Blog

  • ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

    ปลัดมหาดไทย เรียกประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเสริมสร้างประสิทธิภาพงานมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

    25 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายสมภพ สมิตะสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.รัตนา สรภูมิ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลสืบเนื่องต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจในทั่วทุกพื้นที่ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน จึงต้องมีมาตรการ รวมถึงกำหนดแผนและแนวทางการปฏิบัติราชการให้สอดรับกับสถานการณ์ เพื่อให้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    “การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามแนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรม ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กรม และจังหวัด ให้เป็นไปตามมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ งบจังหวัด กลุ่มจังหวัด การลงนามทำสัญญาในโครงการต่างๆ ตลอดจนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายของกระทรวง” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรมฯ ให้ความสำคัญเรื่องการตรวจประเด็นการตรวจราชการที่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ข้อแนะนำต่อผลการดำเนินการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการตรวจติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ให้กรมการปกครอง เข้มงวดกวดขันควบคุมราคาเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสถานบริการน้ำมัน ร่วมกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ให้กรมการพัฒนาชุมชนส่งเสริมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริฯ โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม และสร้างการพึ่งพาตนเองในยามวิกฤต ส่งเสริมการปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้ขยายผลการปฏิบัติตั้งแต่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ไปสู่อำเภอ และชุมชน

    ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ความสำคัญกับการตั้งด่านชุมชนและมาตรการลดอุบัติเหตุ “ดื่มไม่ขับ” ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ติดตามและรณรงค์การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น รวมถึงการส่งเสริมด้านพัฒนาการกีฬาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้มงวดกวดขันการควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และให้สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด (สบจ.) ปรับแนวทางการเร่งรัดและติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้มีการแจ้งเตือนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” สนับสนุนให้จังหวัดสามารถดำเนินการได้สอดคล้องตามแผนงานที่วางไว้

    “กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ และมีภารกิจที่ครอบคลุมงานในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบ ล้วนส่งผลต่อส่วนรวม จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ดังนั้น หากบุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการตรวจราชการนั้น หากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อสังเกตในการทำงาน ขอให้เร่งรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการแก้ไขและพัฒนาในทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ฝ่ายเลขานุการ” ที่จะต้องมีความเข้มแข็ง รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้งานของผู้บังคับบัญชาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hlFqwcI_ZejtrOH-p6gOh

  • ผลกระทบจาก สงครามตะวันออกกลาง ต่อ เศรษฐกิจไทย

    ผลกระทบจาก สงครามตะวันออกกลาง ต่อ เศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร Epic Fury ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ขณะที่ตลาดกำลังประเมินระยะเวลาและขนาดของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่อาจหายไปจากระบบ ปัจจุบันอุปทานพลังงานราว 20% ของโลกจำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้หยุดชะงักตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากการหยุดชะงักยืดเยื้อจะเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรมและหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียและยุโรปซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง

    ทาง SCBEIC มีการประเมินว่าผลกระทบต่อราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1) ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว การสู้รบยุติลงและการเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันปรับขึ้นระยะสั้นเกิน 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่ราคาเฉลี่ยทั้งปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใน 14 วันนับจากเริ่มต้นความขัดแย้ง 2) กรณีฐาน (มีความเป็นไปได้สูงสุด) ความขัดแย้งยืดเยื้อและการปิดช่องแคบฮอร์มุซกินระยะเวลา 2–6 สัปดาห์ ราคาน้ำมันปรับสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น และดันราคาเฉลี่ยน้ำมันปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 3) ความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรงขึ้น การปิดช่องแคบยาวนาน 6–12 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเป็นราว 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 4) ความขัดแย้งขยายวงกว้าง การสู้รบลุกลามจนกระทบต่ออุปทานและกำลังการผลิตน้ำมันในภูมิภาค ราคาน้ำมันอาจเร่งขึ้นเกิน 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น และสูงกว่า 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับค่าเฉลี่ยทั้งปี

    ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง คิดเป็นประมาณ 6.5% ของ GDP จากการประเมินของ InnovestX ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อ GDP ไทยราว 0.15% และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อประมาณ 0.35% โดย ผลกระทบเชิงอุตสาหกรรมจะครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    • ภาคการส่งออก การฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญแรงกดดันทันทีจากต้นทุนการค้าโลกที่สูงขึ้น หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และอาจลบล้างการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ หากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในวงกว้าง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย อาจลดลงตามไปด้วย
    • ภาคการท่องเที่ยว แม้ตลาดจะมีการปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะสร้างความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด จากการประเมินภายใต้กรณีฐาน (ภาวะสงครามกินเวลาราว 1.5 เดือน) อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าจะลดลงเหลือ 5.0% จากที่คาดการณ์ก่อนหน้าที่ 7.0% และภายใต้กรณีที่เลวร้ายที่สุด (ภาวะสงครามกินเวลามากกว่า 3 เดือน) อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าจะลดลงเหลือเพียง 3.0% ซึ่งจะส่งผลให้การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจค้าปลีกชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
    • อุปสงค์ภายในประเทศ การที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเปรียบเสมือน “ภาษีพลังงาน” ทางอ้อม ที่กดดันรายได้ที่สามารถใช้จ่ายได้ของครัวเรือน ในกรณีรุนแรง เงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งขึ้นไปแตะระดับ 2.0% เทียบกับ 0.2% ในกรณีฐาน ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว โดยผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้นในบริบทที่หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการใช้จ่าย ลดการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น และหันไปใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายพื้นฐานมากขึ้น

    เงินเฟ้อของไทยยังได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปปัจจุบันยังอยู่ในระดับติดลบ แรงกดดันเงินเฟ้อจากรอบนี้จึงคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัด ในด้านฐานะการคลัง หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด ต้นทุนจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการกำหนดเพดานค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อภาระของกองทุนน้ำมันและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สำหรับนโยบายการเงิน ภายใต้กรณีฐาน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปจนถึงปลายปี 2026 และต่อเนื่องถึงปี 2027 หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ในกรณีที่ราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยจะจำกัดความสามารถของ กนง. ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

    ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำการลงทุนเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจ ก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777

    ภาพ: Suphanat Khumsap / Getty Images

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    จรัสรักษ์ วัฒนสิงหะ

    Executive Director, กลุ่มจัดสรรลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/middle-east-conflict-thai-economy-oil/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36tvzzkji0j8gaK8KTfiCn

  • อบจ.สงขลา ดันโครงการพืชเศรษฐกิจ “ปรินดา ปาลาเร่” ชูเกษตรศึกษา ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวิถีท้องถิ่น | TOPNEWS

    อบจ.สงขลา ดันโครงการพืชเศรษฐกิจ “ปรินดา ปาลาเร่” ชูเกษตรศึกษา ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวิถีท้องถิ่น | TOPNEWS

    อบจ.สงขลา ดันโครงการพืชเศรษฐกิจ “ปรินดา ปาลาเร่” ชูเกษตรศึกษา ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวิถีท้องถิ่น

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 17:00

    เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ที่ โรงเรียนบ้านป่าชิง ต.ป่าชิง อ.จะนะ จ.สงขลา ปรินดา ปาลาเร่ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการจัดงานพืชเศรษฐกิจ จ.สงขลา ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมผลักดันนโยบายด้านการเกษตรและการเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    การดำเนินโครงการครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่มุ่งสร้างรากฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตรตั้งแต่ระดับโรงเรียน โดยเน้นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียน ควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ ผ่านการจัดทำแปลงนาสาธิตและกิจกรรมเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง

    นอกจากนี้ โครงการยังส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพพื้นฐานและสามารถนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ในโรงเรียน เช่น การประกอบอาหารกลางวัน ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน พร้อมทั้งสืบสานประเพณี “ลงแขกเกี่ยวข้าว” เพื่อปลูกฝังคุณค่าความสามัคคีและความร่วมมือของคนในสังคม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ปก web รถน้ำมัน 4 หมื่นลิตรคว่ำ

    9-Recovered-Recovered-Recovered

    ปลุกตำนานวีรสตรี! ท้าวสุรนารี – นางสาวบุญเหลือ กลับมามีชีวิตบนเวทีสุดยิ่งใหญ่

    “ดร.วันวิชิต” เชื่อมั่นมาตรการรัฐแก้ปัญหาน้ำมัน จบ ไม่ยืดเยื้อถึงสงกรานต์ หลังสถานการณ์หน้าปั๊มเริ่มคลี่คลาย

    พนักงานปั๊มร่ำไห้! ทำงานหนักไม่ได้พักเจอกดดัน จนบานปลายปาขวดน้ำใส่ลูกค้า

    พลิกขยะเป็นน้ำมัน ส.กทอ. เปิดโมเดลจัดการขยะครบวงจร ผลิตพลังงานใช้เอง ช่วยลดขยะวันละ 180 ตัน แก้ปัญหาขยะล้นเมือง

