Blog

  • ผบ.ตร.ประธานงานครบรอบ 8 ปี กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    ผบ.ตร.ประธานงานครบรอบ 8 ปี กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    Logo

    Logo

    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) ร่วมแสดงความยินดี และเป็นประธานมอบรางวัลชนะเลิศการฝึกทบทวนความรู้ความสามารถ และสถานีตำรวจท่องเที่ยวดีเด่น เนื่องในวันครบรอบสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบปีที่ 8 โดยมี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย รอง ผบช. คณะทูตานุทูต ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจท่องเที่ยว และข้าราชการตำรวจ บช.ทท. ร่วมพิธีฯ ณ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h_wbSfh6v0_tvlwDaJlrV

  • ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบแก๊งค์ชาวต่างชาติพัวพันยาเสพติด | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบแก๊งค์ชาวต่างชาติพัวพันยาเสพติด | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบแก๊งค์ชาวต่างชาติพัวพันยาเสพติด

    • เผยแพร่ : 01/09/2025 21:40

    57

    dfbdfbdr

    เวทีพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    ระยอง อำเภอแกลง เดินหน้าปฏิบัติการ No Drugs No Dealers ลุยพื้นที่เสี่ยง จับกุมผู้เกี่ยวข้องสิ่งเสพติด

    แม่ฮ่องสอน อบจ.แม่ฮ่องสอน ส่งมอบชุดตรวจสารเสพติด หนุนป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งเสพติดในพื้นที่

    แม่ฮ่องสอน ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน นำ ทหาร ตำรวจ สาธารณสุข แถลงข่าว ผลงานการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โรงเรียนประถมศึกษาแห่งชาติตาเซก มาเลเซีย เยี่ยมโรงเรียนไทย

    ยะลา คุมเข้มวันครบรอบเชิงสัญลักษณ์กลุ่มขบวนการเบอร์ซาตู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1295784&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DslaztHJMYkV6rp_PfUkD

  • บางกอกแอร์เวย์สปักหมุดสนามบินตราด สู่อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    บางกอกแอร์เวย์สปักหมุดสนามบินตราด สู่อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

    เวลา 10.30 น.วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่สนามบินบางกอกแอร์เวย์ ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด นายพุฒิพงษ์ ประสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เดินทางมาแถลงข่าวให้กับสื่อมวลชนทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นถึงการขยายสนามบินตราด และนำเครื่องบินขนาดใหญ่เข้ามาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ 

     ในการนี้ มีนายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ปลัดอำเภอเขาสมิง นายกองค์กรปกครองท้องถิ่น 2 แห่ง อบต.บางปิด และอบต.ท่าโสม ที่มีพื้นที่ติดกับสนามบินร่วม 

     นายพุฒิพงศ์ เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทาง ท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 

    “โครงการพัฒนาสนามบินตราด ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ในอนาคต ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในฤดูกาล ท่องเที่ยวที่มีความต้องการในการเดินทางสูง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่อ ผู้โดยสารจากสายการบินพันธมิตรได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินอื่นในอนาคต ซึ่งจะยกระดับสนามบินตราดสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคตะวันออกในอนาคต” นายพุฒิพงศ์ กล่าว 

    นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนการเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินตราดไปยังสนามบินสมุย หรือ สนามบินกระบี่ รวมทั้งสนามบินในจังหวัดอื่นๆนั้น ทางสายการบินเคยบินมาแล้วในหลายปีก่อน แต่ปัจจุบันไม่มีเส้นทางบินเหล่านี้ แต่ในอนาคต หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ก็จะเปิดเส้นทางเหล่านี้ได้ รวมทั้งการเปิดเที่ยวบินไปยังต่างประเทศซึ่งให้สนามบินตราดเป็นสนามบินนานาชาติที่มีเที่ยวบินไปเสียมเรียบหรือเกาะกง รวมทั้งสีหนุวิลล์นั้น ทางบริษัทก็เคยทีทจะไปลงทุนทำสนามบินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชาแต่โครงการนี้ยุติลงไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การสู้รบทั้งสองประเทศจบลง และมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์การใช้สนามบินตราดเป็นฐานก็มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ปัจจุบันสนามบินตราดก็เป็นสนามบินC I Q (Custom Immigration Quarantine )อยู่แล้ว 

    กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด กล่าวอีกว่า ในส่วนที่สนามบินตราดจะเปิดรับสายการบินพาณิชย์อื่นๆ หรือสายการบินโลว์ ครอสทางบริษัทก็พร้อมรับเช่นกัน แต่ทางสนามบินก็ตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่จะต้องมีการพัฒนาสนามบิน และมีหลุมจอดเครื่องบินให้มีความพร้อมในการรองรับเท่านั้น สำหรับ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เดินหน้าพัฒนา ศักยภาพสนามบินตราด โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต หลังการฟื้นตัวของภาค ท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่นิยมเดินทางมายังชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย

    โครงการพัฒนาศักยภาพสนามบินตราดระยะแรก มีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบด้วย การขยายรันเวย์ (Runway) จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร, การสร้างลานจอดอากาศยาน เพื่อรองรับเครื่องบินไอพ่นขนาดเล็ก-กลาง (A320, A319, B737, B717, ERJ145) ได้สูงสุด 3 ลำ หรือรองรับเครื่องบินใบพัด (ATR72, YS-11) 2 ลำ ร่วมกับเครื่องบินไอพ่นขนาดกลาง 2 ลำได้ในเวลาเดียวกัน, การปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ขยายพื้นที่จาก 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ สนามบินตราด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะช้างเพียง 17 กิโลเมตร นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก โดยสายการ บินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินประจำ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ตราด (ไป-กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบิน ATR72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง และจะเพิ่มความถี่เป็นวันละ 3 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเดินทางช่วงไฮซีซัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v9S5YQ-BX1tzHQuw7z5uV

  • เที่ยวอเมริกาอ่วม! วีซ่า ขึ้นราคา 8,000 บาท เริ่ม 1 ต.ค. 2025 เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    เที่ยวอเมริกาอ่วม! วีซ่า ขึ้นราคา 8,000 บาท เริ่ม 1 ต.ค. 2025 เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    สหรัฐฯ ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ ‘Visa Integrity Fee’ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 8,000 บาท) มีผล 1 ต.ค. 2025 ขึ้นแท่นประเทศที่มีวีซ่าท่องเที่ยวแพงสุดในโลก อาจกระทบซ้ำวิกฤตท่องเที่ยว ฟุตบอลโลก 2026 และโอลิมปิก 2028 ที่ใกล้จะมาถึง

    รายงานข่าวระบุว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ ‘Visa Integrity Fee’ มูลค่า 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 บาท ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าสหรัฐฯ สูงถึง 442 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,000 บาท 

    ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมวีซ่าที่แพงที่สุดในโลก และอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ  จากการปราบปรามผู้อพยพและความไม่เป็นมิตรต่อหลายประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีนักเดินทางต่างชาติ 19.2 ล้านคน ลดลงถึง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และนับเป็นเดือนที่ 5 ของปีนี้ที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัว แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า ปี 2025 จะเป็นปีที่สหรัฐฯ ฟื้นตัวเต็มที่และกลับมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 79.4 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับก่อนการระบาดโควิด-19

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสมาคมการท่องเที่ยวแห่งสหรัฐอเมริกา ค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะเพิ่มอุปสรรคให้กับนักเดินทางจากประเทศที่ไม่ได้รับการยกเว้นวีซ่า เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา อินเดีย บราซิล และจีน ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ค่าธรรมเนียมวีซ่ารวมอยู่ที่ 442 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในโลก  

    เกบ ริซซี ประธานบริษัทอัลทัวร์ บริษัทจัดการการท่องเที่ยวระดับโลก กล่าวว่า  แรงกดดันที่เราเพิ่มให้กับประสบการณ์ของนักเดินทางจะส่งผลให้ปริมาณการเดินทางลดลงไปบ้าง เมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลง เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนมากขึ้น และเราจะต้องรวมค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ให้พร้อมเกี่ยวกับการวางแผนงบประมาณการเดินทางและเอกสารต่างๆ 

    สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในสหรัฐฯ จะลดลงต่ำกว่า 169 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ จาก 181 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

    อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมวีซ่ายิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งนโยบายการเข้าเมือง และ การตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ และภาษีศุลกากรที่บานปลาย ได้กัดกร่อนเสน่ห์ของอเมริกาในฐานะจุดหมายปลายทาง แม้จะมีงานสำคัญๆ อย่างฟุตบอลโลก 2026 และโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส 2028 ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ตาม

    อีกทั้ง รัฐบาลทรัมป์ได้เสนอกฎระเบียบของรัฐบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดระยะเวลาของวีซ่าสำหรับนักเรียน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสื่อมวลชน

    ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม รัฐบาลกล่าวว่าสหรัฐฯ อาจกำหนดให้มีพันธบัตรมูลค่าสูงสุด 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าธุรกิจบางประเภท ภายใต้โครงการนำร่องที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อปราบปรามนักท่องเที่ยวที่พำนักอยู่เกินกำหนดวีซ่า

    อารัน ไรอัน ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษาอุตสาหกรรมของ Tourism Economics   ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาของ Oxford Economics คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ว่า การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมายังสหรัฐอเมริกาในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่กลับมีแนวโน้มลดลง 3% แทน  

    “เรามองว่านี่เป็นการถดถอยที่ต่อเนื่อง และเราคาดว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นตลอดช่วงการบริหารประเทศ” ไรอันกล่าว

