Blog

  • “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    วันที่ 25 มี.ค.2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก ในหัวข้อ

    ” หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว

    ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) เกาหลี ฯลฯ

    จากการสืบค้นยังพบว่า กิจกรรมประเภทนี้ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐทุกประเภททั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ แต่ละแห่งใช้งบมากน้อยต่างกัน

    และอาจเป็นเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” จึงทำให้ระบบตรวจไม่เจอโครงการทั้งหมด เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ขอชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบประเทศยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้

    ขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานหรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด คำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้

    ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง

    ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้

    1. ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม

    ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    2. เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    3. การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า

    “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    4. มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    บทสรุป

    ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้ “เงินของแผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35aLlavQIu5mRObxa3DNMx

  • เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 ตลอดหลักสูตร เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 ตลอดหลักสูตร เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายตลอดหลักสูตร (ไทย) ระดับปริญญาตรี เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    “มหาวิทยาลัยมหิดล” หนึ่งในสถานศึกษาในฝันของนักเรียนชั้นมัธยมปลายหลายๆ คน ที่อยากเข้ามาศึกษาต่อ ถือเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นเรื่อง วิทยาศาสตร์ และ การแพทย์ ทั้งยังมีผลงานทางวิชาการจำนวนมาก จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ

    สำหรับ Dek69 ที่กำลังวางแผนจะยื่นคะแนนแอดมิชชันในรอบ 3 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปดูกันว่า แต่ละคณะที่เปิดสอน มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาไว้ประมาณเท่าไรบ้าง เผื่อจะได้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

    ค่าเทอม “มหาวิทยาลัยมหิดล” ปีการศึกษา 2569

    เปิดค่าธรรมเนียมการศึกษาหลักสูตรปกติ (ไทย) ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับ “ค่าธรรมเนียมการศึกษา” คือค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เรียกเก็บจากนักศึกษา ระดับปริญญาตรี หลักสูตรปกติ (ไทย) มหาวิทยาลัยมหิดล ยกเว้น วิทยาลัยนานาชาติ และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายสำหรับภาคการศึกษาปกติ นักศึกษารหัสประจําตัว 69xxxxx ให้จัดเก็บในอัตรา ดังนี้

    คณะกายภาพบำบัด

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัด : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากิจกรรมบำบัด : ภาคการศึกษาละ บาท 25,000 บาท

    คณะเทคนิคการแพทย์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะทันตแพทยศาสตร์

    • หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 50,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรฉุกเฉินการแพทยบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาหูหนวกศึกษา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาของคนหูหนวก : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายอุปกรณ์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะพยาบาลศาสตร์

    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะเภสัชศาสตร์

    • หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะวิทยาศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพฤกษศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกกำลังกายและการกีฬา วิชาเอกการออกกำลังกายและการกีฬา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกกำลังกายและการกีฬา วิชาเอกฟุตบอล : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะวิศวกรรมศาสตร์

    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    วิทยาลัยศาสนศึกษา

    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศาสนศึกษา : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท

    คณะศิลปศาสตร์

    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท

    คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาชาวิชาเวชระเบียน : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (ภาคบัณฑิต) : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะสัตวแพทยศาสตร์

    • หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะสาธารณสุขศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนวิทยาและการกำหนดอาหาร : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี

    • หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรบัญชีบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาธรณีศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์

    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรยั่งยืนเพื่อสุขภาพและการประกอบการ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท

    โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการสังคมและสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (ร่วมผลิตกระทรวงสาธารณสุข) (ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาขั้นคลินิกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา)

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต นักศึกษาชั้นปีที่ 1-3, นักศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ให้ตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษา และชำระค่าธรรมเนียมฯ ที่ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกฯ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการและเทคโนโลยีดิจิทัล : ภาคการศึกษาละ 50,000 บาท

    ทั้งนี้ สำหรับค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายภาคการศึกษาฤดูร้อน ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อภาคการศึกษาในแต่ละหลักสูตร

    ส่วนค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายในภาคการศึกษาปกติ สำหรับกรณีที่นักศึกษาเรียนเกินจำนวนภาคการศึกษาหรือจำนวนปีการศึกษาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือลงทะเบียนเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (9 หน่วยกิต) ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อภาคการศึกษาในแต่ละหลักสูตร

