Blog

  • ครบเครื่อง

    ครบเครื่อง

    การอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์มาอย่างยืนยาว คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญว่า ฝีมือ เลขาฯ อู เก่งกาจขนาดไหน แม้ช่วงหนึ่งจะถูกโยกไปเป็นเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ทันทีที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ เจ้าตัวถูกดึงกลับมาอยู่ที่เดิม เพื่อหวังใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

    ปัจจุบัน เลขาฯ อู ยังเหลืออายุราชการอีกเยอะ และการกลับมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์รอบนี้น่าจะตีตั๋วยาว เพราะเป็นมือไม้สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน

    ในช่วงสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เลขาฯ อู มีบทบาทเยอะ นอกจากจะคอยรายงานสถานการณ์การเศรษฐกิจในประเทศ บางครั้งยังทำหน้าที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระชับ และเข้าใจง่าย

    อย่างเมื่อวันก่อน ศบก.แถลงผลการประชุมเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เลขาฯ อู คือ 1 ในข้าราชการประจำที่มานั่งแถลงร่วมกับเสนาบดี 3 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    ช่วงหนึ่ง เลขาฯ อู ช่วยตอบคำถามเสริม รมว.พลังงาน ถึงกรณีที่คนไม่มั่นใจเรื่องพลังงาน โดยการหยิบตัวเลขน้ำมันตอนสภาวะปกติ กับคนที่แตกตื่นกัน เพื่อไม่ให้คนกังวลว่า จะไม่มีน้ำมันใช้ พร้อมขอให้ทุกคนประหยัดพลังงาน และค่อยๆ ใช้ชีวิตแบบปกติ

    เล่าได้เห็นภาพ เข้าใจง่าย แถลศบก.เมื่อวันอังคารจบ มีแต่คนชมเลขาธิการสภาพัฒน์กันเพียบ เรียกว่า เก่งหลายด้าน และครบเครื่อง.

    ฌ.เฌอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/966326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBxtUThZ5bkcWjV8m2OSg

  • โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

    ที่ประชุมมีมติเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนเสียง 293 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 187 เสียง พรรคเพื่อไทย 73 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

    สำหรับพรรค 1 เสียง ประกอบด้วย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาชน พรรครวมพลังประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย

    ด้านนายณัฐพงษ์ ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชน 118 และพรรคเสรีรวมไทย 1 ซึ่งไม่เพียงพอทำให้ต้องอยู่สถานะพรรคฝ่ายค้าน

    ขณะเดียวกันมีจำนวน 86 เสียงของดออกเสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคภูมิใจไทย 3 พรรคประชาชน 1 เสียง พรรคเพื่อไทย 1 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง และพรรคไทยภักดี 1 เสียง ทั้งนายหรั่ง ธุระพล สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่มาลงคะแนนเสียง

    “อนุทิน” หวังร่วมมือเร่งแก้ปัญหาชาติ

    นายอนุทิน อภิปรายก่อนการลงมติว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน โดยน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคราวเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 14 มี.ค.2569 ขอให้ยึดความถูกต้อง และประโยชน์สุขประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

    รวมทั้งจะดำเนินตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลจะสนับสนุนงานนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาเต็มที่ และแม้ขณะนี้มีปัญหาต้องแก้ไขมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือทุกฝ่ายจะทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ และแก้ปัญหาให้เต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

    งานร้อนรัฐบาลใหม่ “วิกฤติพลังงาน”

    ขณะที่วิกฤติพลังงานกำลังเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบ 12,605 ล้านบาท ถือเป็นอัตราการติดลบที่เร็วหลังจากสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569

    ทั้งนี้ ช่วงรัฐบาลรักษาการได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SMEs โดยกระทรวงการคลังพิจารณาข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่รับมือกรณีเกิดขีดจำกัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1.พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.พิจารณาเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3.พิจารณาออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ส่วนด้านงบประมาณได้เตรียมเสนอปรับรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อเพิ่มรายการรองรับสงครามตะวันออกกลาง

    รวมทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อโอนเข้างบประมาณกลาง โดยใช้แนวทางแบบช่วงโควิดปี 2563 ที่โอนงบได้ 88,452 ล้านบาท เป็นการโอนงบรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่าย เช่น งบสัมมนา การฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษา เดินทางไปต่างประเทศ โดยคาดว่าจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านบาท

