Blog

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดลบ 0.76% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดลบ 0.76% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (14 พ.ย.) หลังจากจีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ทองแดงมากที่สุดในโลกเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ราคาทองแดงยังถูกกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

    สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3.90 เซนต์ หรือ -0.76% ปิดที่ 5.0630 ดอลลาร์/ปอนด์

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีนเป็นปัจจัยฉุดราคาทองแดง โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 6.5% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5%

    ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนต.ค. ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 3% และเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเดือนที่ 5 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

    ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 1.7% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ที่ลดลงเพียง 0.5% และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจลดลง 0.8%

    นอกจากนี้ ราคาทองแดงยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนลดความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยล่าสุดเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักไม่ถึง 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. จากก่อนหน้านี้ที่ระดับ 67%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAF0IQ7BE0OR90EIN5GJU0W760OK6BG&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IoddnrBqOVoirr6sgG_vL

  • ถอดบทเรียน ‘เศรษฐกิจเกาหลีใต้’ แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD

    ถอดบทเรียน ‘เศรษฐกิจเกาหลีใต้’ แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD

    ถอดบทเรียน “เศรษฐกิจเกาหลีใต้” สมาชิก OECD ที่เคยเป็นเหมือนฝาแฝดไทย เกาหลีถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไทยสามารถนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไปปรับใช้ในระหว่างการเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECD

    ไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ “OECD” หลังจากคณะมนตรี OECD มีมติเอกฉันท์เชิญไทยเข้าสู่กระบวนการหารือเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2024

    OECD มีความสำคัญต่อการปรับปรุงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานโลก ใครที่ได้เข้าเป็นสมาชิกเหมือนได้รับการยอมรับว่าเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” การเข้าร่วมเป็นสมาชิกจึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้รับคำแนะนำและแนวทางในการปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง

    เกาหลีใต้ หนึ่งในสมาชิก OECD เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับไทยในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง งานสัมมนา Sharing Pathways: Korea’s OECD Membership and Thailand’s Application จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยถือเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยได้ถอดบทเรียน 

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

     “ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการเป็นสมาชิก OECD จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับประเทศไทย เช่นเดียวกับที่เคยเป็นสำหรับเกาหลี เพื่อให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงขึ้น และบูรณาการเข้ากับระบบโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”  ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงาน

    ด้านรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ชี้ว่า การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการปฏิรูปที่มีพลวัต ซึ่งเป็นแนวทางในการปรับปรุงธรรมาภิบาล ความยั่งยืน นวัตกรรม และความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

    ฝาแฝดโตคนละแบบ

    ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ และพลังงาน  วิเคราะห์ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีและไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ช่วงทศวรรษ 1950 ไทยกับเกาหลีใต้เป็นเหมือน “ฝาแฝด” มีแนวคิดเศรษฐกิจแบบอเมริกันเหมือนกัน มีสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

    เกาหลีเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ในช่วงทศวรรษ 1980 ในขณะที่ไทยควรจะมีสถานะเดียวกันในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ความหวังจะเป็นเสือตัวที่ 5 ได้เลือนหายไป เพราะการเมืองไทยมีปัญหามากกว่าเนื่องจากยังมีผู้นำที่มาจากทหาร ขณะเดียวกันไทยก็เน้นการค้ามากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรม จึงทำให้เศรษฐกิจเกาหลีและไทยเติบโตแตกต่างกัน

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี

    “สิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้อีกก็คือ เกาหลีมองญี่ปุ่นเป็นคู่แข่ง และต้องการเอาชนะ ขณะที่ไทยโอบรับญี่ปุ่น” ดร. ณรงค์ชัย ผู้ติตตามทิศทางเศรษฐกิจของสองประเทศมานานกว่า 50 ปี กล่าว

    อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ เล่าต่อว่า แม้ไทยสามารถออกจากวิกฤติการเงินได้ภายในปี 2001 แต่ปัญหาทางการเมืองก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2006 และคงอยู่เป็นเวลานานกว่า 15 ปี การที่ประเทศยังคงมีผู้นำที่มาจากกองทัพจะเน้นให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพมากกว่าความเจริญรุ่งเรือง

    ดังนั้น ดร.ณรงค์ชัย จึงมองว่าการเข้าร่วมกระบวนการสู่การเป็นสมาชิก OECD ของไทย เป็นนิมิตหมายที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย

    “การเข้าร่วม OECD จะช่วยให้ฝาแฝดที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านเศรษฐกิจ ที่เคยเติบโตไปคนละทาง ตั้งแต่ช่วง 2000 ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในครอบครัว OECD คงราวๆ ปี 2030” 