    โดย ณ เดือนพฤษภาคม การเดินทางจากเม็กซิโกมายังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเกือบ 14% ในปี 2025 ตามข้อมูลของสำนักงานการเดินทางและการท่องเที่ยวแห่งชาติ

    หากดูจำนวนนักท่องเที่ยวจากอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 20% และจากบราซิลเพิ่มขึ้น 4.6% นับตั้งแต่ต้นปี โดยรวมแล้ว การเดินทางจากอเมริกากลางเพิ่มขึ้น 3% และจากอเมริกาใต้เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับการลดลง 2.3% จากยุโรปตะวันตก

    ขณะที่จีน จำนวนนักท่องเที่ยวยังคงลดลงนับตั้งแต่เกิดการระบาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนกรกฎาคมยังคงต่ำกว่าระดับปี 2019 ถึง 53% ค่าธรรมเนียมวีซ่ายังส่งผลกระทบต่อการเดินทางจากอินเดีย ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 2.4% ในปีนี้ เนื่องจากจำนวนนักศึกษาลดลงเกือบ 18%

    สำหรับบางคน ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจะมีผลเป็นเพียงค่าใช้จ่ายอีก ส่วนหนึ่งในการเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาที่มีราคาแพงอยู่แล้ว

    “สหรัฐอเมริกามีการคัดเลือกนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด หากฐานะทางการเงินของคุณไม่ดีพอ การขอวีซ่าก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว” ซู ชู ผู้ก่อตั้งบริษัท Moment Travel ในเฉิงตูของจีนกล่าว

    เจมส์ คิทเช่น ตัวแทนท่องเที่ยวและเจ้าของ Seas 2 Day & Travel กล่าวว่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองที่สูงขึ้น นักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ จึงกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นในต่างประเทศ 

    ภาพ: cmart7327 / Getty Images 

    อ้างอิง: 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-visa-fee-increase-2025-travel-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tdzRgBXjL1QAE-b9GC21o

  • “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหล่มเก่า ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว และอำเภอหล่มสัก ล่าสุดจนถึงขณะนี้สถานการณ์พื้นที่อำเภอหล่มเก่า น้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว โดยมวลน้ำทั้งหมดซึ่งไหลมาจาก เขาน้ำพุง จังหวัดเลย และเขา ศิลา-ตัดกลอย ซึ่งไหลลงมาสมทบในพื้นที่แม่น้ำป่าสัก และลำน้ำพุง โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาในพื้นที่ไม่มีฝนตกหนักจึงทำให้ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว ถนนหลายสายรถเล็กเริ่มสุญจรได้ แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง

    ส่วนพื้นที่อำเภอหล่มสัก ล่าสุดที่บริเวณบ้านสักงอย ปริมาณน้ำจากอำเภอหล่มเก่า ได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งถนนหลายสายภายในหมู่บ้าน ทำให้รถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ระดับน้ำมีความความลึกของน้ำ อยู่ที่ 60-70 เซนติเมตร และตัวอำเภอหล่มสัก ทั้งบริเวณพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้

    ส่วนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ และชุมชนโดยรอบ ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง บางจุด น้ำจากแม่น้ำป่าสัก ได้เอ่อล้นข้ามผนังกั้นน้ำ แม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ตำบลตาลเดี่ยว จนรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ นอกจากนี้ชุมชนวัดทุ่งจันทร์สมุทร ชุมชนอ่ากกโก ชุมชนท่ากกแก ซึ่งเป็นชุมชนรอบย่านเศรษฐกิจของอำเภอหล่มสัก ระดับน้ำยังท่วมสูงถนนหลายสายรถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เนื่องจากน้ำมีระดับความลึกเกิด 60 เซนติเมตร ที่บริเวณ 4 แยกบ้านไร่ ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง ส่วนถนนสายหล่มสัก-บ้านติ้ว ถูกนำท่วมสูงราว 40-50 เซนติเมตร เป็นระยะทางยาวกว่า 300 เมตร ทำให้การสัญรไปมายากลำบาก รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

    น้ำจากแม่น้ำป่าสักได้เอ่อล้นเข้าท้วมเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเศรษฐกิจชั้นใน พื้นที่เทศบาลหล่มสัก ทำให้ถนนหลายสายในตลาด รถเล็กต้องใช้ความระมัดระวังในการขับจรไปมาได้ ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่อำเภอหล่มสัก ก็ต้องสั่งหยุดการเรียนการสอน เนื่องจากบางโรงเรียนถูกน้ำท่วมสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000083543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MuTGqIMB5yLqkXspGGYok

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    1 กันยายน 2568 17:22 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้ขณะนี้การเมืองในประเทศจะเข้าสู่ช่วงสุญญากาศ แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหางบประมาณสะดุด ไม่ว่าหลังจากนี้ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม โดยมั่นใจว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 จะยังเดินหน้าได้แน่นอน ซึ่งปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกระบวนการในชั้นนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน

    – นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาชนจีน เผยแพร่มาตรฐานความปลอดภัยอาหารแห่งชาติสำหรับนมเปรี้ยวและผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวปรุงแต่งฉบับใหม่  โดยมาตรฐานใหม่มีสาระสำคัญหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1 คำจำกัดความของนมเปรี้ยว และผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวปรุงแต่ง,2. ข้อกำหนดการใช้นมข้นเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตนมเปรี้ยวในอุตสาหกรรมอาหาร ,3.ข้อบ่งชี้ทางกายภาพ และเคมีในส่วนของความเป็นกรดสำหรับนมเปรี้ยว และ4. เงื่อนไขปริมาณไขมันของนมแต่ละประเภท ได้แก่ ไขมันพร่องมันเนย ไขมันพร่องมันเนยบางส่วน  หรือไขมันทั้งหมด

    – นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลอดเดือนกันยายน 2568 จะลงพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนของกรมฯ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อนำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาดำเนินการตามความต้องการและให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย ‘พาณิชย์พึ่งได้’ ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้หน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการแขนงต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QW_lZmIjb3b3T_SG3e1yf

  • ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และประธานบริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ในตอนนี้เป็นความท้าทายทางการเมืองที่วนกลับมาอีกครั้ง หากได้นายกรัฐมนตรีจากพรรคเดิม รูปแบบการบริหารจะเป็นเหมือนเดิมที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีอะไรโดดเด่น นโยบายต่างๆ ก็ไม่มีผลงานปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นแล้วยุบสภา นั่นหมายถึงการยอมรับว่าเสียงของฝ่ายตรงข้ามมีมากกว่า

    “ในมุมมองส่วนตัวหากเกิดการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ประเมินว่าพรรคเดิมอาจกลับมาเป็นรัฐบาลได้ยาก แต่ไม่ว่าจะใครก็ตามที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลในตอนนี้ ต้องมาอย่างถูกต้อง เป็นความหวังของประชาชน ต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคและปัญหาที่สะสมอยู่ให้คลี่คลาย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและการต่างประเทศในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสองอันดับแรกที่ต้องทำให้เร็วที่สุด”

    ด้าน นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง รายใหญ่ในภาคอีสาน กล่าวว่า ในตอนนี้ต้องมองข้ามคนคุณสมบัติหรือลักษณะของคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพราะประชาชนเลือกไม่ได้ แต่ 3 ขั้วพรรคการเมืองสีแดง น้ำเงิน และส้ม มีตัวแปรสำคัญคือพรรคสีส้ม และเดาว่าอาจได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากพรรคสีน้ำเงิน พร้อมเดิมพันภายใต้กรอบเวลา 4-6 เดือน ซึ่งจะต้องนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เพราะหากพรรคสีส้มเลือกพรรคสีแดง รัฐบาลชุดเดิมคงดำเนินงานต่อจากเดิมและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    หลังจากได้นายกรัฐมนตรีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องแก้ไขคือเรื่องเศรษฐกิจที่ติดลบมานานนับปี สวนทางกับการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันและเห็นภาพได้ชัดมาก และวิธีคิดวิธีการบริหารแบบเดิมโดยใช้นโยบายแจกเงินไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว การดึงศักยภาพของประชาชนออกมาพัฒนาตัวเองและเปลี่ยนโครงสร้างบริหารน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

    “ยอมรับว่าในฐานนะประชาชนคนธรมดาแลผู้ประกอบการธุรกิจ เคยมีความหวังว่าพรรคสีแดงที่ได้ขึ้นมาเป็นนรัฐบาลจะดี ช่วยให้ประชาชนลืมตาอ้าปกได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ผิดหวัง และกระแสความนิยมของพรรคสีแดงก็เริ่มลดลงแล้ว หากได้เลือกตั้งอีกครั้งอยากได้พรรคสีสมเข้ามาบริหารจริงจัง แม้จะยังมีข้องกังขาหลายอย่างก็เชื่อว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้พรรคสีส้มเติบโตขึ้น โดยมีพรรคสีน้ำเงินและพรรคอื่นๆ คอยปรามไว้”

    แน่นอนว่า สิ่งที่พรรคส้มต้องทำหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในอนาคตคือการทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มุ้งแก้กฎหมาย 112 แก้กฎเกณฑ์หาร หรือแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว เพราะประเด็นเหล่านี้ค่อนข้างอ่อนไหว ทำให้ประชาชนทุกเจนเนอร์เรชั่นมีความเห็นต่างและเกิดความแตกร้าวในสังคม นอกจากนี้ ยังต้องวางตัวเป็นกลางในเวทีโลก โดยเฉพาะระหว่างอเมริกาและจีน

