Blog

  • “สุชาติ” แต่งตั้ง “ดร.ณัฎฐ์ ” คณะที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    “สุชาติ” แต่งตั้ง “ดร.ณัฎฐ์ ” คณะที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    โดยประวัติการศึกษาและการทำงานทั้งบู๊และบุ๋น ครบเครื่องทั้ง ด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

    ระดับปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกหลายสาขา ได้แก่ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม(กฎหมายมหาชน) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี,รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ทั้งยังศึกษาเพิ่มเติมทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยอยู่ระหว่างเขียนดุษฎีนิพนธ์

    ส่วนระดับปริญญาโท สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,นิติศาสตรมหาบัณฑิตสาขากฎหมายธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม,รัฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาบริหารรัฐกิจและกฎหมาย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ผ่านการสอบวัดความรู้กฎหมายระดับชั้นเนติบัณฑิต โดยสำเร็จการศึกษา เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สมัย 57 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน

    ส่วนระดับปริญญาตรี สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ,รัฐศาสตรบัณฑิตสาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    โดยผ่านหลักสูตรอบรมนักบริหารระดับสูง หลายหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่น 12 สถาบันพระปกเกล้า,หลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่น 13 สถาบันพระปกเกล้า,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นําเมือง (ผู้นําเมือง) รุ่น 5 มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช,หลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ก.ศป.) รุ่น 11 วิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง มูลนิธิกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ศาลปกครอง,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงธรรมศาสตร์เพื่อสังคม (นมธ.4) สมาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ รุ่น 9 สถาบันเพื่อการสร้างชาติ, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงนักยุทธศาสตร์และการป้องกันสงครามจิตวิทยาในยุคดิจิทัล (น.ยปส.รุ่น 1) มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงบริหารงานตำรวจในยุคดิจิทัล (PADA รุ่น 1) สมาคมตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านอสังหาริมทรัพย์ (RE-CU CEO รุ่น 5) สมาคมอสังหาริมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลักสูตรอื่นๆ

    ในเชิงบริหารภาครัฐเสนาบดีกระทรวงขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในการบริหารราชการแผ่นดิน ในระบบรัฐสภาฝ่ายบริหาร จะต้องเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนที่มีเชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน อาทิ รัฐธรรมนูญหรือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระดับนายสุชาติฯ รองนายกรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวง ทส.ได้มือกฎหมายระดับพญาครุฑอย่าง “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและมีประสบการณ์ในการทำงานสูงมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษากฎหมาย และพิจารณาเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ รับรองว่า “อุ่นใจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969227&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iGiXt6GWpVuB4QipG0Lcq

  • เปิด 10 งานในยุคสยาม ที่หากอยู่ไทยยุค 5G มีสิทธิ์เป็น “อาชีพทองคำ” สร้างเม็ดเงินพุ่งสุดๆ

    เปิด 10 งานในยุคสยาม ที่หากอยู่ไทยยุค 5G มีสิทธิ์เป็น “อาชีพทองคำ” สร้างเม็ดเงินพุ่งสุดๆ

    10 อาชีพยุคสยามที่เลือนหายไป แต่หากฟื้นกลับมาในยุค 5G นี่แหละ “อาชีพทองคำ” แห่งอนาคต

    ควาญช้าง, ช่างทองหลวง, คนแจวเรือรับจ้าง… อาชีพเหล่านี้มีความสำคัญในยุคสยาม แต่หากนำมาต่อยอดในยุค 5G จะกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านได้อย่างไร?

    ในยุคสยามหรือก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีอาชีพมากมายที่เฟื่องฟูและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม แต่ได้ค่อย ๆ หายสาบสูญไปตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่

    อย่างไรก็ตาม หากอาชีพเหล่านี้ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นและปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล 5G พวกเขาก็อาจกลายเป็น “อาชีพทองคำ” ที่สร้างมูลค่าและได้รับความนิยมอย่างมหาศาล ซึ่งอาจแซงหน้าอาชีพใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเสียด้วยซ้ำไป

    อาชีพโบราณที่จะรุ่งโรจน์ในยุคสมัยใหม่

    อาชีพจากยุคสยามต่อไปนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดสู่ธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ:

    • ควาญช้าง: ในอดีตคือผู้ควบคุมพาหนะสำคัญทั้งในยามสงครามและพิธีการ ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็น “ผู้ดูแลสัตว์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” ที่มีทักษะเฉพาะทางสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนระดับโลก

    • ช่างทองหลวง: ด้วยฝีมืออันประณีตระดับราชสำนัก อาชีพนี้สามารถกลับมาในรูปแบบ แบรนด์จิวเวลรี่ระดับ Luxury ของไทย ที่เน้นงานฝีมือดั้งเดิมเพื่อแข่งขันกับแบรนด์ดังระดับโลก

    • คนแจวเรือรับจ้าง: จากอดีตที่ทำหน้าที่เสมือนแท็กซี่แม่น้ำ ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมเป็น “River Ride Service” หรือบริการเรือรับส่งส่วนตัวบนแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวแบบชิค ๆ และการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ทักษะดั้งเดิมที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าสูง

    ทักษะเฉพาะตัวที่เคยใช้ในยุคโบราณ สามารถสร้างสรรค์เป็นงานพรีเมียมในยุคดิจิทัลได้ ดังนี้:

    • ช่างคัดลอกหนังสือ: ก่อนจะมีเครื่องพิมพ์ การคัดลอกด้วยมือคืองานสำคัญ อาชีพนี้สามารถกลับมาในรูปแบบ นักคัดลายมือพรีเมียม เพื่อรับงานศิลปะ งานออกแบบปกหนังสือ หรือสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์หรูที่ต้องการงานฝีมือที่ไม่เหมือนใคร

    • คนทำเทียนถวายวัด: เดิมเป็นสิ่งของจำเป็นในพิธีศาสนาและงานมงคล อาชีพนี้สามารถปรับมาเป็น เจ้าของแบรนด์เทียนหอมออร์แกนิกสไตล์ไทย ที่ดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบกลิ่นอายแบบไทยดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