    ก่อนรุ่งเรือง

    ดร. ฮุน ซาฮิบ โซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคเอเชียใต้ของธนาคารโลก เผยว่า ช่วงก่อนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจเกาหลีสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เกาหลีได้ปรับปรุงนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 

    ช่วงที่เศรษฐกิจเกาหลีเติบโตอย่างรวดเร็ว ระหว่างปี 1962-1991 มาจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในทุนทางกายภาพ (physical capital) เพื่อเน้นเพิ่มผลผลิต จากนั้นเกาหลีใต้ก็ก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในปี 1995 และได้เป็นสมาชิก OECD ในปี 1996 

    ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูง เกาหลีใต้ได้เปิดตลาดมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการลดอุปสรรคทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วไปเฉลี่ยลดลงจาก 24% ในปี 1983 เหลือ 8% ในปี 1994 และลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกทางเศรษฐกิจผลักดันการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ และได้ทำข้อตกลงไปแล้วกว่า 17 ฉบับ ครอบคลุม 50 ประเทศ ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990

    เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2000 ประเทศก็เปลี่ยนไปให้ความสำคัญเรื่องผลิตภาพรวม (total factor productivity) โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำให้ผลิตภาพของแรงงานเกาหลีสูงถึง 75% ของค่าเฉลี่ย OECD ภายในปี 2018 และแซงหน้าค่าเฉลี่ย OECD ไปแล้วนับแต่นั้นมา

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ดร. ฮุน ซาฮิบ โซ

    3 เสาหลักพัฒนาประเทศ

    ดร. ฮุน สรุปว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ยกระดับสู่ประเทศพัฒนาแล้ว พึ่งพาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางตลาดของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงนโยบายอุตสาหกรรม และการผลิตแรงงานที่มีการศึกษาและมีทักษะ

    นักวิเคราะห์จากธนาคารโลกบอกว่า ในช่วงต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงคราม ภาครัฐและบริษัทขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า แชโบล มีความสัมพันธ์ในเชิงหุ้นส่วนอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านตลาดและให้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงสินเชื่อแก่แชโบลเป็นหลัก

    เมื่อประเทศเจอวิกฤตการณ์ทางการเงินรัฐบาลจึงปฏิรูปนโยบายการเงินครั้งใหญ่ อาทิ เปิดเสรีตลาดทุน สนับสนุนโลกาภิวัตน์ภาคการเงิน ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เปิดตลาดพันธบัตรให้ต่างชาติ ยกเลิกเพดานการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในหุ้นต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ปฏิรูปการเข้าถึงสินเชื่อจากการอนุมัติให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ไปสู่การให้สินเชื่อแก่บริษัทขนาดเล็ก (20% ล่างสุด) มากขึ้น

    ส่วนการเปลี่ยนแปลงนโยบายอุตสาหกรรม เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนการเน้นสนับสนุนนวัตกรรมของบริษัทใหญ่ไปสู่การสนับสนุนบริษัทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) และเน้นให้ความสำคัญกับธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและผู้สร้างนวัตกรรมที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการให้ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนเกาหลีเข้า OECD และปัจจุบันเกาหลีใต้มีอัตราการใช้จ่าย R&D ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ราว 5% สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากอิสราเอลที่ใช้จ่าย 6% ต่อจีดีพี

    ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เกาหลีหันไปส่งเสริมการให้ทุนแก่บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี เห็นได้จากแอปพลิเคชันกาเกา (Kakao), แพลตฟอร์มเนเวอร์ (Naver), และบริษัทชีวเวชภัณฑ์ Celtrion ที่เติบโตจากสตาร์ตอัปสู่บริษัทขนาดใหญ่ท็อป 10 ของเกาหลีใต้ 

    ขณะนี้เกาหลีใต้มีการลงทุนในเงินลงทุนร่วม (venture capital investment) เมื่อเทียบกับจีดีพีมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากแคนาดาและสหรัฐ

    ในการพัฒนาบุคลากร เกาหลีใต้ได้ปฏิรูประบบการศึกษาโดยเน้นสนับสนุนการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม, คณิตศาสตร์) เพื่อเตรียมพร้อมแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

    ดร.ฮุน บอกว่า เกาหลีวางแผนเศรษฐกิจระดับชาติโดยคำนึงการพัฒนาทุนมนุษย์เสมอ ในช่วงที่ประเทศเน้นการพัฒนาการผลิตซึ่งต้องใช้แรงงานทักษะต่ำ รัฐบาลให้ความสำคัญด้านการศึกษาระดับอาชีวและวิทยาลัย แต่เมื่อประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลก็เน้นสนับสนุนการศึกษาระดับสูงมากขึ้น

    OECD คลับช่วยขจัดอุปสรรค

    ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ยังคงมีอุปสรรคที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี การได้เป็นสมาชิก OECD มีส่วนช่วยให้เกาหลีใต้สามารถวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ได้

