Blog

  • ทองคำทําจุดสูงสุดรอบกว่า 3 สัปดาห์ หนุนโดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ | Investing.com

    ทองคำทําจุดสูงสุดรอบกว่า 3 สัปดาห์ หนุนโดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ | Investing.com

    ราคาวันนี้ (13 พ.ย.) ปรับขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทําจุดสูงสุดรอบกว่า 3 สัปดาห์ หนุนโดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน หน่ํา หลังประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเปิดรัฐบาล ยุติชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุด แม้ตัวเลขจ้างงาน-เงินเฟ้อ เดือนตุลาคมอาจล่าช้า อย่างไรก็ตาม ทองคําตอบรับในเชิงบวก เนื่องจากหากมีการกลับมารายงาน ตัวเลขเศรษฐกิจ จะทําให้เห็นความอ่อนแอของภาคแรงงานสหรัฐอีกครั้ง ขณะที่ Reuters ระบุว่า ทองคําได้แรงหนุนจากดอลลาร์อ่อน ความคาดหวังการลดดอกเบี้ย และแรงซื้อจากธนาคารกลาง นัก วิเคราะห์จาก Reliance Securities คาดว่าราคายังมีแนวโน้มเชิงบวก และอาจขึ้นเหนือ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี หากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงยังต่ําและนโยบายการเงินยังผ่อนคลาย ขณะที่ผลสํารวจของ Reuters ชี้ว่า 80% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดเฟดจะลดดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อ ตอบรับตลาดแรงงานที่อ่อนตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคํา ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามถ้อยแถลงของ FOMC Member Musalem และ Hammack รวมถึง ดุลงบประมาณสหรัฐฯ เดือนต.ค. ซึ่งอาจส่ง สัญญาณทิศทางดอกเบี้ยและราคาทองคําระยะถัดไป.

    คําแนะนํา

    • สําหรับกลยุทธ์การลงทุน ขายทํากําไรไม้ซื้อถ้าไม่ผ่าน 4,252-4,229 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • หากผ่านได้ชะลอขาย พร้อมขยับ Trailing Stop มาที่ 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • เสี่ยงเข้าซื้อหากไม่หลุด 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • ตัดขาดทุนหากหลุด 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อดูทิศทางอีกครั้ง

    บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16wCGwm8SF6nh18j1HL6N3

  • เคาะแล้ว! ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เคาะแล้ว! ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    (13พ.ย.68) เวลา 13.00 น. ที่ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ในการนี้ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพิฆเนศ ต๊ะปวง หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี

    การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาวาระสำคัญ ได้แก่ การรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 การรับทราบผลการดำเนินงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการฯ รวมถึงการพิจารณาแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ – สงกรานต์ พ.ศ.2569 เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งหารือมาตรการควบคุมการใช้ตราเสมือนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการโฆษณาแฝง และการกำหนดมาตรการควบคุมรอบสถานศึกษา เพื่อคุ้มครองเยาวชนและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากแอลกอฮอล์

    ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิมที่อนุญาตให้จำหน่ายได้เฉพาะเวลา 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. เป็นเวลา 11.00 น. – 24.00 น. โดยเพิ่มช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง

    การขยายเวลาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้แสดงความห่วงกังวลว่า หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เดินทางเข้ามาในประเทศ หรือนักท่องเที่ยวในประเทศลดการจับจ่ายใช้สอยเพื่อเฉลิมฉลอง รัฐบาลจึงเห็นชอบมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NA6vjCXUi&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EFy5wswo5eoPOiOPxXxJM

  • อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้เป็นประธานร่วมในการประชุมการปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – เม็กซิโก ครั้งที่ 6 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้เป็นประธานร่วมในการประชุมการปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – เม็กซิโก ครั้งที่ 6 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้เป็นประธานร่วมในการประชุมการปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – เม็กซิโก ครั้งที่ 6

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ย. 2568

    | 14 view

    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นางหัทยา คูสกุล อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ เป็นประธานร่วมกับนายเฟร์นันโด กอนซาเลซ ไซฟ์เฟ อธิบดีกรมเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก ในการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – เม็กซิโก ครั้งที่ 6 โดยมีนางสาวบาจรีย์ พึ่งพักตร์ รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ และนางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา เอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย

    การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เม็กซิโก โดยทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในหลายมิติ ได้แก่ การเมือง การค้าการลงทุน โดยเฉพาะโอกาสทางธุรกิจและการอำนวยความสะดวกทางการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา กงสุล ความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการและพหุภาคี ทั้งยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชน ผ่านการท่องเที่ยว การศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม อาหาร ดนตรี มวยไทย สื่อบันเทิง ตลอดจนเร่งรัดเจรจาความตกลงเพื่อขับเคลื่อนแผนงานเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมนักการทูต แผนความร่วมมือทางวิชาการระยะ 3 ปี (2568-2570) ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับมรดกโลกและการติดตามโบราณวัตถุ รวมถึงความร่วมมือในด้านการคุ้มครองและอนุรักษ์มหาสมุทร การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นภูมิภาคและประเด็นระหว่างประเทศ อาทิ ความร่วมมือในกรอบอาเซียนและเอเปค อาชญากรรมข้ามชาติ และการปฏิรูปสหประชาชาติ

