Blog

  • รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย


    27/06/2569 | 32 |

    วันนี้ (27 มิ.ย.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน พลังงาน และการขนส่งที่เชื่อมโยงหลายภูมิภาคของโลก

    แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้ใช้เวทีการประชุมอาเซียน–รัสเซีย ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเซีย พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai–EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 180 ล้านคน และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกของไทย และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดคือการเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้หารือกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน และเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

    คาซัคสถานถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางขนส่ง Middle Corridor ซึ่งเชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นประตูสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคยูเรเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปาและ Wellness ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จากนี้รัฐบาลจะบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดใหม่ ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโอกาสการลงทุนใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    “รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้า เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/165700


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/516851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LJZMcAtD062vv1gapFegQ

  • พาณิชย์ เจาะลึกเศรษฐกิจเมืองชิงต่าว  จีน “ฮับทะเลโลก” โอกาสทอง 3 ธุรกิจไทย

    พาณิชย์ เจาะลึกเศรษฐกิจเมืองชิงต่าว จีน “ฮับทะเลโลก” โอกาสทอง 3 ธุรกิจไทย

    เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองชิงต่าว  ประเทศจีน รายงานว่า  เมืองชิงต่าว เดินหน้ายุทธศาสตร์ระดับชาติ มุ่งสู่การเป็น “เมืองศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก”ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ได้ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมอันแข็งแกร่ง 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน เศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ของชิงต่าวได้เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จาก”การขยายตัวเชิงปริมาณ” สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ และการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทะเลเชิงลึก (Deep-Blue Industry) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

    โดยในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา “ชิงต่าว”ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงท่าเรือและการประมง ไปสู่การเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการจัดสรรทรัพยากรระดับโลก โดยเป็นเมืองแรกในจีนที่วางโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในรูปแบบ “4+4+2” ประกอบด้วย

    4 อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความได้เปรียบ (Traditional Advantages) ยกระดับการประมงทางทะเล การขนส่งผ่านท่าเรือ การท่องเที่ยวชายฝั่ง และเคมีภัณฑ์ทางทะเล

    4 อุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Emerging Industries) อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเลระดับไฮเอนด์ ยาและผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางทะเล การแยกและใช้ประโยชน์จากน้ำทะเล และพลังงานหมุนเวียนทางทะเล

    2 อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries)วางรากฐานการขุดเจาะทะเลลึก และระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางทะเล

    เศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าวมีอัตราการเติบโตและขนาดตลาดที่นำหน้าเมืองชายฝั่งหลักส่วนใหญ่ในจีน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางทะเล (Gross Marine Product) ของชิงต่าว ทะลุ 600,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.88 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 30% ของ GDP เมืองชิงต่าว และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองเกือบ 50% คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 มูลค่าจะทะยานทะลุ 800,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3.84 ล้านล้านบาท)

    ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางทะเลถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ทำให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อ่าวอย่างเป็นระบบ ได้แก่  Qingdao Oceantec Valley(นวัตกรรมและเทคโนโลยี) มีการวิจัยร่วมกับสถาบันระดับชาติ  

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก The West Coast New Area (อุตสาหกรรมท่าเรือ) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งผ่านท่าเรือหลัก Qianwan และ Dongjiakou เพื่อผลักดันโครงการปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมันของชาติ

      เขต Laoshan (เทคโนโลยีสารสนเทศทางทะเล) โดยมีเขตพื้นที่รอบนอก อาทิ Jimo, Chengyang และ Jiaozhou ทำหน้าที่เชื่อมโยงและขยายห่วงโซ่เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค

    นอกจากนี้ ชิงต่าวยังเป็นแกนนำบูรณาการ “กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงระดับชาติ” กับเมืองเยียนไถและเวยไห่ ซึ่งเป็นเมืองรองติดทะเลใกล้เคียง ซึ่งประกอบด้วยองค์กรห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่า 100 แห่ง โดยมีอัตราการผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น (Local Content Rate) สำหรับเรือสูงเกินกว่า 40%

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ความเห็นว่า  แนวโน้มการเติบโตอย่างมั่นคงและความพร้อมของระบบนิเวศเศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าว ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในการสร้างความร่วมมือและการลงทุนระยะยาวใน 3 สาขาหลัก 

    อุตสาหกรรมประมงและแปรรูปอาหารทะเลขั้นสูง ผสานรวมจุดแข็งด้านวัตถุดิบและทรัพยากรประมงที่หลากหลายของไทย เข้ากับเทคโนโลยีการแปรรูปที่ทันสมัยและระบบโลจิสติกส์ห้องเย็นของชิงต่าว เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและขยายส่วนแบ่งในตลาดจีน