    เทรดวอร์ไม่จบ “การค้าโลกเสี่ยง”

    ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อเนื่องถึงปัจจุบันแม้ศาลสูงสหรัฐจะพิพากษาให้การจัดเก็บภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐเดินหน้าใช้กระบวนการตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าของสหรัฐ ที่ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น เพิ่มภาษีศุลกากร มาตรการจำกัดการนำเข้า

    ทั้งนี้ ไทยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

    สำหรับตลาดสหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ของตลาดส่งออกไทยทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์

    โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    โจทย์ยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเรียกร้องมาระยะหนึ่งหลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.9% ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาดโลกมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางการสร้างโมเดลพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่รัฐบาลชุดที่แล้วมีเวลาสั้น จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่ต้องวางแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ชัดเจน

    แนะรัฐบาลเร่งสกัดวิกฤติก่อนลุกลาม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมาตรการกอบกู้สถานการณ์ทันทีก่อนลุกลามกระทบภาคอุตสาหกรรม และประชาชนวงกว้าง ดังนี้

    1.การบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะปัญหา “ดีเซล 2 ราคา” ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแบกต้นทุนสูง ขณะที่ SMEs เริ่มไม่ไหวจึงเสนอให้รัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันภาคอุตสาหกรรมชั่วคราว 3 เดือน

    2.ขอให้เร่งแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีตัวจริงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเต็มรูปแบบแทนรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัด

    3.มิติค่าครองชีพกระทบมีสัญญาณขาดแคลนสินค้า และการกักตุนบางพื้นที่ รัฐบาลต้องเร่งดูแลราคา และซัพพลายเชนใกล้ชิด

    4.เร่งยกระดับมาตรการปกป้อง SMEs จากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาตีตลาด โดยใช้เครื่องมือการค้าที่เข้มข้นเพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 

    5.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐประเด็นมาตรา 301/304 ที่ยังค้า และกระทบภาคธุรกิจไทย

    6.เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และระบบขนส่ง โดยช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ และบริหารจัดการเส้นทางโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารเผชิญปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติก

    “ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที หากปล่อยล่าช้า อาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลาม และกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และนักลงทุน”

    หวัง ครม.ใหม่พร้อมเผชิญวิกฤติโลก

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทยไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเร่งจัดตั้ง ครม.เร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานทันที ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง และทำงานมืออาชีพ

    นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีม และความสามัคคีภายใน ครม.สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

    ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจต้องรอความชัดเจนจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยภาคเอกชนเคยเสนอแนวทางต่อรัฐบาลไปแล้ว และบางส่วนอาจถูกนำไปบรรจุในนโยบายที่จะประกาศในอนาคต

    รัฐบาลมีเสถียรภาพ เชื่อหนุน ศก.ฟื้นตัว

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ผ่านการโหวตผ่านสภาฯ ถือว่าส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะข้างหน้า

    โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเดิม แต่ทีมเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าเรียกความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง ประเด็นเร่งด่วนจากนี้ต้องทำทันทีคือ ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทันในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเร่งแก้คือ ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่กำลังทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง

    “การใช้นโยบายแบบประชานิยมอาจบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น หากสถานการณ์ราคาสินค้าลากยาวไปตลอดทั้งปี การแบกรับภาระภาครัฐอาจส่งผลให้ประเทศไทยถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน และสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท และตลาดทุนในที่สุด”

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เสถียรภาพของรัฐบาลมีมากขึ้นแต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ รักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยกับดักเฉพาะหน้าคือ เร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะยาว จนไม่มีงบประมาณ และเวลาไปจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความอ่อนแอในเศรษฐกิจไทย ปัญหาเหล่านั้นคือ ความสามารถแข่งขันที่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร และทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    “โจทย์ใหญ่คือ เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันไทยมีเพียง 20% ขณะที่ประเทศอื่นไปไกลถึง 50-80% แล้ว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจติดตั้ง Solar Rooftop และแก้ปัญหาอุปสรรคทางเทคนิค หากไม่เริ่มทำในวันนี้ ไทยจะถูกทิ้งห่างจากกระแสเทคโนโลยี และนโยบายการค้ายุคใหม่ของโลก”

    ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาสั้น 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ แต่มองว่า โจทย์เศรษฐกิจครั้งนี้ยากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปัญหาภายใน แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรา 301 ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

    “วันนี้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น มองเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเต็มวาระ 4 ปี หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขกฎหมายและระบบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”

    น้ำมันจ่อแตะ 120-200 ดอลล์ 

    ขณะที่ สถานการณ์พลังงานทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง ธนาคาร “ซิตี้กรุ๊ป” ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันพุธว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรวดเร็วจากการหยุดชะงักของอุปทานที่รุนแรงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับขึ้นสู่ช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    บทวิเคราะห์ที่นำโดยแม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์โลกของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า กรณีฐานใหม่ของซิตี้ ซึ่งให้ความน่าจะเป็น 50% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขนส่งน้ำมันจะหยุดชะงักเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องช่วงไม่กี่วันข้างหน้าสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวขึ้นจนถึงระดับที่ “กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์”

    ระดับราคาดังกล่าวอาจเป็นจุดที่ผลักดันให้สหรัฐต้องยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจุดให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) และกลุ่มประเทศโออีซีดี ต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองออกมา หรือเป็นระดับที่มหาอำนาจทั่วโลกต้อง “ผลักดันอย่างจริงจัง” ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งถูกยกระดับขึ้นสูง กรณีขาขึ้นซึ่งให้ความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจ “แตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” และอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ หากอิหร่านขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

    ขณะที่ กรณีขาลงซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% ซิตี้มองว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงสู่ 65-70 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและสามารถเปิดช่องแคบได้อีกครั้ง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VIYmMympWW5TutUqJyjMF

  • สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก

    สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก

    ควันพวยพุ่งออกมาจากปล่องควันของโรงกลั่นน้ำมัน Phillips 66 Bayway ในเมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในวันพุธหลังจากเกิดการประท้วงหยุดงานในโรงงานผลิตก๊าซขนาดใหญ่ของอิหร่าน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ แต่คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม (Photo by kena betancur / AFP)

    ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดในสงครามตะวันออกกลาง:

    ตลาดอยู่ในภาวะปั่นป่วน

    ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในการซื้อขายที่ผันผวนเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะที่หุ้นในวอลล์สตรีทลดลงเล็กน้อยหลังจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกล่าวว่าสงครามกับอิหร่านอาจจบเร็วกว่าที่คาดไว้

    ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปิดตลาดลดลงตามหลังตลาดในยุโรปและเอเชียที่ซบเซา แต่ได้รับแรงหนุนจากการแถลงข่าวของเนทันยาฮูไม่นานก่อนที่ตลาดสหรัฐฯ จะปิดทำการ

    เนทันยาฮูกล่าวในการแถลงข่าวว่า เขาเห็นว่า “สงครามนี้จะจบลงเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด”

    ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นเกือบหกเปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 109 ดอลลาร์

    ราคาทองคำและเงินลดลงมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์และ 13 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เนื่องจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นลดลง

    การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กาตาร์รายงานความเสียหาย “อย่างหนัก” ต่อโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานทั่วโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์กล่าวว่า ความเสียหายจากการโจมตีทำให้กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโรงงานลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ และจะต้องใช้เวลาหลายปีในการซ่อมแซม

    กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก เคียงข้างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย

    โรงกลั่นน้ำมันของคูเวต 2 แห่งก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟของซาอุดีอาระเบียในเขตอุตสาหกรรมของท่าเรือยานบูริมทะเลแดงด้วย

    สหรัฐอเมริกาประกาศอนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 16.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลพวงของสงครามอิหร่าน

    สหประชาชาติเรียกร้องให้จัดตั้ง ‘ระเบียง’ การเดินเรือที่ปลอดภัย

    หน่วยงานด้านการเดินเรือของสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสร้าง “เส้นทางเดินเรือ” ที่ปลอดภัยในอ่าวเปอร์เซีย เพื่ออพยพเรือและลูกเรือที่ติดค้างอยู่ หลังจากที่การประชุมฉุกเฉินได้ประณามอิหร่านด้วย

    หลังจากหารือกันอย่างเร่งด่วนเป็นเวลาสองวันในลอนดอน องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) กล่าวว่าควรจัดตั้ง “เส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัย” ขึ้นเป็น “มาตรการชั่วคราวและเร่งด่วน”

