Blog

  • “กรมลดโลกร้อน” มอบรางวัล G-GREEN ระดับประเทศ ประกาศความสำเร็จ ช่วยหนุนขับเคลื่อนไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ | TOPNEWS

    “กรมลดโลกร้อน” มอบรางวัล G-GREEN ระดับประเทศ ประกาศความสำเร็จ ช่วยหนุนขับเคลื่อนไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ | TOPNEWS

    วันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศขึ้น โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล

    ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล

    ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ

    ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่ หนึ่ง โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) สอง โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) สาม โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Hotel Plus) สี่ โครงการส่งเสริมอุทยานแห่งชาติสีเขียว (Green National Park) ห้า โครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) และ หก โครงการส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant)

    ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง

    “ที่สำคัญ ในการจัดงานครั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับกรมการท่องเที่ยว, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience and Adaptation) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SMEs ผู้รับบริการภาครัฐด้านการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.” ดร.พิรุณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1525097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WSs01hb8pvZOtk3mmd1T

  • วิกฤตโลก แต่ไทยยังมีทางรอด “ดร.เอกนิติ” ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ แก้เกมสงคราม | TOPNEWS

    วิกฤตโลก แต่ไทยยังมีทางรอด “ดร.เอกนิติ” ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ แก้เกมสงคราม | TOPNEWS

    วิกฤตโลก แต่ไทยยังมีทางรอด “ดร.เอกนิติ” ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ แก้เกมสงคราม

    • เผยแพร่ : 23/03/2026 16:09

    วิกฤตโลก แต่ไทยยังมีทางรอด “ดร.เอกนิติ” ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ แก้เกมสงคราม “จับต้องได้ -โตได้”

    #topnewstv #สหรัฐฯ #อิสราเอล #อิหร่าน

    อัปเดตคลิปข่าว

    ดู LIVE รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1525061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PrDCKTjNn3h2vjwgqQ1CU

  • รฟม. เติมความสุข ชมเสน่ห์วิถีไทยใน “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4  มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวรถไฟฟ้ามหานครอย่างต่อเนื่อง

    รฟม. เติมความสุข ชมเสน่ห์วิถีไทยใน “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4 มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวรถไฟฟ้ามหานครอย่างต่อเนื่อง


    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4 โดยมี นางสาวจิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทน รฟม. นำผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า มหานคร และผู้ใช้บริการอาคารจอดแล้วจร เข้าร่วมกิจกรรม ชมเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ ณ ตลาดคลองบางหลวง ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชคล (MRT สายสีน้ำเงิน) โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้สักการะขอพรหลวงพ่อบุษราคัม พระพุทธรูปปางมารวิชัย ณ วัดกำแพงบางจาก เดินชมวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ ตลาดคลองบางหลวง ชมงานศิลป์ ณ บ้านศิลปิน และทำกิจกรรม Workshop ร้อยลูกปัดตามสีประจำวันเกิดเสริมโชคชะตา


    ทั้งนี้ รฟม. ตั้งใจจัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวสายทางรถไฟฟ้ามหานคร ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน โดยสร้างประสบการณ์เดินทางที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง คือการได้เรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชน มรดกทางวัฒนธรรมที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเมืองใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ อันเป็นการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนกับวีถีชุมชน อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง รฟม. และ ชุมชน ตามแนวสายทางรถไฟฟ้าของ รฟม. ติดตามข้อมูลข่าวสารของ รฟม. ได้ที่ www.mrta.co.th หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 “องค์กรชั้นนําในการขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน”


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/th/site/post_share/view/160198&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_o6IrPYhvVnrcoNzr1knm

  • ศอ.บต. – ซีพี ออลล์ จัดปฐมนิเทศ 600 นักเรียนทุนเยาวชนใต้ เดินหน้าปั้นคนรุ่นใหม่ สู่เส้นทางอาชีพ

    ศอ.บต. – ซีพี ออลล์ จัดปฐมนิเทศ 600 นักเรียนทุนเยาวชนใต้ เดินหน้าปั้นคนรุ่นใหม่ สู่เส้นทางอาชีพ