    โลจิสติกส์เชื่อมโยงจีนเหนือ ใช้ประโยชน์จากท่าเรืออัตโนมัติชิงต่าวในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้า (Logistics Hub) ประจำภูมิภาคทะเลป๋อไห่ เพื่อเป็นเส้นทางหลักในการส่งสินค้าเกษตรและอาหารทะเลของไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนเหนือ

    ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทางทะเลเชิงบูรณาการ พัฒนาเส้นทางและความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวชายฝั่งเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากจีน รวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนและแพลตฟอร์มการค้าเสรีของชิงต่าวในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3407zbBMkYSLJMEZHo2W3o

  • รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ บรรยายพิเศษ บทจ. รุ่น 3 เผยทิศทางยุทธศาสตร์มหาอำนาจ ยุคเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนและการปรับตัวรับอุปสรรคสงครามการค้า | เดลินิวส์

    รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ บรรยายพิเศษ บทจ. รุ่น 3 เผยทิศทางยุทธศาสตร์มหาอำนาจ ยุคเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนและการปรับตัวรับอุปสรรคสงครามการค้า | เดลินิวส์

    เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องพาโนรามา 2 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ได้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน 6 มิติหลักที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนแบบเฉียบพลัน หรือวิกฤตดิสรัปชันอันรวดเร็ว มิติเหล่านี้ประกอบด้วย พัฒนาการของระบบดิจิทัล พัฒนาการของระบบความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ พัฒนาการของระบบการแพทย์ พัฒนาการของระบบเสมือนจริง พัฒนาการของระบบการเงิน และพัฒนาการของระบบการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทุกปัจจัยทางเทคโนโลยีและสังคมเหล่านี้ต่างหล่อหลอมและขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโลกต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในรูปแบบของเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างแบล็กสวอน (Black Swan) หรือภัยคุกคามที่เห็นเด่นชัดแต่ถูกละเลยอย่างแรดเทา (Gray Rhino) ที่เปรียบเหมือนกับการที่เรายืนอยู่กลางทุ่งหญ้าแล้วเห็นแรดตัวใหญ่สีเทากำลังวิ่งตรงมาหาเราอย่างชัดเจน แต่เรากลับเลือกที่จะนิ่งเฉยหรือคิดว่ามันคงไม่ชน จนสุดท้ายก็หลบไม่พ้นนั่นเอง แรดเทา กลายเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและผู้นำองค์กรต้องตระหนักและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

    ในส่วนของนโยบายหลักของสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น จีนได้วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างเป็นระบบเพื่อรองรับความผันผวนดังกล่าว โดยเน้นไปที่นโยบายวงจรคู่ขนานที่สร้างความสมดุลระหว่างวงจรเศรษฐกิจภายในประเทศและวงจรเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนความคิดริเริ่มการพัฒนาระดับโลกและความคิดริเริ่มความมั่นคงระดับโลก มุ่งเน้นการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันหรือนโยบายความมั่งคั่งร่วมกัน นอกจากนี้จีนยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการบูรณาการพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น การบูรณาการปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ “จิงจินจี้ / Jing-Jin-Ji ” (Beijing-Tianjin-Hebei Integration) พื้นที่อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือ (GBA – Greater Bay Area) และเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี ขณะเดียวกันในด้านการเงินจีนได้ยกระดับระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนหรือระบบ CIPS ที่ย่อมาจาก Cross-border Interbank Payment System มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 พร้อมทั้งผลักดันบทบาทของเงินหยวนดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเสถียรภาพและอธิปไตยทางการเงินของตนเอง

    ทางด้านนโยบายต่างประเทศ จีนยังคงมุ่งมั่นเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง หรือ BRI พร้อมกับการขยายความร่วมมือในกลุ่มกลุ่มบริกส์และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือพหุภาคีและการพัฒนาโลกาภิวัตน์ในมิติต่าง ๆ ยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการแข่งขันและเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฝั่งจีนเน้นระเบียบสากลบนพื้นฐานของกฎกติกา ความร่วมมือพหุภาคี และมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศซีกโลกเหนือที่เป็นมิตร ผ่านเวที RCEP และ CPTPP ขณะที่นโยบายของสหรัฐอเมริกาจะเน้นไปที่นโยบายฝ่ายเดียวอย่างอเมริกาต้องมาก่อน การทำข้อตกลงแบบทวิภาคี และการทูตต้นทุนต่ำ โดยใช้เครื่องมือหลักทางเศรษฐกิจ เช่น การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนและการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในมิติที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง ค่านิยม บรรทัดฐาน และภูมิรัฐศาสตร์โลก

    สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือทิศทางการปรับตัวทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจที่มีความแยกส่วนหรือแยกทางกันอย่างชัดเจน โดยพบว่าจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของความเป็นเมืองและการกระตุ้นด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ตลอดจนอุตสาหกรรมบันเทิง กีฬา บริการอาหาร การดูแลสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้นจีนยังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการเงิน ทั้งในตลาดเงิน ตลาดทุน หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกากำลังเคลื่อนตัวย้อนกลับไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น โดยเน้นภาคพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงภาคแร่ธาตุ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม นิกเกิล และแร่หายาก ตลอดจนพยายามดึงอุตสาหกรรมฐานการผลิตกลับสู่ประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ชิป อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และเวชภัณฑ์

    รศ.ดร.สมภพ ยังได้ยกตัวอย่างรูปธรรมของสงครามเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เกิดขึ้นล่าสุด โดยชี้ให้เห็นถึงมาตรการของฝั่งสหรัฐฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายตัดขาดการพึ่งพาแบตเตอรี่จากต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์ในช่วงกลางเมืองมีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งกฎหมายนี้ห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางที่ดูแลความมั่นคงสาธารณะจัดซื้อแบตเตอรี่ที่ผลิตโดยบริษัทชั้นนำของจีนหลายแห่ง เช่น CATL, BYD, Envision Energy, EVE Energy, Hithium และ Gotion High-tech โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2570 สอดคล้องกับคำเตือนของสำนักงานข่าวกรองและวิเคราะห์แห่งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของจีนอาจทำลายห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยของสหรัฐฯ นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ปรับปรุงรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีนรวมแล้วกว่า 188 แห่ง ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมล้ำสมัยจำนวนมาก ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียน โดยมีการเพิ่มบริษัทรายใหญ่ของจีนเข้าไปในบัญชีดำ เช่น Alibaba, BYD, Unitree, SenseTime และ Trina Solar ส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จากบริษัทเหล่านี้ถูกระงับ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    ในขณะเดียวกัน มาตรการตอบโต้จากฝั่งสาธารณรัฐประชาชนจีนก็มีมาเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ประกาศข้อจำกัดใหม่ในการส่งออกและการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทอเมริกันหลายสิบแห่ง รวมถึงการเพิ่มรายชื่อบริษัทอเมริกัน 10 แห่งเข้าไปในบัญชีควบคุมการส่งออก เช่น บริษัทผู้ผลิตแร่หายาก มาตรการดังกล่าวยังห้ามไม่ให้องค์กรและบุคคลต่างแดนจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้งานได้สองทางที่มีต้นกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงการคลังของจีนยังได้สั่งห้ามรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทอเมริกันจำนวน 46 บริษัท ซึ่งรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านความมั่นคงและการบินอย่าง Boeing, Lockheed Martin และ Raytheon ตลอดจนผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ทางทหารรายอื่น ๆ สงครามการค้าและการตอบโต้อย่างเป็นรูปธรรมนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบบการค้าโลกเปลี่ยนทิศทางไปสู่โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สั้นลง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

    สำหรับแนวทางการบริหารจัดการและปรับตัวของภาคธุรกิจท่ามกลางผลกระทบหลังยุคโควิด-19 และบรรยากาศของสงครามการค้านั้น วิทยากรพิเศษได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความยืดหยุ่น ทั้งในด้านอุปทานและอุปสงค์ ในฝั่งอุปทานนั้น ธุรกิจจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนคงที่และการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนผันแปร การจัดการแรงงาน ความยืดหยุ่นในการทำงาน และการพัฒนาทักษะที่หลากหลายของบุคลากร ส่วนในฝั่งอุปสงค์ จะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการตลาดและการจัดการผู้บริโภค รองรับการเติบโตและการยกระดับของการบริโภค นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการจุดคุ้มทุนอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกมิติว่าผลิตอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และโดยใคร โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจแห่งความเร็ว การกระจายความเสี่ยง และการสร้างเศรษฐกิจที่มีคุณธรรมและจริยธรรม