    ไทยและเม็กซิโกมีความสัมพันธ์ราบรื่นและค่อนข้างใกล้ชิดในหลายมิติ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2518 (ครบรอบ 50 ปี ในปี 2568) ปัจจุบัน เม็กซิโกเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในลาตินอเมริกา ในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายยังมีความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ อาทิ ความร่วมมือทางวิชาการ วัฒนธรรม โดยเฉพาะเม็กซิโกเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงของไทย และความร่วมมือในเวทีพหุภาคี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dgmexico-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OYSk6rZcHoWXlXDY9jj5w

  • “บอร์ดน้ำเมา” จ่อปลดล็อกขายสุรา บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น รอวง สธ.ขยายนั่งต่อหลังเที่ยงคืน

    “บอร์ดน้ำเมา” จ่อปลดล็อกขายสุรา บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น รอวง สธ.ขยายนั่งต่อหลังเที่ยงคืน

    “โสภณ” เผยบอร์ดน้ำเมา จ่อปลดล็อกจำหน่ายสุรา 14.00 – 17.00 น. ขอรอวง สธ.เคาะขยายนั่งต่อหลังเที่ยงคืน หลังภาคการท่องเที่ยวหวังปลดล็อก เพิ่มการจับจ่ายใช้สอยทันช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่

    วันที่ 13 พ.ย.2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568ว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหา เพราะในภาคการท่องเที่ยวกังวลว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ หากมีการบังคับใช้กฎหมายอาจทำให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้าในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวภายในประเทศไม่เดินทางจับจ่ายใช้สอย ในช่วงการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่

    ส่วนข้อห้ามจำหน่ายสุราในเวลา 14.00 – 17.00 น. ในอดีตเกิดจากไม่อยากให้ข้าราชการดื่มในเวลาราชการ จึงได้กำหนดเป็นข้อห้าม ซึ่งได้บอกคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ว่าหมดยุคแล้ว ไม่มีใครไปดื่มสุราในช่วงบ่ายจึงควรจะยกเลิก

    ส่วนการขยายเวลานั่งดื่มหลังเวลา 24.00 น. ที่ภาคการท่องเที่ยวอยากให้มีการขยายเวลาถึง 04.00 น. ขณะที่คณะแพทย์และหน่วยงานที่รณรงค์ด้านอุบัติเหตุ มองว่าช่วงเวลา 02.00 – 03.00 น. ตามสถิติจะเกิดอัตราการอุบัติเหตุสูง จึงอยากให้คณะกรรมการไปหารือ ขณะที่สถานประกอบการมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยควบคุมอยู่แล้ว

    นายโสภณ ยังกล่าวอีกว่าเรื่องไหนที่ปฏิบัติไม่ได้ กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เหมือนมาตรการข้อ 5 ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะส่งเสริมให้งดการดื่มเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลสามารถส่งเสริมได้ แต่อย่าลืมว่าเป็นเทศกาลเฉลิมฉลอง พร้อมกับระบุว่ามาตรการใดที่นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีแรงจูงใจ อยู่ดีๆ จะห้ามดื่มเป็นไปไม่ได้ แต่หากชุมชนใดไม่ดื่มปลอดสุราจริงๆ มีอะไรให้เขาก็ยินดีที่จะปฏิบัติ

    นายโสภณ ยืนยันว่า มีการขยายกรอบเวลาแน่ แต่ขอให้รอผลการประชุมว่า ระหว่าง 01.00 – 04.00 น. จะมีการขยายเวลาเป็นช่วงเวลาใด เนื่องจากมีข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/451504&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NCs5iXt8qg_M5qlqIz6EG

  • คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สรุปผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568

    คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สรุปผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568

    ในโอกาสที่คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ ประจำปี 2568 (Article IV Consultation 2025) ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2568 นั้น Mr. Peter Breuer หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินฯ ได้สรุปผลการประเมินเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    rn

      rn

    • ในครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3 ซึ่งดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี คาดว่าในภาพรวมทั้งปี เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2568 และร้อยละ 1.6 ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อ IMF คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1 – 3 ได้ภายในปี 2570 ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่
    • rn

    rn

      rn

    • ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและขีดความสามารถของนโยบายที่จำกัด IMF แนะนำให้ทางการไทย ดำเนินนโยบายแบบผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุดและระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลาง (medium-term consolidation strategy) ที่น่าเชื่อถือ ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรเร่งสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ เช่น มาตรการล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกิจของภาครัฐ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง ในการนี้ ทางการไทยชี้แจงว่าได้มีการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของการดำเนินนโยบาย
    • rn

    • ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการและมีโครงการใหม่ ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ซึ่ง IMF มองว่าควรต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลง และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย
    • rn

