Blog

  • ตลาดทุนป่วน เมื่อข่าวดี ‘ดอลลาร์’ กลายเป็นข่าวร้าย ‘บอนด์สหรัฐ’

    ตลาดทุนป่วน เมื่อข่าวดี ‘ดอลลาร์’ กลายเป็นข่าวร้าย ‘บอนด์สหรัฐ’

    ตลาดทุนป่วน เมื่อข่าวดีของ ‘ดอลลาร์’ กลายเป็นข่าวร้ายของ ‘พันธบัตรสหรัฐ’ ดอลลาร์เนื้อหอมสุดในรอบ 11 ปี นักเก็งกำไรแห่ตุนเฉียด 4 หมื่นล้านดอลลาร์รับสงครามตะวันอกกลาง

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนในตลาดการเงินกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อปัจจัยที่ส่งผลดีต่อ “ค่าเงินดอลลาร์” กลับกลายเป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อหาช่องทางทำกำไรจากสภาวะตลาดที่ย้อนแย้งนี้แล้ว

    แม้ว่าเงินดอลลาร์จะได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงขยายตัวได้ดี รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระลอกใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ “บอนด์ยีลด์” ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากตลาดกังวลว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อทจนอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง

    Real Yield พุ่งสูงสุดในรอบปี สะท้อนมุมมองดอกเบี้ยขาขึ้น

    “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง” หรือผลตอบแทนที่หักผลกระทบจากเงินเฟ้อออกแล้วทะยานขึ้น โดยข้อมูลระบุว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี แบบชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-adjusted 10-year Treasuries) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พุ่งทะลุระดับ 2.3% ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น 

     เบรนแดน เมอร์ฟี  หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ภูมิภาคอเมริกาเหนือของ Insight Investment ให้ความเห็นว่า “สาเหตุที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงพุ่งสูงขึ้นในปัจจุบันเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เฟดส่งสัญญาณกร้าวขึ้นดอกเบี้ย (Hawkish) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง”

    ภาวะดังกล่าวทำให้นักลงทุนตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะในแง่หนึ่ง การที่ Real Yield ของสหรัฐสูงกว่าตลาดหลักอื่นๆ ทั่วโลก ช่วยดึงดูดให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์ 

    แต่ในอีกแง่หนึ่ง การเข้าลงทุนในพันธบัตรสหรัฐที่มีความอ่อนไหวต่อเงินเฟ้อสูง ก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการขาดทุนเช่นกัน

    ‘ซื้อดอลลาร์’ แทน ‘พันธบัตรระยะยาว’

    นายอดัม คูนส์ (Adam Coons) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ของ Winthrop Capital Management   เปิดเผยว่า “ปัจจุบันเงินดอลลาร์กำลังได้รับประโยชน์สูงสุดจากทั้งสองด้าน คือเป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าประเทศอื่น” นายคูนส์ กล่าว 

    พร้อมระบุว่า เขาเดิมพันว่าพันธบัตรระยะยาวของสหราชอาณาจักรและยุโรปจะทำผลงานได้ดีกว่าพันธบัตรของสหรัฐ ในช่วงนี้

    ในส่วนของความเคลื่อนไหวล่าสุด ดัชนีดอลลาร์ (Bloomberg Dollar Spot Index)  ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดของปี เนื่องจากตลาดเริ่มมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ  และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

    คณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐ (CFTC) สำหรับสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม พบว่า กลุ่มนักเก็งกำไร  มีมุมมองเชิงบวกต่อเงินดอลลาร์สหรัฐสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 โดยมีการถือครองสถานะซื้อสุทธิในสัญญาอนุพันธ์ดอลลาร์ (Long Dollar Derivatives) รวมมูลค่าสูงกว่า 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1242774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yIlc-qoiZgYONxLr-C7vc

  • เทศบาลเมืองราชบุรีเดินหน้าสร้างอาชีพสู้ภาวะเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เทศบาลเมืองราชบุรีเดินหน้าสร้างอาชีพสู้ภาวะเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมศาลาประชารวมใจ เทศบาลเมืองราชบุรี นายศักดิ์ชัย พิศาลผล นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการอบรมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หลักสูตร “การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์” โดยมีกลุ่มพัฒนาสตรี  ชมรมผู้สูงอายุ และประชาชนผู้เข้ารับการอบรมเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นายวรรณวิทย์ สุวรรณปาน ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชน หลายครัวเรือนประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย รวมทั้งยังขาดองค์ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    โครงการมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มสตรี และผู้สูงอายุ ให้สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว

    การอบรมจัดขึ้นในวันที่ 13 และ 20 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรี มาถ่ายทอดความรู้ เทคนิค และประสบการณ์ด้านการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปประกอบอาชีพ หรือพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6022895/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B_95uZe_Ck3Y5EF1jAPLx

  • “สรรเพชญ” เดินหน้าพัฒนา “ท่าเรือเชียงแสน” สู่ฮับโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย – จีนตอนใต้ | TOPNEWS

    “สรรเพชญ” เดินหน้าพัฒนา “ท่าเรือเชียงแสน” สู่ฮับโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย – จีนตอนใต้ | TOPNEWS

    นายสรรเพชญ ได้ตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรค โดยในปีงบประมาณ 2569 ท่าเรือเชียงแสนมีเรือเข้าใช้บริการรวม 2,737 เที่ยว มีปริมาณสินค้าผ่านท่า 195,574 ตัน ขณะที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 73.95 เพิ่มขึ้นจาก 4,030 TEU ในปี 2568 เป็น 7,010 TEU ในปี 2569

    ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกตลาดร่วมกับท่าเรือกวนเหล่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบกับการที่ศุลกากรจีนอนุมัติให้นำเข้าผักและผลไม้ผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน มีการขนส่งผ่านตู้สินค้าทางแม่น้ำโขงโดยตรงมากขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของเส้นทางขนส่งทางน้ำที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือเชียงแสนเป็นประตูการค้าสำคัญของประเทศไทยในการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ สปป.ลาว เมียนมา และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบัน รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “ตัวเลขตู้สินค้าที่เติบโตกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าท่าเรือเชียงแสนยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก” นายสรรเพชญ กล่าว

    ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมด้านท่าเทียบเรือ เครื่องมือ และระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนและการขนส่งสินค้าทางน้ำในระยะยาว

    จากนั้น นายสรรเพชญ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมท่าเรือเชียงของ ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำกับ สปป.ลาว โดยพบว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบการขนส่งสินค้าได้เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางถนนมากขึ้น ประกอบกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาท ส่งผลให้จำนวนเรือและปริมาณสินค้าผ่านท่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กทท. อยู่ระหว่างเตรียมส่งคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ เพื่อพิจารณานำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและประชาชน

    “กระทรวงคมนาคม มุ่งมั่นพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ภายใต้ความร่วมมือ BIMSTEC เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ทางน้ำที่มีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเชื่อมเส้นทางการค้าจากจีนตอนใต้และกลุ่มน้ำโขงผ่านท่าเรือเชียงแสน ล่องตรงสู่ภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือระนอง ในการเปิดประตูระบายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการยกระดับบทบาทของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียงทางผ่าน ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้าของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายสรรเพชญ กล่าวในช่วงท้าย

    ภายหลังการตรวจเยี่ยมท่าเรือทั้งสองแห่ง นายสรรเพชญ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ ด่านศุลกากรเชียงของ พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรค จากหน่วยงานภาครัฐและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปประสานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศและเสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1629242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s1L2Pv0JP9lekmgRs8E_N

  • ผู้ว่าฯ ธปท. ห่วง ‘เอสเอ็มอี‘ เปราะบาง เสียเปรียบทุนใหญ่  ชี้ไตรมาส 4 ‘ฝากเงิน‘ เกิน 5 ล้าน ต้องแจงที่มา

    ผู้ว่าฯ ธปท. ห่วง ‘เอสเอ็มอี‘ เปราะบาง เสียเปรียบทุนใหญ่ ชี้ไตรมาส 4 ‘ฝากเงิน‘ เกิน 5 ล้าน ต้องแจงที่มา

    ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แย่เหมือนที่คาด แต่การฟื้นตัวยังเป็นแบบ K-Shaped ธุรกิจรายใหญ่ไปต่อได้ แต่ SME -ผู้มีรายได้น้อยยังเปราะบาง เร่งใช้มาตรการเข้มสกัดทุนเทา ไตรมาส 4 ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องแจงที่มา

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท.  กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งใน และต่างประเทศเศรษฐกิจไทยยังมีความยืดหยุ่น(Resilience)ที่ดี ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวรุนแรงอย่างที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นของสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน

    โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวดีกว่าคาด และมาตรการของภาครัฐ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ ที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นลักษณะ K-Shaped หรือฟื้นตัวไม่ทั่วถึงชัดเจน

    โดยภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดี มีผลประกอบการ และกำไรที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ

    ขณะที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) กลับเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน และมีศักยภาพในการปรับตัวต่ำกว่า ส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากกว่าธุรกิจรายใหญ่

    ในมุมของภาคครัวเรือน ผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน โดยประชาชนที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และราคาอาหารมากกว่ากลุ่มรายได้สูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าของรายได้ จึงเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ธปท. กำลังเร่งดำเนินการคือ มาตรการเชิงรุกเพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนสีเทา และการทุจริต โดยยืนยันว่า ธปท. ใช้อำนาจที่มีอย่างเต็มที่เพื่อปิดช่องทางการใช้ระบบการเงินไปในทางที่ผิด

    หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ หลังพบว่าในอดีตมีการเบิกทองคำออกจากระบบสูงถึงประมาณ 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่ผิดปกติ ภายหลัง ธปท. เข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ปริมาณการเบิกทองคำลดลงเหลือประมาณ 700 กิโลกรัมต่อเดือน สะท้อนว่ามาตรการสามารถลดธุรกรรมที่น่าสงสัยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมการถอนเงินสด โดยกำหนดให้การถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ เพื่อป้องกันการนำเงินสดไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย อาทิ การซื้อเสียง หรือธุรกิจสีเทา ซึ่งหลังดำเนินมาตรการเพียง 2 เดือน พบว่ายอดธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติลดลงประมาณ 35%

    โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปี ธปท.จะยกระดับมาตรการกำกับดูแลการฝากเงินสด โดยผู้ที่นำเงินสดมาฝากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องแสดงที่มาของเงิน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของระบบการเงิน และทำให้เงินที่มาจากแหล่งผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบได้ยากขึ้น

    อีกด้านหนึ่ง ธปท. ยังขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยเฉพาะรูปแบบการโอนเงินในช่วงเวลากลางคืนที่มียอดเป็นตัวเลขกลมจำนวนมาก ซึ่งมักพบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้า และเครือข่ายการพนันออนไลน์ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถตรวจจับ และสกัดธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CHQvqB6pxUDCn6PhhfGyG

  • “วราวุธ” ชูโซลาร์รูฟท็อปใหญ่สุดอีสาน หนุนอุตสาหกรรมโต เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ดันไทยฐานผลิต-ลงทุนระดับโลก

    “วราวุธ” ชูโซลาร์รูฟท็อปใหญ่สุดอีสาน หนุนอุตสาหกรรมโต เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ดันไทยฐานผลิต-ลงทุนระดับโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16LWUcES9PKgaKEjPrbtFs

