแสชาตินิยมที่เข้มข้นในแต่ละประเทศ จึงเปรียบเสมือน ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศถูกแรงกดดันจากสังคมและการเมืองภายในบังคับให้ ‘ถอยไม่ได้’ และเมื่อการเมืองแข็งกร้าวขึ้น เศรษฐกิจก็ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือโดยตรง

    ประการถัดมา ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนยิงตรงไปที่จุดอ่อนญี่ปุ่น

    จีนเลือกใช้ ‘พลังทางเศรษฐกิจ’ ของตัวเองเป็นอาวุธ (Economic Weapon) ในการถล่มยิงตรงไปที่ ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ของญี่ปุ่นที่มีความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในหลายด้านอาวุธทางเศรษฐกิจที่จีนใช้จัดการกับญี่ปุ่นในขณะนี้ ได้แก่

    (1) การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตและการแปรรูปเกือบทั้งหมดของโลก

    (2) การจำกัดการส่งออกสินค้า Dual-Use Items ที่สามารถใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร เช่น แร่หายาก ทังสเตน เทลลูเรียม บิสมัท เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหนัก

    (3) ขึ้นบัญชีดำและบัญชีเฝ้าระวังบริษัทญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไปจนถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่

    และ (4) มาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการเชิงสัญลักษณ์และภาคบริการ เช่น การเรียกหมีแพนด้าคืนกลับประเทศจีน และการส่งคำเตือนด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ จีนอาศัย ‘กฎหมายควบคุมการส่งออกและกรอบความมั่นคงแห่งชาติ’ ในการประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้า Dual-Use Items และยังได้ขยายผลไปถึงบริษัทในประเทศที่สาม หากมีการส่งต่อสินค้าต้นทางจากจีนไปยังบริษัทญี่ปุ่น โดยฝ่ายจีนให้เหตุผลว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ ‘สกัดการเสริมกำลังทหารและความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น’ และยืนยันว่า เป็นมาตรการที่ ‘ถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย’

    ประการสุดท้าย ผลกระทบต่อญี่ปุ่น: ‘พึ่งพามาก เสี่ยงมาก’

    การที่อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนสามารถสร้างแรงกระแทกให้กับญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะขนาดของมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะญี่ปุ่นมี ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ในห่วงโซ่อุปทาน จากข้อมูลล่าสุด ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% ของทั้งหมด โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก (Heavy Rare Earths) เช่น ดิสโพรเซียม และเทอร์เบียม ญี่ปุ่นพึ่งพาจีนสูงถึงเกือบ 100%

    ในขณะที่ จุดแข็งของจีนคือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมกำลังการผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก สัดส่วนมากกว่า 90% และสำหรับแร่หายากหนัก มีสัดส่วนการแปรรูปในจีนสูงกว่า 98%

    ด้วยความเปราะบางของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานนี้ เมื่อฝ่ายจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออก แม้จะไม่ถึงขั้นการห้ามส่งออกแบบเด็ดขาด หากแต่เพียงแค่ชะลอการออกใบอนุญาต หรือเพิ่มขั้นตอนทางเอกสารที่ล่าช้าเพียงไม่กี่เดือน ก็สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงที่โรงงานของญี่ปุ่นอาจจะต้องหยุดสายการผลิต

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจมหภาคและการเติบโต GDP ของญี่ปุ่น สถาบันวิจัยญี่ปุ่นมีการรายงานผลกระทบไว้ เช่น สถาบัน Nomura Research Institute ประเมินว่า หากข้อจำกัดการส่งออกของจีนกินเวลานานหนึ่งปี เศรษฐกิจ GDP ญี่ปุ่นอาจจะลดลง 0.43% หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านเยน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเพียงแค่บางบริษัท แต่มีอานุภาพส่งผลกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

    ในแง่ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของญี่ปุ่น มีรายงานว่า อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ญี่ปุ่นที่มีการพึ่งพาแร่หายากหนักจากจีนเกือบ 100% หากวัตถุดิบขาดหรือไม่เพียงพอ สายการผลิตก็อาจหยุดชะงัก และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายจีนควบคุมสารเคมีและวัสดุสำคัญ เช่น แกลเลียม และสารตั้งต้นการผลิตชิป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

    ที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศของญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่ถูกฝ่ายจีนขึ้นบัญชีดำจะได้รับผลกระทบโดยตรงด้านการผลิตชิ้นส่วนทางทหาร ยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน และโครงการอวกาศ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงญี่ปุ่นในระยะยาว

    นอกจากนี้ อาวุธเศรษฐกิจของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังส่งผลไปยังภาคบริการ ฝ่ายจีนได้ใช้ทั้งมาตรการเชิงสัญลักษณ์และคำเตือนเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่น จากสถิติล่าสุด หน่วยงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า เดือนมกราคม 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงประมาณ 61% เมื่อเทียบรายปี ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดเหลือราว 385,000 คน (จากระดับเกือบ 1,000,000 คนในปีก่อนหน้า)

    แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ มาชดเชยบางส่วน แต่นักท่องเที่ยวจีนนับเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง มีรายงานว่า ในปี 2025 นักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้ให้ญี่ปุ่นราวหนึ่งในห้าของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด การหายไปของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ

    โดยสรุป ปมขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นมีกระแสชาตินิยมเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ สำหรับฝ่ายจีนสามารถใช้จุดแข็งทางเศรษฐกิจของตนเองแปลงเป็น ‘พลังกดดันทางการเมือง’ และใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่กำลังบีบญี่ปุ่นอย่างหนัก ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่น แม้ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในระยะสั้น ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาจีนได้และด้วยกระแสชาตินิยมในรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น สะท้อนว่า งานนี้น่าจะจบยาก และอาจจะจบไม่สวย

    สำหรับบทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีนี้ก็คือ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเพียงแหล่งเดียว แม้จะมีความราบรื่นในยามปกติ แต่สามารถกลายเป็น ‘จุดเปราะบาง’ ด้านความมั่นคงได้ง่าย เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนทิศ

    ดังนั้น จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศเดียวที่มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงและภายใต้แนวโน้มโลกหันขวาที่รัฐบาลอนุรักษนิยมขวาจัดและชาตินิยมสูงจะนำอาวุธทางเศรษฐกิจมาใช้บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ยิ่งพึ่งพามาก ยิ่งเสี่ยงมาก และไม่ปรับ ไม่รอด

    แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

    Evelyn Hockstein / File Photo / Reuters

    Kiyoshi Ota / Pool via Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-japan-economic-weapon-nationalism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fuN7Dtuf61t6xx81SPcFc