Blog

  • เศรษฐกิจดันใช้พลังงานโต 2.1% รถ EV จดทะเบียนพุ่ง 68%

    เศรษฐกิจดันใช้พลังงานโต 2.1% รถ EV จดทะเบียนพุ่ง 68%


    สนพ. เผยภาพรวมพลังงานไตรมาสแรกขยายตัวสอดรับการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการบิน โดยการใช้ไฟฟ้ารับแรงส่งเทรนด์รถ EV ทะยาน 68% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ.

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 3 เดือนแรก(ม.ค.-มี.ค.)ของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,080 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2.1 โดยเป็นผลมาจากการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น

    การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.1 จากทั้งไฟฟ้านำเข้าและไฟฟ้าพลังน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 จากการผลิตที่ลดลง

    ทั้งนี้การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและกลุ่มบริการ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 9.8 และการส่งออกมูลค่าที่แท้จริงขยายตัวร้อยละ 15.5

    ส่วนภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 9.32 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 9.55 ล้านคน

    สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้  การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 153.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเตา เคโรซีน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ขณะที่การใช้ก๊าซหุงต้ม( LPG) ในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปทรงตัว ด้านการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 185.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 5.0 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 20.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 15.7

    การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ระดับ 33.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 74.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากปริมาณการสัญจรทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 โดยมีการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 ขณะที่การใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ระดับ 6.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9

    สำหรับการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 18.0 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 41 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 รองลงมาเป็นภาคครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ร้อยละ 33 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 มีการใช้ลดลงร้อยละ 1.4 ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 มีการใช้ลดลงร้อยละ 1.6 และการใช้เองซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 1 มีการใช้ลดลงร้อยละ 23.1

    ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,754 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 61 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รองลงมาเป็นการใช้ในโรงแยกก๊าซ การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ตามลำดับ ทั้งนี้ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 การใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 ขณะที่การใช้ NGV ลดลงร้อยละ 14.6 ตามจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง

    ส่วนการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับ 2,740 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 19.0 โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 โดยเป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด

    ด้านสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 51,127 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้ร้อยละ 42.3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในกลุ่มอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 2.2 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 20.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,881 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 55,938 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ตามปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ร้อยละ 60 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน พลังงานหมุนเวียน ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ พลังน้ำ และน้ำมัน ตามลำดับ

    ด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรายสาขาเศรษฐกิจ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 19.3 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ลดลงร้อยละ 8.7 รองลงมาคือภาคการขนส่ง มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 21.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 14.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และภาคอื่น ๆ มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 3.5 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5

    นอกจากนี้ ยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 435,013 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคขนส่งที่ยังคงขยายตัว แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งยังเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง

    “ตัวเลขการใช้พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก ภาคบริการ และการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น  โดยการปล่อย CO₂ โดยรวมยังลดลงเล็กน้อยจากการลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศในระยะต่อไป” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTKO-6ue76PUh8X9cTyQc

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.10 น.


    กลยุทธ์: จับจังหวะซื้อ
    แนวต้าน: $4,060 , 63,600 บาท
    แนวรับ: $3,900 , 62,000 บาท
    .

    ตลาดทองคำเช้าวันนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ ท่ามกลางเหตุการณ์ตอบโต้ทางทหารในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความหวังต่อการยุติความขัดแย้งลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้น สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    .

    อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินเพิ่มเติม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนจะเริ่มฟื้นตัว สะท้อนว่าทางการจีนยังคงมีความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งในระยะยาวอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น

    .

    ในมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำยังมีลักษณะปรับฐานแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ปรากฏสัญญาณการขายตื่นตระหนก ทำให้มีโอกาสเห็นแรงกดลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 3,900 ดอลลาร์ หรือประมาณ 62,000 บาท ก่อนเกิดแรงรีบาวด์รอบใหม่ กลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อบริเวณแนวรับดังกล่าว ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,060 ดอลลาร์ หรือประมาณ 63,600 บาท อาจพิจารณาทยอยลดพอร์ตบางส่วนเพื่อบริหารความเสี่ยง และรอสะสมอีกครั้งในจังหวะที่ได้เปรียบมากขึ้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-1-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zo8i7JIc_ACHQUVidEoy9

  • ถอดรหัสสูตรลับเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนเสถียรภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ถอดรหัสสูตรลับเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนเสถียรภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ถอดรหัสสูตรลับเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนเสถียรภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน


    1/07/2569 | 47 |

    ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นแรงกดดันในหลายภูมิภาค และการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของประเทศมหาอำนาจ “ประเทศไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่ง บทความนี้จะเจาะลึกถึงโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานที่เปรียบเสมือน “สูตรลับ” ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยืนหยัดรับแรงกระแทกได้ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    1. เสถียรภาพมหภาค: เกราะคุ้มกันทางเศรษฐกิจ (Macroeconomic Stability)

    ปัจจัยแรกที่ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ คือกรอบการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคที่มีความระมัดระวังและมีวินัย ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่

    • เสถียรภาพด้านการเงินและค่าเงินบาท: ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วน GDP ซึ่งเป็นเบาะรองรับผลกระทบจากเงินทุนไหลออกได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินแบบกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังช่วยรักษาอำนาจซื้อและป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

    • เสถียรภาพด้านการคลัง: แม้ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กฎหมายกำหนด (ไม่เกินร้อยละ 70) การบริหารจัดการหนี้ที่รัดกุมนี้ช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศในสายตาของสถาบันจัดอันดับสากล

    • ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน: ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) และการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลกมาก ทำให้ระบบการเงินของประเทศสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    2. ชัยภูมิเชิงยุทธศาสตร์: ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน (The Heart of ASEAN)

    ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยได้ยกระดับความได้เปรียบนี้ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ เพื่อตอกย้ำการเป็นประตูสู่ภูมิภาค (Gateway to ASEAN)

    • โครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค: โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ผ่านการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์อย่างไร้รอยต่อ ทั้งท่าเรือน้ำลึก ท่าอากาศยาน และรถไฟความเร็วสูง

    • ฐานการผลิตที่ได้รับอานิสงส์จาก Supply Chain Relocation: จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างมหาอำนาจ ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (China Plus One Strategy) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการส่งออกและการจ้างงานในประเทศ

    3. ขับเคลื่อนสู่การเติบโตที่ยั่งยืน (Driving Sustainable Growth)

    เสถียรภาพเป็นเพียง “รากฐาน” แต่การจะเติบโตต่อไปในอนาคต ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic Transformation) เพื่อตอบรับกับเมกะเทรนด์โลก

    • โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy): ประเทศไทยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภาคการเกษตร มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) พร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    • การเงินสีเขียว (Green Finance) และ ESG: ภาคตลาดทุนของไทยมีความตื่นตัวอย่างมากในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจตามกรอบความยั่งยืน (ESG) มีการออกตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bonds) เพื่อระดมทุนไปสู่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งดึงดูดนักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

    บทสรุป (Conclusion)

    “สูตรลับ” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการสร้างสมดุลระหว่าง “การป้องกัน” และ “การรุก” ในด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งจากเสถียรภาพทางการคลัง การเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง ในอีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังเดินหน้ารุกด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาตำแหน่งศูนย์กลางของอาเซียน พร้อมกับปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบ BCG

    ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เสถียรภาพและความเชื่อมั่นที่ไทยสั่งสมมา จะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามจากประเทศรับจ้างผลิต สู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนในภูมิภาคอย่างแท้จริง

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน (References):

    1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand): รายงานนโยบายการเงินและรายงานเสถียรภาพระบบการเงิน (ข้อมูลด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ, อัตราเงินเฟ้อ และความเข้มแข็งของระบบธนาคารพาณิชย์)

    2. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC): รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยและการคาดการณ์ (ข้อมูลด้าน GDP, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ)

    3. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (PDMO): รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศและกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

    4. ธนาคารโลก (World Bank): รายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ว่าด้วยเรื่องความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/517138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X1SnrkPcxBSOHC8TLvnAx

  • ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของอิสราเอลที่อาจต้องจับตา หลังสงครามกับอิหร่านและอิสบอเลาะห์ยุติชั่วคราว

    ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของอิสราเอลที่อาจต้องจับตา หลังสงครามกับอิหร่านและอิสบอเลาะห์ยุติชั่วคราว

    จากรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller) นาย Matanyahu Englman และข้อมูลจาก ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ที่เผยแพร่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ได้เตือนและรายงานเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ของการค้าและการลงทุนของอิสราเอล 3 ด้าน ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้

    ด้านที่ 1  วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติ (Energy Independence at Risk)

    จากรายงานตรวจสอบภาวะฉุกเฉินและการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (State Comptroller Report) รายงานว่า อิสราเอลกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า (ภายในต้นทศวรรษ 2050 หรืออาจเร็วกว่านั้น 4 ปี) โดยมีสาเหตุหลัก คือ

    การส่งออกที่มากเกินไป ในปีที่ผ่านมา อิสราเอลส่งออกก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศสูงถึง 49% ไปยังอียิปต์และจอร์แดน ทำให้ปริมาณสำรองเพื่อใช้ในประเทศลดลงเร็วกว่ากำหนด

    การเติบโตของอุปสงค์พลังงาน: ความต้องการไฟฟ้าในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากจำนวนประชากรที่โตขึ้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ศูนย์ข้อมูลขั้นสูง (Data Centers) ที่ใช้สำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์

    ขาดคลังจัดเก็บก๊าซบนฝั่ง (No Onshore Storage): อิสราเอลพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งนอกชายฝั่งถึง 70% ในการผลิตไฟฟ้า แต่กลับไม่มีสถานีจัดเก็บก๊าซธรรมชาติบนฝั่งเลย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความเปราะบางสูงมากหากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือถูกโจมตีทางทหาร

    ความเสี่ยงจากการปิดโรงกลั่นน้ำมัน: แผนการปิดโรงกลั่นน้ำมัน Bazan ในอ่าวไฮฟาภายในปี 2572 จะทำให้ประเทศต้องพึ่งพาผู้นำเข้าก๊าซหุงต้ม (LPG) รายใหญ่เพียงรายเดียวถึง 80% ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านความมั่นคง

    ด้านที่ 2  ความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Market Vulnerability)

    จากรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า ตลาดสินเชื่อบ้านของอิสราเอลกำลังส่งสัญญาณอันตรายต่อระบบสถาบันการเงิน โดยมีสัญญานในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

    สัดส่วนหนี้กลุ่มเสี่ยงพุ่งสูง: ตัวเลขสะสมชี้ว่า สัดส่วนของสินเชื่อบ้านที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงสูง” (High-risk Loans) ได้พุ่งทะยานจาก 20% ขึ้นมาอยู่ที่ 31%

    ข้อจำกัดในการจ่ายคืนของภาคครัวเรือน: หนี้ครัวเรือนภาพรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 914,000 ล้านเชเกล ซึ่งภาระหนี้ที่สูงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเบนช์มาร์ก (Prime Rate) ของธนาคารกลางที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับ 4% กำลังทำให้หลายครอบครัวเริ่มหมดความสามารถในการผ่อนชำระรายเดือน

    ความล่าช้าด้านการกำกับดูแล: รายงานวิจารณ์ฝ่ายกำกับดูแลธนาคาร (Banking Supervision Department) ว่า ไม่ได้ปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weightings) ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดปัจจุบัน โดยเกณฑ์หลักไม่ได้ถูกแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวเชิงระบบ (Systemic Failure) คล้ายวิกฤตซับไพรม์ในอดีตได้หากราคาอสังหาริมทรัพย์ผันผวน

    ด้านที่ 3  สถานะงบขาดดุลและหนี้สาธารณะ (Fiscal Deficit & Public Debt)

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุดจาก สถาบันประชาธิปไตยอิสราเอล (IDI)และ Bank of Israel ระบุสถานะทางการคลังที่ตึงตัวอย่างมาก โดยตัวเลขที่จะต้องติดตามดังนี้

    หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจดทะลุเป้า: เดิมก่อนช่วงสงคราม หนี้สาธารณะของอิสราเอลค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ที่ราว 60% ของ GDP แต่ผลจากค่าใช้จ่ายทางทหารและการเยียวยาทำให้หนี้ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 68.5% ในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นไปยืนอยู่ที่ระดับ 70.5% – 71% ของ GDP ณ สิ้นปี พ.ศ. 2569 นี้ 

    การขาดดุลงบประมาณที่สูงกว่าคาด: แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ 4.9% แต่เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้จากภาษีไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ คาดว่ายอดขาดดุลจริงจะขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ราว 5.3% ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลในระดับสูงติดต่อกันเป็นปีที่ 4

    แรงกดดันต่องบประมาณปี 2570: สถาบันการเงินระหว่างประเทศเตือนให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการประเมินรายได้ในแง่ดีเกินไป เพื่อป้องกันการถูกหั่นอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศเพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจสูงขึ้นไปอีก

    แผนการรับมือของธนาคารกลางอิสราเอล

    รัฐบาลอิสราเอลและธนาคารกลาง (Bank of Israel) ได้มีการประกาศแผน แถลงนโยบาย และพิจารณาร่างมาตรการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทั้ง 3 ด้านอย่างเร่งด่วน โดยสามารถประมวลแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้

    1. แผนรับมือวิกฤตพลังงานและความมั่นคงก๊าซธรรมชาติ

    กระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในทะเล:

    1. การทบทวนโควตาการส่งออก (Export Quota Review): เริ่มมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาจำกัดเพดานการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังอียิปต์และจอร์แดนใหม่ เพื่อบังคับให้ผู้รับสัมปทานต้องสำรองก๊าซไว้ใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นในระยะยาว

      1. เร่งสร้างคลังจัดเก็บและโครงข่ายบนฝั่ง: มีการอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนเพื่อพัฒนา สถานีจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บนฝั่ง และสถานีจ่ายก๊าซสำรองในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้การผลิตไฟฟ้าพึ่งพาท่อส่งจากทะเลเพียงอย่างเดียว

      2. การกระจายความเสี่ยงด้วยพลังงานหมุนเวียน: รัฐบาลปรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ให้สูงขึ้น โดยเน้นติดตั้งในพื้นที่ทะเลทรายเนเกฟ (Negev) เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ปัจจุบันสูงถึง 70%

    2. มาตรการควบคุมความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อบ้าน (Mortgages)

    ฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงินของธนาคารกลางอิสราเอล ได้ยกระดับการควบคุมเพื่อป้องกันวิกฤตฟองสบู่และหนี้เสีย (NPLs):

    1. คุมเข้มเกณฑ์การปล่อยกู้ (Macroprudential Measures): ธนาคารกลางอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weighting) สำหรับกลุ่มสินเชื่อบ้านที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูง (High Loan-to-Income) ซึ่งจะบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองเงินทุนหนาขึ้นหากจะปล่อยกู้ให้กลุ่มเสี่ยง

      1. โครงการปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน: มีการร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ขยายระยะเวลามาตรการผ่อนปรน (Grace Period) และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยอนุญาตให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสามารถปรับลดค่างวดชั่วคราว หรือพักชำระเงินต้นได้ยาวขึ้นเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้าง

      2. เร่งปลดล็อกซัพพลายที่อยู่อาศัย: กระทรวงก่อสร้างและที่อยู่อาศัยเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างบ้านราคาประหยัด และเพิ่มการประมูลที่ดินของรัฐเพื่อชะลอการพุ่งสูงขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์

    3. แผนบริหารจัดการงบประมาณและลดหนี้สาธารณะ

    กระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) ร่วมกับรัฐสภา (Knesset) กำลังเตรียมกรอบงบประมาณปี 2570 เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับเครดิตโลก ดังนี้

    1. การปฏิรูปภาษีและเพิ่มรายได้รัฐ: รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 17% เป็น 18% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อดึงรายได้เข้าคลัง รวมถึงการตัดลดข้อยกเว้นทางภาษีในบางเซกเตอร์ที่ไม่จำเป็น