    พันธมิตรตะวันตก 6 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาพร้อมที่จะ “มีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจถึงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย”

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026

    ธนาคารกลางยุโรปปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปีนี้ พร้อมทั้งเตือนถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP ในเขตยูโรโซนจะลดลงเหลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเป็น 2.6 เปอร์เซ็นต์สำหรับปีดังกล่าว

    เยอรมนีกำลังพิจารณาเก็บภาษีจากผลกำไรส่วนเกินด้านพลังงาน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเยอรมนีเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เยอรมนีกำลังพิจารณาเก็บภาษีพิเศษจากกำไรมหาศาลในภาคพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ลาร์ส คลิงเบล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาที่จะเก็บภาษีพิเศษ “เพื่อหักล้างกำไรส่วนเกินจากวิกฤต” ที่ได้มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

    สหรัฐฯ อาจยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบอิหร่าน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวว่า วอชิงตันอาจ “ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร” น้ำมันจากอิหร่านที่กำลังส่งออกไปแล้ว เพื่อช่วยลดราคาน้ำมัน

    เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์ บิสซิเนสว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาเพิ่มอีก

    เที่ยวบินไปยังอ่าวเปอร์เซีย

    สงครามได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจราจรทางอากาศเหนือประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเคยเป็นจุดแวะพักสำคัญสำหรับเที่ยวบินระยะไกลระหว่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย

    นักเดินทางชาวยุโรปจำนวนมากพบว่าตนเองติดค้างอยู่ในเอเชีย ไม่สามารถเดินทางผ่านศูนย์กลางสำคัญอย่างดูไบ โดฮา หรืออาบูดาบี ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสายการบินเอมิเรตส์ กาตาร์แอร์เวย์ และเอทิฮัด ตามลำดับ

    เบนจามิน สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม กล่าวในการแถลงข่าวของสมาคมสายการบินแห่งยุโรป (A4E) ว่า “นี่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนที่แสดงให้เห็นว่าทวีปยุโรปพึ่งพาผู้ให้บริการสายการบินจากอ่าวเปอร์เซียมากเพียงใด”.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/966495/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IPvDZrndLM6scbHBVBYm-

  • IMF เตือนราคาพลังงานพุ่งนานเสี่ยงก่อเงินเฟ้อ ฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    IMF เตือนราคาพลังงานพุ่งนานเสี่ยงก่อเงินเฟ้อ ฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    จูลี โคแซก โฆษกหญิงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) ว่า IMF กำลังติดตามสถานการณ์ของสงครามอิหร่านและผลกระทบที่ทำให้การผลิตพลังงานเผชิญภาวะชะงักงัน พร้อมเตือนว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเป็นเวลานานอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    โคแซกกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ IMF ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการสำหรับการสนับสนุนเงินทุนฉุกเฉิน แต่ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศสมาชิก โดยเธอกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของ IMF กำลังหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก ตลอดจนสถาบันระดับภูมิภาคต่าง ๆ

    โฆษก IMF กล่าวว่า ผลกระทบของสงครามจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตของความขัดแย้ง โดย IMF จะนำผลกระทบจากสงครามบรรจุไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับปรับปรุง ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเม.ย. ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลก

    ทั้งนี้ โคแซกกล่าวว่า ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้น 50% ในเดือนที่แล้ว โดยราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การขนส่งปุ๋ยยังหยุดชะงัก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เมื่อรวมกับอุปสรรคด้านการขนส่ง ได้เพิ่มความเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์

    โคแซกอ้างถึง Rule of Thumb ของ IMF ซึ่งระบุว่า ทุก ๆ 10% ของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หากสภาวะดังกล่าวคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.4% รวมถึงทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง 0.1% – 0.2% และหากราคาน้ำมันยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเวลา 1 ปี ก็จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อและผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

    ทั้งนี้ โฆษก IMF กล่าวเสริมว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่า นอกเหนือจากราคาพลังงานแล้ว มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และการคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREJ0IQ2QU51E48OTE9NWX8D5FNJLKT0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xha7n-rJbliUR18TZHd0Z

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา


    19/03/2569 | 29 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา

    ​วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จุดดำเนินการจังหวัดสงขลา โดยมี นางสาวรัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมนี้นางฐิดารีย์ สุวรรณมณี รองประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวัชระ ธรรมปัญญาสกุล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคึกคัก เพื่อเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคใต้