    • นักเล่านิทานพื้นบ้าน / หมอลำกลอน: ผู้ที่ทำหน้าที่ให้ความบันเทิงและสืบสานเรื่องราวในชุมชน ปัจจุบันคงเปิดช่องทางดิจิทัลเป็น Storyteller สายพื้นบ้านล้านซับ ที่สามารถสร้างรายได้จากการเล่าเรื่องและสืบทอดวัฒนธรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    การต่อยอดอาชีพหัตถกรรมสู่ธุรกิจสมัยใหม่

    อาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานฝีมือและหัตถกรรม แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจที่เน้นคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมได้อย่างดีเยี่ยม:

    • ช่างทำอาวุธ: ทักษะการตีดาบและอาวุธชั้นครูในอดีต สามารถต่อยอดเป็น ช่างทำดาบศิลป์ หรือของสะสมแนว Heritage ที่มีมูลค่าทางประวัติศาสตร์และงานฝีมือสูงมากในตลาดนักสะสม

    • แม่ค้าหาบเร่โบราณ: การเดินขายอาหารและของใช้แบบดั้งเดิมในอดีต ปัจจุบันสามารถปรับรูปแบบเป็น Food Truck ย้อนยุค ที่ขายสูตรอาหารดั้งเดิมและโดดเด่นด้วยการแต่งกายและพร็อพแบบวินเทจสุดปัง

    • คนสีข้าวด้วยครกกระเดื่อง: อดีตใช้แรงงานในการตำข้าวด้วยครกไม้ขนาดใหญ่ สามารถนำมาสร้างเป็นธุรกิจ คาเฟ่โชว์งานหัตถกรรม + Workshop ทำข้าวอินทรีย์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

    • ช่างทำของเล่นพื้นบ้าน: อาชีพที่สร้างสรรค์ของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ลูกข่างหรือกังหันไม้ ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นแบรนด์ “Thai Toy Revival” ที่นำเสนอของเล่นพื้นบ้านแบบรักษ์โลก พร้อมเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก

    ศักยภาพของอาชีพจากยุคสยาม

    อาชีพจากยุคสยามที่แทบเลือนหายไป ไม่ใช่เพราะหมดคุณค่าลง แต่เป็นเพียงการรอโอกาสที่จะได้ถูกมองในมุมมองใหม่ และนำทักษะดั้งเดิมเหล่านั้นมาต่อยอดให้เข้ากับวิถีชีวิตและเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน

    การนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้กลับมา สามารถสร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์มรดกทางภูมิปัญญาของไทยให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งถือเป็นการพลิกฟื้นอาชีพเก่าแก่ให้กลายเป็น อาชีพทองคำ แห่งยุค 5G อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9855722/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LfkopoJlBHphmCtNzFZKT

  • บ้านในฝัน…ความหวังหรือความท้าทาย ?

    บ้านในฝัน…ความหวังหรือความท้าทาย ?

    ปัจจุบันกระแสข่าวในตลาดที่อยู่อาศัยที่พบเห็นบ่อย ๆ คงหนีไม่พ้นภาวะตลาดที่ซบเซาต่อเนื่อง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น คนยุคใหม่เน้นเช่ามากกว่าซื้อ โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้ที่เติบโตช้าไม่ทันราคาที่อยู่อาศัย โดยในช่วงปี 63-67 ดัชนีค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.3% ต่ำกว่าราคาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.8% อีกทั้งภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ทำให้การซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองทำได้ยากขึ้น ในบทความนี้ผู้เขียนจะเล่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเทียบระหว่างช่วงก่อนและหลังวิกฤติโควิด-19 โดยสะท้อนจากข้อมูลการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน พร้อมทั้งตัวอย่างนโยบายในต่างประเทศที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น

    โควิดมา…พฤติกรรมเปลี่ยน

    rn

     

    rn

    เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ช่วงก่อนและหลังวิกฤติโควิด-19 พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป โดยอาจมาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปคือ นิยมซื้อบ้านแนวราบมากขึ้น ตามความกังวลโรคระบาด ความต้องการเพิ่มพื้นที่ใช้สอย และในปีนี้ที่มีความกังวลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพิ่มเติม รวมถึงมีการซื้อบ้านในต่างจังหวัดมากขึ้น จากการทำงานที่เปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ค่าครองชีพที่ถูกกว่า และขนาดบ้านที่ใหญ่กว่าเมื่อเทียบราคาเดียวกันกับในเมือง โดยเมื่อเปรียบเทียบบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ในต่างจังหวัดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยจะมากกว่าประมาณ 10%

    rn

     

    rn

    นอกจากเรื่องทำเลและประเภทที่อยู่อาศัย ข้อมูลสะท้อนว่าคนไทยมีข้อจำกัดด้านรายได้และราคามากขึ้นชัดเจนในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ได้แก่ (1) คนรายได้ต่ำเริ่มซื้อบ้านไม่ไหว โดยก่อนหน้านี้จำนวนบัญชีสินเชื่อบ้านที่ให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท คิดเป็น 21% ของจำนวนผู้กู้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันคนกลุ่มนี้รายได้ไม่พอซื้อบ้าน ทำให้สัดส่วนสินเชื่อที่ให้กับผู้กู้กลุ่มนี้ลดเหลือเพียง 7% (2) ต้องซื้อบ้านราคาถูกลง สมัยก่อนผู้กู้รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ยังพอจะเข้าถึงบ้านราคาสูงกว่า 3 ล้านบาทได้ โดยมีสัดส่วนจำนวนบัญชีประมาณ 9% แต่ปัจจุบันซื้อได้น้อยลงมาก โดยเหลือสัดส่วนจำนวนบัญชีเพียง 5% และแม้แต่ผู้กู้รายได้ 3-5 หมื่นบาท ยังต้องหันมาซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทแทน ทั้งที่เมื่อก่อนสามารถซื้อบ้านราคาแพงกว่านี้ได้ (3) ซื้อบ้านมือสองมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่ต่ำกว่าบ้านมือหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 20-30% และในบางทำเล ที่ไม่มีโครงการเปิดใหม่ เช่น ใจกลางเมือง ซึ่งเห็นอาการนี้เฉพาะในกลุ่มผู้กู้รายได้ไม่ถึง 5 หมื่นบาท