    ในตอนท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ได้กล่าวถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ในยุคชีวิตวิถีใหม่และการพัฒนาทักษะทางสมองของจีน โดยระบุว่าประเทศจีนได้ทำการติดตั้งอาวุธสำคัญ 3 ด้านให้แก่กำลังคนของตนเองเพื่อรับมือกับอนาคต อาวุธประการแรกคือ อาวุธทางทักษะฝีมือ หรือทักษะการทำงานที่เชี่ยวชาญ อาวุธประการที่สองคือ อาวุธทางปัญญา หรือทักษะการคิดวิเคราะห์และประมวลผลของสมอง และอาวุธประการสุดท้ายคือ อาวุธทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมทางกลยุทธ์ทั้งในระดับโครงสร้างนโยบายประเทศ การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์นี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ประเทศไทยและผู้เรียนในหลักสูตร บทจ. รุ่นที่ 3 จะสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางและกลยุทธ์ในการพารอดและสร้างการเติบโตท่ามกลางมรสุมข้อจำกัดและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคปัจจุบันได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5979935/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t3LtDclkJzpaket68A1Io

  • เวียดนามเร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ดันแฟชั่นขึ้นแท่นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์  หลังอีคอมเมิร์ซโตต่อเนื่อง

    เวียดนามเร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ดันแฟชั่นขึ้นแท่นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ หลังอีคอมเมิร์ซโตต่อเนื่อง

    เนื้อข่าว 

    เวียดนามเดินหน้าผลักดันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ให้เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยปัจจุบันภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภค และคิดเป็นเกือบสองในสามของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการขยายตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    image.png

    เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Department of Industry and Trade) ร่วมกับกรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล (E-commerce and Digital Economy Department) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และบริษัท TikTok Vietnam ได้จัดการประชุมเชิงวิชาการภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น” (Promoting E-commerce Development in the Fashion Industry) โดยมีผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่น และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creators) เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    นาย Nguyen Nguyen Phuong รองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ กล่าวว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางการค้า โดยช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ขณะที่นาย Nguyen Lam Thanh กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท TikTok Vietnam ระบุว่า เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แห่งการพัฒนา โดยตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double-Digit Economic Growth) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามมีเป้าหมายรักษาอัตราการเติบโตไว้ที่ประมาณร้อยละ 25 ต่อปีในช่วงระยะต่อไป เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้ กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลจึงได้ริเริ่มชุดโครงการ “การส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาคเศรษฐกิจสำคัญ” (Promoting E-commerce in Key Economic Sectors) โดยมุ่งระดมทรัพยากร สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ซึ่งภายใต้กรอบการดำเนินงานดังกล่าว ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ (Priority Strategic Sector) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และขยายโอกาสทางการตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    นาย Nguyen Lam Thanh กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นมิได้เป็นเพียงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนองค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การสร้างตราสินค้า (Branding) การค้าปลีก การผลิตเนื้อหาดิจิทัล (Digital Content) ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้สร้างสรรค์เนื้อหาและชุมชนผู้บริโภค โดยจากประสบการณ์การดำเนินงานของแพลตฟอร์ม TikTok พบว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวเวียดนามที่สนใจเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นมากกว่า 50 ล้านราย และมีผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นบน TikTok Shop มากกว่า 100,000 รายที่สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวในช่วงปีที่ผ่านมา

    ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค นาง Nhan Kha Ai ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านแฟชั่นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดเผยว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคมักค้นหาสินค้าก่อนแล้วจึงเลือกช่องทางการซื้อ ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากกลับค้นพบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการผ่านเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอการจัดสไตล์การแต่งกาย (Styling Video) การถ่ายทอดสด (Livestream) หรือการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งสามารถกระตุ้นความต้องการซื้อได้ในทันที ทั้งนี้ ผู้บริโภคในปัจจุบันมิได้ให้ความสำคัญเฉพาะความสวยงามหรือราคาของสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อความเหมาะสมของสินค้า ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์การใช้งานจริงจากผู้บริโภครายอื่น (Social Proof)

    อย่างไรก็ดี แม้อุตสาหกรรมแฟชั่นจะมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยมูลค่ารวมของสินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม (Gross Merchandise Value: GMV) เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวภายหลังจากช่วงการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้า  (Customer Acquisition Cost) เพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรง และผู้บริโภคมีความคาดหวังที่สูงขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ประสบการณ์การซื้อ และคุณค่าของตราสินค้า นอกจากนี้ ตราสินค้าแฟชั่นแบบดั้งเดิม (Traditional Fashion Brands) ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการสร้างสรรค์เนื้อหา การบริหารจัดการการถ่ายทอดสด และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ส่วนตราสินค้าแฟชั่นออนไลน์ (Online Fashion Brands) ต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างตราสินค้าในระยะยาว การลดการพึ่งพาการส่งเสริมการขาย และการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