    สงขลา, วันที่ 23 มีนาคม – ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีเปิดกิจกรรม “อบรมเชิงปฏิบัติการค่ายและการปฐมนิเทศเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 (ทุนซีพี ออลล์ เยาวชนใต้)” โดยมี ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะครู และเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมณ โรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา อย่างคึกคัก

    นายปฏิพัทธ์ มะลิสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการศึกษาและเสริมสร้างโอกาสทางสังคม กล่าวว่า ศอ.บต. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนทุนการศึกษาเพื่ออาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ประจำปีการศึกษา 2569 รวมทั้งสิ้น 600 ทุน

    ทั้งนี้ ทุนการศึกษาดังกล่าวแบ่งออกเป็น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 150 ทุน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 200 ทุน และระดับปริญญาตรี จำนวน 250 ทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้สายอาชีพ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    สำหรับกิจกรรมค่ายและการปฐมนิเทศในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่ได้รับทุนซึ่งยังไม่ผ่านการอบรม จำนวน 360 คน พร้อมด้วยตัวแทนนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา และคณะอาจารย์พี่เลี้ยงจากสถาบันการศึกษา รวมทั้งสิ้น 400 คน

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม “มารยาทเบื้องต้นเพื่อการอยู่ร่วมกัน” การถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง กิจกรรม “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง อาชีพในฝัน” การเข้าฐานการเรียนรู้ และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพแล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเยาวชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป ทั้งนี้ ศอ.บต. และ CP All ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนในทุกมิติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/285416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tZNtO7Dni-ZwJ6_Ms7Jgn

  • 357 องค์กรคว้าตรา G-Green ชูธงนำไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    357 องค์กรคว้าตรา G-Green ชูธงนำไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    357 องค์กรคว้าตรา G-Green ชูธงนำไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล

    ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล 

    ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ 

    357 องค์กรคว้าตรา G-Green ชูธงนำไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ทั้งได้จัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ 

    ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่

    1. โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production)
    2. โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel)
    3. โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Hotel Plus)
    4. โครงการส่งเสริมอุทยานแห่งชาติสีเขียว (Green National Park) ห้า โครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) และ หก โครงการส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) 

    357 องค์กรคว้าตรา G-Green ชูธงนำไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง

    ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป 

    357 องค์กรคว้าตรา G-Green ชูธงนำไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ที่สำคัญคือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ 

    • พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับกรมการท่องเที่ยว
    • พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience and Adaptation) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) 
    • พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SMEs ผู้รับบริการภาครัฐด้านการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/654704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nprHxOkIoZpPvliyYvkfD

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 23/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 23/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S3NkkIuzT_N-gnJWIEKz0

  • ถอดบทเรียน ‘หุ้นเกาหลีใต้’  เปราะบาง สงครามย้ำ  ‘3 จุดอ่อน’ เศรษฐกิจ

    ถอดบทเรียน ‘หุ้นเกาหลีใต้’ เปราะบาง สงครามย้ำ ‘3 จุดอ่อน’ เศรษฐกิจ

    เว็บไซต์นิกเกอิเอเชียรายงานว่า ท่ามกลางภาวะช็อกทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง “ตลาดหุ้นเกาหลีใต้”  ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกและพึ่งพาน้ำมันนำเข้าของประเทศ 

    ถอดบทเรียน 'หุ้นเกาหลีใต้'  เปราะบาง สงครามย้ำ  ‘3 จุดอ่อน’ เศรษฐกิจ นับตั้งแต่เกิดการโจมตีระหว่างสหรัฐ อิหร่านและอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมากดดันให้ดัชนีหุ้น KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงมากกว่า 12% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการร่วงลงที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องใช้กลไกหยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที

    ‘3 จุดอ่อน’ เศรษฐกิจเกาหลีใต้

    ธนาคารทั่วโลกและหน่วยงานจัดอันดับเครดิตมองว่า การดิ่งลงอย่างรวดเร็วราวกับรถไฟเหาะตีลังกา สะท้อนให้เห็นถึง “ความเปราะบาง” เชิงโครงสร้าง 

    ถอดบทเรียน 'หุ้นเกาหลีใต้'  เปราะบาง สงครามย้ำ  ‘3 จุดอ่อน’ เศรษฐกิจ

    พลังงานคือ “ความเปราะบาง” ข้อแรก เนื่องจากเกาหลีใต้ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงสูงถึง 22% ของยอดการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลักถึง 70% 

    ข้อมูลจาก BNP Paribas ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเช่นนี้กระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้เป็นลูกโซ่ เมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อ ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ และลามไปจนถึงการสร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้นและตลาดเงิน 

    ธนาคารแห่งยุโรปประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลก 10% อาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ลดลงประมาณ 0.1 ถึง 0.2 % ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 ถึง 0.3 %

    ถัดมาคือ โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและส่งออกของกลุ่มบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่   ยิ่งซ้ำเติมให้เกาหลีใต้สะเทือนหนักเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เนื่องจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรมที่เป็น “ขาขึ้นลงตามวัฏจักร”   เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ และการต่อเรือ ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะมียอดขายพุ่งสูงหรือดิ่งลงเหวได้ทันทีตามความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนไป

    มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุว่า หุ้นเกาหลีใต้มักจะร่วงแรงกว่าตลาดอื่นเสมอเมื่อนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เห็นได้ชัดจากดัชนี KOSPI ที่ดิ่งลงเกือบ 20% จากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี 2026   เพราะนักลงทุนแห่กันขายหุ้นทิ้งเพื่อทำกำไรจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์

     ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ภาวะขาลงรุนแรงขึ้น คือ  บทบาทที่สำคัญของนักลงทุนต่างชาติ กองทุนต่างประเทศถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งนี้มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 1 ใน 3 ของดัชนี KOSPI

    ถอดบทเรียน 'หุ้นเกาหลีใต้'  เปราะบาง สงครามย้ำ  ‘3 จุดอ่อน’ เศรษฐกิจ

     เมื่อเกิดภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหรือถอนทุนออกจากตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นโซลมักจะเป็นด่านแรกที่ได้รับแรงกระแทกทันที 

    การเทขายรอบล่าสุดนี้ส่งผลให้มูลค่าหุ้นเกาหลีใต้ถูกลงจนใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤติครั้งก่อนๆ โดยปัจจุบันดัชนี KOSPI มีค่า  P/E   อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าอยู่ที่ประมาณ 9.2 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่มักจะอยู่ที่ 10.3 เท่า  อย่างไรก็ดี เหล่านักวิเคราะห์ยังคงออกโรงเตือนว่า ตลาดยังไม่ได้อยู่ในภาวะต่ำสุด ทำให้ความผันผวนยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกในระยะสั้น

    ‘ตลาดหุ้น’ ผันผวนตามสถาการณ์

    CreditSights ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยในเครือ Fitch Group กล่าวในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “เกาหลีใต้มีภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงหลายแห่ง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ การขนส่งและโลจิสติกส์ สารเคมีหนัก ปิโตรเคมี เหล็ก และการต่อเรือ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  รวมทั้งยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับวัตถุดิบ เช่น อะลูมิเนียม ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์”

    รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี “ลี แจ-มยอง” กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเศรษฐกิจด้วยการประชุมด่วนเพื่อวางแนวทาง “สร้างเสถียรภาพและฟื้นฟูตลาดทุนให้กลับสู่ภาวะปกติ” พร้อมทั้งประเมินความเสียหายที่เกิดจากไฟสงครามที่มีต่อระบบการเงินอย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของมาตรการเชิงรุก รัฐบาลได้เร่งบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานด้วยการประกาศแผนคุมเพดานราคาน้ำมัน ทั้งเบนซินและดีเซลเป็นการชั่วคราว ควบคู่ไปกับการกวาดล้างการกักตุนสินค้าและการปั่นราคาน้ำมันในตลาดเชื้อเพลิงอย่างจริงจัง 