    ดร.ปาร์ค จีวอน ผู้ช่วยนักวิจัย ทีมการเงินระหว่างประเทศ จากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเกาหลี (KIEP) บอกว่า ประโยชน์ที่สมาชิก OECD จะได้รับคือ คำแนะนำที่ดี

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ดร.ปาร์ค จีวอน

    “แม้การนำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรับใช้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่พวกเราคำนึงถึงข้อเสนอของพวกเขาเสมอ และเศรษฐกิจเกาหลีกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจาก OECD”

    ขณะที่ ดร.ฮุน บอกว่า สมาชิกจะได้รับประโยชน์จากการหารือแลกเปลี่ยนนโยบาย  แลกเปลี่ยนมุมมองที่เป็นประโยชน์ และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่าได้เข้าสู่ “คลับของประเทศพัฒนาแล้ว” คลับที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิรูป

    ด้านทูตปาร์คเสริมว่า OECD ไม่ได้บังคับให้สมาชิกตัดสินใจใดๆ แต่เป็นสโมสรอันทรงเกียรติที่จะได้รับแรงกดดันที่ดีจากเพื่อนสมาชิก เพื่อเร่งปรับปรุงสถิติ กฎระเบียบ และสถานะต่างๆ ของประเทศ 

    “การที่สื่อรายงานสถิติต่างๆ เช่น อัตราการเกิดต่ำ อัตราการตาย ของสมาชิก OECD ถือเป็นแรงกดดันที่ดีที่จะทำให้รัฐบาลคิดนอกกรอบ พัฒนาประเทศให้ดีขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1207717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPKZVDeotTN04xK3WDnc7

  • จับตา สภาพัฒน์ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ลุ้น GDP ไตรมาส 3 และทั้งปี 2568

    จับตา สภาพัฒน์ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ลุ้น GDP ไตรมาส 3 และทั้งปี 2568

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2568) เวลา 9.30 น. ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ จะแถลง รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 โดยจับตาตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของประเทศไทยล่าสุด รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยสนับสนุน และข้อเสนอในการขับเคลื่อนการบริหารนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    ก่อนหน้านี้ สศช. ได้ประกาศภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568 โดยพบว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจากการขยายตัว 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการชะลอตัวของการผลิตภาคนอกเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขณะที่การผลิตภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 เดิม สศช. ประเมินว่า จะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.8 – 2.3% หรือมีค่ากลางการประมาณการ 2% ขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับ 2.5% ในปี 2567 โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.0 – 0.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.1% ของ GDP

    อย่างไรก็ตามต้องจับตาเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รวมทั้งแนวโน้มปีหน้า โดยเฉพาะแนวโน้มการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีมากแค่ไหน หลังจากรัฐบาลได้ดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้สามารถขยายตัวต่อไปได้ ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง 

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมรับฟัง ถ่ายทอดสด การแถลงข่าวตัวเลข GDP จาก สศช. ผ่านช่องทางดังนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1ixLRkZ-sjXJYeYQxNrW

  • “คนละครึ่งพลัส” พลิกชีวิต SME ปลุกเศรษฐกิจฐานราก เงินสะพัดหลายหมื่นล้าน

    “คนละครึ่งพลัส” พลิกชีวิต SME ปลุกเศรษฐกิจฐานราก เงินสะพัดหลายหมื่นล้าน

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” (คนละครึ่งพาส) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการออกแบบที่มุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่มาตรการลดภาระค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการจุดประกายกำลังซื้อและการลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจุลภาค

    หัวใจสำคัญของโครงการคนละครึ่งพลัสคือการมุ่งเน้นความช่วยเหลือไปยังเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการคัดกรอง ผู้ประกอบการอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการเป็น “ฐานราก” จริง ๆ หรือเป็นกลุ่มไมโคร SME ที่ต้องการความช่วยเหลือ

    การคัดกรองที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้จำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ “ถุงเงิน” ในรอบนี้มีประมาณ 5-6 แสนราย ซึ่งแม้จะน้อยกว่าโครงการรอบแรก ๆ แต่ก็สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เงินอุดหนุนกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการรายเล็กที่สุดอย่างตรงจุด

    แม้จะเป็นโครงการที่เน้นการลดค่าครองชีพ แต่คนละครึ่งพลัสก็มีขอบเขตการใช้จ่ายที่กว้างขวางเพื่อให้เงินอุดหนุนสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก ๆ” ได้ในหลายมิติ โดยการใช้จ่ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหาร แต่ยังครอบคลุมในหลายหมวดหมู่ เช่น ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์เพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารแมว หรืออาหารสัตว์ได้ รวมถึงการใช้จ่ายกับระบบขนส่งสาธารณะและรถแท็กซี่ ซึ่งช่วยลดภาระการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชนได้เป็นอย่างดี