    • ทั้งนี้ ทางการไทยได้รับฟังและให้ความเห็นต่อผลการประเมินเบื้องต้นของ IMF แล้ว โดยเห็นสอดคล้องกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ต้องรอบคอบและรัดกุม ภายใต้ขีดความสามารถทางนโยบายที่มีอยู่ และความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
    • rn

    rn”}}” id=”anchor1″>

    ในโอกาสที่คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ ประจำปี 2568 (Article IV Consultation 2025) ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2568 นั้น Mr. Peter Breuer หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินฯ ได้สรุปผลการประเมินเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    • ในครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3 ซึ่งดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี คาดว่าในภาพรวมทั้งปี เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2568 และร้อยละ 1.6 ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อ IMF คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1 – 3 ได้ภายในปี 2570 ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่
    • ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและขีดความสามารถของนโยบายที่จำกัด IMF แนะนำให้ทางการไทย ดำเนินนโยบายแบบผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุดและระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลาง (medium-term consolidation strategy) ที่น่าเชื่อถือ ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรเร่งสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ เช่น มาตรการล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกิจของภาครัฐ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง ในการนี้ ทางการไทยชี้แจงว่าได้มีการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของการดำเนินนโยบาย
    • ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการและมีโครงการใหม่ ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ซึ่ง IMF มองว่าควรต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลง และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย
    • ทั้งนี้ ทางการไทยได้รับฟังและให้ความเห็นต่อผลการประเมินเบื้องต้นของ IMF แล้ว โดยเห็นสอดคล้องกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ต้องรอบคอบและรัดกุม ภายใต้ขีดความสามารถทางนโยบายที่มีอยู่ และความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251113-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XYHko93Y3wj5bqPt6p8ms

  • ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา 

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.แมน รถทอง ผู้กำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังชุดสืบสวน สภ.นาจอมเทียน บุกจับชายชาวจีนรายหนึ่ง หลังสืบทราบว่าเป็นบุคคลในภาพบัตรไกด์ปลอมที่ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล ซึ่งแฝงตัวอยู่ในกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวจีน คอยดูแลและประสานงานพากลุ่มทัวร์เที่ยวตามโปรแกรม

    เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเพจ “ข่าววงการท่องเที่ยว” เผยภาพบุคคลใช้บัตรไกด์ลักษณะปลอม จึงเริ่มสืบสวนจนทราบว่าพักอยู่โรงแรมบนเขาพระตำหนัก เมืองพัทยา ก่อนเฝ้าติดตามจนพบชายต้องสงสัย ในเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน กำลังเดินทางมากับกรุ๊ปทัวร์จีนในพื้นที่ตำบลนาจอมเทียน

    เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็น ชายชาวสัญชาติจีน อายุ 30 ปี อยู่เกินกำหนดอนุญาตถึง 1,043 วัน (เกือบ 3 ปี) โดยเดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึง 5 มกราคม 2566 แต่ไม่เดินทางออกนอกประเทศ อีกทั้งยังทำหน้าที่ดูแลและประสานงานกรุ๊ปทัวร์ในลักษณะมัคคุเทศก์ ซึ่งเข้าข่ายทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เจ้าหน้าที่จึงแจ้ง 3 ข้อหา ได้แก่ 1.เป็นคนต่างด้าวอยู่เกินกำหนดอนุญาตในราชอาณาจักร 2.ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาจอมเทียน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่เน้นการกวาดล้างกลุ่มต่างชาติผิดกฎหมาย และอาชญากรรมที่กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

    ตำรวจท่องเที่ยวขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นชาวต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีพฤติกรรมต้องสงสัย โปรดแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเพจ Facebook: ตำรวจท่องเที่ยว Thailand Tourist Police “มั่นใจ ปลอดภัย ไปกับตำรวจท่องเที่ยว”

    เครดิต Superball

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61126&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ENV8QTUbbzP34OUp9Bap4

  • ท่ามกลางวิกฤตโกโก้โลก ไทยฉวยโอกาส ปั้นคลัสเตอร์เชียงราย เน้นแปรรูป-คุณภาพสูง

    ท่ามกลางวิกฤตโกโก้โลก ไทยฉวยโอกาส ปั้นคลัสเตอร์เชียงราย เน้นแปรรูป-คุณภาพสูง

    เชียงรายปั้น “โกโก้พรีเมียม” สู่เวทีโลก คลัสเตอร์ภาคเหนือเดินเกมคุณภาพ—ภาครัฐหนุนเชิงนโยบาย—ตลาดส่งออกพุ่งท่ามกลางภาวะขาดแคลนโกโก้โลก

    เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 — ในวันที่ “โกโก้โลก” กำลังเผชิญคลื่นสั่นสะเทือนจากภาวะอุปทานตึงตัว ราคาตลาดพุ่งแรง และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เมืองเหนืออย่างเชียงรายกลับเลือก “อ่านเกม” ต่างจากเดิม—ไม่แข่งที่ปริมาณ แต่ยกระดับ “คุณภาพ” ผ่านโมเดลคลัสเตอร์ แปรรูป และเอกลักษณ์เชิงถิ่น (single origin) เพื่อก้าวจาก “มวยรอง” สู่ “ดาวรุ่งรายใหม่” ในตลาดพรีเมียมโลก