    ในขณะนี้ ทิศทางของตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก หากสงครามยุติลงและราคาน้ำมันทรงตัว นักวิเคราะห์กล่าวว่าตลาดอาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเทศมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับความต้องการด้านเทคโนโลยีทั่วโลก

    อ้างอิง NikkeiAsia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mhwuV5r3W22vZAfZ4yiiB

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่อำเภอดอยเต่า ผลักดัน กาแฟ พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ลดการเผาอย่างยั่งยืน

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่อำเภอดอยเต่า ผลักดัน กาแฟ พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ลดการเผาอย่างยั่งยืน

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่อำเภอดอยเต่า ผลักดัน กาแฟ พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ลดการเผาอย่างยั่งยืน


    22/03/2569 | 95 |

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอดอยเต่า เร่งพัฒนาเส้นทางสัญจรและติดตั้งเสาสัญญาณ พร้อมผลักดัน กาแฟพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ลดการเผา  ยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่า ควบคู่การสร้างงาน สร้างรายได้
             นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตำบลมืดกา อำเภอดอยเต่า เพื่อเร่งขับเคลื่อน “โครงการสำรวจติดตั้งเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม” ซึ่งจะเป็นการวางแผนจัดตั้งเสาสัญญาณที่ครอบคลุมทั้งระบบวิทยุสื่อสารและเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของการสื่อสารระหว่างเครือข่ายเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ส่งผลให้การสั่งการ แจ้งพิกัดไฟป่า และขอกำลังสนับสนุนเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารได้ในยามฉุกเฉิน ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันติดตามสถานการณ์ช้างป่า วางแนวทางรับมือและเยียวยาประชาชน โดยได้ลงพื้นที่และร่วมหารือกับผู้นำชุมชนและหน่วยงานอนุรักษ์ เพื่อวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ เช่น การจัดชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่ากลับคืนถิ่นที่อยู่อย่างปลอดภัย และจัดเวทีประชาคมบ้านดอยหลวง ชู “กาแฟ” พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้-ลดการเผาอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สะท้อนปัญหาและความต้องการในพื้นที่ พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการงดเผาในที่โล่งโดยเคร่งครัด และนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน โดยมุ่ง ส่งเสริมสนับสนุนให้หันมาปลูก “กาแฟ” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่สามารถเติบโตได้ดีร่วมกับป่าไม้ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน ทดแทนการทำเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ ซึ่งแนวทางนี้นอกจากจะช่วยลดจุดความร้อนและปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ “คนอยู่ร่วมกับป่า” ได้อย่างสมดุล รวมถึงผลักดันการพัฒนาเส้นทางคมนาคม เชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมุ่งเน้นการสำรวจและปรับปรุงเส้นทางตั้งแต่บริเวณ “ท่าบ่อแร่” ข้ามผ่านทะเลสาบดอยเต่า เชื่อมโยงเส้นทางขึ้นสู่ “บ้านดอยแก้ว” และ “บ้านดอยหลวง” ตำบลมืดกา ซึ่งเส้นทางดังกล่าวยังสามารถใช้เชื่อมต่อไปยัง อำเภออมก๋อย ได้อีกด้วย ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 22 มี.ค. 69
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/487646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IgRBxVc5guTnWXKz03tjf

  • มาเลเซีย-อินเดีย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ 11 ฉบับ ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    มาเลเซีย-อินเดีย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ 11 ฉบับ ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    ที่มา : สำนักข่าว Malay Mail

    นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี 
    ของสาธารณรัฐอินเดีย ร่วมแถลงยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ภายหลังการหารือทวิภาคีร่วมกันเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองปูตราจายา มาเลเซีย โดยเป็นกรอบความสัมพันธ์ระดับสูงที่ครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติสำคัญ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว 
    ซึ่งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งรัดการดำเนินความร่วมมือให้เกิดผลเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    การหารือฯ ครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การศึกษา การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน และความร่วมมือในกรอบภูมิภาคและพหุภาคี โอกาสนี้ สองฝ่ายได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) และการแลกเปลี่ยนบันทึก (EoN) 
    รวม 11 ฉบับ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือและวางกลไกการดำเนินงานร่วมกันในสาขาต่าง ๆ ข้างต้น ในระยะต่อไป