  • “ผู้ว่าฯ ธปท.” ห่วงศักยภาพเศรษฐกิจไทยลด เหตุปัญหาเชิงโครงสร้าง ลงทุนต่ำมานาน | เดลินิวส์

    “ผู้ว่าฯ ธปท.” ห่วงศักยภาพเศรษฐกิจไทยลด เหตุปัญหาเชิงโครงสร้าง ลงทุนต่ำมานาน | เดลินิวส์

    วันที่ 13 ก.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธปท. ภาคใต้ ในหัวข้อ “ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” ว่า ธปท. ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ไว้ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง (High Case) เมื่อเทียบกับสำนักวิจัยอื่นที่มองเพียง 2% แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว (Potential GDP) ที่ลดลงจาก 5% เหลือเพียง 2.7% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสังคมสูงวัยและการลงทุนที่ต่ำมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

    “หากเทียบดัชนีการลงทุนปี 2540 ที่ 100% ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 106% ขณะที่มาเลเซียไปถึง 200% และเวียดนามพุ่งไปถึง 900% สิ่งที่หายไปคือการลงทุนเทคโนโลยี ทำให้เรายังผลิตสินค้าเดิมๆ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง”

    ทั้งนี้ ในช่วงต้นของความขัดแย้งระดับโลกเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธปท. เคยมีความกังวลอย่างมากว่าเศรษฐกิจไทยอาจไหลลงไปแตะระดับ 1.5% และส่งผลให้หนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL พุ่งสูงขึ้นอีก 2% จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.8 – 2.9% หากสถานการณ์เป็นเช่นนั้น NPL จะดีดตัวขึ้นไปสูงกว่า 4% ซึ่งถือเป็นภาวะที่หนักมาก

    ขณะที่เงินเฟ้อ ธปท.คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% ซึ่งได้กังวลในช่วงแรก จะมีบางเดือนเงินเฟ้ออาจสูงถึง 5% แต่เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ล่าสุด อยู่ที่ 2.4% ทำให้เงินเฟ้อในปีนี้อาจไม่ถึง 2.8% แน่นอน และจากในบางเดือนที่คาดว่าจะพุ่งสูงสุดจะลดลงมาแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับตัวที่รวดเร็วและการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) ทำให้ปัจจุบัน ธปท. เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ NPL จะไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากการบริโภคภายในประเทศและภาคการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 14% เป็นตัวประคับประคองไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง

    นายวิทัย กล่าวยอมรับว่า การบริโภคภายในประเทศที่ดีกว่าที่ประเมินไว้ “ต้องบอกว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ประคองไว้ มีประโยชน์จริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับอย่างนี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าครองชีพของคนได้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฐานราก”

    นอกจากนี้ประเมินว่าในปีนี้ไทยอาจต้องเผชิญกับสภาวะดุลการค้าติดลบ และดุลการชำระเงินติดลบ เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไป แม้การส่งออกจะเติบโตสูง แต่กลับมีการนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบ (Import Content) สูงถึง 70% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ AI ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับประเทศจริงๆ นั้นน้อยกว่าที่คิด 

    โดยธปท.คาดว่าไทยจะไม่กลับไปอยู่ในจุดที่เห็นดุลการชำระเงินเกินดุลปีละ 5-7% ของ GDP อีกแล้ว ในอนาคตหากทำได้ดีที่สุดอาจอยู่ที่เพียง 2-3% เท่านั้น แต่เชื่อว่าในปีหน้าจะกลับมาดีขึ้น

    นายวิทัย กล่าวถึงเศรษฐกิจในภาคใต้ มองว่าเป็นภูมิภาคที่มีแต้มต่อจากทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น ทั้งการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ทำให้ในอดีต GDP ของภาคใต้มักเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางสูงเพราะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากจีนและมาเลเซีย

    ด้านภาคเกษตรซึ่งมีสัดส่วนถึง 32% ของ GDP ภาคใต้ ยังประสบปัญหาการผลิตที่เน้นเพียงสินค้าขั้นต้นและมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน นอกจากนี้ยังมีประเด็น ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง โดยรายได้กระจุกตัวอยู่ใน 4 จังหวัดหลักคือ ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งรายได้ของคนภูเก็ตสูงกว่าคนนราธิวาสถึง 7 เท่า

    ทั้งนี้ การฟื้นตัวที่เป็นแบบ K-Shaped อย่างชัดเจน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ยังมีกำไรดีและเข้าถึงเงินทุนง่าย แต่ SME และรายย่อยกลับได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้น

    ในส่วน ธปท. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก และนโยบายการเงิน ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1% ต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ และการเข้าถึงสินเชื่อ เช่น ออกโครงการ Credit Boost (ค้ำประกันสินเชื่อ), Secure Plus และกำลังจะเปิดตัว SME Portal เพื่อเป็นตลาดกลางเชื่อมโยง SME กับธนาคาร

    นายวิทัย ระบุว่า จากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบในอดีตวิกฤติเศรษฐกิจโลกหรือ Global Shock มักเกิดขึ้นทุกๆ 6-10 ปี เช่น สงครามอ่าวเปอร์เซีย, วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติการเงินโลก แต่ในปัจจุบันความไม่แน่นอน (Uncertainty) ได้กลายเป็น New Normal ที่เกิดขึ้นแทบจะรายปี ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในยุคทรัมป์ 1, การแพร่ระบาดของโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนถึงความขัดแย้งในอิหร่าน

    “เราหนีความจริงไม่ได้ เราต้องปรับตัว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องสร้างความยืดหยุ่นและทำให้ภาคธุรกิจมีความเป็น Resilience มากขึ้น และยุคของโลกาภิวัตน์ (Globalization) แบบเดิมที่เปิดเสรีการค้าไร้พรมแดนได้จบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยยุค Geopolitics และ Geoeconomics ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจเศรษฐกิจ และการใช้มาตรการทางภาษีและการกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือในความขัดแย้ง”