    แม้ประเทศไทยยังถูกจัดวางไว้ในฐานะผู้เล่นขนาดเล็กในห่วงโซ่โกโก้โลก—ผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 3,000–4,000 ตัน/ปี เทียบกับอุตสาหกรรมโลกกว่า 4,000,000 ตัน/ปี และส่งออกเมล็ดดิบยังต่ำกว่า 1,000 ตัน/ปี—แต่ความได้เปรียบใหม่กำลังก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญ ราคาตลาดโลกในเดือนตุลาคม 2567 ขยับสู่ 6.6 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. เพิ่มขึ้น 83.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ “สินค้าโกโก้แปรรูป” ของไทยทำผลงานโดดเด่นในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ด้วยมูลค่าส่งออก 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 16.4% โดยตลาดหลักอย่าง ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% สะท้อนโอกาสที่ชัดเจนของ “รสชาติ มาตรฐาน เรื่องเล่าเชิงถิ่น” มากกว่าการแข่งขันแบบสินค้าโภคภัณฑ์

    ภายใต้ภาพใหญ่ดังกล่าว เชียงราย—จาก “เมืองกาแฟที่คนทั้งโลกคุ้นชื่อ”—กำลังก้าวสู่ “เมืองโกโก้” ผ่านสามคานงัดสำคัญ (1) คลัสเตอร์ที่ทำงานครบห่วงโซ่ (2) โมเดลแปรรูป craft/single origin ที่ใส่ใจการหมัก ตาก คุณภาพถ้วย (cup quality) และ (3) การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคุณภาพสูง เพื่อดึงทั้งรายได้และการรับรู้ของผู้บริโภคเข้าหาสินค้า “โกโก้เชียงราย”

    จาก “มวยรอง” สู่ “จุดตั้งต้นใหม่”—ตัวเลขที่เปลี่ยนภูมิทัศน์

    บทความเชิงวิเคราะห์ของ กรุงเทพธุรกิจ ตั้งคำถามสำคัญว่า “ทำไมเมล็ดโกโก้ไทยยังเป็นแค่ ‘มวยรอง’ ในตลาดโลก?” ทั้งที่ในความจริง เกษตรกรไทยหลายรายพัฒนาคุณภาพจนคว้ารางวัลนานาชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบางรายพลิกจากต้นทุน 20–30 บาท/กก. เป็นสินค้าคราฟต์มูลค่า 500–600 บาท/กก. รวมถึงส่งออกได้จริง

    คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ “โครงสร้างอุตสาหกรรมยังอยู่ในวัยตั้งไข่” — ความรู้หลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) และมาตรฐานหมัก ตากยังไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ พันธุ์ สิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตยังทำให้ “คุณภาพเหวี่ยง” เมื่อคุณภาพไม่นิ่ง ผู้ซื้อรายใหญ่ย่อมลังเล ขณะเดียวกัน “ภาพจำของผู้บริโภค” ในประเทศยังมองโกโก้เป็น “ของหวานรสนม น้ำตาล” มากกว่าจะดื่มโกโก้แท้แบบ specialty ส่งผลให้ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่มีเพียง “หยิบมือ”—เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ตรงกันข้ามกับร้านกาแฟแบบ slow bar/roaster ที่ผุดขึ้นมากมาย

    แต่เมื่อ “ราคาตลาดโลก” พุ่ง 83.3% ในรอบปีล่าสุด—เกมก็เริ่มเปลี่ยน ผู้ผลิตที่เน้นคุณภาพมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อเริ่มเสาะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่เล่าเรื่อง “terroir” ได้จริง นี่คือช่วงเวลา “หน้าต่างโอกาส” ของเชียงราย

    เชียงรายวางหมาก—ปั้นคลัสเตอร์ครบห่วงโซ่และยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ”

    คลัสเตอร์โกโก้ภาคเหนือ (CocoaThai/Cocoa Doi) ในอำเภอแม่จัน—ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายฝึกอบรมและการจัดการแปรรูปแบบอินทรีย์—ทำหน้าที่หนุน “กลางน้ำ” ให้เกษตรกรเข้าใจการหมัก การตาก การคัดคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับจาก “ขายสด ราคาต่ำ” ไปสู่ “ขายเมล็ดหมักมาตรฐาน–มูลค่าสูง” และเชื่อมต่อกับผู้แปรรูป craft/single origin ทั้งในและต่างประเทศ

    ขณะที่โครงการ Cocoa Land Chiang Rai บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ที่ห้วยสัก (อำเภอเมือง) ใช้โมเดล “เกษตร–ท่องเที่ยว” สมัยใหม่มีแปลงสาธิต 60 ไร่, พิพิธภัณฑ์โกโก้, ร้านอาหารอินทรีย์ และพูลวิลล่า—ทำให้ผู้บริโภค “สัมผัสประสบการณ์” ก่อนตัดสินใจซื้อ และช่วยสร้าง แบรนด์พื้นที่ (place branding) ให้ “โกโก้เชียงราย” เป็นมากกว่าวัตถุดิบ—แต่คือ “จุดหมายปลายทาง”

