Blog

  • ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เขย่าห้องเรียนโลก ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม

    ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เขย่าห้องเรียนโลก ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม

    กระแสการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในหมู่นักเรียนทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พลิกโฉมวิธีทำการบ้าน ค้นคว้าข้อมูล และจัดการภาระการเรียนในยุคดิจิทัล

    ข้อมูลล่าสุดจาก Adobe Digital Insights (ก.ย. 2025) สะท้อนภาพชัดว่า “อัตราการใช้งาน AI เพื่อการเรียน” แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ โดย บราซิล (11.6%) และอินเดีย (11.5%) ขึ้นแท่นผู้นำโลก ตามมาติดๆ ด้วยอิตาลี (11.1%) แคนาดา (10.6%) และสหรัฐ (9.9%)

    ปัจจัยสำคัญของอินเดียอยู่ที่ “โครงสร้างประชากร” ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี ทำให้คนรุ่นใหม่เปิดรับเทคโนโลยีได้เร็ว นักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็น “ผู้ช่วยการเรียน” ตั้งแต่การทำการบ้านไปจนถึงการทบทวนบทเรียน สร้างความได้เปรียบเชิงทักษะในระยะยาว

    ประเทศพัฒนาแล้ว “ใช้ช้ากว่า” สะท้อนช่องว่างดิจิทัล

    อีกด้านหนึ่ง ประเทศพัฒนาแล้วกลับมีอัตราการใช้งานต่ำกว่าคาด โดยสหราชอาณาจักร (4.6%) และญี่ปุ่น (5.6%) อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ขณะที่ฝรั่งเศส (7.4%) และเยอรมนี (8.8%) ยังตามหลังกลุ่มผู้นำ

    ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมผู้ใช้ แต่ชี้ไปถึง “ความพร้อมเชิงระบบ” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการศึกษา ความเข้มงวดด้านจริยธรรม หรือทัศนคติต่อ AI กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลในอนาคต

    จาก “ใช้ AI” สู่ “ใช้ให้เป็น”

    เมื่อการเข้าถึง AI ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ความท้าทายใหม่จึงอยู่ที่ “การใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง”

    เครื่องมือ AI สำหรับการเรียนเริ่มพัฒนาไปไกลกว่าแค่ช่วยค้นหาคำตอบ เช่น การแปลงโน้ตเรียนเป็นแฟลชการ์ด แบบทดสอบ หรือสรุปบทเรียนแบบเสียง ซึ่งช่วยเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายให้กลายเป็นระบบการเรียนรู้ที่มีโครงสร้าง

    ในสมรภูมินี้ นักเรียนในประเทศที่มีอัตราการใช้งานสูงอย่างอินเดียและบราซิล อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปลี่ยน “ความคุ้นเคย” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบเชิงวิชาการ”

    เมื่อ “ความฉลาด” ห่างแค่ไม่กี่แต้ม

    ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนห้องเรียน อีกด้านหนึ่ง “สนามแข่งขันของโมเดล AI” ก็ทวีความเข้มข้นไม่แพ้กัน ข้อมูล ณ เดือน เม.ย. จาก TrackingAI ซึ่งใช้แบบทดสอบ Mensa Norway เป็นเกณฑ์วัดความสามารถด้านการคิดเชิงนามธรรม พบว่า โมเดลระดับแนวหน้าหลายตัวมีคะแนนไล่เลี่ยกันอย่างมาก

    ยกตัวอย่าง Grok-4.20 Expert Mode และ OpenAI GPT 5.4 Pro (Vision) ครองอันดับ 1 ร่วมที่ 145 คะแนน Gemini 3.1 Pro Preview ตามมาติดๆ ที่ 141 คะแนน

    ภาพรวมสะท้อนว่า “ช่องว่างโมเดลเอไอชั้นนำ” กำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว โดยคะแนนสูงสุดเพิ่มจาก 135 ในปี 2025 เป็น 145 ในปี 2026 แม้ผลทดสอบดังกล่าวจะช่วยให้เห็นพัฒนาการของ AI อย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การวัดแบบ IQ เป็นเพียง “มิติเดียว” ของความสามารถ

    เนื่องจากแบบทดสอบเน้นการจดจำรูปแบบเชิงภาพ (visual pattern recognition) จึงอาจไม่สะท้อนศักยภาพในโลกจริง เช่น ความแม่นยำของข้อมูล ความสามารถการเขียนโค้ด การใช้งานเครื่องมือ หรือการประยุกต์ในภาคธุรกิจ