    ด้วยตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ และบริษัท TikTok Vietnam จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ Fashion Up Vietnam ในลักษณะโครงการริเริ่มที่เกิดจากการออกแบบและดำเนินงานร่วมกัน (Co-created Initiative) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่นในการประยุกต์ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมดิจิทัล และส่งเสริมสินค้าและตราสินค้าแฟชั่นของเวียดนามให้สามารถเข้าถึงฐานผู้บริโภคในวงกว้าง อันจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว

    (แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การที่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ของเวียดนามมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งประเทศ ไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเวียดนามสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงปี 2564–2568 ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระดับมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งในด้านการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การขยายโอกาสทางการตลาดของภาคธุรกิจ และการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและระบบการกระจายสินค้า

    แนวโน้มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกรอบนโยบายและกฎหมายของภาครัฐ โดยสมัชชาแห่งชาติเวียดนามได้ให้ความเห็นชอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปี 2568 ซึ่งมีกำหนดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระยะปี 2569–2573 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ซึ่งมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-added Industries) และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นที่ได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ (Priority Strategic Sector) สำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นพิเศษ สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวเวียดนามมากกว่า 50 ล้านคนที่ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นบนแพลตฟอร์ม TikTok และในปี 2568 มีผู้ประกอบการแฟชั่นมากกว่า 100,000 รายที่สามารถสร้างรายได้ผ่าน TikTok Shop ได้สำเร็จ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่สามารถบูรณาการการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) การถ่ายทอดสด (Livestream Commerce) การใช้วิดีโอสั้น (Short-form Video Content)และการตลาดผ่านผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator Economy) เข้ากับกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิผล จนก่อให้เกิดรูปแบบการค้าใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อหา (Content-driven Commerce)

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือคุณลักษณะของสินค้าที่สามารถนำเสนอผ่านสื่อภาพและวิดีโอได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคสามารถประเมินรูปแบบ สีสัน การใช้งาน และความเหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าหลายอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดยังสะท้อนศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก ECDB ระบุว่า ตลาดแฟชั่นของเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 123,000 ล้านเวียดนามด่ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20–25 ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10–15 ต่อปี ขณะที่ยอดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20–30 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัท YouNet ECI ยังระบุว่า กลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับเป็นหมวดสินค้าที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Tiki ในปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของยอดธุรกรรมทั้งหมด และผู้บริโภคชาวเวียดนามใช้จ่ายมากกว่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐในการซื้อสินค้าแฟชั่นในปีที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจาก Metric ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่ารวมของสินค้า (Gross Merchandise Value: GMV) ในกลุ่มแฟชั่นผู้ชายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 150 กลุ่มแฟชั่นผู้หญิงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 75 และกลุ่มเครื่องประดับแฟชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 93 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในภาคบริการสมัยใหม่ของเวียดนาม

    อย่างไรก็ดี การขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดแฟชั่นออนไลน์ยังนำมาซึ่งความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากผู้ประกอบการต่างประเทศและแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังขยายบทบาทในตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาของผู้ประกอบการระดับโลก เช่น Shein และ Temu ได้สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นทั้งในด้านราคา ความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงผู้บริโภค ในภาพรวม การที่รัฐบาลเวียดนามยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบูรณาการระหว่างภาคการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมแฟชั่นมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามควบคู่ไปกับภาคการผลิตและบริการสมัยใหม่ และจะมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโลกต่อไป

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การที่เวียดนามยกระดับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล จะส่งผลให้ตลาดสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่และยุทธศาสตร์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระยะปี 2569–2573 ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการชำระเงิน และระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบ มาตรฐานการดำเนินธุรกิจดิจิทัล และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของตราสินค้า และประสบการณ์การซื้อแบบผสมผสานระหว่างเนื้อหาและการค้ามากขึ้น

    ในเชิงโอกาสทางการค้า ตลาดแฟชั่นออนไลน์ของเวียดนามซึ่งมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตสูง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามสามารถขยายการส่งออกและการจำหน่ายสินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน และแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีจุดแข็งด้านการออกแบบ คุณภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์ การใช้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา และการทำการตลาดดิจิทัลที่สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่

                 อย่างไรก็ดี การขยายตัวของตลาดดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับแรงกดดันด้านการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้ประกอบการระดับโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการใช้ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาสินค้าและตราสินค้าที่มีความแตกต่าง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในเวียดนาม ตลอดจนการบูรณาการการตลาดดิจิทัล การถ่ายทอดสด และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x1z9x1dmragobwnmh2ubu1d4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lGpynEE4AvXMp4Bnsi90q