    ผู้ว่าฯธปท. กล่าวย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านของ ธปท. ภายใต้สโลแกน “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือติดดิน” โดยเฉพาะคำว่า “ยื่นมือติดดิน” ที่หมายถึงการปรับตัวให้ใกล้ชิดกับปัญหาจริงของประชาชนและภาคธุรกิจภูมิภาค

    “โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต้องปรับตัว แบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเยอะมาก เราพยายามดึงอำนาจมาใช้อย่างเต็มที่เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับช็อกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6022490/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kMs_eZQ7DXiROD4hTPjWS

  • ชนวนเดือด เออร์ลีรีไทร์ | เดลินิวส์

    ชนวนเดือด เออร์ลีรีไทร์ | เดลินิวส์

    มีไม่กี่รัฐบาลที่กล้าปฏิรูประบบราชการ แต่รัฐบาลที่ปฏิรูปสำเร็จ มีน้อยยิ่งกว่า ประโยคนี้น่าจะสะท้อนภาพรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในเวลานี้ได้ดีที่สุดว่าต้องเผชิญกับ ชนวนเดือด หลายริกเตอร์

    หลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดแนวคิด เดินหน้าโครงการเออร์ลีรีไทร์ ลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการใหม่ไปสู่ระบบสุขภาพดีถ้วนหน้า+ประกันสุขภาพ กลายเป็นการ กวักมือเรียกรถทัวร์ ลงหลายคัน

    ดาวฤกษ์มองว่า สิ่งสำคัญของผู้ที่เลือกเส้นทางรับราชการคือ ความมั่นคง และสวัสดิการ เมื่อโดนแตะในจุดสำคัญ บัลลังก์การเมืองย่อมสะเทือน แต่หากสแกนถึงปัญหางบประมาณของประเทศ ต้องยอมรับว่าตัวเลขงบประมาณบีบให้ต้องตัดสินใจ

    มีคำเตือนจากหลายฝ่ายว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 กำลังเผชิญโจทย์แห่งความเปราะบาง รายจ่ายประจำของรัฐบวม ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน บำเหน็จบำนาญ และภาระผูกพันต่าง ๆ ขยับขึ้นจนเกือบเท่ารายได้ของรัฐบาลทั้งก้อน

    รายได้ที่จัดเก็บได้แทบทั้งหมด ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายประจำ เหลืองบลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศน้อยลงทุกปี ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่ต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งกระทบต่อวินัยการคลังอย่างมีนัยสำคัญ

    รัฐบาลเลือกปฏิรูปราชการ โดยเริ่มจากแนวทางสมัครใจ ผ่านระบบเออร์ลีรีไทร์ จะไม่มีการบังคับ และจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานพิมพ์ และงานธุรการบางส่วน

    แต่ในทางการเมืองถือเป็นแรงกระแทกสำคัญ เพราะคำว่า ลดคน ลดสิทธิ คือการปลุกแรงต้านจากรัฐข้าราชการ เป็นความท้าทายของการเมืองไทย เมื่อใดที่รัฐบาลแตะเรื่องสวัสดิการ เท่ากับปลุกความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ

    ทางออกที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพียงลดรายจ่าย หรือผลักภาระไปให้บุคลากรภาครัฐ

    และรัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นอกจากการลดรายจ่ายประจำแล้ว ยังมีการเสริมแนวทางการแก้ปัญหาอื่นเพื่อสร้างรายได้ใหม่ด้วยเพราะ การที่รัฐลดคน แต่ไม่สร้างรายได้ใหม่ ประเทศก็จะกลับมาเผชิญปัญหาเดิมในอีกไม่กี่ปี

    การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เป็นอีกคำตอบหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับแรงงานผ่านการอัปสกิลและรีสกิล หรือการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ ต้องไม่ใช่แค่คำพูดที่สวยหรู แต่ต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรม สร้างเงินสร้างทองจับต้องได้

    โจทย์สำคัญคือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ไปพร้อม กัน

    เพราะการ ประหยัดไม่ได้ทำให้ประเทศเติบโตได้ หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยังไม่สร้างรายได้เป็นรูปธรรม การตัดลดรายจ่ายเพียงอย่างเดียวก็แค่การ ซื้อเวลา สะสมแต่ความเคียดแค้น

    การปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เรื่องของข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ผู้เสียภาษีย่อมคาดหวังให้ภาษีที่จ่ายไป ต้องส่งเสริมให้ระบบราชการคล่องตัว โปร่งใส แก้ปัญหารวดเร็ว ส่วนข้าราชการก็ต้องการความมั่นคงและความเป็นธรรมในอาชีพ

    การปฏิรูปที่ประชาชนรอคอย ไม่ใช่การลดจำนวนข้าราชการให้ได้มากที่สุด แต่คือการทำให้ทุกบาทของงบประมาณ สร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศได้มากที่สุด

    และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ไม่ใช่เฉพาะต่อข้าราชการ แต่ต่อผู้เสียภาษีทั้งประเทศ.