    นครสวรรค์แตก! อาเป็ดเชิญยิ้มยกทัพ 70 ร้านดัง บุกเซ็นทรัลจัดมหกรรมกินเที่ยว

    มิตรภาพล้วน ๆ “สื่อตปท.” ตีข่าวเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H1DTHEdtxQkZP22Lg9d24

  • กรุงศรีมุ่งเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย ย้ำชัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจสู้เศรษฐกิจผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กรุงศรีมุ่งเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย ย้ำชัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจสู้เศรษฐกิจผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ (25 มีนาคม 2569) — กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุน ผู้ประกอบการไทยรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจ กำหนดให้ “การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนขององค์กรในปี 2569 พร้อมต่อยอดกลยุทธ์ 3GO เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงิน แพลตฟอร์มดิจิทัล และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงาน และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืน

    นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจ SME คือรากฐานของเศรษฐกิจไทย และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า SME เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงต่อความผันผวน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจทั้งในเรื่องต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ของผู้ประกอบการจำนวนมาก กรุงศรีจึงได้ให้ความช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการ SME ให้สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ ‘คุณสู้ เราช่วย’ มาตรการสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้า SME ภายใต้วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 38,500 ล้านบาท

    “เรายังคงเชื่อมั่นว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งของ SME ไทยคือกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย การดำเนินงานในปีนี้ กรุงศรีจึงยังคงเฝ้าติดตามและให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ ‘การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน เชิงโครงสร้าง ที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและเร่งผลักดันเพื่อช่วยให้ธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยสามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน โซลูชันทางการเงิน เทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ”

    นอกจากการให้ความช่วยเหลือและการส่งทีมช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ในปี 2569 กรุงศรีจะยังคงเดินหน้าต่อยอด กลยุทธ์ 3GO โดยเร่งขยายผลโซลูชันและบริการต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ GO Green” สนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามกรอบของ ESG “GO Digital” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมและครบวงจร และ “GO Beyond” สนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    หนึ่งในโซลูชันสำคัญคือ สินเชื่อธุรกิจเพื่อการปรับตัว (Krungsri SME Transformation Loan) ซึ่งสนับสนุน การลงทุนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยครอบคลุมการลงทุนเพื่อการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Digital Technology) รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต (Innovation) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านบริการ Krungsri Biz Online โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโต 12% และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 14% อีกทั้งโซลูชันการรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจ เช่น Krungsri EDC Plus และ Krungsri Mung Mee SHOP ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโตถึง 24.9% ในด้านการสร้างโอกาสทางธุรกิจ กรุงศรีได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Krungsri Business Link ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจของกรุงศรีและ MUFG โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 9,400 บริษัท ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาคู่ค้าทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน ผ่านโครงการ Krungsri ESG Awards เป็นปีที่ 4 และ Krungsri ESG Academy ปีที่ 3 ซึ่งเป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 5 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG และเตรียมความพร้อมสู่ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจอย่างยั่งยืน

    “อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าผู้ประกอบการ SME ต้องบริหารธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย ทั้งความผันผวนของต้นทุนพลังงานและแหล่งวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ระยะเวลาการส่งมอบ อุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลง ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งล้วนส่งผลต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยกรุงศรีพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการ SME ไทย ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งด้านการสนับสนุนทางการเงินและสภาพคล่อง การให้คำปรึกษาและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร พร้อมมุ่งสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง วางรากฐานมั่นคง และเตรียมความพร้อมรับมือทุกความท้าทาย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง ในระยะยาว” นางสาวดวงกมล กล่าวปิดท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628282/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CUVoBHOGdC1m6oI18UJ0I

  • เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อสูง กระทบกำลังซื้อและตลาดแรงงาน

    เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อสูง กระทบกำลังซื้อและตลาดแรงงาน

    เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งในด้านราคาสินค้า กำลังซื้อของประชาชน และตลาดแรงงาน

    ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเนเธอร์แลนด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุด โดยราคาน้ำมันเบนซิน Euro95 อยู่ที่ 2.528 ยูโรต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 2.516 ยูโรต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งที่ระดับประมาณ 2.28 และ 2.09 ยูโรตามลำดับ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีการปรับลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น หลังจากอิรักสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันผ่านตุรกีได้โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างภาษีน้ำมันของเนเธอร์แลนด์ที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปเติมน้ำมันในประเทศใกล้เคียง เช่น เบลเยียมและเยอรมนี ซึ่งมีราคาถูกกว่าประมาณ 45 เซนต์ต่อลิตร ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันภายในประเทศมีรายได้ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 10 – 20 และในพื้นที่ชายแดนลดลงถึงร้อยละ 40 – 50 ขณะที่สถานีบริการในประเทศเพื่อนบ้านมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้จะมีข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการลดภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน      แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยังไม่มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงราคาพลังงานในระยะสั้น โดยยังคงยึดกลไกตลาดเป็นหลัก 