    สำหรับค่าประกันสุขภาพนักศึกษาต่างชาติ (Health Insurance) อัตราปีละ 3,500 บาท

    อย่างไรก็ตาม นักศึกษาที่ลาพักการศึกษา หรือลาออกจากการเป็นนักศึกษา หรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา หลังจากลงทะเบียนเรียนและชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว จะขอคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่ได้

    และนักศึกษาที่มีหนี้สินกับทางมหาวิทยาลัย จะต้องชำระหนี้สินให้เสร็จสิ้นก่อนการลงทะเบียนเรียนในครั้งต่อไป และหากได้รับการผ่อนผันการลงทะเบียนเรียน และระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาจากรองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา จะต้องชำระหนี้ให้เสร็จภายในภาคการศึกษาที่ขอผ่อนผันไว้

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูล และอ่านรายละเอียดอื่น เพิ่มเติมได้ที่นี่ (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2922427&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TTSjxV6PcJduJLlRRzd7l

  • ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย “สงกรานต์หัวหิน”คึกคัก “ไมเนอร์”ส่งอนันตราโฉมใหม่-NH ยึดหัวหาดท่องเที่ยว

    ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย “สงกรานต์หัวหิน”คึกคัก “ไมเนอร์”ส่งอนันตราโฉมใหม่-NH ยึดหัวหาดท่องเที่ยว

    “ไมเนอร์”โฮเทลส์” ปักธงรบ “หัวหิน” ปรับโฉม “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” ยกระดับความลักซัวรี่ร่วมสมัยสไตล์ “หมู่บ้านไทยริมทะเล” ในวาระครบรอบ 25 ปี รับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมส่ง “NH Hua Hin” เจาะตลาดระดับอัพสเกล คุณภาพในราคาเข้าถึงง่าย รองรับคนไทยที่มาเดินทางพักผ่อนพร้อมสัตว์เลีี้ยง กลุ่มนักกีฬา และผู้เข้าพักระยะยาว ชี้เหตุการณ์ตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวหัวหินไม่มาก

    “การเปิดตัว “NH Hua Hin” เข้ามาเสริมทัพ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวในระดับลักซัวรี และอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท สำหรับนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ส่งผลให้ “ไมเนอร์”โฮเทลส์” มีทางเลือกที่หลากหลายตอบโจทย์ “คนเที่ยวหัวหิน” ได้ทุกชาติทุกภาษา ทุกกลุ่มเป้าหมายทุกราคาได้อย่างลงตัว พร้อมยืนยันประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายการขยายพอร์ตการลงทุนในอนาคต”

    นายโอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวหินมีจุดแข็งในฐานะเมืองพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ ที่เหมาะทั้งการเดินทางระยะสั้นทริปสุดสัปดาห์ และยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่มาพักระยะยาวในฤดูหนาว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่าในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.68 มีนักท่องเที่ยวกว่า 8.55 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 39,020 ล้านบาท อัตราเข้าพักเฉลี่ย 72.97% ส่งผลให้ติดอันดับ 5 ของประเทศด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือน สะท้อนศักยภาพหัวหิน และการเติบโตของธุรกิจโรงแรม

    “แบรนด์ NH Hotels & Resorts เป็นแบรนด์ในกลุ่ม Select ของเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ ที่มุ่งเน้นประสบการณ์การเข้าพักที่มีคุณภาพ สะดวกสบาย คุ้มค่า และมาตรฐานการบริการที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้เข้าพักมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป ที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ NH เมื่อบวกับเครือข่ายโรงแรมและสมาชิกที่แข็งแกร่งของเรา ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพการเข้าถึงลูกค้านานาชาติ โดยปัจจุบันมีโรงแรม NH มากกว่า 200 แห่ง ใน 26 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีโรงแรม NH เปิดให้บริการแล้ว 4 แห่งในภูเก็ต กรุงเทพฯ และล่าสุดหัวหิน”

    นายโอมาร์ ยังกล่าวถึงทิศทางในระยะต่อไปด้วยว่า นอกจากในหัวหินแล้ว wมเนอร์ โฮเทลส์ยังมองหาจุดหมายจังหวัดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับแบรนด์ NH ในไทย เช่น เชียงใหม่ พัทยา ระยอง โดยเตรียมเปิดตัวในระยะต่อไป