    “อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในตอนนี้เหมือนคนป่วยอาการโคม่า ชาวบ้านเงินฝืดจนแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ซ้ำยังมีปัญหากับกัมพูชาอีก ซึ่งผลกระทบกับตกอยู่กับประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและทำให้คนอิ่มท้องจะเป็นหนทางให้ประเทศไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X8_RQxkpUMf8fy3-0FRk1

  • แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พี่น้องชาวนาทั่วประเทศเตรียมรับเงินในโครงการไร่ละ 1000 ได้เลย เพราะขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มโอนเงินให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแล้วครับ โดยจะแบ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละภูมิภาค  ดังนี้  

    • 1 ก.ย. 68 โครงการนาปรัง ปี 2568 เกษตรกร 769,461 ราย มูลค่ารวม  6,280 ล้านบาท (ทั่วประเทศ)
    • 2 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 286,831 ราย มูลค่ารวม 2,459 ล้านบาท (ภาคเหนือ)
    • 3 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 1,291,298 ราย มูลค่ารวม 10,586 ล้านบาท (ภาคอีสาน)
    • 4 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 137,478 ราย มูลค่ารวม 1,254 ล้านบาท (ภาคอื่น ๆ)

    โดยสรุปผลการโอนจนถึงวันนี้ คือ โครงการนาปี 2568 เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งสิ้น 1,715,607 ราย วงเงินรวม 14,299, 767,923 บาท

    แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    และรวมทั้ง 2 โครงการ มีเกษตรกรได้รับเงินทั้งสิ้น 2,485,068 ราย วงเงินรวม 20,580,146,640 บาท

    สำหรับรายละเอียดดังกล่าว เป็นข้อมูลชุดแรก ที่ ธ.ก.ส. ได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ  ซึ่งส่วนที่เหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทยอยส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. ต่อไป เนื่องจากทางกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องตรวจสอบและยืนยันการผลิตข้าวจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอีกครั้งก่อน

    “ผมยืนยัน ว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้จะถึงมือเกษตรกรโดยตรงและเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องครัวเรือนให้แก่พี่น้องชาวนาทั่วประเทศ“ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GN_Dy4mifRXEWmZ2ONVPf

  • เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    เศรษฐกิจ

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    ตำแหน่งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงทันที กระแสการเมืองไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ไม่เพียงแต่เกมชิงอำนาจ แต่ยังโยงไปถึง “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่อาจสะดุด

    • การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อนโยบายเศรษฐกิจสำคัญหลายฉบับที่กำลังผลักดันอยู่
    • นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมีความเสี่ยงสูงที่จะสะดุดหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์และหวยเกษียณมีโอกาสสูงที่จะเดินหน้าต่อได้
    • กฎหมายเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.ศูนย์กลางการเงิน และ พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ ยังอยู่ในกระบวนการทางสภาฯต้องจับตาการผลักดัน
    • เงื่อนไขการยุบสภาฯใน 4 เดือนยังเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กฎหมายบางฉบับไม่ทันการพิจารณาในสภาฯ 

    การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ที่อาจส่งผลต่อการสลับเปลี่ยนขั้วการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหลายฉบับที่รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างผลักดันให้ออกมามีผลบังคับใช้

    “ทีมข่าวเศรษฐกิจกรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมนโยบาย และกฎหมายสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่อาจจะต้องสะดุดลง หรือต้องรอการทบทวนจากรัฐบาล โดยมีหลายเรื่องที่ต้องรอลุ้นว่าจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ได้แก่   

    1. นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเดิมมีกำหนดที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ โดยได้มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแล้วเมื่อวันที่ 25 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ก่อนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมได้ออกมาขอโทษประชาชน และยอมรับว่าไม่ทันในวันที่ 1 ต.ค.68 แต่จะขอเลื่อนไปเป็น 15 พ.ย.68 นี้

    ทั้งนี้กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และพ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.) ได้ผ่านความเห็นชอบจากของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.สส.) ครบทุกมาตราแล้ว และผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้นับได้ว่าเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมามีบางพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยในหลักการของกฎหมายนี้ ซึ่งต้องจับตาว่าหากการเมืองเปลี่ยนขั้วการนำจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคภูมิใจไทยนั้นนโยบายนี้จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    2. นโยบายแลนด์บริดจ์ ถือเป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โครงการสำคัญที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นฮับการขนส่งทางเรือที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งจะมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 1 ล้านล้านบาท

    โดยโครงการนี้ความคืบหน้าล่าสุดนั้นอยู่ระหว่างที่กระทรวงคมนาคมได้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายนี้แล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อนำเข้าสู่สภาฯตามขั้นตอนโดยมีไทม์ไลน์การขับเคลื่อนกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนจะเริ่มเปิดประมูลโครงการในปี 2569