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันยังไม่คิดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันยังไม่คิดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันยังไม่คิดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ณ วันนี้ยังไม่มีความคิดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% หลังจากปรับลดมาแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและเดือนก.พ.69 โดยจะพิจารณาตามข้อมูลจริง (Data-driven) หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากปรับขึ้นเพราะจะกระทบเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้คนไทย

    นายวิทัย กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะสั้น ซึ่งคาดว่าสูงสุดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ แต่เชื่อว่าจะลดลงในเดือนเมษายน ปี 2570 โดยคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้เฉลี่ยไม่เกิน 3% อยู่ที่ 2.8% และปี 70 จะอยู่ที่ประมาณ 1.4%

    สำหรับค่าเงินบาทที่ปัจจุบันอ่อนค่า 5-6% นายวิทัย กล่าวว่า ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องค่าเงินภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย อ่อนค่ามากถึง 8% ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์โลกจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยืนยันว่าไม่มีเงินทุนไหลออกผิดปกติ และประเทศไทยก็มีทุนสำรองสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้ระยะสั้นจำกัด

    นายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.3% ถือว่าสูงสุดในตลาดตอนนี้ เพราะการส่งออกยังขยายตัวได้ดี ซึ่งปีนี้คาดเติบโตสูงถึง 14% เป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจ ไม่ใช่การตั้งใจทำให้บาทอ่อนเพื่อเอื้อการส่งออก

    ทั้งนี้ ธปท. กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้ง GDP ของไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยเน้นการกำจัดช่องว่างทางกฎหมายและเศรษฐกิจใต้ดิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ออกมาตรการควบคุมทองคำ จัดระเบียบการเทรดทองที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและมักถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน

    นอกจากนั้น ธปท.เข้มงวดกับการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งขณะที่ลดปริมาณการถอนเงินสดรายใหญ่ลงได้แล้วถึง 35% และการจัดการบัญชีม้า ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและปิดบัญชีที่ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรทุจริตและการพนันออนไลน์

    สำหรับกรณีธุรกิจ Forex ที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในเวลานี้ นายวิทัย ยืนยันว่า ธปท.ยังไม่มีนโยบายอนุญาตให้รายย่อย(ประชาชน) ซื้อขาย หรือเทรด Forex (FX) เพื่อเก็งกำไร เนื่องจากมองว่าไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ส่วนกรณี Payment Gateway บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบร้านค้า (Merchant Due Diligence) หากพบความบกพร่องหรือกระทำผิดกฎหมาย ธปท.พร้อมสั่งปรับหรือถอนใบอนุญาตทันที

    ขณะเดียวกัน ในเรื่องการใช้เงินหยวนซื้อขายในประเทศไทย ผ่าน QR Code Payment โดยเน้นย้ำว่าการชำระเงินผ่าน QR Code ในไทยต้องมีการ Convert เป็นสกุลเงินบาทเสมอ หากพบกรณีที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ จะต้องมีการตรวจสอบและสั่งปิดช่องทางดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000061465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1axHXMesU-_x77_AaSBX7V

  • สกัดจับ 2 เก๋งขน 4 ชาวจีนเถื่อน อ้างเศรษฐกิจแย่ เลยรับจ้างส่งต่างด้าว

    สกัดจับ 2 เก๋งขน 4 ชาวจีนเถื่อน อ้างเศรษฐกิจแย่ เลยรับจ้างส่งต่างด้าว

    (26 มิ.ย. 69) น.อ.วีรยุทธ พันธ์ฉลาด หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้รับรายงานจากกำลังพลประจำจุดตรวจบ้านเขาล้าน อ.เมือง จ.ตราด ว่าสามารถสกัดจับรถเก๋งต้องสงสัย 2 คัน ขณะขับผ่านด่านมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองตราด หลังพบมีพฤติกรรมน่าสงสัย คนขับเป็นชายไทย 2 คน และมีชายชาวจีนโดยสารมาคันละ 2 คน รวม 4 คน เจ้าหน้าที่นำทั้งหมดมาสอบสวน

    นายกิตติพงษ์ ชายไทยหนึ่งในผู้ถูกจับกุม ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากคนรู้จักให้ไปรับชาวจีนทั้ง 4 คน บริเวณใกล้สี่แยกไฟแดง อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อนำไปส่งในตัวเมืองตราด ได้ค่าจ้างไม่เกินคันละ 1,500 บาท และไม่ทราบว่าชาวจีนทั้งหมดเดินทางมาจากที่ใด เคยรับงานมาแล้ว 2 ครั้ง