    .ถูกใจ“นักกอล์ฟ-คนรักน้องหมาแมว”

    น.ส.นาถสุภัค ทวีวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเอ็นเอช หัวหิน กล่าวว่า เอ็นเอช หัวหิน เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยมีห้องพักและห้องสวีทรวม 152 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและทันสมัย ที่นี่จึงเหมาะสำหรับนักเดินทางหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักเดินทางจากเอเชียและตลาดระยะไกลจากยุโรป โดยตลาดหลักประกอบด้วยประเทศไทย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

    “กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรมครอบคลุมทั้งคู่รัก ครอบครัวพ่อแม่ลูก กลุ่มเพื่อน รวมถึงผู้เข้าพักระยะยาว ซึ่งต้องการที่พักที่มีความทันสมัย ในราคาที่จับต้องได้ ผู้เดินทางสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องการให้น้องหมาน้องแมวอยู่บ้านลำพัง ซึ่งเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ รวมทั้งยังมีนักกอล์ฟที่มาพักเป็นกลุ่ม 3-10 คน โดยส่วนใหญ่จะเข้าพักระยะสั้น 1–2 คืนในช่วงสุดสัปดาห์  ทั้งกลุ่มคนไทย  Expat และนักเดินทางต่างชาติที่เดินทางมาออกรอบ นอกจากนั้น ในช่วงที่หัวหินมีงานวิ่ง ซึ่งขณะนี้เป็นเทรนด์ใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ จะมีนักวิ่งมาพักกับเราค่อนข้างมาก นอกจากนั้น เรายังมีห้องประชุมสำหรับรองรับการเข้าพักจัดประชุม Outing นอกสถานที่ของบริษัทด้วย”

    น.ส.นาถสุภัค กล่าวต่อว่า หลังที่การรีแบรนด์ และเปิดให้บริการในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา เรามียอดจองพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70% ของยอดห้องพัก และในเดือน มี.ค.ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 70-80% และในช่วงเดือน เม.ย.รับสงกรานต์ห้องเราอยู่ที่ 80% ใกล้เต็มแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการจองพักที่ดี ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในหัวหินขณะนี้”

    .รีโนเวท“อนันตรา หัวหิน”รับไทยเที่ยวไทย

    นอกจากนั้น ในช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังได้ทุ่มเงิน 400 ล้านบาท รีโนเวท “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” ซึ่งเป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์อนันตราในประเทศไทย ในโอกาสจะครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งในปีนี้ โดยยังคงแนวคิดหลักเป็นการผสานเอกลักษณ์หมู่บ้านไทยซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ทเข้ากับความหรูหราร่วมสมัย

    นายเจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวว่า การท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่นักเดินทางมองหาประสบการณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น เลือกสถานที่พักที่สามารถสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความหมายของการเดินทางได้อย่างแท้จริง ทำให้รีสอร์ทระดับลักชัวรีทั่วโลกต้องปรับตัว ซึ่งอนันตรา หัวหิน มีจุดแข็งในการเป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เชื่อมผู้เข้าพักเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นและผู้คน ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่

    การปรับปรุงครั้งนี้เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ นอกเหนือจากห้องพักทุกห้องที่ได้รับการปรับดีไซน์ และสิ่งอำนวยความสะดวก ยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ Pool Access Room Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite รองรับคู่รัก ครอบครัว และนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและพื้นที่พักผ่อนที่กว้างขวางขึ้น รวมทั้ง เพิิ่มพื้นรับกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ห้องอาหารริมทะเล Sea.Fire.Salt, Kids’ Club, Mini Farm พื้นที่ทำกิจกรรมและกีฬา และก้าวต่อไปจะเดินหน้าสู่ Wellness Travel และการพักระยะยาวที่เป็นเทรนด์ท่องเที่ยวโลก

    “เทรนด์ของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลาน และการเที่ยวแบบกลุ่มเพื่อนที่มาแรงในขณะนี้ ทำให้ห้องพักประเภท 2 ห้องนอน กลายเป็นห้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และในหัวหินเองไม่มีห้องพัก 2 ห้องนอนมากนัก ส่วนใหญ่เป็น 2 ห้องนอนแต่ห้องน้ำเดียว หรือเป็นวิลล่า แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่รีสอร์ทมี แต่ของเราเป็นห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่มีพื้นส่วนกลางให้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ได้รับความนิยมมาก”

