Blog

  • รวยไม่ไหวแล้ว! นักร้องดังระดับเอเชีย ทุ่มเงินพันล้านซื้อคฤหาสน์หรู แล้วสั่งทุบทิ้งทั้งหลัง

    รวยไม่ไหวแล้ว! นักร้องดังระดับเอเชีย ทุ่มเงินพันล้านซื้อคฤหาสน์หรู แล้วสั่งทุบทิ้งทั้งหลัง

    รวยไม่ไหวแล้ว! นักร้องดังระดับเอเชีย ทุ่มเงินพันล้านซื้อคฤหาสน์หรูในย่านมหาเศรษฐี แล้วสั่งทุบทิ้งทั้งหลัง

    สร้างความฮือฮาในวงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง สำหรับ เจย์ โจว (Jay Chou) หรือ โจว เจี๋ยหลุน ราชาเพลงป๊อปแห่งเอเชีย ที่ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าตัวทุ่มเงินเกือบ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) ซื้อคฤหาสน์หรูระดับท็อปในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อรองรับอนาคตด้านการศึกษาของลูกทั้ง 3 คน

    สื่อไต้หวันรายงานว่า ก่อนหน้านี้เขาจะมีอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทองของไต้หวันอย่างย่านซิ่นอี้และถนนเหรินอ้าย รวมมูลค่ากว่า 1,800 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน แต่ดีลล่าสุดยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์มหาเศรษฐีที่ไม่มีขีดจำกัด

    คฤหาสน์บน “ถนนสายอำนาจ” ใจกลางย่านเศรษฐี

    คฤหาสน์ดังกล่าวตั้งอยู่บนถนน St Georges Road ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ถนนสายอำนาจ” ของย่าน Toorak แหล่งรวมมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมลเบิร์น

    ที่ดินมีขนาดใหญ่ถึง 1,062 ตารางวา และถือเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ของพื้นที่ แต่สิ่งที่ทำให้คนท้องถิ่นและสื่อออสเตรเลียต้องตกตะลึง คือการที่เจย์ โจว ไม่ได้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่มีแผนจะ “รื้อทิ้งทั้งหลัง” เพื่อสร้างคฤหาสน์ใหม่ตามสไตล์ของตัวเอง

    เปิดพอร์ตอสังหาฯ ระดับพันล้าน

    หากย้อนดูทรัพย์สินของเจย์ โจว จะพบว่าเขาเป็นหนึ่งในคนบันเทิงที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ระดับสูงจำนวนมาก เช่น

    • Mandarin Villa (2 ยูนิต): 450 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 470 ล้านบาท)
    • Peace Palace (He Ping Da Yuan): 670 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 700 ล้านบาท)
    • One Park Taipei: 350 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 365 ล้านบาท)

    และล่าสุดคือคฤหาสน์ในเมลเบิร์น ซึ่งตั้งอยู่ในย่านโรงเรียนเอกชนระดับพรีเมียมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของออสเตรเลีย

    ส่องความหรูคฤหาสน์ 100 ปี ก่อนถูกทุบทิ้ง

    ข้อมูลจากเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ระบุว่า คฤหาสน์หลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1920 ในสไตล์ Mediterranean Revival ที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์

    • 7 ห้องนอน และ 9 ห้องน้ำ
    • โถงรับรองขนาดใหญ่ พร้อมเตาผิงหินอ่อน
    • ห้องนอนหลักพร้อมห้องน้ำสไตล์ปารีส
    • สระว่ายน้ำสไตล์ฮอลลีวูดสุดหรู

    อย่างไรก็ตาม ความหรูหราทั้งหมดนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนใหม่ เมื่อเจ้าของคนใหม่เตรียมสร้างคฤหาสน์ในฝันขึ้นแทนที่

    การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่งคั่งของ “เจย์ โจว” แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการวางแผนชีวิตครอบครัวในระยะยาว ทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาในระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885918/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I548uSviUCENh8zTQkwAy

  • ผลสำรวจชี้ชาวแคนาดาส่วนใหญ่หนุนรัฐแบนหรือคุม ‘การตั้งราคาระบบอัลกอริทึม’

    ผลสำรวจชี้ชาวแคนาดาส่วนใหญ่หนุนรัฐแบนหรือคุม ‘การตั้งราคาระบบอัลกอริทึม’