      1. การหั่นงบประมาณรายจ่ายที่ไม่เร่งด่วน (Austerity Measures): กระทรวงการคลังเสนอแผนตัดลดงบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ (ยกเว้นงบกลาโหมและความมั่นคง) โดยเน้นไปที่การชะลอโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และการยุบรวมหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน

      2. การออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Diaspora Bonds): เน้นการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรอิสราเอล (Israel Bonds) ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันและชุมชนชาวยิวในสหรัฐฯ และยุโรป เพื่อกระจายแหล่งกู้เงินและล็อคอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ป้องกันความผันผวนของต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มีมุมมองและข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทย เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของอิสราเอล ดังนี้

    1. วิกฤตพลังงานและการผลิตไฟฟ้า

    ความเปราะบางของระบบไฟฟ้าอิสราเอลที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% และขาดคลังจัดเก็บบนฝั่ง อาจส่งผลให้เกิด ภาวะไฟฟ้าดับหรือค่าไฟผันผวนเฉียบพลัน หากเกิดการยกระดับทางทหาร รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ของรัฐบาล

    คำแนะนำ

    กลุ่มสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป: ควรตรวจสอบกับผู้นำเข้าอิสราเอลเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และการจัดเก็บสินค้า (Cold Chain Logistics) ว่ามีระบบไฟสำรองที่มั่นคงเพียงพอหรือไม่ เพื่อป้องกันสินค้าเน่าเสียระหว่างการขนส่งหรือกักกันศุลกากร

    โอกาสส่งออกสินค้าไทย: ถือเป็นโอกาสทองของไทยในการผลักดันสินค้ากลุ่ม อุปกรณ์ประหยัดพลังงานแผงโซลาร์เซลล์, และระบบสำรองไฟ (UPS/Energy Storage) เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคครัวเรือนในอิสราเอลมีความต้องการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานสูงขึ้นมาก

    2. ความเสี่ยงตลาดสินเชื่อบ้านและกำลังซื้อภาคครัวเรือน

    หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่กดดัน ทำให้ประชาชนอิสราเอลชนชั้นกลางลงไปมี กำลังซื้อที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมการบริโภคจะเปลี่ยนไปสู่ความคุ้มค่า (Value for Money) และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    คำแนะนำ

    การปรับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product Positioning):สินค้าไทยที่ส่งออกมายังอิสราเอล (เช่น อาหารกระป๋องของใช้ในบ้านผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล) ควรเน้นจับตลาดกลุ่ม “ราคาคุ้มค่า” (Affordable Quality) หรือสินค้าที่ทดแทนสินค้าราคาแพงจากยุโรปได้

    หลีกเลี่ยงสินค้าฟุ่มเฟือยระดับกลาง: สินค้าที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือมีราคาสูงเกินไปอาจมียอดขายชะลอตัว ควรชะลอการขยายตลาดกลุ่มนี้ชั่วคราว

    เพิ่มความระมัดระวังด้านการชำระเงินค่าสินค้า: จากภาวะตึงตัวทางการเงินของผู้นำเข้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ควรพิจารณาเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม เช่น การใช้ Letter of Credit (L/C) หรือการเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้

    3. มาตรการรัดเข็มขัดและการขึ้นภาษี VAT ของรัฐบาล

    แผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 18% และการตัดลดงบประมาณของภาครัฐเพื่อควบคุมหนี้สาธารณะ จะส่งผลให้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในอิสราเอลปรับตัวสูงขึ้นทั้งกระดาน และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจะเข้มงวดขึ้น

    คำแนะนำ

    คำนวณต้นทุนการนำเข้าสินค้าแฝงใหม่: ผู้นำเข้าอิสราเอลจะมีภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจขอลดราคาส่งออกจากฝั่งไทย นักธุรกิจไทยจึงต้องบริหารต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งให้มีประสิทธิภาพเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน

    เจาะกลุ่มสินค้าวัตถุดิบ (Raw Materials):แทนที่จะส่งออกสินค้าสำเร็จรูป ควรเน้นการส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (เช่น ส่วนผสมอาหารชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) ให้แก่โรงงานในอิสราเอล เพื่อช่วยเขาลดต้นทุนการผลิตในประเทศ

    ติดตามนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด: รัฐบาลอิสราเอลอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีนำเข้า หรือโควตาสินค้าเกษตรบางรายการเพื่อควบคุมค่าครองชีพในประเทศ ซึ่งอาจเป็นทั้งอุปสรรคหรือโอกาสใหม่ของไทย

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

    ที่มา : 

    1. รายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller) เกี่ยวกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของอิสราเอล – มิ.ย. 69

    https://library.mevaker.gov.il/sites/DigitalLibrary/Documents/2026/Infrastructure/2026-Infrastructure-001-EN.pdf    

    1. ข้อมูลสถิติเศรษฐกิจของ ธนาคารกลางอิสราเอล 

    https://www.boi.org.il/en 

    1. รายงานข่าวของ นสพ. เกี่ยวกับคำเตือนของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller)

    https://en.globes.co.il/en/article-comptroller-warns-israels-mortgage-market-at-high-risk-1001546905 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yvioiglvciiu1v8tij4obaad&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CNf7Ozf-OJvze-EkYxbBF

  • BIS เตือน ‘ระเบิด 3 ลูก’ รอถล่มเศรษฐกิจโลก

    BIS เตือน ‘ระเบิด 3 ลูก’ รอถล่มเศรษฐกิจโลก

    ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังเป็นอะไรที่ต้องจับตาดูใกล้ชิดต่อเนื่อง ล่าสุดธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กรกลางของธนาคารกลางทั่วโลกได้ออกรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 เตือนถึง “ความเสี่ยงใหญ่ 3 ลูก” ที่มีความซับซ้อนและทับซ้อนกัน

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สาธารณะที่พุ่งทำนิวไฮต่อเนื่อง ฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวในวงการ AI และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมสงบ ทั้งหมดนี้กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนักหน่วง
        “หนี้สาธารณะ” คือความเสี่ยงลูกแรกที่ BIS ใช้คำว่า  “Sovereign-Financial Stability Nexus” หรือความเชื่อมโยงรูปแบบใหม่ระหว่างหนี้รัฐบาลกับเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งฟังดูเป็นศัพท์วิชาการ แต่ความหมายที่แท้จริงคือ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกองทุน Hedge Fund ที่ใช้ Leverage สูง ทำให้ แฟรงก์ สเมตส์ รักษาการหัวหน้าฝ่ายการเงินของ BIS เตือนว่า มูลค่าพันธบัตรอาจ “ลดลงอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น” โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า …เรื่องนี้จะกลายเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลอย่างมาก ถ้าพันธบัตรรัฐบาลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

        ความเสี่ยงลูกที่สอง คือ “ฟองสบู่ AI” ซึ่ง BIS ส่งสัญญาณเตือนไว้อย่างน่ากังวล โดยชี้ให้เห็นว่าการระดมทุนในอุตสาหกรรม AI กำลังเข้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า “งูกินหาง” กล่าวคือบริษัทชิปและผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เข้าไปถือหุ้นในแล็บ AI เพื่อให้แล็บเหล่านั้นกลับมาซื้อบริการของตนเอง วนซ้ำไปเรื่อยๆ โครงสร้างแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับฟองสบู่ดอตคอมปี 2000 ที่สุดท้ายก็แตก …BIS เตือนว่าหากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง บวกกับปัญหาคอขวดในซัพพลายเชน อาจนำไปสู่ “ภาวะลงทุนเกินตัว” ที่จะซ้ำรอยวงจร “ฟองสบู่แตก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        ส่วนความเสี่ยงลูกสุดท้ายคือ “เงินเฟ้อ” ที่ดูเหมือนจะสงบลง แต่ยังไม่ตายจริง BIS เตือนว่า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นซ้ำซาก กำลังปลูกฝังความคาดหวังเงินเฟ้อสูงให้ฝังรากลึกในครัวเรือนและธุรกิจ โดยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแผ่กระจายไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ราคาพลาสติกพุ่งขึ้น 30% และปุ๋ยเคมีพุ่งขึ้นถึง 50% ซึ่งจะกระทบราคาอาหารในลำดับถัดไป …แม้ข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็น “ข่าวดี” แต่ BIS ยืนยันว่าตลาดน้ำมันยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
        เราเห็นว่า คำเตือนของ BIS ครั้งนี้มีน้ำหนัก ที่สำคัญยังดู “เร่งด่วน” เป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่การชี้จุดเสี่ยงทั่วไป แต่เป็นการบอกว่านโยบายการเงิน การคลัง และการกำกับดูแล จะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ดึงกันคนละทาง สำหรับไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว ความเสี่ยง 3 ด้านนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว คำถามคือ ผู้กำหนดนโยบายบ้านเราได้ยินเสียงเตือนจาก BIS หรือยัง เพราะถ้าลูกใดลูกหนึ่งระเบิดขึ้นมา แรงกระแทกส่งตรงถึงเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1240911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SOTCbsK6c1Z-j3rYK60i4