    “สองโลก AI” ที่กำลังบรรจบกัน

    ภาพใหญ่ของปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน แต่คือ “การบรรจบกัน” ของสองกระแสสำคัญ ฝั่งผู้ใช้ (นักเรียน) มีการใช้ AI มากขึ้น และเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ ส่วนในฝั่งเทคโนโลยี (โมเดล AI) ก็ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันกันอย่างสูสี

    จุดตัดของสองเส้นนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า “ใครได้เปรียบ” ในเศรษฐกิจยุค AI ไม่ใช่แค่ประเทศที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถ “ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด”

    ศึก AI องค์กร ‘โอเพ่นเอไอ’ นำ  “แอนโทรปิก”ตามติด  

    เมื่อดีมานด์องค์กรเร่งตัว เกมการแข่งขันเริ่มไม่ใช่แค่ “แชตบอต” แต่คือ เครื่องมือทำงานจริง ตลาด AI สำหรับภาคธุรกิจในสหรัฐ กำลังเข้าสู่ “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” เมื่อการแข่งขันระหว่างผู้พัฒนาโมเดลรายใหญ่เริ่มกระชั้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการไล่บี้ระหว่าง OpenAI และ Anthropic

    ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน มี.ค.2026 ชี้ว่า 35% ของบริษัทในสหรัฐ ยินดีจ่ายเงินให้ OpenAI เพื่อใช้งานโมเดล AI ขณะที่ Anthropic ตามมาติดที่ 30% ช่องว่างเหลือเพียง 4-5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จากเดิมห่างกันเกือบ 3 เท่าในช่วงต้นปี 2025

    หากย้อนกลับไปเดือน ม.ค.2025 OpenAI ถูกใช้งานโดย 16.8% ของธุรกิจสหรัฐ ขณะที่ Anthropic อยู่เพียง 4.1% หรือห่างกันเกือบ 13 จุดเปอร์เซ็นต์

    แต่ในเวลาเพียง 14 เดือน Anthropic สามารถขยายฐานลูกค้าได้มากกว่า 7 เท่า ขณะที่ OpenAI เติบโต “เพียงเท่าตัว” สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังเคลื่อนจาก “ผู้ชนะรายเดียว” ไปสู่การแข่งขันแบบ “สองขั้วมหาอำนาจ” ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลการใช้จ่ายจริงของธุรกิจในสหรัฐกว่า 50,000 แห่ง นับเฉพาะบริการแบบชำระเงิน และไม่รวมผู้ใช้ฟรี

    เครื่องมือองค์กร “ตัวแปรใหม่” เปลี่ยนเกม

    ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ Anthropic ไม่ใช่แค่โมเดล AI ทั่วไป แต่คือการรุกตลาด “เครื่องมือสำหรับองค์กร” อย่างจริงจัง

    Claude Code ผู้ช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา ขณะที่ Cowork คือ แพลตฟอร์มทำงานร่วมกันในองค์กร ทั้งสองผลิตภัณฑ์ถูกขยายการใช้งานอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่อัตราการเติบโตของ Anthropic พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน

    แนวโน้มนี้สะท้อนว่า “การใช้งาน AI ในองค์กร” กำลังเปลี่ยนจากแค่แชตบอต มาเป็น โครงสร้างพื้นฐานของการทำงาน (workflow infrastructure) ที่ฝังอยู่ในกระบวนการผลิตจริง

    ฝั่ง OpenAI ไม่ได้นิ่งเฉย เปิดตัว Codex เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา เพื่อตอบโต้การรุกของ Anthropic แม้จะเปิดตัวช้ากว่า แต่ Codex สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งานถึง 4 ล้านราย ณ เมษายน 2026 สะท้อนศักยภาพของ OpenAI ในการเร่งเครื่องตามเกมองค์กร

    “AI ที่ขายได้” ต้องตอบโจทย์งานจริง

    ภาพรวมของตลาดสะท้อนชัดว่า การแข่งขันในยุคถัดไปจะไม่ได้ตัดสินกันที่ “ความฉลาดของโมเดล” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถแปลง AI ให้กลายเป็นเครื่องมือทำงานที่องค์กรยอมจ่ายเงินได้จริง

    และในสมรภูมินี้ เกมอาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “การแข่งขันระยะยาว” ระหว่างผู้เล่นที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและความต้องการขององค์กรอย่างลึกซึ้งที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1231528&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K3YL82g2rb_piZT5alrhZ