    rn

     

    rn

    ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีกลุ่มผู้กู้ที่ยังมีกำลังซื้อ ได้แก่ ผู้กู้รายได้มากกว่า 5 หมื่นบาทขึ้นไป ที่จำนวนสัญญาสินเชื่อเพิ่มขึ้น และเห็นการซื้อบ้านที่ราคาแพงขึ้นและมีความสามารถที่จะผ่อนบ้านสองหลังขึ้นไป จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทำให้เห็นโครงการบ้านหรู ultra luxury เกิดขึ้นมากมาย

    rn

     

    rn

    จากข้อมูลการให้สินเชื่อในข้างต้นจะเห็นว่า ผู้กู้ที่มีรายได้น้อยจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมไปอย่างมาก เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เช่น ซื้อบ้านราคาถูกลง ซื้อบ้านมือสองมากขึ้น รวมถึงซื้อบ้านในต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยมากขึ้นจากอดีต ดังนั้น หากปัญหาฐานะทางการเงินของครัวเรือนยังไม่ได้รับการแก้ไข โอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทยอาจลดลงและปัญหาขยายวงกว้างมากขึ้น

    rn

     

    rn

    ต่างประเทศแก้ปัญหาการเข้าถึงบ้านอย่างไร ?

    rn

     

    rn

    ปัญหาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยเพียงอย่างเดียว หลายประเทศทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงมีการออกนโยบายเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้มากขึ้น แม้ว่าแนวทางอาจแตกต่างไปตามแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น

    rn

     

    rn

    Inclusionary Zoning (IZ): นโยบายผังเมืองที่กำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต้องจัดสรรบางส่วนของยูนิตในพื้นที่โครงการเป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา โดยอาจเป็นข้อบังคับหรือสมัครใจ ซึ่งรัฐอาจให้สิทธิประโยชน์ เช่น การยกเว้นภาษีหรือเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน (floor area ratio) เพื่อจูงใจผู้พัฒนาโครงการฯ ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ที่ใช้ IZ เพื่อเพิ่มที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาและส่งเสริมความหลากหลายทางสังคม รวมถึงลดการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง

    rn

     

    rn

    Community Land Trusts (CLT): การให้องค์กรไม่แสวงหากำไรถือครองที่ดินในระยะยาวเพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาย่อมเยาได้อย่างยั่งยืน โดยแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินออกจากกรรมสิทธิ์บ้าน ผู้พักอาศัยสามารถซื้อบ้านที่สร้างบนที่ดินของ CLT ได้ แต่ไม่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งช่วยควบคุมราคาขายต่อและป้องกันการเก็งกำไรในอนาคต ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น แคนาดา ที่มีการใช้ CLT เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและเป็นธรรม โดยเฉพาะในบริบทของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

    Public-Private Partnerships (PPP): รัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาโครงการบ้านราคาย่อมเยา โดยรัฐอาจสนับสนุนด้านที่ดิน กฎระเบียบ หรือสิทธิประโยชน์ ขณะที่เอกชนรับหน้าที่ก่อสร้างหรือบริหารโครงการภายใต้เป้าหมายทางสังคมที่รัฐกำหนด ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น อังกฤษ ที่ใช้ PPP เป็นกลไกสำคัญในการเร่งพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและที่ดินของรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนบ้านราคาย่อมเยาและสนับสนุนการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนในวงกว้าง

    rn

     

    rn

    Rent-to-Own (RTO): การแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากค่าเช่าเป็นเงินสะสม และเมื่อครบระยะเวลาเช่าที่กำหนด ผู้เช่าสามารถขอกู้เพื่อเป็นเจ้าของบ้านได้ โดยนำเงินสะสมนี้ไปเป็นเงินดาวน์ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยสร้างประวัติการชำระเงินที่ดีและเพิ่มโอกาสให้ผู้ขอกู้ผ่านเกณฑ์ในการกู้บ้านมากขึ้น ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น ออสเตรเลีย ที่นำ RTO มาช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและอาชีพอิสระสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ราคาบ้านสูง

    rn

     

    rn

    จะเห็นได้ว่าหลายนโยบายออกแบบมาเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการมีที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยพบเช่นกัน โดยประสบความสำเร็จในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทแต่ละประเทศ นโยบายเหล่านี้อาจนำมาปรับใช้ในกรณีของไทยได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพราะหากปล่อยปัญหานี้ให้เรื้อรังต่อไป จะทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มต้องถูกผลักออกจากตลาดที่อยู่อาศัย ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การตั้งคำถามว่า ‘บ้านแพงเกินไปหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไร’ เพื่อให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

    rn”}}” id=”text-60615f171e”>

    โควิดมา…พฤติกรรมเปลี่ยน

    เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ช่วงก่อนและหลังวิกฤติโควิด-19 พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป โดยอาจมาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปคือ นิยมซื้อบ้านแนวราบมากขึ้น ตามความกังวลโรคระบาด ความต้องการเพิ่มพื้นที่ใช้สอย และในปีนี้ที่มีความกังวลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพิ่มเติม รวมถึงมีการซื้อบ้านในต่างจังหวัดมากขึ้น จากการทำงานที่เปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ค่าครองชีพที่ถูกกว่า และขนาดบ้านที่ใหญ่กว่าเมื่อเทียบราคาเดียวกันกับในเมือง โดยเมื่อเปรียบเทียบบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ในต่างจังหวัดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยจะมากกว่าประมาณ 10%