    ในมิติของเงินเฟ้อ The Netherlands Bureau for Economic Policy Analysis (CPB) ประเมินว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกประมาณร้อยละ 0.6 จุด จากประมาณการพื้นฐานที่ร้อยละ 2.3 โดยความไม่แน่นอนดังกล่าว ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งที่จะส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกำลังการผลิตของประเทศผู้ส่งออกพลังงาน

    ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ของ Rabobank ระบุว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างในลักษณะลูกโซ่ โดยเริ่มจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะส่งผลต่อสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานสูง เช่น การเดินทางและการท่องเที่ยว จากนั้นจะขยายไปยังภาคอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะส่งผ่านไปยังภาคบริการ เช่น ร้านทำผมและช่างซ่อมรถยนต์ ทั้งนี้ คาดว่าระดับราคาสินค้าอาจปรับตัวสูงสุดภายในระยะเวลาประมาณ 21 เดือนข้างหน้า

    นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่แรงงานจะเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อชดเชยผลกระทบจากเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในที่สุด ขณะที่ International Energy Agency (IEA) ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนลดการใช้พลังงานเพื่อลดแรงกดดันด้านราคาของสินค้าและบริการ

    ในด้านกำลังซื้อ แม้ว่าปี 2569 คาดว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนเนเธอร์แลนด์จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.4 แต่แรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจทำให้กำลังซื้อที่แท้จริงไม่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มชะลอตัวลง

    ด้านตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ ปี โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 416,000 คน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3,000 คนในช่วง เดือนที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานอยู่ที่ 205,500 ราย ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยสถานการณ์มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค 

    ในภาพรวม เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังคงมีแนวโน้มขยายตัว และคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 1.2-1.4 ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์พลังงานโลก ขณะเดียวกัน ฐานะการคลังของภาครัฐมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากการใช้จ่ายด้านสภาพแวดล้อม กลาโหม และสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ 3 ของ GDP ตามกรอบของสหภาพยุโรปในระยะยาว

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.

    จากสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เห็นได้ว่า แรงกดดันจากราคาพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้บริโภค แต่กำลังส่งผ่านไปสู่ระดับราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ท่ามกลางภาวะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวดัตช์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเนเธอร์แลนด์ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงมาอยู่ที่ –30 จาก –24 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ ปี ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในเดือนมกราคม 2569 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และการใช้จ่ายสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องเรือน และเสื้อผ้า ลดลงร้อยละ 1.4 สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    แม้ว่าเนเธอร์แลนด์ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในยุโรปและเป็นประตูหลักสู่ตลาดสหภาพยุโรป แต่ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง แนวโน้มความต้องการสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินค้าไทยที่เป็นสินค้าจำเป็นหรือสินค้าที่ตอบโจทย์ “ความคุ้มค่า” มีแนวโน้มสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดีกว่า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร วัตถุดิบประกอบอาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับราคาที่เข้าถึงได้ เนื่องจากแม้ครัวเรือนชาวดัตช์จะชะลอการใช้จ่าย แต่การบริโภคพื้นฐานยังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเนเธอร์แลนด์ระบุว่า การใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบในเดือนมกราคม 2569 ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 สะท้อนความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าจำเป็น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา การมุ่งเน้นสินค้าที่มีความคุ้มค่า การบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ngxai90f7x1hxm6i9z456tke&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EbLf-D41mwDHpY74jtVsn

  • บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ “อนุทิน 2” ซึ่งมีความคืบหน้าใกล้ครบ 36 ตำแหน่ง และคาดว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในวันที่ 27 มีนาคม ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วง 7–9 เมษายนนี้

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในภาพรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่จะมาดูแลด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมา สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานเชิงประจักษ์

    ทั้งนี้ หากพิจารณาจากรายชื่อที่ถูกพูดถึง อาทิ กลุ่มผู้บริหารเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์อย่าง ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์  เพียงแค่ปรากฏชื่อก็สะท้อนถึงความคาดหวังด้านเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย โดยเมื่อย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยเคยถูกประเมินว่าจะหดตัวถึง 0.3% แต่สามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้ 2.4% ในช่วงปลายปี ถือเป็นผลงานที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองที่มีพรรคหลักเพียง 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีแนวโน้มคล่องตัวมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่ต้องบริหารสมดุลพรรคร่วมหลายฝ่าย ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลักมีโอกาสเกิดเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญที่มีการกระจายตัวอยู่ในพรรคหลักเดียวกัน