  • “สุชาติ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” ยังต้องศึกษาผลกระทบ แต่ต้องไม่ขวางการพัฒนารายได้ประเทศ

    “สุชาติ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” ยังต้องศึกษาผลกระทบ แต่ต้องไม่ขวางการพัฒนารายได้ประเทศ

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) เวลา 10.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และ รมว.กลาโหมของสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการหารือในประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือที่สำคัญ ทั้งด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการพลังงานภายในประเทศ พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกัน ทั้งในด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง การค้าพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการสูญเสียพลังงาน พร้อมวางแนวทางใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิงคโปร์ให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า เป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การสนับสนุนสิงคโปร์ โดยเน้นย้ำว่า โครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ

    ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ครบรอบ 34 ปี ว่า การเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ยังต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน

    อะไรที่กระทบสิ่งแวดล้อมและแปรเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมไปในทางที่ไม่ดี เราก็ต้องค้าน แต่ต้องมีเหตุผล ค้านแต่ไม่ใช่ไปถ่วงความเจริญของประเทศ บางครั้งเรารักษาธรรมชาติ แต่ไม่สามารถก้าวไปแข่งขันกับอาเซียนได้ ต้องเข้าใจตรงนี้ เรามีจุดยืนรับฟังเสียงข้างเคียงมากใน EHIA

    นายสุชาติ ระบุว่า แลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพื้นที่โครงการครอบคลุมทั้งอุทยานแห่งชาติทางทะเล และป่าชายเลนที่อยู่ในความดูแลของ ทส.

    ส่วนประเด็นที่นักวิชาการหลายคนออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่ากระบวนการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA และการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ นายสุชาติ ตอบว่า กระบวนการนี้ต้องคุยอย่างละเอียด โดยเตรียมเชิญหน่วยงานของ ทส. ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้ามาพูดคุยกัน

    ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟชบุ๊กกรณีแลนด์บริดจ์ที่ระนอง ระบุว่า ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ EHIA ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้ตัวเลขสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัวต่อตารางเมตร พื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร สัตว์หน้าดิน 1,524 ล้านตัว

    แต่ข้อมูลจากอาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยและผู้เชี่ยว ชาญด้านสัตว์หน้าดิน ลงพื้นที่สำรวจพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 1,685 ตัวต่อตารางเมตร

    หากใช้ตัวเลขนี้กับพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร จะได้จำนวนสัตว์หน้าดินที่สูญเสียไปทั้งหมด 53,953 ล้านตัว

    ตัวเลขที่แตกต่างกันคือ 52,429 ล้านตัว เยอะมากจนมีความหมายอย่างยิ่ง หากเดินหน้าโครงการ และต้องชดเชยด้านสิ่งแวดล้อม และการทำมาหากินของชาวบ้าน

    ผศ.ธรณ์ ระบุว่า การชี้แจงทำความเข้าใจใน 2 ตัวเลขที่ต่างกันมหาศาล อาจทำได้ยาก แนะนำว่าอาจสำรวจใหม่ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหลายหน่วยงาน เพื่อให้กระจ่างชัดและเกิดความเชื่อมั่น เพราะหากจะสร้างและให้เอกชน ต่างชาติมาลงทุน รัฐบาลไทยควรปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ความสมบูรณ์ของทะเล และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านให้เป็นธรรม

    อ่านข่าว :

    เตรียมชง “แลนด์บริดจ์” เข้า ครม. “พิพัฒน์” ตั้งงบ 1 ล้านล้าน เชื่อไทยได้ประโยชน์

    “ภคมน” จวกรัฐบาลหยุดดันทุรัง “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้มทุน-ไร้โอกาสทางเศรษฐกิจ

    ชาวบ้านจี้เลิกเวทีฟังความเห็น “แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ชี้ผลศึกษาไม่สมบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505169&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fgpww_7b_62QdLYJ97Pyi

  • ทัวร์จีน แห่เที่ยวไทย  สัปดาห์เดียวแตะกว่า 1 แสนคน เพิ่มขึ้น 40%

    ทัวร์จีน แห่เที่ยวไทย สัปดาห์เดียวแตะกว่า 1 แสนคน เพิ่มขึ้น 40%

    วันนี้ ( 28 เม.ย.2569) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26% เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ในสัปดาห์นี้