    ส่วนนายภูศิริ (ผู้ต้องหาอีกราย) ซึ่งเป็นน้องชาย เพิ่งทำเป็นครั้งแรก ทั้งคู่เป็นชาวคลองใหญ่ อ้างว่า ที่รับงานดังกล่าว เพราะสภาพเศรษฐกิจชายแดนซบเซา ขาดรายได้ จึงจำเป็นต้องหาเงินประทังชีวิต

    ด้านชายชาวจีนทั้ง 4 คน (ข้อหา ลอบเข้าเมือง) ให้การผ่านล่ามว่า ก่อนหน้านี้พักอาศัยอยู่ที่เมืองพัทยามานานกว่า 2 ปี และได้เดินทางมายังคลองใหญ่ เพื่อหวังจะเดินทางต่อไปประเทศกัมพูชา ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะเดินทางไปทำงานในขบวนการสแกมเมอร์แต่อย่างใด – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/N8eyIt3dL&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QTpTsZPQVweyvVWsY0hge

  • “เอกนิติ” นั่งประธานฯ พ.ร.บ.โอนงบฯ ย้ำเน้นเยียวยา-ฟื้นเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” นั่งประธานฯ พ.ร.บ.โอนงบฯ ย้ำเน้นเยียวยา-ฟื้นเศรษฐกิจ

    ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปรงบประมาณ 2569 สภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมนัดแรกมีมติเสียงข้างมากให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมมีรองประธานกรรมาธิการฯ 6 คน ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล, นางนันทนา สงฆ์ประชา, นางมนพร เจริญศรี, นายฉัตร สุภัทรวณิชย์, นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู และนายซาการียา สะอิ 

    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดส่งร่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปรงบประมาณ 2569 ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 2 กรกฎาคม นี้

    ขณะที่ นายเอกนิติ ย้ำว่า ที่ผ่านมาประเทศไทย และหลายประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนราคาพลังงาน ซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตทำให้ค่าครองชีพ และต้นทุนสูง ประชาชนได้รับผลกระทบ จนเป็นวิกฤตปากท้อง และเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยประสบวิกฤตชายแดน และวิกฤตน้ำท่วม รวมถึงปีนี้ก็ได้ส่อว่า จะวิกฤตภัยแล้งแล้ว แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด รัฐบาลจึงได้พยายามบริหารจัดการใช้ทุกเครื่องมือ ดูแลและเยียวยาประชาชน แต่งบประมาณมีจำกัด และต้องพยายามรักษาความสมดุล แต่การที่มูดี้ส์ยกประเทศไทยเป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี พร้อมปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบสู่ มีเสถียรภาพ ก็พิสูจน์แล้วว่า การดำเนินการเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง 

    
นายเอกนิติ ยังระบุว่า ตัวเลขที่เศรษฐกิจไทยเติบโต และงบประมาณที่ตนเร่งรัดการเบิกจ่าย ข้อมูลได้พิสูจน์แล้วว่า อัตราการเบิกจ่ายสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 การลงทุนภาครัฐโดย 13% ไตรมาสที่ 2 โต 9.4% และข้อมูลล่าสุด โตกว่า 10% ดังนั้น จึงต้องรักษาสมดุลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และดูแลเยียวยาประชาชน พร้อมย้ำว่า งบประมาณเม็ดเงินที่เหลือ จำเป็นต้องโอนงบประมาณมาเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน สำหรับวิกฤตพลังงานและภัยแล้ง ที่รัฐบาลต้องมีงบประมาณดูแลประชาชน และย้ำว่า ช่วงที่ตนได้ดำเนินการไปพิสูจน์แล้วว่า เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวกว่าที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ และทำให้ขีดความแข่งขันประเทศไทยดีขึ้น

    นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฟื้นฟูการแข่งขันของประเทศ ดูแลเยียวยาประชาชน ซึ่งกรรมาธิการฯ จะได้นำความเห็นจากสภาผู้แทนราษฎร มาประกอบการพิจารณาในการปรับแก้ต่อไป

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378979313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dPQBff7lq3MD99fADr6yv

  • ดาวโจนส์ปิดลบ 55 จุด นักลงทุนชะลอซื้อขาย จับตาทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายเฟด

    ดาวโจนส์ปิดลบ 55 จุด นักลงทุนชะลอซื้อขาย จับตาทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายเฟด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HIJVgduzp5a2g-4ZXMBdA

  • น้ำมันดิบปิดร่วงแรง 3.74% หลุด 70 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลก ฉุดราคาดิ่งต่อ