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    โดยขั้นตอนของการผลักดัน พ.ร.บ.SEC ถือว่ามีความสำคัญเพราะจะเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดนโยบาย และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างครอบคลุม 14 จังหวัด รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ได้หรือไม่ต้องจับตาหลังจากนี้ อย่างไรก็ตามโครงการแลนด์บริดจ์นั้นถือเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย จึงมีโอกาสสูงที่โครงการนี้จะสามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ไม่ว่าการเมืองจะพลิกขั้วหรือไม่ก็ตาม

    3. นโยบายหวยเกษียณ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเพื่อสร้างหลักประกันในการออมให้กับประชาชน โดยนโยบายนี้ใช้การปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ… โดยล่าสุดสถานะของกฎหมายได้ผ่านวาระที่ 1 ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา และมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา 21 คน ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีไทม์ไลน์ในการจะเริ่มจำหน่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    สถานะของกฎหมายฉบับนี้ที่จ่อที่จะผ่านชั้นการพิจารณาของสภาฯ รวมทั้งที่ผ่านมาการลงคะแนนเสียงในสภาฯ ของ สส.และสว.มีการสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้อย่างท่วมท้น น่าจะทำให้นโยบายนี้สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะมีการพลิกเปลี่ยนขั้วการเมืองในฟากฝั่งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม

    4. พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ… โดยกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับสำคัญที่กระทรวงการคลังภายใต้การบริหารงานของพรรคเพื่อไทยผลักดันเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) โดยจะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (One Stop Authority: OSA) เป็นหน่วยงานเบ็ดเสร็จ ครบวงจร และโปร่งใส ในการพิจารณาใบอนุญาต กำกับดูแล และส่งเสริมธุรกิจทางการเงินที่ให้บริการแก่ชาวต่างชาติเท่านั้น โดยจะให้บริการครอบคลุมธุรกิจการเงิน 8 ประเภท เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการเงิน

    ปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ครม.ได้มีการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ค.68 ที่ผ่านมาหลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมายแล้วเสร็จ โดยร่างกฎหมายได้ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป

    และ 5. พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ…ที่ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ที่จะเป็นกลไกสำคัญทำให้ประชาชน และ SMEs เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดย NaCGA จะทำหน้าที่ประเมิน และค้ำประกันเครดิตให้แก่ผู้ขอสินเชื่อโดยตรง แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์หรือเครดิตบูโรแบบเดิม

    โดยสถานะของกฎหมายฉบับนี้ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2568  ปัจจุบัน “ร่าง พ.ร.บ. NaCGA” ได้ถูกส่งต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างต่อไป จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้กำหนดให้เรื่องนี้มีความเร่งด่วน โดยต้องจับตาดูว่าในที่สุดแล้วกฎหมายฉบับนี้จะสามารถผลักดันออกมาให้มีผลบังคับใช้ได้หรือไม่

    นอกจากนั้นยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.แต่ยังไม่ได้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาบางฉบับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. … ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นต้น

    ที่สำคัญยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐโดยเฉพาะเรื่องของการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐที่เป็นเรื่องของพิกัดภาษีศุลกากรอีกนับหมื่นรายการ ที่จะต้องผ่านความเห็นชอบทั้งจาก ครม.และรัฐสภา ซึ่งเป็นวาระสำคัญของคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

    อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่กำหนดในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยพรรคประชาชนที่ให้มีการยุบสภาฯ ใน 4 เดือนหลังจากวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ จะถือเป็นเงื่อนเวลาที่เป็นข้อกำหนดสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาด้วย หากไม่สามารถพิจารณาได้ทันแล้วมีการยุบสภาฯ ก่อนกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ ต้องเป็นอันตกไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZB3eRQR5m8RLWPhCmed3u

  • เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจการศึกษาเด็กไทย เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จัดงาน

    เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจการศึกษาเด็กไทย เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จัดงาน

    เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจการศึกษาเด็กไทย เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จัดงาน

    ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สานต่อและสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทุกมิติอย่างยั่งยืน โดยเร็ว ๆ นี้ได้จัดกิจกรรม ตลาดนัดวัยเรียนและมอบทุนการศึกษา ซึ่งจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยปีนี้จัดขึ้นในธีม “เติมฝัน ปั้นอนาคต จุดประกายการเรียนรู้ สู่วัยเรียนที่สดใส” โดยในพิธีเปิดกิจกรรม “ตลาดนัดวัยเรียนและมอบทุนการศึกษา” ได้รับเกียรติจาก นางสาวสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน นอกจากนี้ยังร่วมด้วย หัวหน้าฝ่ายการศึกษาสำนักงานเขตปทุมวัน ผู้อำนวยการสถานศึกษาจากทั้ง 7 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน ณ ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว โซน A

    เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจการศึกษาเด็กไทย เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จัดงาน

    นางสาวสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริษัท เอ็มบีเค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เดินหน้าสานต่อและสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน โดยในกิจกรรม ตลาดนัดวัยเรียนและมอบทุนการศึกษา ศูนย์การค้าฯได้จัดขึ้นเป็น ปีที่ 4 แล้ว เรามีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างแรงบันดาลใจ และส่งมอบประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้กับเยาวชน เพื่อให้พวกเขาได้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจไทย”