    ส่วนนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวันที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11 ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือ 15.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน จำนวน102,493 คน / มาเลเซีย จำนวน 73,571 คน/ อินเดีย จำนวน45,811 คน/ รัสเซีย จำนวน 26,015 คน และไต้หวัน จำนวน 18,482 คน โดยนักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% และ 20.91% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวไต้หวัน ลดลง 41.93% รัสเซีย ลดลง15.32 % และอินเดีย ลดลง 1.45 % จากสัปดาห์ก่อน

    สำหรับ ในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ข้อมูล วันที่ 27 เม.ย. 69 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 เม.ย. 69 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน จำนวน 1,836,916 คน/ มาเลเซีย จำนวน 1,228,057 คน /รัสเซีย จำนวน 849,367 คน/ อินเดีย จำนวน 805,208 คน และเกาหลีใต้ จำนวน 465,702 คน

    อ่านข่าว:

    ก.ท่องเที่ยวชงเก็บ Exit Fee ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

    จ่อยกเลิกฟรีวีซา 60 วัน ท่องเที่ยวฯ ทบทวนหนัก หวังคุมคุณภาพนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505201&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lJVVWkI7kr4y5Hk7yiFde

  • “ศุภจี” เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวต่างประเทศ 1,000 บาท

    “ศุภจี” เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวต่างประเทศ 1,000 บาท

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงแนวคิดของ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ เสียอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง ว่า ความชัดเจนเรื่องดังกล่าว ต้องนำเข้าที่ประชุม ครม. โดยนายสุรศักดิ์ จะต้องเสนอเรื่องให้ตน ก่อนเข้านำเข้าที่ประชุม

    เมื่อถามว่า มองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องขอไปพูดคุยรายละเอียดกับนายสุรศักดิ์ก่อน โดยจะต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/461907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Iv7VVAmZQRO0gP6jLKnnJ

  • ‘ศุภจี’ เบรกเก็บ Exit Fee ย้ำขอดูรายละเอียดก่อน

    ‘ศุภจี’ เบรกเก็บ Exit Fee ย้ำขอดูรายละเอียดก่อน

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) กล่าวถึงแนวคิดของสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เสนอจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) ในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง ว่า เรื่องดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาอย่างเป็นทางการโดย รมว.ท่องเที่ยวฯ จะต้องเสนอรายละเอียดให้ตนเองพิจารณาก่อน จากนั้นจึงนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

    เมื่อถูกถามถึงความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดทั้งหมด จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน และจำเป็นต้องหารือร่วมกับรมว.ท่องเที่ยวฯ อย่างละเอียดก่อน เพื่อพิจารณาผลกระทบในทุกมิติ

    สำหรับแนวคิดการจัดเก็บ Exit Fee เป็นข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ต้องการนำรูปแบบเดิมตามพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาศึกษาใหม่ โดยเบื้องต้นเสนอให้เก็บเฉพาะคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ไม่รวมชาวต่างชาติ

    กระทรวงฯ มองว่า หากดำเนินการได้ จะสร้างรายได้เข้ารัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี จากจำนวนคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศเฉลี่ยประมาณ 10 ล้านคนต่อปี และสามารถนำเงินดังกล่าวไปสนับสนุนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง หรือมาตรการส่งเสริมไทยเที่ยวไทย

    อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังถูกจับตาจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจกระทบต่อการเดินทางของประชาชน รวมถึงส่งผลต่อภาคธุรกิจสายการบินและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-exit-fee-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qCRl0bErK3FLjnDmTFHrl

  • ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

    ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

    วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

    Tag :

    ‘ศุภจี’ เล็งหารือ ‘รมว.ท่องเที่ยว’ ปมแนวคิด เก็บค่าธรรมเนียมคนไทยบินต่างประเทศจ่าย 1,000 ต่อครั้ง ชี้ต้องพิจารณารอบคอบ

    28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) กล่าวถึงแนวคิดของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) โดยเสียอัตรา 1,000 บาทต่อครั้งว่า ความชัดเจนเรื่องดังกล่าวต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายสุรศักดิ์ จะต้องเสนอเรื่องให้ตนก่อนเข้านำเข้าที่ประชุมครม.ต่อไป

    เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องขอไปพูดคุยรายละเอียดกับนายสุรศักดิ์ ก่อน โดยจะต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RPU036CJEAm7SAdLqyKdd

  • อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยว ปีนี้ต่างชาติเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคนแล้ว จีนสูงสุด 1.8 ล้านคน

    อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยว ปีนี้ต่างชาติเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคนแล้ว จีนสูงสุด 1.8 ล้านคน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 26 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 11.36 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 เมษายน 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26% เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวันที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน

    สำหรับ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 102,493 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 73,571 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20.91% นักท่องเที่ยวอินเดีย 45,811 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.45% นักท่องเที่ยวรัสเซีย 26,015 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 15.32% นักท่องเที่ยวไต้หวัน 18,482 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41.93%

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ

    การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000039889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7XN4Lld01c5Av65qy53j

  • ตลาดระยะใกล้ฟื้น! นทท.ไต้หวันมาแรงแซงขึ้นอันดับ 5 ยอดต่างชาติสะสมกว่า 11.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    ตลาดระยะใกล้ฟื้น! นทท.ไต้หวันมาแรงแซงขึ้นอันดับ 5 ยอดต่างชาติสะสมกว่า 11.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (20-26 เม.ย.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26% เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% และนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวัน ที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือ 15.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 102,493 คน มาเลเซีย 73,571 คน อินเดีย 45,811 คน รัสเซีย 26,015 คน และไต้หวัน 18,482 คน

    “นักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% และ 20.91% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวไต้หวัน รัสเซีย และอินเดีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41.93% 15.32% และ 1.45% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 เม.ย. 69 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,836,916 คน มาเลเซีย 1,228,057 คน รัสเซีย 849,367 คน อินเดีย 805,208 คน และเกาหลีใต้ 465,702 คน

    สำหรับในสัปดาห์นี้ (27 เม.ย.-3 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GgntaeNthnASp9KESwzEF

  • นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ 'ครม.เศรษฐกิจ' ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ภาษาปากเรียกว่า “ครม.เศรษฐกิจ” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โครงสร้างคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ

    ประธานคณะกรรมการ

    • นายกรัฐมนตรี

    รองประธานกรรมการ 

    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    • รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    กรรมการ

    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
    • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) 
    • ปลัดกระทรวงมหาดไทย
    • ปลัดกระทรวงการคลัง
    • ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
    • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
    • เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
    • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
    • นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    • ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    • ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CwAWaeCUWjuglDtdGyTs_

  • คลัง หั่นคาดการณ์ GDP ปี 69 เหลือโต 1.6% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง หั่นคาดการณ์ GDP ปี 69 เหลือโต 1.6% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทย จะขยายตัว 1.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1 – 2.1%) ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

    ขณะที่มูลค่าการส่งออก คาดว่าจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

    โดยการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ดังกล่าว มาจากสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้

    1. ภาวะเศรษฐกิจของ 15 ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.0% ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปี 68

    2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทจะอ่อนค่าสุดในช่วงไตรมาส 2 และจะเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

    3. ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นยังคงผันผวน และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.5 ล้านล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ 45,100 บาท/คน/ทริป

    5. รายจ่ายภาคสาธารณะ ในปี 69 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

    “เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ

    ทั้งนี้ ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูง และภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    นายวินิจ ยืนยันว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่น่ากังวลและยังไกลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัวยังอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะการลงทุนที่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่มีความน่ากังวลจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่เราก็มีความระวังระวังอยู่ตลอด เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีโอกาสที่จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติดังนั้นสิ่งที่เราไม่รู้คือความไม่แน่นอนรายวัน ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมืออยู่ตลอดเวลา

    “ผมรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง กระทรวงการคลังก็เป็นห่วง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่ยืนยันว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันนี้ยังไม่น่าจะมีภาวะ Stagflation แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะก็มีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ โดยสิ่งที่ต้องกังวลจากนี้คือ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคือความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถเกิดได้ทุกมิติจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์” นายวินิจ กล่าว

    อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ หลังจากเจอปัจจัยกดดันจากวิกฤตพลังงาน ไม่เพียงแต่ปรับมาตรการในการให้ความช่วยเหลือมาเป็นแบบมุ่งเป้าแล้ว ยังต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถเติบโตได้ในระยะยาวและแข็งแรงกว่าเดิม โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการเร่งวางยุทธศาสตร์และผลักดันมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    นายวินิจ กล่าวว่า ในภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง

    โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้น แตะระดับ 30% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aV6qUGs0iPvz3qSolHodn