    ​การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 25 มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวสงขลาและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสนับสนุนสินค้าจากภูมิปัญญาไทยคุณภาพเยี่ยมในที่เดียว

    ​สำหรับไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ประกอบด้วย:

    ​ช้อปสะใจกว่า 200 บูท: รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมคัดสรรคุณภาพจาก 4 ภาคทั่วไทย ทั้งงานคราฟต์ งานฝีมือ และสินค้าดีไซน์ล้ำสมัย

    ​โซน OTOP ชวนชิม: อิ่มอร่อยกับเมนูรสเด็ด แซ่บถึงใจจากทั่วทุกภูมิภาคที่ยกขบวนความอร่อยมาเสิร์ฟถึงที่

    ​เดินสบายในโดมแอร์: จัดเต็มความสะดวกสบาย ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ เย็นฉ่ำตลอดทั้งงาน เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาเที่ยวชมและเลือกซื้อของขวัญของฝาก​กิจกรรมลุ้นโชค: ตื่นตาตื่นใจกับช่วงนาทีทอง และร่วมลุ้นรับรางวัลใหญ่ “ทองคำ” ทุกวันตลอดการจัดงาน​มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง: พบกับการแสดงจากศิลปินชื่อดังทุกคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

    ​การจัดงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้แสดงศักยภาพ และส่งต่อความสุขผ่านผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่าไปสู่มือผู้บริโภคโดยตรง อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ​พิกัดความสุข : OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน (สงขลา)

    📅 วันที่: 19 – 25 มีนาคม 2569

    📍 สถานที่: ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    ⏰ เวลา: 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมฟรีตลอดงาน)

    🌐 จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    ​มาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” สินค้าไทยคุณภาพดี ในมหกรรมความสุขที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองหาดใหญ่

    #OTOP

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/340128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g7na63Tkd3haHQjCh9nsE

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งในกรอบท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยสงครามตะวันออกลางยืดเยื้อ ยังมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซดีดตัวขึ้นสูง เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกจากความเสี่ยงผลกระทบที่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวสวนทางเงินเฟ้อเร่งตัว โดยให้แนวต้าน 1,430 จุด แนวรับ 1,390 จุด

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวในกรอบ แต่ยังคงมีความผันผวนจากแรงกดดันปัจจัยเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน รวมถึงราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูง

    จากปัจจัยสถานการณ์สงครามหากยืดเยื้อไปมากกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัว สวนทางเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะหากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงนาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,430 จุด และแนวรับ 1,390 จุด

    ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (19 มี.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 46,021.43 จุด ลดลง 203.72 จุด หรือ –

    0.44%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,606.49 จุด ลดลง 18.21 จุด หรือ -0.27% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,090.69 จุด ลดลง

    61.73 จุด หรือ -0.28%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดลบส่วนใหญ่ ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,337.28 จุด ลดลง 163.30 จุด

    หรือ -0.64% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,004.57 จุด ลดลง 1.98 จุด หรือ -0.05% ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการวันนี้เนื่องในวัน Vernal Equinox

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (19 มี.ค.) 1,417.45 จุด ลดลง 23.40 จุด (-1.62%) มูลค่าซื้อขาย 73,426.60 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (19 มี.ค.) 182.71 ล้านบาท

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. (19 มี.ค.) ลดลง 18 เซนต์ หรือ 0.19% ปิดที่ 96.14 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (19 มี.ค.) อยู่ที่ 0.47 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 32.49 กลับมาแข็งค่า แนวโน้มแกว่ง sideway กรอบ 32.40-32.75 จับตาทิศทาง Flow

    – “อนุทิน” นั่งนายกฯ สมัย 2 รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น 293 เสียง ท่ามกลางโจทย์หินวิกฤติพลังงาน งานยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ส.อ.ท.แนะเร่งสกัดวิกฤติลุกลาม “หอการค้า” ขอ ครม.สามัคคีสู้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ ด้านนักเศรษฐศาสตร์ ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกยังผันผวนหนักจ่อแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอีกไม่กี่วัน กรณีเลวร้ายมีสิทธิไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    – กกพ. กำชับ กฟผ. ฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เร่งซ่อมระบบสายพานลำเลียงถ่านหินลิกไนต์ คาดกลับมาใช้งานได้บางส่วนภาย