    สำหรับรายบุคคลใน ครม.เศรษฐกิจ นายอภิชิตมองว่า หลายคนมีผลงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับในภาคเอกชน เช่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ ถือเป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุกและลงลึกในรายละเอียด สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง แม้การขยับไปดูแลกระทรวงพลังงานจะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์เดิมจะช่วยให้สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนงานได้

    ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอภิชิตเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์หลากหลาย ทั้งในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกทั้งมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศที่โดดเด่น โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายและการนำเสนอในเวทีโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

    ส่วนภาพรวม ครม.เศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ คมนาคม แรงงาน และการท่องเที่ยว นายอภิชิตมองว่า หากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ และมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก

    อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    “สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือการทำงานแบบมีระบบติดตามผลที่ชัดเจน เช่น การตั้ง Dashboard รายงานความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ในทุกกระทรวง เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ประกาศออกมาถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน และเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสะท้อนข้อมูล จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น” นายอภิชิต กล่าว

    อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ คือ ปัญหาต้นทุนพลังงาน ที่ยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการผลิต แม้ประเทศไทยจะเคยเผชิญราคาน้ำมันดีเซลระดับสูงถึง 50 บาทต่อลิตรมาแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการขาดแคลนน้ำมันในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ยังคงยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และฉลาก ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหาร แม้ไทยจะมีฐานการผลิตอาหารภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วนจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การปิดตัวของโรงงานโอเลฟินส์บางแห่ง ส่งผลให้กำลังการผลิตหายไปประมาณ 15% จำเป็นต้องหาแหล่งทดแทนอย่างเร่งด่วน

    อีกประเด็นสำคัญคือค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในเส้นทางที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง

    นายอภิชิตย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องสร้าง “เอกภาพและเสถียรภาพ” ในการบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/654869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw013pIcBV3ojnv_o1EtnL23

  • “นายกฯ” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน  “เอกนิติ”เผย มีแผนรองรับหมดแล้ว 

    “นายกฯ” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน  “เอกนิติ”เผย มีแผนรองรับหมดแล้ว 


    “นายกฯ อนุทิน” หารือทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน    ด้าน  “เอกนิติ” เผยมีแผนรองรับหมดแล้ว  รอหลังมีรัฐบาลใหม่ดำเนินการทันที

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี    เรียกประชุมแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน   โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม   นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน   พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม    นายอนันต์ แก้วกำเนิด   ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง  ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 

    ก่อนที่ นายพิพัฒน์ ราชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม    ในฐานะ   ผอ.ศบก.จะเป็นประธานการประชุม    หารือสถานการณ์ด้านพลังงาน   ในเวลา 16.30 น. หลังเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.)  นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณแล้ว   ว่า จะปล่อยราคาน้ำมันดีเซลเป็นไปตามกลไกตลาด

    นอกจากนี้ ยังมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อติดโผ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ด้วย 

    นายเอกนิติ เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี   ว่า ขอหารือกับนายกรัฐมนตรี    ก่อนจะมาชี้แจง    ซึ่งจะมีเรื่องของน้ำมัน และมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากวันนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวนมาก 

    ส่วนที่ประชาชนมีความกังวลวิกฤตพลังงานกับค่าครองชีพ   รัฐบาลจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไรบ้าง   นายเอกนิติ กล่าวว่าขณะนี้เตรียมพร้อมไว้ทุกอย่างแล้ว เมื่อมีรัฐบาลก็พร้อมดำเนินการ

    สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตัวลอยตัวตามราคาน้ำมัน จะมีการปรับแก้อย่างไร  นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะมารายงานเรื่องราคาสินค้า และกระทรวงคมนาคม ดูเรื่องของภาคการขนส่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IeEdK_MQwTGeSVogTHanc

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกปฏิบัติงานในสายสนับสนุน สังกัด ศูนย์นวัตกิจ จำนวน ๑ อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกปฏิบัติงานในสายสนับสนุน สังกัด ศูนย์นวัตกิจ จำนวน ๑ อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121865/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nNDvhAWCcaPJgudlcuQsq