    ปลายทางของห่วงโซ่ยังมีผู้เล่นแปรรูปคุณภาพอย่าง Boo Chocolate House ในแม่จัน ที่ย้ำหัวใจ “single origin” ให้ชัด—รสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสที่สะท้อนดิน ฝน ความสูง วิธีหมักเฉพาะถิ่น สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนความต่าง” ที่ประเทศผู้ผลิตปริมาณมากทำได้ยาก

    ตลาดต่างประเทศตอบรับ—ญี่ปุ่นและจีนโตแรง แคนาดาพุ่งระดับสามร้อยเปอร์เซ็นต์

    ข้อมูล 9 เดือนแรกปี 2567 สะท้อนศักยภาพฝั่งดีมานด์อย่างแจ่มชัด—มูลค่าการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งของไทยรวม 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4% y/y) โดย ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% ยังมีตลาดดาวรุ่งอย่าง แคนาดา โตถึง +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, และ สหรัฐฯ +46.3% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพียง “สวยงาม” ทางสถิติ แต่บอกเราว่า ตลาดพรีเมียมกำลัง มองหา โกโก้ที่เล่าเรื่องคุณภาพได้จริง—ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่เชียงรายกำลังเดิน

    นอกจากนี้ โครงสร้างการค้าของไทยยัง “ปกป้องมูลค่า” โดยธรรมชาติ เพราะ 99% ของการส่งออกเป็น “ผลิตภัณฑ์แปรรูปและช็อกโกแลต” ไม่ใช่เมล็ดดิบ (ซึ่งไทยอยู่อันดับ 68 ของโลก มูลค่าเพียง 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566) โมเดลนี้ช่วยให้ไทย “หนี” การแข่งขันราคาแบบสินค้าดิบ และ “เข้าใกล้” ผู้บริโภคปลายทางมากขึ้น

    จุดเปราะบางที่ต้องแก้—คุณภาพต้องนิ่ง คลัสเตอร์ต้องแน่น ผู้บริโภคต้องเข้าใจ

    แม้โครงเรื่องเชิงบวกจะชัดเจน แต่อุปสรรคสำคัญยังมีอย่างน้อยสี่ประการ

    1. มาตรฐานหลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) — การหมัก ตาก คัดคุณภาพยังไม่สม่ำเสมอระหว่างแปลง หากคุณภาพเหวี่ยง “แบรนด์ถิ่น” จะสั่นคลอน
    2. โครงสร้างราคารับซื้อ — เกษตรกรจำนวนมากยังขายผลผลิตสด 20–30 บาท/กก. ต่างจากรายที่แปรรูปเองซึ่งทำได้ถึง 500–600 บาท/กก. ช่องว่างนี้สะท้อน “ความรู้ เครื่องมือ ตลาด” ที่ยังเข้าถึงไม่เท่ากัน
    3. รับรู้ของผู้บริโภค — ร้านโกโก้สเปเชียลตี้เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ทำให้คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจโกโก้ผ่าน “ช็อกโกแลตผสมนม–น้ำตาล” มากกว่า “โกโก้แท้” การศึกษาตลาด การสื่อสาร การสร้างประสบการณ์จึงสำคัญ
    4. การรวมกลุ่ม — หากไม่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือคลัสเตอร์ เพื่อรวมมาตรฐาน ต่อรองราคา เล่าเรื่องร่วมกัน ศักยภาพ single origin ระดับโลกจะเกิดได้ยาก

    นโยบายรัฐคือคานงัด—เพิ่ม “โกโก้” เข้าคณะอนุกรรมการพืชสวน และขับเคลื่อนปลายน้ำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

    ปี 2567 ถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน” เมื่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบให้เพิ่ม “โกโก้” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะอนุกรรมการพืชสวน (แต่เดิมดูแลเพียง 5 รายการเมล็ดกาแฟ, กาแฟสำเร็จรูป, ชา, พริกไทย, ลำไย) การยกระดับนี้หมายถึง “กรอบสนับสนุนระยะยาว” และ “มาตรฐานกลาง” ที่จะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมเติบโตอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับโจทย์ชัดเจนให้เร่งคุณภาพ “กลางน้ำ ปลายน้ำ” ตั้งแต่การยกระดับโรงงานหมัก ตาก การพัฒนา “รสชาติ” เป็นเป้าหมาย (เพราะรสคือหัวใจของตลาดพรีเมียม) ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี Smart Farming และโมเดล โรงงานขนาดเล็ก รองรับพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น—ทั้งหมดนี้คือ “ชิ้นส่วน” ของจิ๊กซอว์เดียวกันที่จะช่วยให้ “คลัสเตอร์เชียงราย” ไปไกลกว่าเดิม

    เศรษฐศาสตร์เกษตรที่ “ใช่”—แรงจูงใจชัด รายได้รายเดือน และพันธุ์ที่สอดคล้องตลาด

    บทเรียนจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะ จังหวัดน่าน ชี้ให้เห็นว่าโกโก้ “สร้างรายได้สม่ำเสมอ” ได้—สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี มีรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาท/ไร่/เดือน เทียบกับพืชผลตอบแทนต่ำอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเพียง 7 บาท/กก. ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้การ “เปลี่ยนพืช” เกิดขึ้นได้จริงเมื่อ “ความรู้ ตลาด เครื่องมือแปรรูป” พร้อม