    ใน ก.ค.นี้ และกลับสู่สภาวะปกติภายใน พ.ย.นี้ ชี้ราคา LNG ดีดเพิ่มเท่าตัว ต้องปรับแผนผลิตไฟชูถ่านหินช่วยลดต้นทุนค่าไฟ

    – สมาคมเอทานอลฯ ขานรับมาตรการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานเต็มรูปแบบ ชูศักยภาพ 28 โรงเอทานอลไทย พร้อมป้อนตลาดกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน ย้ำช่วยสร้างเสถียรภาพราคาหน้าปั๊มและลดภาระค่าครองชีพประชาชน

    – นักวิชาการแนะรัฐบาลแก้ให้ไทยพ้นการเป็นคนป่วยเอเชีย ต้องเคลียร์โครงการขนส่ง ชี้ปัญหาพลังงานทำต้นทุนสูง ห่วงเงินเฟ้อ ด้านนักวิเคราะห์ลั่นต้องรีบจัดการปัญหาโลจิสติกส์ ให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เป็นลำดับแรก ก่อนอัมพาตขาดแคลนสินค้า ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ชี้ช่องรัฐระดมทุนผ่านตลาดทุน

    – “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้เศรษฐกิจ ไทยเปราะบางขึ้นจากปัญหา “สงครามอิหร่าน” เปิด “3 ฉากทัศน์” กระทบเศรษฐกิจไทยร้ายแรงสุด ฉุดจีดีพีเหลือเพียง 0.2-0.3% แนะรัฐลดแทรกแซงราคาน้ำมัน ห่วงนำไปสู่การขาดดุล 3 ต่อ “ขาดดุล การคลัง-การดุลพลังงาน-ขาดดุลจากการนำเข้า” แถมกระทบตลาดและระบบพัง

    – ททท.ชูกลยุทธ์ดึงคนไทยกระเป๋าหนักเที่ยวในประเทศ สู้ตั๋วบินแพง-พิษน้ำมัน ปลุกกระแสเที่ยวใกล้บ้าน-เที่ยวชุมชน สร้าง “Meaningful travel” กระจายรายได้เยียวยาเศรษฐกิจ เผยสถิติต่างชาติชะลอตัวจากสงครามตะวันออกกลาง ตลาดยุโรปลด 10% ตะวันออกกลางวูบ 58%

    – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อยกระดับการดูแลความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางกระทำผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินเนื่องจากธุรกรรมเงินสดทำได้สะดวกและไม่มีข้อมูลเส้นทางธุรกรรม ทำให้ติดตามได้ยาก และอาจถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจกระทบความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน โดยหลักเกณฑ์ฉบับนี้กำหนดให้สถาบันการเงิน ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมเบิกถอนเงินสดและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดให้รัดกุมและครอบคลุมตลอดกระบวนการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าลักษณะธุรกรรม พื้นที่ และช่องทางการให้บริการ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย.69 เป็นต้นไป

    หุ้นเด่นวันนี้

    – TRUE (ฟินันเซีย ไซรัส) “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 16.49 บาท แนวโน้มปี 69 ยังสดใส ล่าสุด Consensus คาดกำไรปี 69 ที่ 2.4 หมื่นลบ. +27% y-y แรงหนุนมาจากความสามารถทำกำไรสูงขึ้นจากการแข่งขันไม่รุนแรงและการจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจมีความเสี่ยงและถูกกระทบจำกัดจากปัญหาราคาพลังงานแพงและเงินเฟ้อพุ่งค่อนข้างจำกัด คาดหนุนราคาปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด ด้าน Valuation ปัจจุบัน TRUE เทรด 2026PER ราว 20 เท่า ยังคงถูกกว่า ADVANC ที่ 22 เท่าอยู่เล็กน้อย ขณะที่การเติบโตของกำไรสูงกว่า

    – CPN (พาย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 78.00 บาท ปัจจัยบวกจากผลประกอบการงวดไตรมาส 4/68 กำไรสุทธิดีกว่าคาดถึง 11% มาอยู่ที่ระดับ 4,885 ล้านบาท ได้รับผลดีจากรายได้อื่นและส่วนแบ่งกาไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