    .ตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวไม่มาก

    นายเจมส์ กล่าวต่อว่า อัตราการเข้าพักของอนันตรา หัวหิน อยู่ที่ 70% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่หลังรีโนเวทแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 35% เป็น 45%  และเราอยากเพิ่มขึ้นเป็น 50% เพราะนอกจากช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ยังสามารถทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

    สำหรับสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด แต่เบื้องต้น อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ยังไม่ได้รับกระทบมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวในเดือนมี.ค. มีการเลื่อนเวลา หรือยกเลิกการมาบ้าง โดยเฉพาะที่ต้องมาต่อเครื่องที่ตะวันออกกลาง แต่ในเดือนเม.ย.และช่วงสงกรานต์ยังไม่มีการยกเลิกการจองเข้ามา เนื่องนักท่องเที่ยวของเราส่วนใหญ่มาจากยุโรปและสหราชอาณาจักร ขณะที่มีแขกบางส่วนที่เดินทางกลับไม่ได้เพราะเที่ยวบินยกเลิก ทำให้ตัดสินใจอยู่ต่อแต่ไม่มากนัก

    “ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์อุบัติเหตุบนถนนพระราม 2 มีผลกระทบบ้างในช่วงสัปดาห์ที่มีเหตุเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นสัปดาห์ถัดไปก็กลับมาเป็นปกติ แต่ในทางตรงกันข้ามเชื่อว่าหากถนนพระราม 2 ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะเปิดการเปิดโลกใหม่ของการท่องเที่ยวในหัวหิน มีคนมาท่องเที่ยวมากขึ้นเหมือนทุกวันเป็นวันหยุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2922556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37mZ5t_6lfmh6aWcGqmwL1

  • พิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยบ้านพรุตะเคียน ปี 2568 | TOPNEWS

    พิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยบ้านพรุตะเคียน ปี 2568 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 21:34

    วันที่ 25 มี.ค. 2569 นายปัญญา มณีวิหค ประธานคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนางสาวจอมขวัญ ศักดิ์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน ร่วมกับคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง ร่วมกันจัดขึ้น ณ อาคารหลวงพ่อโปร่งโชติโก มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจำนวน 54 คน แบ่งเป็น บัณฑิตน้อยจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 23 คน บัณฑิตน้อยจากระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 16 คน และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 คน โดยผู้ปกครองจำนวนมากร่วมแสดงความยินดีกับบุตรหลานที่กำลังจะก้าวไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น

    น.ส.จอมขวัญ ศักดิ์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน กล่าวว่า โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมก้าวสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นและสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

    วัตถุประสงค์ของพิธีในวันนี้ เพื่อมอบประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา เป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจ แสดงความชื่นชมความวิริยะอุตสาหะของนักเรียน ความทุ่มเทของคณะครู และความเอาใจใส่ของผู้ปกครองที่สนับสนุนการศึกษา เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าต่อไป

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    11SOCAIL 16-9 copy

    5444

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมชุดไทยเรือนต้น ผ้าจกไหมดอกดาว “ลายมัทนา” แรงบันดาลใจ จากดอกไม้ธรรมชาติ

    “กรมศิลปากร” ชวนร่วมงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2569

    “รองโจ”เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชนซอยโรงน้ำแข็ง เรื้อรังกว่า 30 ปี

    อั้นไม่ไหว เปิดมติ “กบน.” ลดเงินอุดหนุน ราคาดีเซล-เบนซิน ปรับขึ้นพรวด 6 บาท มีผลพรุ่งนี้

    ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง–ตำรวจ ปิดล้อมจับเครือข่ายสิ่งเสพติดกลางชุมชนบางสะพาน

    คิวน้ำมันยาวล้นถนนหาดใหญ่ กระทบจราจรหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bDDkOXTqgU6oOsiykHYyD

  • 10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ มีการแข่งขัน เข้า ม.1-4 สูงที่สุด รร. ไหนติดโผบ้าง

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ มีการแข่งขัน เข้า ม.1-4 สูงที่สุด รร. ไหนติดโผบ้าง