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อนักเรียนนักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ภาคฤดูร้อน) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อนักเรียนนักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ภาคฤดูร้อน) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121880/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_RAk1eKFzHjPDMnv-TKt1

  • เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    เชียงใหม่กำลังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนชาวเมียนมาที่เดินทางมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาภายหลังการรัฐประหารปี 2564

    นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลไทยปรับนโยบายจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก” โดยมองนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้ เป็นโอกาสของประเทศ

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาที่มีนักศึกษาต่างชาตินิยมเดินทางมาศึกษาต่อ โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศเมียนมา ข้อมูลทางทะเบียนการศึกษาระบุว่าเยาวชนเมียนมาที่มีสถานภาพนักศึกษา ม.เชียงใหม่ ณ ปัจจุบัน มีจำนวน 696 คน ในจำนวนนี้ ศึกษาในคณะสังคมศาสตร์มากที่สุด 195 คน รองลงมาคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ 82 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 69 คน และ คณะวิทยาศาสตร์ 58 คน

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    ข้อมูลทะเบียนการศึกษาสะท้อนว่าจำนวนนักศึกษาเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 จากเมื่อปี 2562 และ 2563 มีนักศึกษาเมียนมาปีละ 2 คน แต่ในปี 2564 เพิ่มเป็น 12 คน ปี 2565 จำนวน 80 คน ปี 2566 จำนวน 161 ปี 2567 จำนวน 190 และ ล่าสุดปี 2568 จำนวน 249 คน จนนักศึกษาชาวเมียนมามีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักศึกษาชาวจีน

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    นี้จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเมียนมา คนหนุ่มสาวชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่ม “ปัญญาชนรุ่นใหม่” ที่พยายามดิ้นรนหาทางรอดผ่านระบบการศึกษา โดยมี “เชียงใหม่” เป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพื้นที่ปลอดภัยและโอกาสในการสร้างอนาคตใหม่

    ทำไมต้องเชียงใหม่?

    เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมารายหนึ่งเล่าว่า วิกฤตการศึกษาในเมียนมาเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ระบบการศึกษาในเมียนมาพังทลาย ครูเก่งๆ เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน ส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนตกต่ำลงทุกปี

    เยาวชนเมียนมาจึงมุ่งหน้ามาเรียนที่ประเทศไทย แต่เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ค่าครองชีพในเชียงใหม่ น่าจะตอบโจทย์มากกว่า เมื่อเมียนมาเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ประกอบกับชื่อเสียงของ ม.เชียงใหม่ที่โดดเด่นในระดับภูมิภาค

    แต่การจะออกมาเรียนต่างประเทศในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เอ เล่าว่าเยาวชนในเมียนมาจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้ไม่มีวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยต้องการ การเทียบวุฒิจึงเป็นอุปสรรคใหญ่

    ภาวะเงินเฟ้อที่แย่ลงปีต่อปี ทำให้ความฝันที่จะเรียนต่อนอกประเทศริบหรี่ลงสำหรับหลายคน เงินที่ต้องใช้มีจำนวนมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจพม่าที่กำลังล่มสลาย

    เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา

    เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา

    นอกจากเรื่องเงินแล้ว ระบบการศึกษาที่แตกต่างกันยังเป็นสิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกต โดยเขามองว่าการศึกษาในเมียนมาเน้น “การท่องจำแบบคำต่อคำ” ใครไม่ตอบตามตำราถือว่าผิด ซึ่งขาดการส่งเสริมด้านการคิดวิเคราะห์ ต่างจากระบบที่เขาได้สัมผัสในไทย

    การเลือกตั้ง 2025: “ละครฉากใหญ่” ที่ไร้ความหวัง

    แม้จะต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แต่เยาวชาวชนเมียนมาก็ติดตามสถานการณ์การเมืองในบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อถูหถามถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งในเมียนมาที่ผ่านมา คำตอบที่ได้รับคือ ความขมขื่น เอ เรียกมันว่า “การแสดงที่ถูกจัดฉาก” เพื่อหลีกเลี่ยงคดีอาชญากรรมสงครามของรัฐบาลทหาร ไร้ความโปร่งใส ต่างจากการเลือกตั้งปี 2020 ที่นานาชาติยอมรับ การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกแบ่งเป็น 3 เฟส และมีการบังคับให้ประชาชนเลือกพรรค USDP ของรัฐบาลทหาร

    ทางข้างหน้า: ลี้ภัยการศึกษาและกฎหมายเกณฑ์ทหาร

    ในมุมมองของ เอ ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่กลับประเทศมากที่สุดในตอนนี้คือ “กฎหมายการเกณฑ์ทหาร” ซึ่งเป็นฝันร้ายของเยาวชนพม่า

    หากกฎหมายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก การย้ายประเทศเพื่อเรียนต่อจะยังมีต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผมยังบอกอนาคตตัวเองไม่ได้ชัดเจนนัก ขอเรียนให้จบก่อน แต่อนาคตของคนพม่าในตอนนี้มันหดหู่มาก

    สำหรับแผนในอนาคต เอ ตั้งใจจะ “อยู่ในไทยต่อ” โดยหวังว่าจะได้รับโอกาสในการฝึกงานหลังจากเรียนจบ เพราะไทยกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่มีเครือข่ายเพื่อนร่วมชาติที่เข้มแข็ง ทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และ ฝากความหวังไว้ที่ประชาคมอาเซียนและสังคมโลก ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเมียนมาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสังหารหมู่ และการกดขี่ที่ประชาชนระดับรากหญ้าต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

    บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา เป็นอีกคนที่เลือกเดินทางมาศึกษาต่อในเชียงใหม่ เธอบอกว่าเหตุผลหลักที่เลือกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยที่เธอเห็นว่า “ดีกว่าอย่างชัดเจน” เมื่อเปรียบเทียบกับเมียนมา สิ่งที่เธอประทับใจในไทยคือการสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นกีฬา นาฏศิลป์ หรือดนตรี ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้ค้นพบศักยภาพด้านอื่น มากกว่าแค่การนั่งเรียนวิชาการเพียงอย่างเดียว

    การดิ้นรนเพื่อ “ตั๋วเรียนต่อ” และค่าครองชีพที่ต้องบริหาร

    แต่เส้นทางการมาเรียนต่อของนักศึกษาเมียนมาไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องผ่านบททดสอบสากลอย่าง GED (การสอบเทียบวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา) เพื่อใช้เทียบวุฒิ และต้องเผชิญกับกำแพงค่าเงินที่อ่อนค่าลงอย่างมาก

    ความท้าทายใหญ่คือเรื่องเงิน ถ้าครอบครัวไม่มีทุนพอ เราต้องขวนขวายหาทางเลือกอื่น เช่น การขอทุนการศึกษา อย่างไรก็ตามการเลือกอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยช่วยให้เธอสามารถบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้มากขึ้น

    บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา

    บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา

    จากความแตกแยกสู่ความเข้าใจ: พลังของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในต่างแดน

    แม้จะมีสัญชาติเมียนมา แต่ บี เป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรชาติพันธุ์ของเมียนมา ในอดีตความขัดแย้งในเมียนมา อาจทำให้แต่ละกลุ่มแยกกันอยู่และไม่เข้าใจกัน แต่การมาอยู่ที่เชียงใหม่กลับกลายเป็น “จุดนัดพบ” ที่ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี ในเชียงใหม่มีเครือข่ายเยาวชนเมียนมาที่เข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคมและการเมืองร่วมกัน

    การมาเรียนที่นี่ทำให้เธอได้พบปะเพื่อนต่างชาติพันธุ์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน จนนำไปสู่ความเข้าใจกันมากกว่าตอนที่อยู่ในประเทศตัวเอง

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    วิกฤตความมืดมน และความหวังที่จะ “กลับบ้าน”

    เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เธอให้ทัศนะอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น “การเลือกตั้งปลอม” ที่จัดทำขึ้นเพียงเพื่อรักษาอำนาจทหาร และเป็นการกระทำที่ไร้ความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชน

    ถ้าคนบ้ายังอยู่ต่อ ประเทศก็ไม่มีวันสว่างขึ้น และความสงบสุขจะไม่มีวันกลับมา

    สำหรับอนาคตส่วนตัว แม้เธอจะมองว่าเยาวชนเมียนมาหลายคนเริ่มหมดหวังและอาจกลายเป็น “รุ่นที่สูญหาย”จากความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่เธอยังคงเก็บความหวังลึกๆ ไว้ว่า “จะกลับไปพัฒนาชุมชนในเมียนมา” หากสถานการณ์นิ่งพอ แต่ในระหว่างรอ การหางานที่มั่นคงในไทยเพื่อประคองชีวิตจึงเป็นแผนสำรองที่จำเป็นที่สุด

    นี้ คือเสียงสะท้อนของเยาวชนเมียนมา ที่เชื่อว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขา เพื่อรอวันที่บ้านเกิดจะเปิดรับพลังจาก “คนรุ่นใหม่” กลับไปฟื้นฟูประเทศอีกครั้ง

    รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองเมียนมาอย่างใกล้ชิด กล่าวถึงฉากทัศน์การเมืองเมียนมาหลังเลือกตั้ง วิกฤตการศึกษา และโอกาสของประเทศไทยในการปรับตัวเพื่อรับมือกับ “มันสมอง” ของเพื่อนบ้าน

    ทางสองแพร่งการเมืองเมียนมา: เดิมพันอนาคตบนเก้าอี้ผู้นำ

    รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    รศ.ดร.อัมพร มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองของเมียนมาหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้พรรค USDP จะคว้าชัยชนะ แต่ทิศทางของประเทศยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นมี 2 รูปแบบหลัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    1. การสืบต่ออำนาจของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

    หากผู้นำสูงสุดยังคงเลือกกุมบังเหียนในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปด้วยตนเอง เชื่อว่าเมียนมาจะตกอยู่ในสภาวะ “หยุดนิ่งและถดถอย” เนื่องจากปัญหาที่รุมล้อมจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ยกเว้นเพียงจีนและรัสเซีย ซึ่งการยอมรับในวงแคบเช่นนี้ไม่ส่งผลบวกต่อการฟื้นฟูประเทศในระยะยาว

    2. พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เลือกโมเดล “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ”

    อีกทางเลือกหนึ่งคือการที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยอมถอยฉากมาอยู่เบื้องหลังในฐานะ “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” (คล้ายกับรูปแบบที่อองซานซูจีเคยทำ) แล้วเปิดทางให้มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

    ผลดี จะช่วยให้เมียนมากลับมามีที่ยืนในการประชุมสุดยอดอาเซียนอีกครั้ง หลังจากที่เก้าอี้ถูกเว้นว่างมานาน และ เป็นรูปแบบที่ทั้งจีนและไทยต้องการ เพื่อให้เมียนมามีเสถียรภาพในระดับที่ “พอรับได้” แต่ความท้าทายยังคงไม่สามารถฟันธงได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะยอมรับโมเดลนี้หรือไม่ และจะช่วยลดความขัดแย้งในประเทศได้จริงเพียงใด

    วิกฤตศรัทธาและการศึกษา: เมื่อ “สมอง” ของเมียนมาไหลเข้าสู่ไทย

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    ส่วนในมิติของการศึกษา เมียนมากำลังเผชิญกับจุดตกต่ำที่สุด ผลจากการรัฐประหารทำให้อาจารย์และครูจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ทำอารยะขัดขืน (CDM) ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยหรือหลบซ่อนตัว ส่งผลให้ระบบมหาวิทยาลัยของเมียนมาหลุดออกจากทำเนียบ 1,000 อันดับแรกของโลกอย่างสิ้นเชิง

    นักศึกษาพม่าโหยหาการศึกษาอย่างมาก พวกเขาเก่ง มีวินัย และภาษาอังกฤษดีเยี่ยม นี่คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่กำลังไหลเข้ามาในไทย

    สำหรับคนรุ่นใหม่ในเมียนมา ไทยกลายเป็น “ทางเลือกที่เป็นจริงได้มากที่สุด” เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงและกำแพงภาษาที่ยากกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นนักศึกษาเมียนมาตบเท้าเข้าสู่มหาวิทยาลัยไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ข้อเสนอแนะนโยบายเชิงรุก: เปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังส่งเสริมเศรษฐกิจ”

    รศ.ดร.อัมพร มองว่าแทนที่รัฐบาลไทยจะใช้นโยบายแบบ “ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียว จะเป็นไปได้หรือไม่ ในการมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มคนชั้นกลางและปัญญาชนเมียนมาที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากแรงงานอพยพทั่วไป พวกเขามีกำลังซื้อ หลักสูตรนานาชาติในไทยมีราคาสูง ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยและเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับคุณภาพห้องเรียน การมีนักศึกษาเมียนมาที่ตั้งใจเรียนและเก่งภาษาอังกฤษ จะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาไทยเกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน มหาวิทยาลัยคือพื้นที่ปลอดภัย การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่านักศึกษาจะช่วยรักษา “มันสมอง” เหล่านี้ไว้ในภูมิภาค

    หากไทยสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองผู้ลี้ภัยเป็นภาระ มาเป็นการเปิดประตูรับปัญญาชนเมียนมาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยเพื่อนบ้านในยามวิกฤต แต่ยังเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกัน แบบ Win-Win ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการศึกษาของไทยในระยะยาว

    รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503802&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HUgUw72s6Z2oYVU9o8I15