    นอกจากเรื่องทำเลและประเภทที่อยู่อาศัย ข้อมูลสะท้อนว่าคนไทยมีข้อจำกัดด้านรายได้และราคามากขึ้นชัดเจนในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ได้แก่ (1) คนรายได้ต่ำเริ่มซื้อบ้านไม่ไหว โดยก่อนหน้านี้จำนวนบัญชีสินเชื่อบ้านที่ให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท คิดเป็น 21% ของจำนวนผู้กู้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันคนกลุ่มนี้รายได้ไม่พอซื้อบ้าน ทำให้สัดส่วนสินเชื่อที่ให้กับผู้กู้กลุ่มนี้ลดเหลือเพียง 7% (2) ต้องซื้อบ้านราคาถูกลง สมัยก่อนผู้กู้รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ยังพอจะเข้าถึงบ้านราคาสูงกว่า 3 ล้านบาทได้ โดยมีสัดส่วนจำนวนบัญชีประมาณ 9% แต่ปัจจุบันซื้อได้น้อยลงมาก โดยเหลือสัดส่วนจำนวนบัญชีเพียง 5% และแม้แต่ผู้กู้รายได้ 3-5 หมื่นบาท ยังต้องหันมาซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทแทน ทั้งที่เมื่อก่อนสามารถซื้อบ้านราคาแพงกว่านี้ได้ (3) ซื้อบ้านมือสองมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่ต่ำกว่าบ้านมือหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 20-30% และในบางทำเล ที่ไม่มีโครงการเปิดใหม่ เช่น ใจกลางเมือง ซึ่งเห็นอาการนี้เฉพาะในกลุ่มผู้กู้รายได้ไม่ถึง 5 หมื่นบาท

    ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีกลุ่มผู้กู้ที่ยังมีกำลังซื้อ ได้แก่ ผู้กู้รายได้มากกว่า 5 หมื่นบาทขึ้นไป ที่จำนวนสัญญาสินเชื่อเพิ่มขึ้น และเห็นการซื้อบ้านที่ราคาแพงขึ้นและมีความสามารถที่จะผ่อนบ้านสองหลังขึ้นไป จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทำให้เห็นโครงการบ้านหรู ultra luxury เกิดขึ้นมากมาย

    จากข้อมูลการให้สินเชื่อในข้างต้นจะเห็นว่า ผู้กู้ที่มีรายได้น้อยจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมไปอย่างมาก เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เช่น ซื้อบ้านราคาถูกลง ซื้อบ้านมือสองมากขึ้น รวมถึงซื้อบ้านในต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยมากขึ้นจากอดีต ดังนั้น หากปัญหาฐานะทางการเงินของครัวเรือนยังไม่ได้รับการแก้ไข โอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทยอาจลดลงและปัญหาขยายวงกว้างมากขึ้น

    ต่างประเทศแก้ปัญหาการเข้าถึงบ้านอย่างไร ?

    ปัญหาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยเพียงอย่างเดียว หลายประเทศทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงมีการออกนโยบายเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้มากขึ้น แม้ว่าแนวทางอาจแตกต่างไปตามแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น

    Inclusionary Zoning (IZ): นโยบายผังเมืองที่กำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต้องจัดสรรบางส่วนของยูนิตในพื้นที่โครงการเป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา โดยอาจเป็นข้อบังคับหรือสมัครใจ ซึ่งรัฐอาจให้สิทธิประโยชน์ เช่น การยกเว้นภาษีหรือเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน (floor area ratio) เพื่อจูงใจผู้พัฒนาโครงการฯ ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ที่ใช้ IZ เพื่อเพิ่มที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาและส่งเสริมความหลากหลายทางสังคม รวมถึงลดการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง

    Community Land Trusts (CLT): การให้องค์กรไม่แสวงหากำไรถือครองที่ดินในระยะยาวเพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาย่อมเยาได้อย่างยั่งยืน โดยแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินออกจากกรรมสิทธิ์บ้าน ผู้พักอาศัยสามารถซื้อบ้านที่สร้างบนที่ดินของ CLT ได้ แต่ไม่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งช่วยควบคุมราคาขายต่อและป้องกันการเก็งกำไรในอนาคต ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น แคนาดา ที่มีการใช้ CLT เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและเป็นธรรม โดยเฉพาะในบริบทของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    Public-Private Partnerships (PPP): รัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาโครงการบ้านราคาย่อมเยา โดยรัฐอาจสนับสนุนด้านที่ดิน กฎระเบียบ หรือสิทธิประโยชน์ ขณะที่เอกชนรับหน้าที่ก่อสร้างหรือบริหารโครงการภายใต้เป้าหมายทางสังคมที่รัฐกำหนด ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น อังกฤษ ที่ใช้ PPP เป็นกลไกสำคัญในการเร่งพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและที่ดินของรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนบ้านราคาย่อมเยาและสนับสนุนการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนในวงกว้าง

    Rent-to-Own (RTO): การแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากค่าเช่าเป็นเงินสะสม และเมื่อครบระยะเวลาเช่าที่กำหนด ผู้เช่าสามารถขอกู้เพื่อเป็นเจ้าของบ้านได้ โดยนำเงินสะสมนี้ไปเป็นเงินดาวน์ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยสร้างประวัติการชำระเงินที่ดีและเพิ่มโอกาสให้ผู้ขอกู้ผ่านเกณฑ์ในการกู้บ้านมากขึ้น ตัวอย่างประเทศที่นำนโยบายนี้ไปใช้ เช่น ออสเตรเลีย ที่นำ RTO มาช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและอาชีพอิสระสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ราคาบ้านสูง

    จะเห็นได้ว่าหลายนโยบายออกแบบมาเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการมีที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยพบเช่นกัน โดยประสบความสำเร็จในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทแต่ละประเทศ นโยบายเหล่านี้อาจนำมาปรับใช้ในกรณีของไทยได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพราะหากปล่อยปัญหานี้ให้เรื้อรังต่อไป จะทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มต้องถูกผลักออกจากตลาดที่อยู่อาศัย ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การตั้งคำถามว่า ‘บ้านแพงเกินไปหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไร’ เพื่อให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    supatsara photo

