
‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันตรึงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก หวังช่วยประคองเศรษฐกิจฟื้น เคาะยืนจีดีพีโตแจ่ม 2.3% มองเงินเฟ้อปี 69 ขยับสูงบางช่วง แต่ทั้งปีไม่เกิน 2.8% เชื่อส่งออกสุดแกร่ง ชี้บาทอ่อนสอดคล้องภูมิภาค หลังตลาดรับข่าวเฟดขยับดอกเบี้ย ทำดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า คอนเฟิร์มยังไม่มีเงินทุนไหลออก
26 มิ.ย. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจในตอนนี้ ธปท. ยังไม่มีแนวคิดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจาก ธปท. ต้องการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านเครื่องมือเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้ามาทำหน้าที่ในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้ปลายทางหากเศรษฐกิจดีขึ้น คนไทยมีรายได้มากขึ้น
ขณะที่ต้องยอมรับว่าวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับสูงขึ้นบ้าง แต่จะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดย ธปท. ประเมินว่าอัตราดเงินเฟ้อของไทยจะปรับไปสูงขึ้นมากในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 และในเดือน เม.ย. 2570 เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะมีแนวโน้มลดลงมา โดยทั้งปี 2569 ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่ระดับ 2.8% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% แน่นอน ขณะที่ปี 2570 อัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.4% แต่ก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นบ้างในบางเดือน
“ธปท. มีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน ผ่านเครื่องมือหลักที่ใช้คือ การขึ้น-ลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจนถึงวันนี้ ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้ว 2 ครั้งตั้งแต่ปลายปีก่อน และในเดือน ก.พ. ที่ีผ่านมา ส่วนถามว่าหลังจากนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการพิจารณาเป็นครั้ง ๆ ไป โดยจะดูข้อมูลเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วตลอดเวลา แต่ กนง. จะดูตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้นเป็นหลัก ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะกระทบเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีความจำเป็นในขณะนั้น หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ก็จะพิจารณาเป็นครั้ง ๆ ไป แต่ ณ วันนี้ ยืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบัน” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
สำหรับผลกระทบเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย กับสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้นจนอาจส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐฯ เยอะมาโดยตลอด ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก หรือไหลเข้า ส่วนความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปัจจุบันเงินบาทไทยอ่อนค่าแล้วราว 5-6% ขณะที่ค่าเงินอินโดนีเซียอ่อนค่าไปราว 8% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เซอร์ไพรซ์เข้ามา ทำให้เห็นแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเงิน แต่ยืนยันว่าเงินบาทของไทยยังไม่น่ากังวล ยังไม่มีสถานการณ์ผิดปกติอะไร ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ยังปกติดี เพราะเราเป็นประเทศที่นักลงทุนต่างชาติจัดว่ามีเสถียรภาพค่อนข้างดี เนื่องจากมีทุนสำรองแข็งแกร่งในระดับ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้ระยะสั้นในระดับจำกัด มีความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ
ส่วนตัวเลขส่งออกในปี 2569 ที่ ธปท. ประเมินว่าจะขยายตัวสูงถึง 14% นั้น ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในขณะนี้ และยืนยันว่าเป็นตัวเลขที่สะท้อนการส่งออกของไทยที่ขยายตัวดีจริง ๆ เนื่องจาก กนง. เป็นหน่วยงานที่ปรับประมาณการเร็วที่สุดในขณะนี้ จึงมีการประเมินสภาพเศรษฐกิจด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด เช่นเดียวกับการปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เพิ่มเป็น 2.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น ซึ่งจากการอัปเดตข้อมูลทางเศรษฐกิจทั้งหมด กนง. ก็มีความมั่นใจว่าจะเป็นไปตามนั้น ไม่ได้เป็นการตั้งใจทำให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อการส่งออกอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมออกประกาศรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เรื่องการออกใช้ Thai Baht Stablecoin (ไทยบาท สเตเบิ้ลคอยน์) โดยจะอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทำธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets : DA) บางส่วน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในอีกไม่กี่เดือนจากนี้ หรือภายในปีนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1021559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mmvx-ov7uQEsXSAXeAZ4D























26 มิถุนายน 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระแรกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทย และหลายประเทศ ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนราคาพลังงาน ซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ทำให้ค่าครองชีพ และต้นทุนสูง ประชาชนได้รับผลกระทบ จนเป็นวิกฤตปากท้อง และเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยประสบวิกฤตชายแดน และวิกฤตน้ำท่วม รวมถึงปีนี้ก็ได้ส่อว่า จะวิกฤตภัยแล้งแล้ว แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด รัฐบาลจึงได้พยายามบริหารจัดการ ใช้ทุกเครื่องมือ ดูแลและเยียวยาประชาชน แต่งบประมาณ มีจำกัดและต้องพยายามรักษาความสมดุล แต่การที่มูดี้ส์ยก ไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี พร้อมปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบสู่ มีเสถียรภาพ ก็พิสูจน์แล้วว่า การดำเนินการเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง 