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 98+ และไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส 5 บาท

    ส่วนบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 1 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 47.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 33.05 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/662716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zaodv8qX6a_49-iVz-Yf_

  • สสจ.สุรินทร์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่มาตรฐาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชน

    สสจ.สุรินทร์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่มาตรฐาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชน

    สสจ.สุรินทร์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่มาตรฐาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชน


    30/06/2569 | 19 |

         วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมกันเกรา ชั้น 1 อาคารกันเกรา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ (แห่งเก่า) นางนพรัตน์ ตรงศูนย์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ได้มาตรฐานและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาสังคมจังหวัดสุรินทร์เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดสุรินทร์ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น
         สำหรับวาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการชี้แจงเป้าหมายและทิศทางแผนการดำเนินงานประจำปี 2569 การคัดเลือกและชี้แจงกลุ่มเป้าหมายที่จะนำมาพัฒนาในปีนี้ นอกจากนี้ยังได้มีการแจ้งถึงความสำเร็จของผลิตภัณฑ์กลุ่มเป้าหมายเดิม ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพจนสามารถผ่านการรับรองและได้รับมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าชุมชนให้เป็นที่ยอมรับและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
         ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครบวงจรและยั่งยืน ที่ประชุมฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาหารือถึงแนวทางการต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการ “ส่งเสริมด้านการตลาด” ให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านมาตรฐานแล้ว โดยมุ่งหวังที่จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสุรินทร์ต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/517873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UGA2oCKl7lcegM8qOJZJi

  • เงินเฟ้อยูโรโซนชะลอตัว 3 ชาติใหญ่ ECB ลุ้นคงดอกเบี้ยประชุม 23 ก.ค.

    เงินเฟ้อยูโรโซนชะลอตัว 3 ชาติใหญ่ ECB ลุ้นคงดอกเบี้ยประชุม 23 ก.ค.

    เงินเฟ้อ 3 เศรษฐกิจใหญ่ยูโรโซนชะลอตัวพร้อมกัน ECB เตรียมตัดสินใจดอกเบี้ย 23 ก.ค.

    อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งเป็นสามเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มยูโรโซน ต่างพร้อมใจปรับตัวลดลงในเดือนมิถุนายน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร สะท้อนแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เริ่มบรรเทาลง และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมวันที่ 23 กรกฎาคมนี้

    ตัวเลขเงินเฟ้อรายประเทศ

    สำนักงานสถิติกลางเยอรมนี Destatis รายงานอัตราเงินเฟ้อรายปีเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.3% ลดลงจาก 2.6% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานตัวเลขที่ 1.8% จากเดิม 2.4% โดยสำนักงานสถิติ Insee ระบุว่าราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นปัจจัยหลัก ด้านอิตาลีเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับ 3% จาก 3.2%

    ผลพวงจากสงครามและมาตรการรัฐบาล

    ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านสร้างแรงกระแทกต่อราคาพลังงานในยุโรป แต่หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นยุติการสู้รบ ราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลง ในกรณีเยอรมนี หัวหน้า Destatis รุท บรันด์ ระบุว่ามาตรการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ช่วยกดดันระดับราคาให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ECB ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย แต่บางเสียงยังเป็นห่วง

    ประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด แถลงต่อสมาชิกรัฐสภายุโรปในกรุงบรัสเซลส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการ “เข้มข้น” ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างถึงราคาพลังงานที่ลดลงและการไม่ปรากฏ “ผลกระทบรอบที่สอง” เช่น การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม โยอาคิม นาเกล ผู้ว่าการธนาคารกลางเยอรมนีและสมาชิก Governing Council ของ ECB ให้สัมภาษณ์ CNBC ว่ายังเห็นความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจทะลุเป้า 2% ของ ECB ต่อเนื่องอีกระยะ พร้อมเตือนว่าผลกระทบจากราคาพลังงานยังไม่หมดไปจากระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อรวมของยูโรโซนในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 3.2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/eurozone-inflation-slows-ecb-rate-decision-july-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R148ivCs982Y4nSXJp0JY

  • ม็อบแลนด์บริดจ์ เข้าหารือ”พิพัฒน์” | ทันข่าวเย็น | 30 มิ.ย. 69

    ม็อบแลนด์บริดจ์ เข้าหารือ”พิพัฒน์” | ทันข่าวเย็น | 30 มิ.ย. 69

    ม็อบแลนด์บริดจ์ เข้าหารือ”พิพัฒน์” | ทันข่าวเย็น | 30 มิ.ย. 69

    ตัวแทนกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) 12 คน เข้าร่วมประชุมหารือกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม 
    .
    เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และระงับการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ทันที  ย้ำรัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้าน ก่อนจะเดินหน้าโครงการใด ๆ ในอนาคต

    รายการล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eWBjHYPpi1F5jikXLRogR

  • สภาพัฒน์ กางแผนดึงเงินรัฐวิสาหกิจ-งบกลางฯ เสริมทัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้งบลงทุนหด : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ กางแผนดึงเงินรัฐวิสาหกิจ-งบกลางฯ เสริมทัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้งบลงทุนหด : อินโฟเควสท์

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและแผนการเงินภาครัฐในปี 2570 ว่า การจัดทำงบประมาณในปี 2570 มีข้อจำกัดเนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในงบประมาณประจำ และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และชำระหนี้คงค้าง แต่อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบลงทุนยังคงเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่าย แม้ภาพรวมงบลงทุนในตัวงบประมาณจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยสนับสนุน

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางไว้รองรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เช่น การบริหารจัดการภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงการเตรียมงบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากมีการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่เข้าลักษณะการลงทุน ก็จะช่วยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นได้ในภายหลังได้เช่นกัน

    นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสำคัญกับงบประมาณบูรณาการเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

    “การจัดทำงบประมาณในปีนี้แม้ว่าการจัดสรรงบลงทุนในสัดส่วนของงบประมาณจะลดลง แต่ยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายงบประมาณที่กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20% ของสัดส่วนงบประมาณรวม ทั้งนี้การลงทุนโดยรวม รัฐบาลสามารถเร่งรัดการลงทุนโดยเร่งให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆตามแผนที่มีเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รวมทั้งงบกลางฯที่มีการตั้งไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็น สามารถทำโครงการในลักษณะการสนับสนุนการลงทุนได้ ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีเม็ดเงินที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามแผนที่วางไว้” นายดนุชา กล่าว

    นายดนุชา กล่าวถึงเป้าหมายการลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ต่อจีดีพี ภายในปี 2572 ว่า เป้าหมายดังกล่าวอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ดีจากการลงทุนของภาคเอกชนและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการทางการเงินและการลดการขาดดุลทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจีดีพีขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การลงทุนของภาคเอกชนเป็นตัวนำ

    เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรวมว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะสวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมีสัดส่วนที่สูงมากและขยายตัวต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบและไปเบียดบังพื้นที่ของงบลงทุน ดังนั้นในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เช่น ระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณส่วนนี้ลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น

    ทั้งนี้ ในการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในระดับพื้นที่ที่ในปีงบประมาณนี้ลดลงเหลือประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากเดิมประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท นายดนุชา ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจังหวัด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างอาชีพและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง (Function) โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13mVY4hgoL9Ew1AYzC0LpY