              สพม.กท 1 เปิดข้อมูล 10 อันดับโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการแข่งขันเข้าเรียนสูงสุด ปีการศึกษา 2569 ทั้งระดับ ม.1 และ ม.4  

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ

              วันที่ 24 มีนาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร (กท.1) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจ สพม.กท 1  เปิดเผยข้อมูลโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสุด 10 อันดับ ปีการศึกษา 2569 ทั้งในระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วย

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ห้องเรียนปกติ)

              อันดับ 1 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : รับ 320 คน สมัคร 1,862 คน อัตราแข่งขัน 1:5.82

              อันดับ 2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ : รับ 280 คน สมัคร 1,197 คน อัตราแข่งขัน 1:4.28

              อันดับ 3 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย : รับ 240 คน สมัคร 954 คน อัตราแข่งขัน 1:3.98

              อันดับ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา : รับ 360 คน สมัคร 1,094 คน อัตราแข่งขัน 1:3.04

              อันดับ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา : รับ 360 คน สมัคร 1,004 คน อัตราแข่งขัน 1:2.79

              อันดับ 6 โรงเรียนโยธินบรูณะ : รับ 320 คน สมัคร 844 คน อัตราแข่งขัน 1:2.64

              อันดับ 7 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร : รับ 400 คน สมัคร 1,034 คน อัตราแข่งขัน 1:2.59

              อันดับ 8 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน : รับ 400 คน สมัคร 977 คน อัตราแข่งขัน 1:2.44

              อันดับ 9 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี : รับ 400 คน สมัคร 825 คน อัตราแข่งขัน 1:2.06

              อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม : รับ 280 คน สมัคร 539 คน อัตราแข่งขัน 1:1.93

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก สพม.กท 1

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ห้องเรียนปกติ)

              อันดับ 1 โรงเรียนสตรีวิทยา : รับ 30 คน สมัคร 416 คน อัตราแข่งขัน 1:13.87

              อันดับ 2 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย : รับ 97 คน สมัคร 983 คน อัตราแข่งขัน 1:10.13

              อันดับ 3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : รับ 90 คน สมัคร 907 คน อัตราการแข่งขัน 1:10.08

              อันดับ 4 โรงเรียนวัดราชบพิธ : รับ 16 คน สมัคร 140 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.75

              อันดับ 5 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล : รับ 80 คน สมัคร 661 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.26

              อันดับ 6 โรงเรียนเทพศิรินทร์ : รับ 80 คน สมัคร 660 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.25

              อันดับ 7 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร : รับ 35 คน สมัคร 272 คน อัตราการแข่งขัน 1:7.77

              อันดับ 8 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน : รับ 25 คน สมัคร 188 คน อัตราการแข่งขัน 1:7.52

              อันดับ 9 โรงเรียนศึกษานารี : รับ 60 คน สมัคร 414 คน อัตราการแข่งขัน 1:6.90

              อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม : รับ 44 คน สมัคร 253 คน อัตราการแข่งขัน 1:5.75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://education.kapook.com/view299811.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BJyvPVURpL6gvdZik1-F9

  • หญิงกินไข่ต้มทุกเช้า ผ่านมา 1 ปีไปตรวจสุขภาพ เผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ!

    หญิงกินไข่ต้มทุกเช้า ผ่านมา 1 ปีไปตรวจสุขภาพ เผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ!

    กินไข่ต้มทุกเช้า! หญิงวัย 63 ทำต่อเนื่อง 1 ปี ไปตรวจร่างกายล่าสุด ผลลัพธ์ทำเอาอึ้งทั้งบ้าน

    เปิดงานวิจัย ม.ปักกิ่ง! กินไข่ต้มช่วยลดไขมันเลว-บำรุงตับ หลังหญิงวัย 63 พิสูจน์แล้วเห็นผลจริงใน 1 ปี

    เว็บไซต์ข่าว SOHA รายงานเรื่องราวของ นางลี่มิน (นามสมมติ) หญิงชาวจีนวัย 63 ปี ตัดสินใจกินไข่ต้มวันละฟองในตอนเช้าติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อหวังจะปรับปรุงปัญหาสุขภาพของตนเอง

    เมื่อหนึ่งปีก่อน ในการตรวจร่างกายประจำปี นางลี่มิน ถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะ ไขมันในเลือดสูง และ ไขมันพอกตับระยะเริ่มต้น ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาการของเธอยังไม่รุนแรงมากนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและหันมาดูแลสุขภาพก็สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้