    “ดาวฤกษ์”

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6021680/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35-G7sbBI_qTdkVS9OPCHQ

  • จีนเผยข้อมูล สะท้อนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2026 โตต่อเนื่อง

    จีนเผยข้อมูล สะท้อนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2026 โตต่อเนื่อง

    ปักกิ่ง, 13 ก.ค. (ซินหัว) — ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน (SIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจระดับสูงสุดภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ระบุว่า เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตอย่างมั่นคงในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยการบริโภคยังคงฟื้นตัวและอุตสาหกรรมไฮเทคกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ศูนย์ข้อมูลฯ ระบุว่า กิจกรรมของผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) โดยดัชนีที่ติดตามการชำระเงินเพื่อการบริโภคแบบออฟไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ปริมาณผู้ใช้บริการในย่านชอปปิงแบบมีหน้าร้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7
    การใช้จ่ายด้านผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 ขณะที่การใช้จ่ายด้านการคมนาขนส่งและการจัดเลี้ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 และร้อยละ 4.9 ตามลำดับ

    สิงอวี้กวน นักวิจัยจากศูนย์ข้อมูลฯ ระบุว่า การฟื้นตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากชุดนโยบายกระตุ้นอุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่ไปกับสภาวะอุปทานและอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในการบริโภคเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคอัจฉริยะ

    ข้อมูลดังกล่าว ยังตอกย้ำถึงแรงขับเคลื่อนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคส่วนไฮเทค โดยการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 118.4 เมื่อเทียบปีต่อปีในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่มูลค่าการชนะประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งรวมถึงกำลังการประมวลผล ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 23

    กิจกรรมทางอุตสาหกรรมและการสร้างสรรค์นวัตกรรมยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดี โดยดัชนีกิจกรรมการผลิตของนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่การอนุมัติสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 ในช่วงครึ่งแรกของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3967309/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zk5Dgt_7z25XQGkGSU4Cs

  • เศรษฐกิจไทยที่ซึมลึกกับการใช้เงินกู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของรัฐบาล

    เศรษฐกิจไทยที่ซึมลึกกับการใช้เงินกู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของรัฐบาล

    ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่น่ายินดีในด้านการเมืองของประเทศอย่างน้อย 2 เรื่อง คือเรื่องผู้ว่าชัชชาติ และเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท

    เรื่องแรกคือการที่ผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานครอีกเทอม ซึ่งได้แสดงให้เห็นชัดมากว่าในประเทศไทยเรา พื้นที่ไหนที่ประชาชนมีการศึกษาดี ประชาชนเขาก็สามารถเลือกคนดี คนที่ได้ทำงานเพื่อบ้านเมืองดีอย่างจริงจังและประจักษ์ชัด ให้มีโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมืองได้อีกต่อไป

    ส่วนเรื่องที่น่ายินดีอีกอย่าง คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเห็นชอบการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลมาแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤติน้ำมันอันเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลางได้

    แต่ก็ยังปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในอาการซึมลึก การแจกจ่ายเงินตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วงแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ประเทศก็ยังอยู่ในภาวะที่ต้องดูแลแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่ยังน่าเป็นห่วงอีก

    อยากขอให้ดูประเด็นดังต่อไปนี้

    1. ภาพลวงตาของการเคลื่อนย้ายของตลาดทุนและตลาดเงินของไทยที่ยังดูดี แต่สภาพเศรษฐกิจไทยแท้จริงที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมบิดเบี้ยวมานานยังไม่ได้รับการแก้ไข

    ค่าของเงินบาท อัตราดอกเบี้ยทางการ การไหวตัวของดัชนีตลาดหุ้น และแนวโน้มของผลตอบแทนของหลักทรัพย์คือพันธบัตร และหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ยังเป็นไปด้วยดีสำหรับประเทศไทย

    ที่เป็นดังนี้ก็เพราะภาวะทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยยังอยู่ในสภาพที่หนักแน่นแม้จะเกิดวิกฤติน้ำมันจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน

    กล่าวได้ว่าตราบใดที่กองทุนต่างๆของต่างชาติยังหากินกับตลาดเงินและตลาดทุนของสกุลเงินบาทได้อย่างราบรื่น ตราบเท่าที่การค้ำจุนของบริษัทที่ดูแลอันดับเครดิตใหญ่ๆในโลก (Credit Rating Agency) ยังเป็นเชิงบวก

    ตอนนี้พอเห็นว่าเศรษฐกิจของไทยยังเดินหน้าตามประเทศที่พัฒนาแล้วได้อยู่ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม

    แต่ถ้าจะดูว่ารัฐบาลใดบริหารด้านการเงินการคลังผิดพลาด ก็ให้ดูรัฐบาลอินโดนีเซียที่ขณะนี้กำลังถูกเล่นงานจากบรรดากองทุนทั่วโลกจนตลาดทุนและตลาดเงินกำลังตกต่ำและเอียงสั่นระทึกโดยขณะนี้กองทุนนานาชาติต่างย้ายเงินทุนออก ทำให้ตลาดหุ้นและค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำอย่างหนักตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

    สำหรับประเทศไทยเราดูเหมือนว่าดูดีกว่าอินโดนีเซียแต่ในส่วนลึกของระบบเศรษฐกิจไทย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ 95% ไม่ได้รู้สึกรู้สากับตลาดทุนและตลาดเงินแต่อย่างใด

    พวกเขาที่เป็นผู้คนหาเช้ากินค่ำ พวกเขาที่เป็นรากหญ้า รู้จักแต่เรื่องหนี้สินก้อนโตที่ห่อหุ้มตัวเขาแบบขยับตัวยากที่เรียกว่า หนี้ครัวเรือน พวกเขารู้จักแต่การใช้ชีวิตแบบยากไร้

    ผู้คนส่วนหนึ่งจำเป็นต้องหันไปทำงานที่ผิดกฎหมาย ทำอาชีพสีเทา และรวมถึงการประพฤติมิชอบในการเข้าร่วมวงกับสังคมคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และยิ่งเพิ่มความเข้มข้นจนยากที่จะทำให้ลดน้อยถอยลงได้

    นี่คือภาพลักษณ์ที่แท้จริงของภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยที่เห็นกันอย่างชัดแจ้งในขณะนี้