    – WHAUP (ฟิลลิป) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.60 บาท ตั้งเป้าปี 69 เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ Power Business Q4/68 ปริมาณขายไฟฟ้ากระโดดขึ้นมาที่ 70.3 GWh จาก COD เพิ่มขึ้นรวม 186 MW ยังมี Backlog สร้างเสร็จแล้วรวมกว่า 100 MW คาดเริ่มทยอยอนุมัติเพิ่มกลางปีนี้ ในปี 68 Secure ไฟฟ้า 1,026 MW เป้าปี 69 Secure ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1,124 MW

    ปี 69 แนวโน้มธุรกิจดีขึ้น y-y จากปีก่อนที่โรงไฟฟ้า SPP มีการจ่ายชดเชยให้ ปตท. และโรงไฟฟ้า Gheco-One ขาดทุนไป 3 ไตรมาส ทำให้เป็นฐานต่ำ ขณะที่ Solar roof ขยายกำลังผลิตต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rP-M8RnmJqNSjH8F7jvys

  • หุ้นผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง

    หุ้นผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง


    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวในกรอบ แต่ยังคงมีความผันผวนจากแรงกดดันปัจจัยเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน รวมถึงราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูง

    จากปัจจัยสถานการณ์สงครามหากยืดเยื้อไปมากกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัว สวนทางเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะหากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงนาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,430 จุด และแนวรับ 1,390 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/stockmarket/detail/9690000026933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rqrcdD9OkNYSg3yT4O-YN

  • อินเดียติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด ห่วงราคาพลังงานและค่าเงินผันผวน  ขณะเศรษฐกิจภายในประเทศยังทรงตัว เปิดโอกาสสินค้าไทยขยายตลาด

    อินเดียติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด ห่วงราคาพลังงานและค่าเงินผันผวน ขณะเศรษฐกิจภายในประเทศยังทรงตัว เปิดโอกาสสินค้าไทยขยายตลาด

    รัฐบาลอินเดียติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด 
    และแสดงความกังวลต่อการทวีความรุนแรงของสถานการณ์ โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการทูตและยุติการใช้กำลัง พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้พลเมืองอินเดียในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอินเดียยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อคุ้มครองพลเมืองอินเดียในภูมิภาคดังกล่าว

    ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลอินเดียกำลังติดตามความผันผวนของราคาน้ำมัน เส้นทางการขนส่งทางทะเล และความมั่นคงด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอินเดียพึ่งพา
    การนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 90 ของความต้องการทั้งหมด รวมทั้งนำเข้า LPG 
    ร้อยละ 60–65 และ LNG ประมาณร้อยละ 60 จากภูมิภาคเอเชียตะวันตกผ่านช่องแคบ
    ฮอร์มุซ ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการปรับลดการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG เพื่อเพิ่มปริมาณใช้ภายในประเทศ รวมทั้งเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซหุงต้ม เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงาน พร้อมยืนยันว่าจะดูแลความต่อเนื่องของระบบ
    โลจิสติกส์และการนำเข้า–ส่งออกอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดดังกล่าวยังส่งผลให้ค่าเงินรูปีผันผวน โดยเมื่อวันที่ มีนาคม 2569 ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 91.48 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ เดือน การอ่อนค่าของเงินรูปีและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนการนำเข้า การขนส่ง และค่าระวางสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการนำเข้า–ส่งออกและระดับราคาสินค้าโดยรวมของอินเดียในระยะยาว                                                                1. ในระยะสั้นอินเดียยังไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว 
    และการบริโภคภายในประเทศยังคงดำเนินไปตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อินเดียอาจเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย
    มากขึ้น

    2. ประเทศไทยอาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวในเชิงการค้า เนื่องจากมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใกล้กับอินเดีย และไม่ได้เผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับเดียวกับบางภูมิภาคที่เป็น
    คู่ค้า เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง จึงทำให้ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการส่งออกสินค้าไปยังอินเดีย โดยเฉพาะสินค้าที่มิใช่พลังงาน เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลางอินเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกและทำตลาดในอินเดียเพิ่มมากขึ้นในระยะต่อไป   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fm9s3tnpgai2o1tse24u9mud&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gTtDUEsZWv20Lty63lJbf

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 20/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 20/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eMLV4CE4ZPnIjZBr3C65q

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 20/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 20/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xBT9CYrsTxq7dzho7P4OF