    ด้านพันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1” ถูกระบุว่าตอบโจทย์ตลาด—ให้ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่ และมีปริมาณไขมันสูงราว 57% ซึ่งสำคัญทั้งสำหรับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและการสกัดโคโค่บัตเตอร์ เมื่อ “พันธุ์” สอดคล้องกับ “การหมัก–ตาก” ที่เป็นมาตรฐาน โอกาสย่อมขยายตัวทั้งในประเทศและส่งออก

    แผนแม่บท 2568–2570 สำหรับเชียงราย—ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ

    เพื่อเร่งเครื่องให้เชียงราย “ขึ้นชั้น” เป็นเขตเศรษฐกิจโกโก้พรีเมียมของไทยและอาเซียนตอนบน ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สอดรับตัวเลขและนโยบายมีดังนี้

    1) ลงทุนศูนย์หลังเก็บเกี่ยวมาตรฐาน (Fermentation & Drying Hubs)

    • เป้าหมายคุณภาพ “นิ่ง” ทั้งคลัสเตอร์ ลดความเหวี่ยงจากฤดูกาล อากาศ
    • บทบาทเป็นจุดทดสอบคุณภาพ (เช่น bean-cut test/ความชื้น) และศูนย์เรียนรู้ร่วม

    2) ระบบรับรองคุณภาพ แบรนด์ถิ่น (GI/Organic/Fair Trade)

    • ยกระดับ “พรีเมียม” และต่อรองราคาได้ดี
    • เชื่อมการสื่อสารตลาดสากลจาก “เมล็ดเชียงราย” สู่ “ประสบการณ์เชียงราย”

    3) ตลาดกลางโกโก้ภาคเหนือแบบโปร่งใส

    • เผยแพร่กรอบราคาอิงคุณภาพ—จูงใจให้เกษตรกรลงทุนการหมัก ตาก
    • ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นรายใหญ่ รายย่อย

    4) Agri-Tourism & Cocoa Experience

    • ขยายบทเรียนจาก Cocoa Land ให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวโกโก้เชียงราย” (Cocoa Route)
    • ร้าน craft/โรงงานขนาดเล็ก/พิพิธภัณฑ์ เวิร์กช็อป สร้างดีมานด์ภายในและภาพจำระดับประเทศ

    5) พันธมิตรการค้าต่างประเทศเชิงกลยุทธ์

    • รักษาฐาน ญี่ปุ่น–จีน (คุณภาพ/ความสม่ำเสมอ) พร้อม “เร่งต่อยอด” ตลาดที่โตผิดปกติ เช่น แคนาดา (+392%) และ สหรัฐฯ (+46.3%) ด้วยเส้นทาง single origin เฉพาะถิ่น
    • ใช้ “เรื่องเล่า” เป็นสะพานที่มา ชุมชน ภูมิอากาศ กระบวนการหมัก

    ตัวเลข “มีชีวิต”—จากเมล็ดสู่เมือง

    จุดแข็งที่หลายประเทศไม่มีคือ “เล่าเรื่องได้ครบ” จากสวนบนดินสูง—แปลงสาธิต—ศูนย์หมัก—โรงงานคราฟต์—คาเฟ่สเปเชียลตี้—พิพิธภัณฑ์—เส้นทางท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ “มัดรวม” เป็นหนึ่งเดียวในเชียงรายได้จริง หากคลัสเตอร์ยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ” และรัฐช่วย “เร่งเครื่อง เปิดทาง” ในจุดที่เป็นคอขวด (มาตรฐาน ทุนเครื่องมือ ตลาดกลาง) เมืองทั้งเมืองจะได้ประโยชน์จาก “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการ โลจิสติกส์

    ในโลกที่ราคาโกโก้แกว่งแรง ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ผลิตที่ปลูกมากสุดเสมอไป—แต่คือผู้ที่ “ทำให้คุณภาพนิ่ง เล่าเรื่องชัด และส่งมอบประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซ้ำ” เชียงรายมีชิ้นส่วนทั้งหมดนี้อยู่แล้ว—เหลือเพียง “ประกอบร่าง” ให้แน่นหนา

    บทสรุปเชิงนโยบายและภาคปฏิบัติ

    • ระยะสั้น (12 เดือน) ตั้งจุดหมัก ตากมาตรฐานต้นแบบ 1–2 จุด/คลัสเตอร์, วางเกณฑ์คุณภาพร่วม, ทำคู่มือหมัก ตากฉบับชุมชน, ออกแบบสตอรี่ไลน์ “Cocoa Route เชียงราย” สำหรับสื่อและนักท่องเที่ยว
    • ระยะกลาง (18–24 เดือน) เดินเรื่อง GI/Organic และมาตรฐานการค้า, เปิดตลาดกลางคุณภาพ, ทำโครงการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อในญี่ปุ่น จีน อเมริกาเหนือ
    • ระยะยาว (36 เดือน) ปั้น “เชียงราย มหานครโกโก้คุณภาพ” เชื่อมคลัสเตอร์น่าน ลำปาง เชียงใหม่ เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ภาคเหนือ สร้างงานวิจัยสายพันธุ์ การหมักเชิงวิทยาศาสตร์ และศูนย์เรียนรู้ระดับนานาชาติ