    2. มีความพยายามในการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจและเข้าไปชี้นำการเดินหน้าด้วยวิธีการต่างๆ ของรัฐบาล แต่ไม่สามารถบรรลุการยกระดับให้ประเทศโตยั่งยืนได้ใกล้เคียงจีนและเกาหลี

    ที่ยกการนำประเทศให้ก้าวหน้าแบบจีนและเกาหลี เพราะตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา สองประเทศนี้ยังมีสภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ดีกว่าประเทศไทยเลย แต่ในวันนี้ไทยเรากลับยิ่งห่างกับเขาแบบคนละชั้นอย่างฟ้ากับดิน

    ไม่จำเป็นต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บกับการละเลยของนักการเมืองทุกสมัยที่ปล่อยให้ข้าราชการและคนไทยเข้าไปคลุกเคล้ากับการบริหารสีเทามากขึ้นๆ เรื่อยมา โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ตกเป็นข่าวใหญ่รายวันเรื่องแล้วเรื่องเล่า จนบดบังภาพที่รัฐบาลกำลังเหนื่อยยากทุ่มเทเพื่อทำให้ประเทศดีขึ้นในขณะนี้

    เห็นได้ชัดเจนว่า ขณะนี้ยิ่งรัฐบาลทุ่มเทจัดสวัสดิการช่วยคนรากหญ้าและการกู้เงินด้วยพระราชกำหนดไปแจกประชาชนกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป 43 ล้านคน เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้เงินไปประมาณ 43,218 ล้านบาท

    แต่ดูเหมือนว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยกลับยิ่งซึมลึกและมืดมัวมากขึ้นไปอีก เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แม้ว่าแม่ค้าและประชาชนจะด่าว่ายังไงก็ตาม ผมเห็นว่าโครงการนี้ควรพอแล้ว จะแจกก็เฉพาะกลุ่มเปราะบาง แล้วนำเงินกู้ส่วนที่เหลือไปทำอย่างอื่นเถอะ

    3. ยิ่งรัฐบาลเข้าไปก่อหนี้ด้วยการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาหว่านแจกให้ประชาชน แต่ธนาคารพาณิชย์กลับนั่งอมยิ้มกระดิกเท้ารอรับปันผลปีละ 2 ครั้ง อย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

    ที่เห็นได้ชัดกว่านั้นยิ่งรัฐบาลเน้นส่งเสริมเพิ่มเม็ดเงินผ่านงบประมาณและสถาบันการเงินภาครัฐให้ธุรกิจขนาดเล็กตั้งแต่ระดับผู้ทำมาหากินระดับครัวเรือน ไปจนถึงระดับกิจการที่ต้องลงทุนขนาด SMEs ทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เห็นภาวะกระปรี้กระเปร่าและการผงกหัวของผู้ที่ทำธุรกิจเหล่านั้นเลย

    เมื่อเข้าไปดูข้อมูลอย่างจริงจัง ปรากฏชัดว่าเรื่องนี้ภาครัฐบาลก็ทำไปด้วยเจตนาที่ดีแต่ดูเหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหมด มันเป็นเพราะอะไรรู้ไหมครับ

    ผมขอบอกกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ขณะที่ภาครัฐกำลังทุ่มตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทางสถาบันการเงินภาคเอกชนเขากลับเอาน้ำพริกอร่อยๆ ที่มีล้นหลามเก็บเข้าตู้เย็นแทน

    เห็นๆ กันอยู่ว่าช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็น​แหล่งเงินใหญ่ที่ปล่อยเงินสินเชื่อสู่ระบบเศรษฐกิจมูลค่าพอๆกับ GDP เขาระมัดระวังมากในการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจต่างๆ ที่ยังซบเซาและที่เห็นว่าจะไม่สามารถคืนเงินกู้ให้เขาได้

    เขาจะกล้าปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจใหญ่ๆหรือ SMEs ที่แข็งแกร่งด้านการเงินเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเป็นธุรกิจที่แบงก์ชาติและสถาบันการเงินของรัฐจะช่วยเข้ามารับความเสี่ยงเหมือนครั้งที่โควิดกำลังระบาดเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เห็นไหมครับว่าทำไมเศรษฐกิจไทยจึงยังซึมลึกอยู่อีก

    ผมไม่อยากจะคิดหรือชวนผู้รู้ทั้งหลายมาช่วยคิดว่า รัฐบาลควรจะเปลี่ยนแนวทางการพลิกฟื้นประเทศชาติที่อยู่ในสภาพนี้ให้ได้ดีอย่างไร

    ในเมื่อกระทรวงการคลังยังหลับหูหลับตายึดมั่นอยู่กับวินัยการคลัง ภายใต้กฎเกณฑ์แบบเก่าที่พ้นสมัยเหมือนนมบูด (เรื่องนี้ผมจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านทราบในบทความถัดไป) ซึ่งกระแสของผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นว่าได้เกิดวิกฤติศรัทธาของผู้คนต่อรัฐบาลแผ่กว้างขึ้น

    นอกเหนือจากการซึมลึกของเศรษฐกิจไทยและวิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลที่มีมากขึ้นดังกล่าวข้างต้น ผมอยากบอกรัฐบาลว่าจากข่าวของภาวะวิปริตของธรรมชาติที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้ คือ ภัยจากน้ำท่วมในช่วงกันยายนและตุลาคมนี้ ภัยจากเอลนีโญขั้นรุนแรงที่จะกระทบต่อการเกษตรทั่วไปในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกหน้าตั้งแต่พฤศจิกายน

    บวกกับการเขม็งเกลียวและการสร้างความปั่นป่วนของประเทศมหาอำนาจอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดภาวะวิกฤติทางการเงินขึ้นในโลกใบนี้ได้ง่ายๆ เรื่องร้ายๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวกันทั้งนั้น แล้วรัฐบาลจะทำให้คนไทยไม่หดหู่ได้ไหม