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวเสริมว่า อินเดียเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนการค้าที่สำคัญของมาเลเซีย โดยในปี 2568 
    มีมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 2.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง โดยการค้ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สองฝ่ายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกัน
    เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียมีนโยบาย
    ที่มุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ของมาเลเซียด้วย 

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน การจัดทำความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกัน เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงและการค้าสินค้าและบริการในระยะยาว โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และบริการสมัยใหม่ จะช่วยเพิ่มความชัดเจนเชิงนโยบายและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การผลักดันการใช้สกุลเงินท้องถิ่น
    เพื่อการค้าทวิภาคีจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินในการทำธุรกรรมระหว่างกัน

    ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลกับอินเดียมีนัยสำคัญต่อ
    การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของมาเลเซียไปสู่ฐานความรู้และนวัตกรรมมากขึ้น เนื่องจากอินเดียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของมาเลเซีย เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ด้านความมั่นคงทางอาหาร การมุ่งเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารกับอินเดียสะท้อนถึงความพยายามของมาเลเซียในการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของระบบอุปทาน ในสถานการณ์
    ที่มีความผันผวนจากทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก การกระชับความร่วมมือกับอินเดียในฐานะประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก จะช่วยให้มาเลเซียสามารถกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้า
    และเสริมสร้างเสถียรภาพด้านราคา

    ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระชับความสัมพันธ์กับอินเดียซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้น
    ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สะท้อนถึงความพยายามของมาเลเซียในการรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยการขยายความร่วมมือกับอินเดียจะช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างอำนาจต่อรองในภูมิภาคให้กับมาเลเซีย

    ความเห็น สคต.

    สคต. เห็นว่า ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างมาเลเซียกับอินเดียในครั้งนี้ มีนัยสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเฉพาะในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุน บุคลากรทักษะสูง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่มาเลเซียเพิ่มมากขึ้น

    สำหรับศักยภาพทางการแข่งขันภายในอาเซียน ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างมาเลเซียและอินเดียอาจส่งผลต่อทิศทางการจัดสรรเงินลงทุนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม
    ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อน ดังนั้น ไทยควรติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศได้อย่างทันท่วงที

    ทั้งนี้ การเสริมสร้างความร่วมมือกับอินเดียและประเทศคู่ค้าอื่นอย่างสมดุล ควบคู่กับการพัฒนานโยบายส่งเสริมการลงทุน การยกระดับทักษะแรงงาน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
    ในระยะยาว
     

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/pup23yq1isfh7k4k39okz895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KRTR2f7zOQA2IaC1aJB_E

  • มาเลเซียปรับเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนภายใต้กรอบนโยบายใหม่ ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2569

    มาเลเซียปรับเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนภายใต้กรอบนโยบายใหม่ ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2569

    ที่มา : สำนักข่าว The Edge Malaysia

              ประธานองค์กรเพื่อพัฒนาการลงทุนของมาเลเซีย (Malaysian Investment Development Authority: MIDA) Tengku Datuk Seri Zafrul Abdul Aziz เปิดเผยว่า มาเลเซียได้ปรับเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนภายใต้กรอบนโยบายสิทธิประโยชน์ใหม่ (New Incentive Framework: NIF) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีสาระสำคัญ คือ ปรับจากการให้สิทธิประโยชน์แบบทั่วไป เป็นการมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง โดยใช้ระบบคะแนนเป้าหมายการลงทุนแห่งชาติ (National Investment Aspiration Scorecard: NIA Scorecard) เป็นเกณฑ์ในการอนุมัติ โดยการให้คะแนนจะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากการลงทุน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่า การให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะช่วยคัดกรองคุณภาพของนักลงทุน และส่งเสริมให้เกิดการสร้างประโยชน์
    ต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียได้อย่างแท้จริง