    “กิจกรรม ตลาดนัดวัยเรียน เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ น้อง ๆ นักเรียนจากทั้ง 7 โรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน ได้แก่ โรงเรียนวัดชัยมงคล โรงเรียนวัดดวงแข โรงเรียนวัดปทุมวนารามฯ โรงเรียนปลูกจิต โรงเรียนวัดสระบัว โรงเรียนสวนลุมพินี โรงเรียนวัดบรมนิวาส จะได้สวมบทบาทพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเยาว์ นำผลงานฝีมือมาออกบูธจำหน่ายให้ลูกค้าศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึง ชุมชนในเขตปทุมวัน ได้นำสินค้ามาร่วมออกบูธอีกด้วย”

    “ส่วนกิจกรรม MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน มอบทุนการศึกษา ปีที่ 4 ทาง เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มุ่งสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กไทย เพื่อเป็นกำลังใจและเติมเต็มความฝันในการเรียนต่อระดับสูง เพิ่มทักษะความสามารถนำความรู้ไปพัฒนาตนเองและประเทศชาติ ให้กับน้อง ๆ ที่มีความตั้งใจเรียน มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยร่วมกับ ฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตปทุมวัน จัดพิธีมอบทุนการศึกษาทุกปี ปีนี้เป็นปีที่ 4 ให้กับ นักเรียน โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน บุตรข้าราชการ บุตรลูกจ้างประจำ และบุตรลูกจ้างชั่วคราว ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน รวมทั้งสิ้น 41 ทุน” ผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กล่าว

    ด้าน นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน กล่าวว่า “การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาบุคคลและสังคมให้เจริญก้าวหน้า ช่วยพัฒนาความคิด ความรู้ทางวิชาการ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ตลอดจนการดำเนินชีวิตในสังคม หากมีความรู้และได้รับการศึกษาที่ดีก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตได้ และยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาประเทศต่อไป ผมขอขอบคุณผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ที่ได้มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาและสร้างโอกาสความเท่าเทียมทางด้านการศึกษาให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่เขตปทุมวันได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มขวัญและกำลังใจให้เยาวชนในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง”

    น้องมิ้นต์ อายุ 12 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดชัยมงคล เล่าว่า “กิจกรรมตลาดนัดวัยเรียนเป็นกิจกรรมที่ดีคะ ได้เรียนรู้วิธีการขายของ การทำอาหาร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคตได้ค่ะ หนูมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นปีที่ 2 แล้วค่ะ ปีที่แล้วขายดีมาก คนเยอะ สนุกด้วยค่ะ มีลูกค้าต่างชาติมาดูมาซื้อของด้วยค่ะ ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร สนุกมากค่ะ ส่วนงานครั้งนี้มาขายตุ๊กตาการบูรดับกลิ่น ช่วยให้ห้องหอม เป็นผลงานฝีมือของนักเรียนทุกคนในวิชาทักษะการงานอาชีพ ตอนฝึกทำไม่ยากคะ อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ด้วยค่ะ มีรุ่นพี่ที่โรงเรียนนำไปขายเป็นการสร้างรายได้ด้วยค่ะ”

    น้องมายด์ อายุ 12 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดชัยมงคล เล่าว่า “อยู่บูธเพ้นท์เล็บค่ะ หนูมาร่วมกิจกรรมตลาดนัดวัยเรียนปีนี้เป็นปีแรกค่ะ เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กนักเรียนได้ออกมาเจอสังคม ได้มาขายของ ฝึกความกล้า อยากให้จัดแบบนี้ทุกปีค่ะ ที่โรงเรียนมีวิชาทักษะการงานอาชีพ ได้เรียนเย็บผ้าทำเป็นกระเป๋าช้าง ทำตุ๊กตาการบูรค่ะ หนูเคยเอาตุ๊กตาการบูรไปขายก็ได้เงินเป็นรายได้เสริม โรงเรียนมีสอนเพ้นท์เล็บเจล บางลายก็ทำยาก ใช้เวลาสักพักในการฝึก ชอบเพ้นท์เล็บเจลเป็นลายผีเสื้อ ทำยาก แต่ออกมาสวย เรียบหรูดีค่ะ ปกติหนูชอบวาดรูป ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเพ้นท์เล็บเจลกากเพชรและลายดอกไม้ค่ะ”