    ถ้าท่านผู้อ่านจะถามผมว่า แล้วจะให้แก้ไขกันอย่างไร ผมก็อยากจะบอกว่า ให้รัฐบาลนำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปจัดทำ 2 เรื่อง ดังต่อไปนี้.-

    1) นำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปใช้เพิ่มในการลงทุนโครงการปรับโครงสร้างของสาธารณูปการที่จำเป็นและที่หน่วยงานต่างๆ เฝ้ารอให้รัฐบาลหาเงินมาทำเสียที

    โครงการประเภทนี้มีมาก ถ้ารัฐบาลสามารถจัดเงินกู้พิเศษที่ยังไม่ได้ใช้ซึ่งไหนๆ ก็ได้ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วมาเพิ่มสัก 100,000 ล้านบาท ในงบลงทุนที่น่าสมเพชในปี 2570 นี้ ที่จัดสรรให้เพียง 496,062.5 ล้านบาท เป็น 596,062.5 ล้านบาท หรือให้งบลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 20% ของวงเงินที่ได้จัดสรร ถ้าหาวิธีทำได้ก็คงไม่มีใครมาประท้วงรัฐบาลแน่

    2) นำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปใช้ในโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณของข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการ (Early Retire) ที่ท่านรองนายก ปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของเรื่องอยู่

    ขอให้ประกาศเลยภายในก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ให้ข้าราชการและลูกจ้างอายุตั้งแต่ 54 ปีขึ้นไป ยื่นเจตจำนงเลย โดยรัฐบาลจะให้ออกโดยจ่ายเงินที่น่าจูงใจหน่อย ใช้งบจากเงินกู้พิเศษเช่นกันคงไม่เกิน 160,000 ล้านบาท

    หากทางการพิจารณาแล้วจะยับยั้งผู้ใดก็ได้ แต่ถ้าจะไม่ให้ผู้ใดออกรัฐบาลต้องเสนอเพิ่มเงินเดือนให้เขาอย่างน้อยปีละ 2 ขั้นตลอด ทั้งนี้ ถ้าให้ใช้ AI คิดให้ 2 วันก็เสร็จ

    รีบทำโครงการนี้เถอะ รัฐบาลจะได้ใช้กระสุนนัดเดียวยิงนก 2 ตัว ตัวแรกจะได้ลดภาระต้องตั้งงบบุคลากรภาครัฐลงมากในอนาคต ตัวที่ 2 ถ้าสามารถทำก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทันทีดีกว่าไทยช่วยไทยพลัสแน่

    ถ้ารีบทำ 2 โครงการนี้จะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงมากกว่าการเอาเงินไปหว่านแน่ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1242810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07lbXEPzuie6LdxlbXPqf1

  • ‘พ่อทิพย์’ ต้นทุนเศรษฐกิจไทย หากขบวนการสวมสิทธิบุคคลไม่ถูกปิดช่องโหว่

    ‘พ่อทิพย์’ ต้นทุนเศรษฐกิจไทย หากขบวนการสวมสิทธิบุคคลไม่ถูกปิดช่องโหว่

    ‘พ่อทิพย์’ มากกว่าคดีอาญา
    ต้นทุนที่ประเทศไทยต้องจ่าย หากขบวนการสวมสิทธิบุคคลไม่ถูกปิดช่องโหว่

    “เด็กคนหนึ่งเกิดในประเทศไทย มีสูติบัตร มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เข้าโรงเรียน ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของรัฐ และเมื่ออายุครบ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้งเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน”

    ทั้งหมดนี้คือสิทธิพื้นฐานของพลเมืองไทย

    แต่หากจุดเริ่มต้นของสถานะดังกล่าวเกิดจาก การรับรองบุตรอันเป็นเท็จ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครกระทำผิด’ แต่คือ ประเทศไทยกำลังแบกรับต้นทุนอะไร หากช่องโหว่นี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

    ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐในการขยายผลคดีเครือข่ายฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ นำไปสู่การเปิดโปงสิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘ขบวนการพ่อทิพย์’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ชายไทยรับรองบุตรแทนบิดาที่แท้จริง เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ

    ข้อมูลจากการสืบสวนพบเด็กที่อยู่ในข่ายตรวจสอบแล้วกว่าร้อยราย และรัฐกำลังเดินหน้าดำเนินคดี รวมถึงพิจารณาเพิกถอนสัญชาติในรายที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

    แม้คดีจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยอาจไม่ได้สูญเสียเพียงเงินงบประมาณ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคง และธรรมาภิบาลในระยะยาว

    จาก ‘คนต่างด้าว’ สู่ ‘คนไทย’

    เหตุใดขบวนการนี้จึงถูกจับตามองอย่างมาก คำตอบอยู่ที่ ‘สถานะบุคคล’ เพราะเมื่อบุคคลหนึ่งได้รับสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์ สิทธิที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอาศัยในประเทศ แต่ยังครอบคลุมสิทธิทางเศรษฐกิจและกฎหมายอีกจำนวนมาก

    ตั้งแต่ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกรรมทางการเงิน การจัดตั้งบริษัท การได้รับสวัสดิการของรัฐ ไปจนถึงสิทธิทางการเมืองเมื่อบรรลุนิติภาวะ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง สัญชาติไทยคือ ‘กุญแจ’ ที่เชื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและกฎหมายทั้งหมดของประเทศ หากกุญแจดอกนี้ได้มาจากการทุจริต ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่การแจ้งเกิดเท่านั้น โดยยังมีต้นทุนอีกมหาศาลที่ไทยต้องแบกรับ