    สุภัสสรา กลิ่นแจ้ง
    korpong photo

    ก่อพงษ์ บุญยการ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “ร่วมด้วยช่วยคิด”
    ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251109.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Gb5BmJJYi2lmvSAYiUxMH

  • UOB เผย คนไทย ‘ยอมเป็นหนี้’ เพื่อซื้อไลฟ์สไตล์ แม้รู้ว่าไม่มั่นคงทางการเงิน

    UOB เผย คนไทย ‘ยอมเป็นหนี้’ เพื่อซื้อไลฟ์สไตล์ แม้รู้ว่าไม่มั่นคงทางการเงิน

    UOB ประเทศไทย ร่วมกับ Boston Consulting Group (BCG) เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน ประจำปี 2025 ที่ฉายภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจของผู้บริโภคชาวไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    ผลสำรวจนี้จัดทำใน 5 ประเทศอาเซียน (ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม) จากกลุ่มตัวอย่างราว 5,000 คน โดยในส่วนของประเทศไทยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,000 คน ครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้และช่วงวัย (Gen Z, Y, X, และ Baby Boomer) และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่สรุปภาพรวมของเศรษฐกิจและพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบัน

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทย

    คุณจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ BCG Thailand ได้ฉายภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยว่าเป็น “การทรงตัวบนเส้นด้าย” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและโอกาส แม้เศรษฐกิจไทยจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน แต่กลับมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าในกรณีที่ดีที่สุดก็จะทำได้เพียง “ทรงตัว” อยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

    ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้า แต่ในสายตา Oxford Economics กลับมองว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่ำ แต่ก็มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือที่คุณจอห์นเรียกว่า “เสถียรภาพในความไม่มีเสถียรภาพ”

    อีกหนึ่งความท้าทายที่ซ่อนอยู่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยผลสำรวจชี้ว่าความมั่งคั่งถึง 67% ของประเทศกระจุกตัวอยู่ในมือของประชากรเพียง 10% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในอาเซียนและแทบไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา

    ผู้บริโภคไทยพร้อมเสี่ยงเป็นหนี้เพื่อไลฟ์สไตล์ ?

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าประหลาดใจคือ พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทย ไม่ลดลงตามรายได้ โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสิ่งที่“อยากได้” แม้แต่กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยก็ยังใช้จ่ายในลักษณะเดียวกัน

    ยิ่งไปกว่านั้นผู้บริโภคยังมีทัศนคติต่อการก่อหนี้ที่น่ากังวล ผลสำรวจระบุว่า 66% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยินดีที่จะกู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน และเมื่อเจาะลึกลงไปพบว่าเป้าหมายคือการยกระดับไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่มีความต้องการกู้ยืมเพื่อการนี้สูงเป็นพิเศษ

    คุณจอห์น ชี้ว่า Mindset นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยพุ่งสูงกว่า 80% ซึ่งเป็นระดับที่น่าเป็นห่วงและสูงที่สุดในอาเซียน อย่างไรก็ตามพฤติกรรมนี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคผู้บริโภค โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ช่วย “ยกระดับไลฟ์สไตล์” ในราคาที่จับต้องได้

    ความกังวลและแนวทางปรับตัวของผู้บริโภคไทย

    คุณยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยถึงความกังวล 3 อันดับแรกของผู้บริโภคไทย ได้แก่:

    1. ภาวะเงินเฟ้อ (61%)
    2. ภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (56%)
    3. ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่สูงขึ้น (55%)

    เพื่อรับมือกับความกังวลเหล่านี้ ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีวิธีการปรับตัวที่แตกต่างกัน:

    1. กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (รายได้ < 50,000 บาท): 48% จะติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด และ 45% จะมองหาส่วนลดก่อนตัดสินใจซื้อ
    2. กลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (รายได้ > 200,000 บาท): 30% จะลดการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย และ 27% จะมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริม 

    นอกจากนี้พฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิด-19 ยังชี้ชัดว่าผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น มีการเปรียบเทียบข้อมูลและอ่านรีวิวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวด “สินค้าเชิงประสบการณ์” เช่น การดูคอนเสิร์ต การท่องเที่ยวและการกินข้าวนอกบ้าน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงและกลุ่ม Gen Y และ Gen Z

    คนไทยมีความรู้ด้านการเงิน แต่มีพฤติกรรมสวนทาง

    ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากผลสำรวจคือ ความย้อนแย้งงระหว่างความรู้ทางการเงินและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง 

    1. ด้านความรู้: กว่า 90% ของผู้บริโภคไทยมั่นใจว่าตนรู้เรื่องการเงินดีและเข้าถึงข้อมูลการเงินได้ง่าย
    2. ด้านความเชื่อมั่น: มีเพียง 39% เท่านั้นที่รู้สึกมั่นใจในสถานะทางการเงินของตนเอง หมายความว่ากว่า 60% รู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน
    3. ด้านพฤติกรรม: แม้การเงินไม่มั่นคง แต่ผู้บริโภคกว่า 66% พร้อมก่อหนี้เพื่อยดระดับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

    คุณจอห์น สรุปว่าปัญหานี้สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความรู้และการกระทำ คือแม้จะมีความรู้ แต่ก็นำไปใช้ตัดสินใจจริงไม่ได้ จึงทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงสูงที่จะก่อหนี้

    การจัดการหนี้สิน เมื่อความจำเป็นบีบให้พึ่งนอกระบบ

    ข้อมูลจากผลสำรวจยังเผยให้เห็นแนวโน้มการจัดการหนี้ที่น่าสนใจ:

    1. 75% ของผู้บริโภคมีสินเชื่อ เฉลี่ย 2.3 รายการต่อคน โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต
    2. การกู้ยืมผ่านบัตรเครดิตลดลง จาก 49% ในปีก่อนหน้า เหลือ 38% สะท้อนถึงการรัดเข็มขัดและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดขึ้น
    3. การกู้ยืมจากเพื่อนและครอบครัวเพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 6% เป็น 12% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้
    4. Gen Z มีแนวโน้มจ่ายหนี้ล่าช้า และยอมเสียค่าปรับ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการขาดความรู้ในการวางแผนการเงินและรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/uob-thai-spending-lifestyle-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22pMwHKoACVPsFvedUANuD

  • นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คกก. นโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4 เดินเครื่อง Quick Big Win ต่อเนื่อง ยกระดับทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คกก. นโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4 เดินเครื่อง Quick Big Win ต่อเนื่อง ยกระดับทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คกก. นโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4 เดินเครื่อง Quick Big Win ต่อเนื่อง ยกระดับทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย Upskill – Reskill ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส

    วันที่ 10 พ.ย.68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ในโอกาสที่ไทยและสิงคโปร์เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ได้พบหารือกับประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ มีการลงนามความร่วมมือเพื่อขายข้าวให้กับสิงคโปร์ รวมถึงความร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาด การขายคาร์บอนเครดิต และโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งไทยได้รับความชื่นชมและความเชื่อมั่นในด้านพลังงานจากสิงคโปร์อย่างมาก และการที่ประเทศไทยเป็น Food security หรือ “ความมั่นคงทางอาหาร” รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวข้อหลักในการประชุมวันนี้

    สำหรับที่ประชุมได้มีการพิจารณาและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ดังนี้

    – ติดตามและรับทราบรายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยใช้ Dashboard ติดตาม ซึ่งหลายโครงการมีความคืบหน้าตามเป้าหมายที่กำหนด เช่น การแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (ซื้อหนี้ผ่านกลไก AMC) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick Big Win ของ บสย. (วงเงิน 50,000 ล้านบาท) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนโครงการพี่ช่วยน้อง ฯลฯ

    – รับทราบรายงานผลของมาตรการเร่งการเบิกจ่าย ซึ่งอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งภาพรวม รายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ ขอให้เร่งดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อจะได้กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

    – รับทราบโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)

    – ให้ ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมความพร้อมทุกด้านสำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ (วันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักกีฬา เจ้าหน้าที่ ตลอดจนนักท่องเที่ยว และประชาชน

    – พิจารณาโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) โดยร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่เข้าร่วมพัฒนาทักษะความรู้ จะรับเงินสูงสุด 2,000 บาท/ร้านค้า ผ่าน 1 ใน 3 ช่องทางตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 68 – 19 ธ.ค. 68 ดังนี้  
    ช่องทางที่ 1: เพิ่มยอดขายผ่านออนไลน์ เพิ่มโอกาสทางการขายจากร้านค้าออฟไลน์ สู่ออนไลน์ สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยเข้าร่วมฟู้ดเดลิเวอรีในโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามเงื่อนไขที่กำหนด 
    ช่องทางที่ 2: เพิ่มความรู้เสริมสภาพคล่อง สมัครและเรียนหลักสูตรเสริมสร้างความรู้ทางการเงินผ่าน ธนาคารออมสิน www.oomtang.gsb.or.th สำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด 
    ช่องทางที่ 3: เพิ่มทักษะ AI  สมัครเรียนรู้หลักสูตร DBD academy ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbdacademy.dbd.go.th สำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด

    ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีการนำโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26DR50Vkuafv6yNYzwaPy8

  • จ่อชงครม.ศก.เคาะ ‘คนละครึ่งพลัส1.5’ เติมเงินร้านค้าอบรมขายออนไลน์ไม่เกิน2พัน

    จ่อชงครม.ศก.เคาะ ‘คนละครึ่งพลัส1.5’ เติมเงินร้านค้าอบรมขายออนไลน์ไม่เกิน2พัน

    ‘เอกนิติ’ เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจเข็น ‘โครงการคนละครึ่ง พลัส 1.5’ ชูไอเดียเติมเงินให้ร้านค้าที่เข้าโครงการอบรมเพิ่มทักษะขายออนไลน์ 10-20% ของยอดขาย ไม่เกิน 2 พันบาท 

    10 พ.ย. 2568 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) พิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส 1.5 โดยจะเติมเงินให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมเพิ่มทักษะการขายออนไลน์ในอัตรา 10-20% ของยอดขาย ไม่เกิน 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้าใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลพัฒนาธุรกิจ

    “โครงการใหม่นี้จะแตกต่างจากโครงการคนละครึ่ง พลัส เดิม ที่เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายฝั่งประชาชน โดยรอบนี้จะเพิ่มการพัฒนาศักยภาพร้านค้า เช่น การขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การทำบัญชีดิจิทัล และการใช้เอไอ (AI) ช่วยดำเนินธุรกิจ โดยใช้งบประมาณบางส่วนจากโครงการเฟสแรกมาสนับสนุน ซึ่งจะมีการแถลงรายละเอียดหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจ” นายเอกนิติ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/893204/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hkD0hzYo-9Tg21AJuPMkI

  • ปากเมงคึกคักรับไฮซีซั่น ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ยอดขายเพิ่มกว่า 40% หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวตรังฟื้นตัว

    ปากเมงคึกคักรับไฮซีซั่น ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ยอดขายเพิ่มกว่า 40% หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวตรังฟื้นตัว

    ภูมิภาค

    ปากเมงคึกคักรับไฮซีซั่น ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ยอดขายเพิ่มกว่า 40% หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวตรังฟื้นตัว

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.12 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 10 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ชายหาดปากเมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม พบว่าช่วงกำลังเข้าหน้าไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดต่างเดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะร้านค้าและร้านอาหารริมชายหาดที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ต่างเผยว่ายอดขายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    จากการสำรวจพบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่มีการค้าขายดีขึ้น ยอดขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยลูกค้ามีทางเลือกในการสั่งอาหารและใช้บริการมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นนี้