    นายปสิทธิ์พงษ์ ชินประเสริฐ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัดบรมนิวาส กล่าวว่า “โรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดวัยเรียนของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ทุกปี เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็ก ๆ ได้เริ่มต้นการเป็น Start Up ตัวน้อย ๆ เรื่องของการค้าขาย เรื่องมุมมองสายอาชีพที่เด็กสามารถไปต่อได้ โรงเรียนมีกลุ่มงานฝึกอาชีพของนักเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งสอนให้เด็กทำขนมที่มีขั้นตอนง่าย ๆ โดยในงานได้นำขนมโดนัทจิ๋ว น้ำลำไย น้ำมะนาว มาร่วมออกบูธ ซึ่งที่โรงเรียนมีกิจกรรมฝึกอาชีพหลายอย่าง เช่น เหรียญโปรยทานให้กับทางวัดเวลาที่มีงานบวชและงานต่าง ๆ เราสอนวิธีการทำ เครื่องมือที่ใช้ วิธีการขาย ตอนนี้มีเด็ก ๆ ที่ใช้โซเชียลไลฟ์ขายโดนัท ก็เป็นอีกช่องทางสร้างรายได้เสริม ส่วนระดับอนุบาลจะมี Project Approach ปูพื้นฐานการคัดแยกขยะ อีกไฮไลท์คือ พวงกุญแจจากฝาขวด ซึ่งโรงเรียนวัดบรมนิวาส ร่วมกับ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เข้าร่วมกิจกรรมแยกขวด ช่วยน้อง ในโครงการ ข.ขวดรักษ์โลก โดยเรานำฝาขวดน้ำพลาสติกมาทำเป็นพวงกุญแจในรูปแบบต่าง ๆ โดยวิธีการนำฝาขวดมาแยกสี และนาบด้วยความร้อน จากนั้นใช้แม่พิมพ์กดให้เป็นรูปต่าง ๆ ถือเป็นงาน Hand-Made สีที่ออกมาไม่สามารถกำหนดได้ จึงเป็นของที่มีชิ้นเดียวในโลก จากโอกาสที่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มอบให้กับโรงเรียนวัดบรมนิวาส ถือว่าเป็นนวัตกรรมตัวหนึ่งที่ให้เราได้นำไปต่อยอด ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และนำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ ปลูกฝังเรื่องการคัดแยกขยะและรักษ์โลกด้วยครับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของโรงเรียนที่กำลังดำเนินการขอร่วมเป็นโรงเรียนสวนพฤกษศาสตร์ เด็ก ๆ จะได้รู้ว่าในพื้นที่ของโรงเรียนวัดบรมนิวาสมีพรรณไม้อะไรบ้าง เด็กจะรู้จักพรรณไม้ต่าง ๆ รู้จักประโยชน์ และ การดูแลรักษาครับ”

    ในส่วนพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน ที่มีความตั้งใจเรียน มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 41 ทุน ในโครงการ MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน มอบทุนการศึกษา ปีที่ 4 ได้รับเกียรติจาก นางสาวสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริษัท เอ็มบีเค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานเปิดงานและมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา นางสาวศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มอบทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา นางสาวชวรมย์ มังคละคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา บุตรลูกจ้างประจำและชั่วคราว สังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน

    นางสาวนัณธิกา สิงขรรักษ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัดชัยมงคล กล่าวว่า “ขอขอบคุณทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มากนะคะ ที่จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ถือว่าเป็นการสร้างบุญร่วมกัน ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ในส่วนของกิจกรรมตลาดนัดวัยเรียนได้นำผลงานของนักเรียน ตุ๊กตาการบูร เอาไว้ดับกลิ่น มาร่วมออกบูธ แล้วก็มีเพ้นท์เล็บ ส่งเสริมให้เด็กได้มีอาชีพในอนาคต หรือทำเป็นอาชีพเสริมได้ และก็มีการแสดงระบำนางกลอย เด็ก ๆ ได้แสดงความสามารถ และ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ด้วยการฝึกซ้อมการแสดงนาฏศิลป์ค่ะ”

    ด.ญ.ณัชชา อายุ 12 ปี นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดชัยมงคล เล่าด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากขึ้นไปรับทุนการศึกษาว่า “ปีนี้ได้รับทุนการศึกษาจากเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เป็นปีแรกค่ะ รู้สึกดีใจ การจัดงานอลังการมาก และขอขอบคุณที่มอบทุนการศึกษาให้หนู โตขึ้นอยากเป็นคุณครูค่ะ เพราะจะได้สอนนักเรียนให้มีความรู้ เคล็ดลับในการตั้งใจเรียนของหนู คือ ตั้งใจฟังที่ครูสอน ไม่เล่นกับเพื่อนเวลาครูสอนค่ะ อยู่ที่บ้านก็ช่วยทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำความสะอาด อยู่ที่โรงเรียนก็ร่วมกิจกรรมเป็นตัวแทนจัดสวนถาด ได้รับรางวัลชมเชย สามารถนำความรู้การจัดสวนถาดไปต่อยอดสร้างอาชีพ รายได้เสริมได้ แล้วก็ไปร่วมแข่งคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ชอบค่ะ”


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12743792&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xra2uYV03hQiKjtxXgIrp