    การตั้งราคาแบบอัลกอริทึม หมายถึง การกำหนดราคาสินค้าและบริการโดยใช้ระบบอัตโนมัติที่อาศัยอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ความต้องการของผู้บริโภค สภาวะตลาด ระดับอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงปัจจัยด้านตำแหน่งที่ตั้งของลูกค้า เพื่อปรับเปลี่ยนราคาแบบไดนามิกให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งปรับราคาตั๋วโดยสารของสายการบินและค่าห้องพักอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงของตลาด

    อย่างไรก็ดี การกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Pricing) ในแคนาดากำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านความยุติธรรมและความโปร่งใส จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวแคนาดาส่วนใหญ่สนับสนุนให้ภาครัฐออกมาตรการห้ามหรือควบคุม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการกำหนดราคา เนื่องจากกังวลว่า แนวทางดังกล่าวอาจนำไปสู่การที่ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเดียวกันในราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น พฤติกรรมการซื้อหรือข้อมูลส่วนบุคคล

    จากผลสำรวจออนไลน์ของ Abacus Data ซึ่งสอบถามความคิดเห็นของชาวแคนาดาจำนวน 1,931 คนเกี่ยวกับการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริึทึม พบว่า ร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าควร “ห้าม” การใช้อัลกอริทึมในการกำหนดราคา ขณะที่อีกร้อยละ 31 เห็นว่าสามารถอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึมในแคนาดามีแนวโน้มขยายไปยังภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น ภาคค้าปลีกและตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าที่จำเป็น อาทิ ผ้าอ้อม ผ่านช่องทางออนไลน์ในระดับที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ระบบสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ได้

    ด้านนาย David Coletto ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Abacus Data ระบุว่า แม้ชาวแคนาดาจำนวนมากอาจยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Pricing) แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ล้วนเคยเผชิญผลกระทบจากระบบดังกล่าวมาแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งนี้ สาเหตุที่ผู้บริโภคในแคนาดามีความอ่อนไหวต่อประเด็นนี้อย่างมาก มาจากหลักความยุติธรรมพื้นฐานที่ยึดถือว่า สินค้าหรือบริการเดียวกันควรมีราคาเท่าเทียมกันสำหรับผู้บริโภคทุกคน

    จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้มุขมนตรีประจำรัฐ Manitoba แคนาดาได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยประกาศมาตรการห้ามผู้ค้าปลีกนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคมาใช้ในการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทั้งในร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในขณะเดียวกัน นาย David Coletto ให้ความเห็นว่า หากบางรัฐเริ่มมีการนำร่องแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม ก็อาจสะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการกำกับดูแลการใช้ระบบการตั้งราคาในอนาคตได้

    อย่างไรก็ดี ปีที่ผ่านมา หน่วยงาน Competition Bureau แคนาดา ซึ่งดูแลกำกับให้การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมและโปร่งใส ยังได้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับการกำหนดราคาตลาดค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในแคนาดาโดยใช้อัลกอริทึม ซึ่งแม้จะมีการระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า การใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ต่อการเสอนราคาค่าเช่าจะเข้าข่ายพฤติกรรมที่ลดการแข่งขันทางการตลาด แต่ก็ยังคงมีความกังวลต่อประเด็นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ความเห็น สคต. การตั้งราคาแบบอัลกอริทึมสะท้อนได้ว่า กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะแคนาดา ซึ่งแม้ว่าระบบ AI และอัลกอริทึมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตลาด เช่น ปรับราคาตามอุปสงค์แบบเรียลไทม์ แต่ในอีกด้านก็สร้างคำถามสำคัญเรื่องความเป็นธรรม และความโปร่งใส ในเชิงมุมมองของผู้บริโภคกังวลว่า ระบบนี้อาจนำไปสู่การตั้งราคาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคล ขณะที่ภาคธุรกิจมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร ดังนั้น ความท้าทายสำคัญในอนาคตคือการหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำโดยไม่ตั้งใจ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sjqi4qqswc86mepuxjns0md3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ewKPZhFguyqFlbnpbcRzi

  • กยศ. เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนฟ้องคดี

    กยศ. เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนฟ้องคดี

    “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระหนี้ เร่งชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดี

    เฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โพสต์ข้อความเรื่อง “กยศ. เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ เร่งชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดี” โดยระบุข้อความว่า 

    ขณะนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ กยศ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ที่หน้าเว็บไซต์ กยศ. ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์แล้ว กยศ. จะงดการฟ้องคดีทันที

    กยศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมีการค้างชำระหนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี (งวดรายปี) ซึ่งจะถูกดำเนินคดีภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 จำนวนประมาณ 100,000 ราย ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินไม่ประสงค์ที่จะถูกดำเนินคดีต่อศาลก็ขอให้ติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อ กยศ. โดยเร็ว หรือหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ผู้กู้ยืมเงินก็สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID 

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว มีผลให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถกลับมาชำระหนี้ได้และทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จะทำให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา 
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี 
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ กยศ. ขอเน้นย้ำว่า หากผู้กู้ยืมเงินรายใดไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ขอให้เร่งชำระหนี้หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. โดยเร่งด่วน.

    ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2929105&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06PsCLWTageDk9vxVZTHou

  • เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ

    ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป 

    นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง 

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม

    ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

    รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย

    การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน 

    ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space

    โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง 

    ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว 

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและคุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 

    เศรษฐกิจโลกชะลอ นโยบายการเงินการคลังทั่วโลกถูกจำกัด

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น

    นโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J2bCjHMzDOvyC4IKE6tLt

  • คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา International Public Procurement Conference 2026 ว่า กรมบัญชีกลาง ถือเป็นหน่วยงานแนวหน้าและถือเป็นต้นแบบด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใภูมิห้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการจัดซื้อทั่วไป

    แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหลายประเทศมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น 10-20% ของ GDP จึงสามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับไทย รัฐบาลตั้งเป้าใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้มีแต้มต่อมากขึ้น ผ่านนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ดิจิทัล นวัตกรรม และ Green โดยด้านดิจิทัล จะต่อยอดระบบการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement) หรือ e-GP ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญ ด้วยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ากับระบบธนาคาร เพื่อให้ SME ที่เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ใช้ข้อมูลการค้ากับภาครัฐเป็นฐานในการเพิ่มโอกาสทางการเงิน สร้างระบบนิเวศใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ดีขึ้น

    ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบด้านพลังงาน และตอบโจทย์โลกที่เผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น / ขณะที่ ด้านนวัตกรรม รัฐบาลมีเป้าหมายใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นช่องทางสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐมากขึ้น

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ของกรมบัญชีกลางให้เป็นสาธารณะมากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างไทยสู่ระดับสากล โดยมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย โดยเน้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าการผลักดันระบบจัดเกรดผู้รับเหมา ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด โดยเชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมา เพิ่มความรับผิดชอบ และสร้างระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-eB7sQw_Otg-lxGVYwH7s

  • นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นครเซี่ยงไฮ้ประกาศเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัว “New Quality Elements” ปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และทรัพยากร จำนวน 31 รายการ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ภายในงานประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลก ณ เซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569

    มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนา “New Quality Productive Forces” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมอนาคต ของจีน มุ่งยกระดับเศรษฐกิจจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจในรูปแบบนวัตกรรม โดยองค์ประกอบทั้ง 31 รายการ ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการสาธารณะ 11 แห่ง แพลตฟอร์มทดลองระดับมืออาชีพ 10 แห่ง และสถานการณ์การใช้งานต้นแบบ 10 ด้าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

    ในด้านหุ่นยนต์ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มสำหรับทดลองชิ้นส่วนหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของประสิทธิภาพชิ้นส่วนสำคัญ โดยมุ่งเน้นชิ้นส่วนหลัก เช่น โมดูลข้อต่อและระบบ Gear Reducer พร้อมสร้างสายการผลิตทดลองขนาดเล็กและให้บริการทดสอบความแม่นยำของชิ้นส่วนหุ่นยนต์มากกว่า 70 รายการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบสำหรับหุ่นยนต์หรือ AI ที่ใช้ทั้งสภาพแวดล้อมจริงและสภาพแวดล้อมจำลองแห่งแรกของประเทศ สำหรับการพัฒนา “หุ่นยนต์มนุษย์” โดยให้บริการรวบรวมข้อมูลและการทดสอบทางเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันมีหุ่นยนต์หลายประเภทจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยเครื่องเข้าร่วมการฝึกนี้แล้ว

    ในด้านข้อมูลและโมเดล AI ขนาดใหญ่ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นสาขาสำคัญ เช่น การผลิตอุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied Intelligence) ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากกว่า 10,000 เทราไบต์ และสร้างเครือข่ายนักพัฒนากว่า 100,000 คนจากทั่วโลกที่สามารถเข้ามาใช้งาน ร่วมพัฒนา และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน

    ผู้บริหารจากบริษัท AI ชั้นนำของจีนระบุว่า การดำเนินงานในรูปแบบ Open Source ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการใช้งาน และพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานและทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจระดับโลก

    ทั้งนี้ ในปี 2025 นครเซี่ยงไฮ้มีมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นภายในเมือง (GDP: Gross Domestic Product) สูงถึง 5.67 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 28.35 ล้านล้านบาทไทย ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจของเมืองติดเป็นอันดับ 5 ของโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ดึงดูดบริษัทต่างชาติมาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัท Zeiss ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเยอรมนี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลนส์และระบบออปติกขั้นสูง ได้เริ่มก่อสร้างสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค Greater China เพื่อดูแลธุรกิจในภูมิภาคจีนทั้งหมด ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในประเทศจีน การเปิดตัวปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม แพลตฟอร์มทดลอง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเซี่ยงไฮ้ในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร และยกระดับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลกในอนาคต

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

               การดำเนินนโยบายของนครเซี่ยงไฮ้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรมอย่างครบวงจร โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสร้างศูนย์ทดสอบและทดลองมาตรฐานรวมถึงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถก้าวสู่ระบบนวัตกรรมที่มีคุณภาพได้ในระดับโลก

    นอกจากนี้ การที่เซี่ยงไฮ้สามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน นโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ต่อไปในอนาคต

    _________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    เมษายน 2569

    แหล่งที่มา

    https://www.chinanews.com.cn/cj/2026/03-14/10586759.shtml 

    https://www.51ldb.com/shsldb/cj/content/019cebda8be2c0010000dd82f3b39891.html 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tgt5cnodl44xxmmjspovd02s&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g18o3oR1YBmxXZeQjVk9b

  • นายกฯ ญี่ปุ่นค้านประหยัดพลังงาน ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัก : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ญี่ปุ่นค้านประหยัดพลังงาน ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัก : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการออกมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนจำกัดการใช้พลังงาน แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านอุปทานน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเธอระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ควรที่จะต้องหยุดชะงัก

    ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านอุปทานพลังงาน หลังจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียที่ขาดแคลนทรัพยากรต่างออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิง

    “ดิฉันไม่เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสังคมควรจะต้องหยุดชะงัก ณ จุดนี้” นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (27 เม.ย.) เพื่อตอบข้อซักถามจากสส.ฝ่ายค้านเกี่ยวกับความจำเป็นในการดำเนินมาตรการฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

    นายกฯ ญี่ปุ่นกล่าวเสริมว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ท่าทีของผู้นำญี่ปุ่นแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน อาทิ เกาหลีใต้ ซึ่งขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน ขณะที่มาเลเซียส่งเสริมนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง

    สำหรับมาตรการทางการเงิน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หลังจากที่รัฐสภาเพิ่งผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2569 วงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 122.31 ล้านล้านเยน (ประมาณ 7.68 แสนล้านดอลลาร์) เมื่อต้นเดือนเมษายน โดยรัฐบาลสามารถดึงงบประมาณสำรองมาใช้จ่ายได้ทันทีหากมีความจำเป็นในการตอบสนองสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นอย่างยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oCRNeVC7U2Uj-_GbBFUDC

  • ที่เที่ยวใกล้กันและระหว่างทาง ep.2 จอมบึง ราชบุรี

    ที่เที่ยวใกล้กันและระหว่างทาง ep.2 จอมบึง ราชบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/V5bNaZqyg4d5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JzRNMqIajXJFBPITWT5Rz

  • รีวิวที่เที่ยวต่างประเทศ ชิงเต่า-เยี่ยนไถ-เว่ยไห่ ฟีลยุโรป

    รีวิวที่เที่ยวต่างประเทศ ชิงเต่า-เยี่ยนไถ-เว่ยไห่ ฟีลยุโรป

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/KqWMG6w9wngb&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xa6jum3LD-tfQ3SOm_5Re

  • ระยองเตรียมจัดใหญ่  “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอย@บ้านเพ” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ระยองเตรียมจัดใหญ่ “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอย@บ้านเพ” กระตุ้นท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143931&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ttNBGYNsKWPlTrtbKJSa3