    ข้อควรระวังเชิงยุทธศาสตร์เมื่อราคาตลาดโลกสูง—แรงจูงใจด้าน “ปริมาณ” จะถาโถมเข้ามา แต่เส้นทางที่ยั่งยืนสำหรับเชียงรายคือ “คุณภาพ เรื่องเล่า มาตรฐาน” เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง และป้องกันไม่ให้โกโก้ไทยเดินซ้ำรอย “ทุเรียนสดยุคบูม” ที่สูญเสียความได้เปรียบเชิงแปรรูปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

    ตัวเลขชวนคิด (จากข้อมูลที่ผู้ขอข่าวจัดมาให้)

    • ราคาตลาดโลก (ต.ค. 2567) 6.6 ดอลลาร์/กก. (+83.3% y/y)
    • กำลังผลิตไทย3,000–4,000 ตัน/ปี; ส่งออกเมล็ดดิบ <1,000 ตัน/ปี
    • ส่งออกสินค้าโกโก้แปรรูป (ม.ค.–ก.ย. 2567) 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4%)
      • ญี่ปุ่น +42.2%, จีน +40.3%, เมียนมา +19.4%
      • แคนาดา +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, สหรัฐฯ +46.3%
    • โครงสร้างการส่งออกของไทย: 99% เป็นสินค้าปลายทาง/แปรรูป
    • เมล็ดดิบไทยปี 2566: 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับ 68 ของโลก)
    • พันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1”: ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่, ไขมัน ~57%
    • รายได้สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี: ~3,000 บาท/ไร่/เดือน (ตัวอย่างพื้นที่น่าน)
    • ราคาเปรียบเทียบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ~7 บาท/กก.
    • ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่: เฉลี่ยจังหวัดละ ไม่เกิน 10 แห่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-premium-cocoa-export-global/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VeVeC0PjXyxYKpwx4vCCf

  • ปลดล็อกเวลาขายสุรา ดริ้งต่อหลังเที่ยงคืน เริ่ม ธ.ค.นี้

    ปลดล็อกเวลาขายสุรา ดริ้งต่อหลังเที่ยงคืน เริ่ม ธ.ค.นี้

    พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มี อรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ใช้เวลาหารือกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ข้อสรุป “ปลดล็อกชั่วคราว” ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.

    รมว.พัฒนา เผยหลังประชุมว่า มติครั้งนี้เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยอนุญาตให้จำหน่ายสุราในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือน ก่อนจะมีการประเมินผลทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และผลกระทบทางสังคมอีกครั้ง หากผลออกมาดีอาจขยายระยะเวลามาตรการต่อไป

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติ ‘ผ่อนปรน’ ให้ลูกค้าสามารถ นั่งดื่มต่อได้ 1 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน แต่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติม โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดของมาตรการนี้ สำหรับสาเหตุที่ไม่ขยายเวลาขายเกิน 24.00 น. นั้น เป็นเพราะตามข้อมูลพบว่า อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ มักเกิดสูงสุดในช่วงเวลา 00.00-02.00 น.

    ขั้นตอนต่อไป กระทรวงสาธารณสุขจะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาผลกระทบในพื้นที่ และเปิดรับฟังความคิดเห็นภายใน 15 วัน ก่อนเสนอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา คาดเริ่มบังคับใช้ได้ต้นเดือนธันวาคมนี้

    รมว.สาธารณสุข ย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของ ‘สมดุล’ระหว่าง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพประชาชน โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ พร้อมระบุว่า แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้เปิดสถานบริการถึง 04.00 น. แต่ข้อมูลการศึกษาชี้ชัดว่า การขยายเวลาปิดร้านถึงตี 4 จะเพิ่มอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับอย่างมีนัยสำคัญ

    “เราต้องมองทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมให้รอบด้าน ไม่ได้มุ่งแต่เปิดเพิ่มชั่วโมงขาย แต่ต้องดูความปลอดภัยของประชาชนควบคู่กัน”

    — รมว.พัฒนา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moph-government-unlocks-time-selling-alcohol-drinks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw191m5181fYatwlZiXhBBCD

  • เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

    เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.50 น.