    ขณะเดียวกัน บรรยากาศริมทะเลหาดปากเมงเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง อาทิ นครศรีธรรมราช และพัทลุง พาครอบครัวและบุตรหลานมาทำกิจกรรมพักผ่อนริมชายหาด ทั้งเตะฟุตบอล เล่นน้ำ และชมพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็น

    นายสกนท์ ภู่เจริญ อายุ 58 ปี ผู้ประกอบการร้านอาหารริมชายหาด กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยให้มีลูกค้าชัดเจนมากขึ้น และเพิ่มช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าใช้สิทธิ์กันเยอะ ส่วนวันธรรมดาก็มีบ้างประปราย

    นายสกนท์ ระบุเพิ่มเติมว่า หากเทียบกับรอบคนละครึ่งที่ผ่านมา ปีนี้กำลังซื้อของประชาชนลดลง เนื่องจากราคาปาล์มและยางพาราในพื้นที่ไม่คงที่ รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการจับจ่ายน้อยลง พร้อมเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “แพ็กเกจรวม” เช่น คนละครึ่งควบคู่กับชิมช้อปใช้ หรือสนับสนุนโรงแรมในลักษณะรัฐช่วยออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่าเฉพาะกิจ

    ด้าน นายปิยะวัฒน์ มุดม่วง อายุ 32 ปี เจ้าของร้าน แวนคาเฟ่ กล่าวว่า หลังเข้าร่วมโครงการ ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% ลูกค้าใช้สิทธิ์ค่อนข้างเยอะ เห็นได้ชัดว่าคนละครึ่งพลัสช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้ลูกค้าสั่งเมนูมากขึ้น จากเดิมคนละแก้วก็เพิ่มเป็นคนละสองแก้ว

    ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือในช่วงที่มีลูกค้าแน่น อาจมีการติดขัดของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” บ้าง แต่โดยรวมถือว่าราบรื่น และอยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาการใช้งานหรือเพิ่มสิทธิ์ให้ประชาชนได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3snRRNc8QCga3iduvKAff6

  • เปิด 6 จุด ตามรอยพระเมตตา สมเด็จฯ พันปีหลวง เส้นทางจากผ้าไหมนาโพธิ์ สู่ปรางค์กู่โบราณ จ.บุรีรัมย์

    เปิด 6 จุด ตามรอยพระเมตตา สมเด็จฯ พันปีหลวง เส้นทางจากผ้าไหมนาโพธิ์ สู่ปรางค์กู่โบราณ จ.บุรีรัมย์

    สายเที่ยวที่กำลังมองหาทริปที่ช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจ ต้องไม่พลาดเส้นทางนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานบุรีรัมย์ ขอชวนออกเดินทาง “ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สัมผัสความงดงามของผืนผ้า วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และศรัทธาอันลึกซึ้งของชาวบุรีรัมย์

    ทริปนี้จะพาทุกคนไปสัมผัสเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ที่สะท้อนถึงพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมอาชีพและสืบสานมรดกภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่ ผ่าน 6 จุดหมายปลายทางที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

    เปิด 6 จุดท่องเที่ยว จ.บุรีรัมย์ ชมภูมิปัญญาแห่งผืนไหม จากพระราชปณิธานสู่ชุมชน เส้นทางวัฒนธรรม และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

    • ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์

    หัวใจของคนรักผ้า ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการ “ศิลปาชีพในพระราชดำริ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 นักท่องเที่ยวจะได้ชมการสาธิตทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายพื้นเมืองอันวิจิตร พูดคุยกับชาวบ้าน และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากช่างฝีมือโดยตรง ไฮไลต์คือการได้ “เรื่องราวของหัวใจคนนาโพธิ์” กลับไปพร้อมกับผ้าผืนงาม

    • ชุมชนท่องเที่ยวไหม บ้านหัวสะพาน (อ.พุทไธสง)

    ดื่มด่ำกับวิถีสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริง สัมผัสวงจรชีวิตของไหมตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ไปจนถึงการย้อมและทอผ้า ที่นี่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองลงมือทำด้วยตัวเอง พร้อมเลือกช้อปผ้าไหม OTOP คุณภาพเยี่ยมติดมือกลับบ้าน

    • วัดหงษ์ (อ.พุทไธสง)

    มาถึงบุรีรัมย์ต้องไม่พลาดการสักการะ “พระเจ้าใหญ่” พระพุทธรูปศิลาแลงปางมารวิชัยองค์ศักดิ์สิทธิ์ อายุกว่า 700 ปี (พุทธศตวรรษที่ 19-20) ซึ่งเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงของชาวบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียง

    • วัดมณีจันทร์ (อ.พุทไธสง)

    ชมความงามของสถาปัตยกรรมอีสานแท้ใน “โบสถ์มหาอุต” ที่มีประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งในการประกอบพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล ภายนอกยังประดับด้วยกระจกสีเล่าเรื่องราวพุทธวรรณคดีอย่างงดงาม

    • วัดท่าเรียบ (อ.นาโพธิ์)

    ชื่นชมความงามของอุโบสถเก่าแก่ (สร้างปี พ.ศ. 2432) ที่ทรงคุณค่าจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน สิ่งที่ต้องชมคือ จิตรกรรมฝาผนังที่ใช้ “สีธรรมชาติ” จากเปลือกไม้และใบไม้ ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติได้อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

    • ปรางค์กู่สวนแตง (อ.บ้านใหม่ไชยพจน์)

    ปิดท้ายด้วยการไปเยือนเทวาลัยฮินดูโบราณที่ได้รับอิทธิพลศิลปะขอมสมัยนครวัด (ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17) สร้างด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมขอมในอดีต

    ทริปนี้จึงเป็นมากกว่าการท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางเพื่อซึมซับเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงเราเข้ากับหัวใจของชุมชน มรดกของแผ่นดิน และพระเมตตาที่ยังคงสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