              Tengku Zafrul เน้นย้ำว่า มาเลเซียยังเปิดรับการลงทุนจากทุกบริษัทตามปกติ แต่สำหรับผู้ลงทุน
    ที่ประสงค์จะรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเกณฑ์ใหม่นี้ จะต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการลงทุนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของมาเลเซียได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เน้นการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนสูงถึงร้อยละ 90 เพื่อส่งออกภายใต้แคมเปญ “Made in Malaysia” ทั้งที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น จะไม่ถูกจัดอยู่ในการลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์อีกต่อไป เนื่องจากไม่ได้สร้างการกระจายรายได้หรือสร้างประโยชน์ต่อเนื่องให้ธุรกิจท้องถิ่นของมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ

              สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2569 คาดว่า การลงทุนในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการการลงทุนด้านการประมวลผล (Computing Power) ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ (Semi-Conductor-Related Activities) ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรทั้งในด้านการบริการและอุปกรณ์เทคโนโลยี ทั้งนี้ MIDA เชื่อว่า 
    แม้จะมีการใช้เกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น แต่จะไม่ส่งผลให้ยอดการอนุมัติการลงทุนชะลอตัวลง เนื่องจาก
    มาเลเซียมีการเตรียมการในเรื่องนี้มานานกว่าหนึ่งปีและได้ผลตอบรับในภาพรวมที่ดีจากนักลงทุน

    วิเคราะห์ผลกระทบ

              ด้านนโยบายการค้าและการลงทุน การนำระบบ NIA Scorecard มาใช้เป็นเกณฑ์ในการอนุมัติ 
    เป็นการยกระดับมาตรฐานและเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ลงทุนของมาเลเซียอย่างชัดเจน บริษัทต่างชาติ
    ที่ประสงค์จะรับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนจะต้องปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายฯ และทิศทางเศรษฐกิจของมาเลเซียมากยิ่งขึ้น โดยไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในธุรกิจ
    ที่มีลักษณะเป็นฐานการประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

              ด้านห่วงโซ่อุปทาน นโยบายใหม่นี้จะส่งผลให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องลงทุนร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มคะแนนในด้านการสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องทางเศรษฐกิจตามเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพให้แก่ MSMEs ของมาเลเซีย

              ด้านการแข่งขันในภูมิภาค มาเลเซียวางเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน 
    โดยอาศัยทั้งความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน เพื่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Technology) ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันเพื่อแย่งชิงเงินลงทุนคุณภาพสูงกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทย

    ความเห็น สคต.

              สคต. เห็นว่า นโยบายสิทธิประโยชน์ใหม่ด้านการลงทุนดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ/นักลงทุนไทย

              โอกาส นโยบายดังกล่าวเน้นส่งเสริมการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจข้ามชาติรายใหญ่กับธุรกิจท้องถิ่นภายในประเทศ (Domestic Linkages) จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการ/นักลงทุนไทยที่มีฐานธุรกิจหรือพันธมิตรในมาเลเซีย หรือต้องการที่จะลงทุนใหม่ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งมาเลเซียมีศักยภาพและเป็นฐานการผลิตและ
    ผู้ให้บริการที่สำคัญของภูมิภาค 

              ความท้าทาย นักลงทุนไทยที่ต้องการเข้ามาลงทุนและขอรับการสิทธิประโยชน์จาก MIDA จำเป็นต้องเตรียมแผนการลงทุนที่แสดงถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับมาเลเซียได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น 
    มีการจ้างงานทักษะสูงและการใช้ชิ้นส่วนในพื้นที่มากขึ้น โดยกระบวนการพิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาจมีความเข้มงวดและซับซ้อนมากขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติสิทธิประโยชน์เพิ่มสูงขึ้น

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/bflihpsxa18ab0ul1cdulv3h&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yP7FVDuuMerwk2Rb1q9rD