    “รมว.สธ.”เผย”คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”เคาะแล้ว ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น / ประเมินผล 6 เดือน พร้อมไฟเขียวหลังเที่ยงคืนนั่งดริ้งต่อ 1 ชม.ไม่มีกำหนดกรอบ คาดเริ่มต้น ธ.ค.ยันรัฐบาลคำนึงกระตุ้นศก.ควบคู่สุขภาพ

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยใช้เวลาการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง

    ต่อมา นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ อยากให้มีการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่มีการจำหน่าย โดยที่ประชุมมีมติว่า ช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ และการขยายระยะเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์หลัง 24.00 น.ยังคงไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สามารถนั่งอยู่ที่ร้านต่อได้อีก 1 ชั่วโมง โดยมติที่อนุญาตให้ขายช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.เป็นมาตรการที่จะดำเนินการในระยะเวลา 6 เดือน และจะมีการประเมินผลดีทางเศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ และประเด็นอื่นๆ ทางสังคม และจะนำผลการศึกษาเหล่านี้มาวิเคราะห์เข้าที่ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะต่อมาตรการตรงนี้ออกไปหรือไม่ ในส่วนหลังเวลา 24.00 น.ให้นั่งต่ออีก 1 ชั่วโมง และไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาของมาตรการ เพราะเราพบว่ามีอุบัติเหตุช่วงเวลา 24.00 – 02.00 น.สูงที่สุด และเมื่อสถานบริการปิด อุบัติเหตุลดลง ซึ่งเราไม่ได้ขยายเวลาการขายหลังเที่ยงคืน

    นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับการศึกษามาตรการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น.จะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาและนำผลเข้าที่ประชุมอีกครั้งว่าในแต่ละจังหวัดมีผลบวกผลลบหรือประเด็นข้อกังวลอย่างไรบ้าง โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็น 15 วัน และจะสามารถประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้

    นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจัดโซนนิ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติสถานบริการที่มีการแก้ไขการกำหนดเขตพื้นที่ได้มีการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ยังคงมีอยู่ เนื่องจากเป็นการประกาศตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ฉะนั้น โซนนิ่งยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกี่ยวข้องมองกันหลายมุม รวมถึงมีการแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะในหลายเรื่อง โดยยืนยันว่าเราไม่ละทิ้งกระบวนการสาธารณสุข กระบวนการป้องกันต่างๆ แต่เราต้องพิจารณาองค์ประกอบให้รอบด้าน ทั้งการรักษาสุขภาพ ในแง่การส่งเสริมเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องทำให้มีความสมดุล เพราะเรามีนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ตัวแทนกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งที่ประชุมว่าปัจจุบันกำลังพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ

    เมื่อถามว่า จะมีการไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะมีการเรียกร้องให้เปิดถึง 04.00 น.นั้น นายพัฒนา กล่าวว่า เราต้องประเมินผลกระทบ และอยากให้ผู้ประกอบการประเมินผลกระทบไปกับเรา เพราะเราเคยมีการศึกษามาว่าหากให้มีการเปิดสถานบริการถึง 04.00 น.เราเห็นว่ามีอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มจะออกมาทำงาน เพราะพฤติกรรมของคนไทยเวลาดื่มแล้วมักเปลี่ยนสถานที่ รวมถึงขับรถกลับบ้าน ซึ่งตรงนี้ต้องมองในมิติทางสังคมให้รอบด้าน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927709&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03D2DOnJTggyN6fPNoFd2k

  • สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ประชุมมอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ – OBEC

    สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ประชุมมอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ – OBEC

    ดร.กัญจนา สัตตรัตนำ ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ เป็นประธานประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ เพื่อมอบนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีคุณธรรม” ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ณ หอประชุมพิมานพรหม สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑

    วันศุกร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ เป็นประธานประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ เพื่อมอบนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีคุณธรรม” ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ก่อนมอบนโยบาย ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง ๙๓ วินาที เพื่อแสดงความไว้อาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง และกล่าวคำปฏิญาณเขตพื้นที่การศึกษาเขตสุจริต โดยมี นายอรรถพล ชาติรัมย์ นายสุพรมแดน ประทุมเมศ นางสาวพรทิพย์ ทวีวัฒน์โสภา รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ดร.ปริศนา วรรณารักษ์ รอง ผอ.สพม.เชียงใหม่ (ช่วยราชการ) ผู้อำนวยการกลุ่ม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่ม/หน่วย ร่วมแสดงความไว้อาลัยฯ พร้อมได้มอบเกียรติบัตรผู้มีผลงานดีเด่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจการปฏิบัติงาน ณ หอประชุมพิมานพรหม สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑ โดย ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานในสถานศึกษานำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอ พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ทันสมัยและสอดคล้องกับศตรวรรษที่ ๒๑ พัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ส่งเสริมให้ผู้เรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษามีความปลอดภัย สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้ผู้เรียนทุกวัยทุกระดับอย่างเท่าเทียม โดยมี นายอรรถพล ชาติรัมย์ นายสุพรมแดน ประทุมเมศ นางสาวพรทิพย์ ทวีวัฒน์โสภา รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ดร.ปริศนา วรรณารักษ์ รอง ผอ.สพม.เชียงใหม่ (ช่วยราชการ)  ผู้อำนวยการกลุ่ม ผู้อำนวยการหน่วย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่ม แจ้งข้อราชการที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดทราบเพื่อเป็นแนวปฏิบัติโดยให้ยึด กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ณ หอประชุมพิมานพรหม สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/20967&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ChbfvDezJVony0hVf1wma