    ข้อมูล และภาพ : ททท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2894596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-sgZxg4UpUttsjCwZxNGs

  • กัมพูชาโอดนักท่องเที่ยวไทยลดลง 3 เดือนติดต่อกันหายไปเกือบ 100%

    กัมพูชาโอดนักท่องเที่ยวไทยลดลง 3 เดือนติดต่อกันหายไปเกือบ 100%

    กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชารายงานสถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา โดยพบว่า  จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยยังคงลดลงอย่างเห็นได้ชัดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับเพิ่มขึ้น

    ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากไทยลดลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกันในปีนี้ เหลือ 49,549 คน โดยลดลงถึง 93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งกัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวจากไทย 541,597 คน

    จำนวนนักท่องเที่ยวจากไทยในเดือนกรกฎาคมลดลง 90.5% จากปีก่อนหน้า จาก 192,284 คนในปี 2024 เหลือเพียง 18,298 คน ทำให้ประเทศไทยตกจากอันดับสองประเทศที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ากัมพูชามากที่สุดมาอยู่ที่อันดับสามในเดือนนั้น

    การลดลงอย่างรวดเร็วนี้สอดคล้องกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศทางบกถึง 70% ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่

    การลดลงนี้ยังคงดำเนินต่อไปตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปิดพรมแดนทางบกระหว่างสองประเทศ

    ในเดือนสิงหาคม แนวโน้มขาลงของนักท่องเที่ยวจากไทยยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลขเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงถึง 91.6% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงมีแรงส่งที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากกรุ๊ปทัวร์และการเดินทางเพื่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    ณ เดือนกันยายน 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงถึง 91.2% ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3

    ข้อมูลรายไตรมาสแสดงให้เห็นว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2025 นักท่องเที่ยวไทยลดลง 35.9% จาก 1.52 ล้านคนในปี 2024 เหลือ 978,826 คน

    ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงเวลาเดียวกันมีจำนวน 897,865 คน เพิ่มขึ้น 46.3% ทำให้จีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวรายใหญ่อันดับสามรองจากไทยและเวียดนาม

    ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า การเดินทางผ่านแดนทางบกลดลงมากกว่า 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนในช่วง 9 เดือน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวทางอากาศเพิ่มขึ้น 22%

    Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/cambodia-tourism-thai-arrivals-plunge-third-straight-month&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw319uuPgTi5WAjJXePpqLm_

  • กรุงไทยหนุน “เที่ยวดี มีคืน” ช่วยธุรกิจท่องเที่ยว-โรงแรมกระตุ้นท่องเที่ยวท้ายปี

    กรุงไทยหนุน “เที่ยวดี มีคืน” ช่วยธุรกิจท่องเที่ยว-โรงแรมกระตุ้นท่องเที่ยวท้ายปี

    กรุงไทยขานรับนโยบายรัฐบาล เที่ยวดี มีคืน กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ ช่วยผู้ประกอบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สะดวก ปลอดภัย และลดต้นทุน พร้อมอัดสินเชื่อ ESG ช่วยปรับปรุงโรงแรมและที่พัก เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 เท่าของรายจ่ายจริง

    วันนี้ ( 10 พ.ย.2568) ธนาคารกรุงไทย เผยว่า มาตรการ เที่ยวดี มีคืน เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าที่พัก ร้านอาหาร และบริการนำเที่ยว โดยลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท และ 30,000 บาท สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองรอง ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึง 15 ธ.ค.2568 สำหรับผู้ประกอบการที่สมัครใช้บริการKrungthai e-Tax Invoice / e-Receipt ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมต่อรายการในอัตราพิเศษ และรับตราสัญลักษณ์ E-TAX INVOICE & RECEIPT ตามที่กรมสรรพากรกำหนด ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ทั้งโรงแรม โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และธุรกิจนำเที่ยว สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่าง สะดวก ปลอดภัย และลดต้นทุนเพื่อเสริมความมั่นใจในทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจ

    พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรมและที่พัก ที่ต้องการปรับปรุงอาคารและระบบบริหารจัดการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วย สินเชื่อกรุงไทยเพื่อความยั่งยืน (ESG) อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี เพื่อเสริมขีดความสามารถธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 2 เท่าของรายจ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2568 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569

    นอกจากนี้กรุงไทยเดินหน้าพัฒนาบริการทางการเงินด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นธนาคารที่ทำหน้าที่ Settlement Bank เชื่อมต่อระบบการชำระเงินระหว่างประเทศไทยและจีน ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) และ Ant International เพื่อยกระดับระบบ Cross-Border QR Payment รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล

    เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทย ให้สแกนจ่ายค่าสินค้าและบริการในร้านค้าที่ใช้แอปฯ ถุงเงินได้ทั่วประเทศ ผ่าน 3 แอปพลิเคชัน ได้แก่ AliPay, WeChat Pay และ Union Pay ได้โดยตรงผ่าน QR พร้อมเพย์ โดยรายได้เข้าบัญชีร้านค้าเต็มจำนวนเป็นสกุลเงินบาท ไม่มีค่าธรรมเนียม เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สะดวก และปลอดภัย

    ปัจจุบันมีร้านค้าถุงเงินกว่า 2.3 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ สามารถรองรับการสแกนจ่ายจากหลากหลายประเทศ ทั้ง จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เกาหลีใต้ และฮ่องกง ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น เสริมศักยภาพผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโต

    อ่านข่าว:

    เงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อ 32.20-32.70 กรุงศรีฯชี้ สหรัฐฯอาจใกล้ยุติชัตดาวน์

    กกพ. เสนอ 2 ทางเลือก ค่าไฟปี 69 งวด ม.ค. – เม.ย. 4.58 และ 3.94 บาทต่อหน่วย

    นักวิชาการ มธ. หนุนมาตรการ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2egkqNLUlXCX85WtKVF-hE