    หลังจากนั้น นางลี่จึงเริ่มศึกษาข้อมูลเรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพ เธอเริ่มจำกัดการทานของทอดที่ใช้น้ำมันท่วมๆ แล้วเปลี่ยนมาเน้นเมนูประเภทต้มและนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเลือกทาน ไข่ต้ม 1 ฟอง เป็นอาหารเช้าทุกวัน และทำติดต่อกันมานานถึงหนึ่งปีเต็ม

    ล่าสุด เมื่อนางลี่ไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการ ผลปรากฏว่าค่าไขมันในเลือดของเธอกลับมาอยู่ในระดับปกติ และภาวะไขมันพอกตับก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเธอกล่าวด้วยความดีใจว่า การหันมาเน้นอาหารนึ่งต้มและกินไข่ต้มทุกเช้า คือกุญแจสำคัญที่ช่วยกู้สุขภาพของเธอคืนมา

    เปิดข้อมูลงานวิจัยและคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ

    แพทย์ได้อธิบายว่า ไข่คือหนึ่งในสุดยอดอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วน ทั้งวิตามิน A, B, D, E, K รวมถึงโอเมก้า-3, สังกะสี และโคลีน ซึ่งส่งผลดีต่อหัวใจและตับ

    • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University): ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทานไข่ 4-7 ฟองต่อสัปดาห์จะมีระดับ ApoA1 (ส่วนประกอบของไขมันดี หรือ HDL) สูงกว่าปกติ

    • ลดไขมันเลว: ผู้ที่ทานไข่เป็นประจำจะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    • บำรุงตับด้วยโคลีน: ในไข่มีสารโคลีน (Choline) สูง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยขนส่งไขมันออกจากตับ ลดการสะสมของไขมันพอกตับ

    • สารเลซิติน (Lecithin): ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการตกค้างในหลอดเลือดและตับ พร้อมช่วยเร่งกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกาย

    คำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์

    อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ย้ำเตือนว่าเราไม่ควรพึ่งพาการกินอาหารเพียงชนิดเดียวเพื่อรักษาโรค ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพของนางลี่ดีขึ้นอย่างชัดเจน คือการที่เธอ ลดการทานไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น เนื้อสัตว์ติดมันและของทอด ควบคู่ไปกับการทานไข่ต้ม แพทย์จึงแนะนำให้เธอรักษาพฤติกรรมการกินที่สมดุลแบบนี้ต่อไป เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและโรคหัวใจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t_Ob34Q8QsHRC_zx6ZUMq

  • เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    กรมทางหลวง ประกาศความพร้อมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์สาย 6 (M6) บางปะอิน–นครราชสีมา ตลอดสาย ระยะทางรวมกว่า 196 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 10-19 เมษายน 2569 เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดความแออัด ลดเวลาเดินทาง และกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค
     

    เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่า การบูรณาการในครั้งนี้มุ่งเน้นที่ความสะดวกและปลอดภัยเป็นหลัก โดยการคมนาคมที่รวดเร็วขึ้นจะไม่เพียงส่งผลดีต่อเมืองหน้าด่านอย่างโคราช 

    แต่ยังเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม ทำให้นักเดินทางสามารถออกแบบเส้นทางได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การวางแผนทริปท่องเที่ยวระยะสั้นแบบวันเดย์ทริป (One-day Trip) เพื่อไปสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดอุดรธานี ก็สามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างประหยัดเวลาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เปิดโมเดลบริหารจราจร M6 รับคลื่นนักเดินทาง

    เพื่อให้การระบายรถเป็นไปอย่างคล่องตัว กรมทางหลวงได้แบ่งรูปแบบการให้บริการ ดังนี้:

    ช่วงปากช่อง–นครราชสีมา: เปิดสัญจร 2 ทิศทางตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง

    ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง: จัดการจราจรแบบเดินรถทิศทางเดียว (One-way) แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่

    ขาออกกรุงเทพฯ (10 เม.ย. เวลา 00.01 น. – 13 เม.ย. เวลา 24.00 น.): เข้าใช้บริการได้ที่ด่านบางปะอิน, หินกอง, สระบุรี และแก่งคอย หากปริมาณรถสะสมมาก จะเปิดใช้ “ด่านมวกเหล็ก” เพื่อเร่งระบายรถ