    ต้นทุนที่หนึ่ง
    ความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร

    ระบบทะเบียนราษฎรถือเป็นฐานข้อมูลหลักของรัฐ โดยข้อมูลเพียงชุดเดียวถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับ
    • บัตรประชาชน
    • หนังสือเดินทาง
    • สิทธิเลือกตั้ง
    • ระบบภาษี
    • ระบบสาธารณสุข
    • การศึกษา
    • การถือครองทรัพย์สิน
    • การเปิดบัญชีธนาคาร
    • การจดทะเบียนนิติบุคคล

    หากเกิดการสวมสิทธิได้โดยไม่ถูกตรวจพบ ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลภาครัฐทั้งหมด

    ต้นทุนที่สอง
    เม็ดเงินสกปรกอาจถูก ‘ทำให้สะอาด’

    ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังขยายผล คือ ความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายพ่อทิพย์กับคดีฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์

    การสวมสิทธิบุคคลอาจกลายเป็นกลไกหนึ่งในการอำพรางความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และสร้างตัวตนที่ดูถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการถือครองสินทรัพย์ในประเทศไทย โดยแม้รายละเอียดของแต่ละคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่หากข้อกล่าวหาดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล ย่อมสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่การปลอมเอกสารธรรมดา หากแต่เชื่อมโยงกับการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติในระดับโครงสร้าง

    ต้นทุนที่สาม
    อสังหาริมทรัพย์ไทยอาจกลายเป็นปลายทางของเงินผิดกฎหมาย

    ภายใต้กฎหมายไทย คนต่างชาติยังมีข้อจำกัดในการถือครองที่ดิน…แต่หากบุคคลได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ข้อจำกัดดังกล่าวอาจหมดไป ซึ่งนั่นหมายถึง
    • บ้าน
    • ที่ดิน
    • อาคารพาณิชย์
    • หรือทรัพย์สินมูลค่าสูง
    สามารถถูกถือครองในนาม ‘คนไทย’ ได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบทางกฎหมาย แม้ที่มาของสถานะบุคคลจะอยู่ระหว่างข้อพิพาทหรือเกิดจากการทุจริต

    ผลกระทบไม่ได้อยู่เพียงการเปลี่ยนมือของทรัพย์สิน แต่ยังอาจบิดเบือนตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มแรงซื้อที่ไม่ได้สะท้อนอุปสงค์ที่แท้จริง และสร้างแรงกดดันต่อราคาที่ดินในหลายพื้นที่

    ต้นทุนที่สี่
    ระบบเศรษฐกิจไทยอาจเผชิญ ‘นอมินีข้ามรุ่น’

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาการใช้นอมินีถือหุ้นแทนคนต่างชาติ…แต่หากการสวมสิทธิบุคคลเกิดขึ้นจริงในวงกว้าง ปัญหาอาจพัฒนาไปอีกระดับ 

    จาก ‘นอมินีบริษัท’ สู่ ‘นอมินีที่มีสัญชาติไทย’

    และเมื่อบุคคลเหล่านี้เติบโตจนบรรลุนิติภาวะ ก็อาจมีสิทธิ “ถือหุ้น จดทะเบียนบริษัท หรือประกอบธุรกิจในกิจการที่กฎหมายกำหนดให้เป็นของคนไทย” หากไม่มีการตรวจสอบหรือแก้ไขสถานะที่ได้มาโดยมิชอบ…ซึ่งนี่คือความเสี่ยงที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเรียกว่า ‘การสวมสิทธิข้ามรุ่น’

    ต้นทุนที่ห้า
    งบประมาณของรัฐที่ประชาชนทุกคนร่วมกันจ่าย

    เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทยย่อมได้รับสิทธิตามกฎหมาย ทั้ง…
    • การศึกษา
    • สาธารณสุข
    • วัคซีน
    • สวัสดิการต่าง ๆ 

    สิทธิเหล่านี้เป็นหลักการของรัฐสวัสดิการที่พึงมี อย่างไรก็ตาม หากบุคคลได้รับสถานะดังกล่าวจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐอาจต้องแบกรับภาระงบประมาณโดยไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชาชนผู้เสียภาษีเป็นผู้ร่วมรับภาระ

    ต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด
    ความเชื่อมั่นของประเทศ

    ในโลกที่การลงทุนข้ามพรมแดนขึ้นอยู่กับมาตรฐานการกำกับดูแล
    • การป้องกันการฟอกเงิน
    • การตรวจสอบตัวตน
    • และความโปร่งใสของระบบกฎหมาย

    ล้วนเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของแต่ละประเทศ หากระบบทะเบียนราษฎรและการพิสูจน์สถานะบุคคลมีช่องโหว่จนถูกใช้เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในระยะยาว

    บทเรียนที่คดี ‘พ่อทิพย์’ ทิ้งไว้

    แม้การดำเนินคดีจะยังไม่สิ้นสุด และผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม แต่คดีนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญที่ใหญ่กว่าตัวคดีเอง
    ประเทศไทยมีระบบป้องกันการสวมสิทธิบุคคลที่รัดกุมเพียงพอหรือไม่
    หน่วยงานรัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติได้มากน้อยเพียงใด
    และจะปิดช่องโหว่ก่อนที่ปัญหาจะขยายจาก ‘คดีอาญา’ ไปเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ” ได้หรือไม่

    เพราะหากปล่อยให้ขบวนการลักษณะนี้ดำเนินต่อไป ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ใช่จำนวนเด็กที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ แต่คือ การที่ระบบกฎหมาย เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศ ถูกกัดกร่อนอย่างช้าๆ จากช่องโหว่ที่อาชญากรรมข้ามชาติสามารถใช้ประโยชน์ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/father-fake-thai-citizenship-economic-cost&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_TqUyX9UufmHxz7gj51_z