    น้ำมันดิบปิดร่วงแรง 3.74% หลุด 70 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลก ฉุดราคาดิ่งต่อ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPuzSsKu1uIXFm-Kl9zyk

  • สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร  

    สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร  

    อีโบลานับเป็นเชื้อไวรัสที่ถูกค้นพบ และแพร่ระบาดมาอย่างยาวนาน เชื้อไวรัสอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 การระบาดในช่วงแรกเป็นไปในวงแคบและยังสามารถควบคุมได้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2014 ได้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างรุนแรงที่สุดในแอฟริกาตะวันตก มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,000 คนใน 10 ประเทศ ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 3 ทวีป ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ในประเทศกินีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด สูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 85 จนกระทั่งปี ค.ศ. 2019 มีผู้ติดเชื้อในคองโกมากกว่า 2,000 ราย นำไปสู่การปรับมาตรการรับมือครั้งใหม่ 

    ในปี ค.ศ. 2026 นี้ เชื้อไวรัสอีโบลายังคงกลับมาระบาดหนัก โดยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 363 ราย ซึ่งเชื้อที่แพร่ระบาดระลอกนี้เป็นสายพันธุ์ Bundibugyo ที่ยังไม่มีวัคซีนสำหรับรักษาโดยตรง ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของเชื้อไวรัสอีโบลาที่มีต่อเศรษฐกิจโลกในปี ค.ศ. 2026 ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    การแพร่ระบาดในปีนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากคองโกเป็นผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมความต้องการทั่วโลกถึงร้อยละ 60 โคบอลต์นับเป็นแร่ธาตุสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ทั้งในสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากโคบอลต์แล้ว คองโกยังเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดในแอฟริกา และมีแร่ธาตุสำคัญกลุ่ม 3TG ซึ่งได้แก่ ทังสเตน, ดีบุก, แทนทาลัม และทองคำ โดยแร่ธาตุเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้น การแพร่ระบาดในพื้นที่ดังกล่าวจึงอาจส่งผลให้ภาคการผลิตหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

    หากการผลิตแร่ธาตุสำคัญกลุ่ม 3TG ต้องหยุดชะงักลง ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกจะยิ่งผันผวนมากขึ้น ปัจจุบันนี้แร่ธาตุกลุ่มนี้เป็นที่ต้องการอย่างมาก และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คาดว่าความต้องการแร่ธาตุดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นถึงอีก 3 เท่า อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ความต้องการแร่ธาตุที่พุ่งสูงขึ้นนี้ กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในคองโกเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อการเร่งขุดเจาะแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี กลับนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าอย่างรวดเร็ว

    ในปี ค.ศ. 2024 ป่าฝนในลุ่มน้ำคองโกถูกทำลายไปมากถึง 1.5 ล้านเอเคอร์ ป่าไม้ที่ลดลงทำให้ค้างคาวซึ่งเป็นพาหะตามธรรมชาติของเชื้ออีโบลาสูญเสียที่อยู่อาศัย และย้ายแหล่งหากินเข้ามาใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ นักขุดแร่ทั้งหลายมักจะหาแหล่งแร่ใหม่ ๆ ในป่าลึก กลับกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสกับสัตว์ป่าโดยตรง และทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่มนุษย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสอีโบลาแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน จะเห็นได้ว่าการระบาดในปี ค.ศ. 2026 นี้ มีจุดเริ่มต้นจากเมือง Mongbwalu ซึ่งเป็นเมืองที่มีการทำเหมืองทองคำอย่างหนาแน่นและมีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างชัดเจน 

    เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจโลกเติบโตบนการทำลายสุขภาพของคนในท้องถิ่น ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ สหภาพยุโรปได้ประกาศใช้มาตรการ “Global Health Resilience Initiative” เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสุขภาพอนามัยของผู้คนในระยะยาว จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ท่ามกลางกระแสการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ยังคงเรียกร้องทรัพยากรโลกอย่างมหาศาล

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Shah, S. (June 5, 2026). A disease of deforestation: how Ebola is linked to the smartphone in your pocket. https://www.theguardian.com/world/2026/jun/05/ebola-mineral-mining-smartphones-congo

    [2] European Commission. (n.d.). Ebola virus outbreak 2026. https://health.ec.europa.eu/health-security-and-infectious-diseases/crisis-management/ebola-virus-outbreak-2026_en

    [3] World Health Organization. (n.d.). Ebola: The Democratic Republic of the Congo, 2026. https://www.who.int/emergencies/situations/ebola-outbreak—drc-2026

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/ebola-virus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Herp9PkU9jgYWeaUzOiPE