    ขาเข้ากรุงเทพฯ (14 เม.ย. เวลา 06.00 น. – 19 เม.ย. เวลา 24.00 น.): เข้า-ออกได้ที่ด่านแก่งคอย, สระบุรี, หินกอง หรือออกที่ด่านบางปะอิน เพื่อเชื่อมโยงสู่ถนนพหลโยธินและวงแหวนกาญจนาภิเษก

    (หมายเหตุ: จะมีการปิดพื้นที่ชั่วคราวช่วงต่างระดับบางปะอินถึงด่านปากช่อง ในวันที่ 14 เม.ย. 2569 เวลา 00.00–06.00 น. เพื่อสลับทิศทางการจราจร) เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    ข้อควรรู้ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์

    เนื่องจากเป็นช่วงเปิดทดลอง กรมทางหลวงจึงอนุญาตให้ใช้งานได้เฉพาะ รถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. พร้อมจัดเตรียมจุดบริการห้องน้ำชั่วคราว 17 จุด (บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง 14 จุด และจุดพักรถทับกวาง-สีคิ้ว)

    อย่างไรก็ตาม บนเส้นทางนี้ยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน จุดชาร์จ EV หรือร้านค้าให้บริการ นักเดินทางจึงควรเช็กสภาพรถ เติมน้ำมัน และเตรียมเสบียงให้พร้อมก่อนเข้าสู่มอเตอร์เวย์ โดยตลอดเส้นทางจะมีเจ้าหน้าที่และหน่วยเคลื่อนที่เร็วคอยอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง (สายด่วน 1586)

    การเปิดเส้นทาง M6 ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาคอีสานได้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739945&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iRbpSgbEWEZJb1n2bNxSb

  • ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความหวัง” และ “ความเปราะบาง” ในจังหวะที่การเมืองเริ่มคลี่คลาย หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น โผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ไม่เพียงปลดล็อกสุญญากาศทางอำนาจ แต่ยังถูกจับตาในฐานะ “จุดเริ่มต้น” ของการเร่งเครื่องนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) เพื่อประคองการเติบโตของประเทศ

    ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ความหวังจึงถูกฝากไว้กับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ และการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีนัยต่อทิศทางตลาดทุนและกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรง

    นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยดีขึ้น หลังรัฐบาลสามารถจัดตั้งได้อย่างราบรื่น โดย ล่าสุดจากการรายงานข่าวของหลายสำนัก โผ ครม. อนุทิน 2 ได้ข้อสรุปรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งแล้วจำนวน 35 คน

    โดยยังเหลืออีก 1 ตำแหน่งที่รอความชัดเจน ซึ่งหากการตรวจสอบประวัติผ่านพ้นไปด้วยดี กระบวนการถัดไป คือการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ , การเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน , การแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา (ครม. จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่)

    และการประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนเม.ย.69 โดยนโยบายที่จะถูกเข็นออกมาเป็นลำดับแรกๆ เน้นไปที่ความรวดเร็วและเห็นผลทันตา (QUICK WIN) เพื่อกู้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะโต ต่ำเพียง 1.8% เท่านั้น

    โดยโครงการที่จะทำได้เร็วและเห็นผลกับเศรษฐกิจไทยทันตา อาทิ คนละครึ่ง พลัส (PHASE 2), คุมราคาพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาท, นโยบาย ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ PLUS, บัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) และ BOI FAST PASS (THAILAND PLUS)

    ทั้งนี้ สถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำ ทั้งกระทรวงการคลัง, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, SCB-EIC, KKP RESEARCH และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจ ไทยในปี 2569 จะอยู่ในภาวะชะลอตัว

    โดยคาดตัวเลข GDP ว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6% ถึง 2.0% (โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8%) แม้เศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในปัจจุบัน

    แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันหนักจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากปัญหาสินค้าอุปทานส่วนเกินจากต่างประเทศ

    หุ้นรับอานิสงส์

    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่าการจัดโผ ครม. อนุทิน 2 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและเตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

    ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม อาทิ CPALL, CPAXT, AMATA, WHA)

    ปลดล็อกสูญญากาศการเมือง

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

    ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร และกำลังเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์

    “แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ที่อาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนอีกราวหนึ่งเดือน”

    อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและการประคองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งถูกประเมินว่าจะขยายตัวในระดับจำกัด มาตรการที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อมีแนวโน้มส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบางกลุ่มอุตสาหกรรมในระยะถัดไป

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศและความไม่แน่นอนในประเด็นกฎหมายภายในประเทศยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจ ทิศทางการเติบโต และปัจจัยเสี่ยงควบคู่กัน เพื่อประเมินภาพรวมและแนวโน้มตลาดในระยะต่อไปอย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/654882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14Tdh9AnJEDNshNvHTFE-b

  • ‘จูรี’ อัดรัฐบาลสื่อสารข้อมูล ‘วิกฤตน้ำมัน’ ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน

    ‘จูรี’ อัดรัฐบาลสื่อสารข้อมูล ‘วิกฤตน้ำมัน’ ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย เร่งแก้ไข-หามาตรการ หวั่น กระทบท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ซัด สื่อสารข้อมูล เหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    25 มีนาคม 2569 – เวลา 14.23 น. นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็นเพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า ซึ่งไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา ดังนั้น รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวล แล้วจินตนาการถึงการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารกับปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่คนละโลก คนละภพภูมิ ซึ่งตนอยากให้นายกฯ เดินทางไปหาดใหญ่จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน เรื่องตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง และเมื่อถึงหากนั่งรถเข้าไปในพื้นที่ไหนของสงขลา จะพบปั๊มน้ำมัน คือมีรถจอดเต็มยาวเป็นกิโลเมตร หรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ที่ต้องการคำตอบคือโควตาน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลย์เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขจะบานปลายไปถึง ช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่ แต่เรื่องปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกได้เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/969152/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n3f7ZHTOSrxCZv9jJYFuZ

  • สงครามยืดเยื้อ ดันพลังงานพุ่ง: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจและพอร์ตลงทุน

    สงครามยืดเยื้อ ดันพลังงานพุ่ง: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจและพอร์ตลงทุน

    สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดในปัจจุบัน ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แม้ผลกระทบทางการทหารอาจยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับขยายวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผ่าน “ราคาพลังงาน” ซึ่งถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลก

    หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกจับตามองคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย การตอบโต้ของอิหร่านผ่านการโจมตีเรือขนส่งและสร้างความเสี่ยงต่อการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว เทียบได้กับการ “ปิดช่องแคบโดยพฤตินัย” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ก็กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี เพิ่มความเปราะบางให้กับระบบพลังงานโลก ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่เหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

    ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขนส่ง หรือการบริโภคในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีผลต่อสินค้าที่จัดเป็นต้นทุนการผลิตเช่น ปิโตรเคมีภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มขาดแคลนและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีแนวโน้มส่งผ่านภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างเป็นลูกโซ่

    ในบริบทนี้ ความท้าทายสำคัญคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้หลายประเทศอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังผ่านช่วงชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่กลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ “Stagflation” หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

    ในมุมของตลาดการลงทุน ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย แม้บางประเทศจะไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่ด้วยกลไกของตลาดโลกที่เชื่อมโยงกัน อุปทานที่ลดลงและอุปสงค์ที่ยังคงสูง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นในแทบทุกภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น และกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในทางกลับกัน สินทรัพย์บางประเภทกลับได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มพลังงานต้นน้ำและสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทองคำยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ในบางช่วงราคาจะมีการปรับฐานบ้างตามแรงขายทำกำไร

    สำหรับภาคธุรกิจ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น สายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น หากไม่สามารถปรับราคาสินค้าและบริการได้ทัน อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การบริหารพอร์ตการลงทุนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การกระจายความเสี่ยง” มากยิ่งขึ้น นักลงทุนควรพิจารณาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการปรับตัวได้ดีในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และสามารถช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้

    ในบริบทดังกล่าว บลจ.ทาลิสเสนอทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุน TLDEFENSE ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ โดยมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการที่หลายประเทศทั่วโลกเร่งเพิ่มงบประมาณและยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคง ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงและมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง และมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดของกองทุนอย่างรอบคอบ และพิจารณากำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับประมาณ 10-15% ของพอร์ตโดยรวม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1226777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12gP0c78n7KbVwDeJ3-e3P