    โครงการนี้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในเชิงลึกต่อทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการ โดยมีประชาชนที่ได้ใช้สิทธิ์ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งโครงการช่วยลดภาระค่าครองชีพและเปรียบเสมือนการ “เติมเงินในกระเป๋า” ให้กับผู้ใช้งาน สิ่งที่พิเศษคือการสร้าง “ความสุขในการใช้จ่าย” โดยประชาชนมีความสุขที่ได้ใช้สิทธิ์ ตัวอย่าง การซื้ออาหาร 200 บาท แต่ได้รับปริมาณอาหารเทียบเท่า 400 บาท

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล

    สำหรับผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน 5-6 แสนราย โครงการนี้ส่งผลให้พวกเขามีรายได้เยอะขึ้น นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางรายถึงกับกล่าวว่าโครงการนี้ได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของพวกเขาไปเลย หากนับรวมสมาชิกในครอบครัวของผู้ประกอบการแต่ละราย ผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตจะมีจำนวนเป็นหลักล้านคน

    โครงการคนละครึ่งพลัสยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีและ “เงินสะพัด” อย่างแท้จริง เมื่อเงินจากกระเป๋าประชาชนถูกโอนไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก ก็จะเกิดกลไกการลงทุนต่อทันที กล่าวคือ ผู้ประกอบการเมื่อมีรายได้ก็จะนำเงินไปซื้อของมาลงทุนต่อ ทำให้เกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ณ ช่วงเวลาดังกล่าว มีมูลค่าการใช้จ่ายไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามีเงินหมุนเวียนในระบบเยอะมาก โครงการนี้จึงเปรียบเสมือน “เครื่องยนต์ขนาดเล็กหลายล้านตัวที่ทำงานพร้อมกัน” ในระบบเศรษฐกิจฐานราก ก่อให้เกิดการจุดติดของกำลังซื้อและการลงทุนหมุนเวียนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

    โครงการในรอบนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการจัดการที่ดีมาก โดยกระทรวงการคลังได้นำเอาปัญหาเดิม ๆ มาแก้ไขได้เกือบทุกจุด ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานและผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก แม้ว่าโครงการเฟส 1 จะหมดลงในช่วงสิ้นปี รัฐบาลก็มีความต้องการที่จะต่อโครงการนี้ไปจนถึงเดือนมกราคม

    โดยทราบดีว่าช่วงปีใหม่เป็นช่วงที่คนไทยใช้เงินและเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใช้มาตรการนี้เพื่อสร้างความสุขและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โครงการคนละครึ่งพลัสจึงนับเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จของการใช้จ่ายภาครัฐที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ทั้งในด้านการลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับคุณภาพชีวิต และการเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/644052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PApf1EKAu91tCzrAfd-Yo

  • เศรษฐกิจไทยในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ 3 ผู้บริหารสะท้อนภาพประสบการณ์ตรงในสนาม

    เศรษฐกิจไทยในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ 3 ผู้บริหารสะท้อนภาพประสบการณ์ตรงในสนาม

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งอัดมาตรการเศรษฐกิจชุดใหญ่ในช่วงบริหารประเทศสั้นๆในช่วงเวลา 4 เดือน หวังเป็นแรงส่งสุดท้ายก่อนการยุบสภา ทั้งมาตรการลดภาระหนี้ อุดหนุนสวัสดิการ และโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ถูกปลุกขึ้นมาเดินเครื่องเต็มกำลังอีกครั้ง หวังพยุงการบริโภคปลายปี กระจายเม็ดเงินลงสู่ฐานรากอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 กลับถูกประเมินให้ขยับตัวเพียง 1.3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอาจกำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางกว่าที่สังคมอยากเห็น กระนั้น ปัญหาที่แท้จริงไม่เคยอยู่แค่ในตัวเลข หากอยู่ในความรู้สึกของผู้คน ความเชื่อมั่นที่หายไปจากครัวเรือนและภาคธุรกิจหลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความลังเลที่จะใช้จ่ายของประชาชน และความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการที่จะเดินหน้าลงทุนใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนสูงและความเสี่ยงรอบด้านยังไม่คลาย

    มาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถจุดประกายความมั่นใจกลับคืนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริง

    เพื่อมองข้ามตัวเลขและเข้าถึง “อุณหภูมิจริง” ของเศรษฐกิจปีหน้า “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ได้พูดคุยกับผู้บริหารองค์กรชั้นนำ รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ด้านเศรษฐกิจและการตลาด สะท้อนภาพเศรษฐกิจของปีนี้ (2568) และปีหน้า (2569) จากประสบการณ์ตรงในสนาม ว่าความหวังและมาตรการกระตุ้นต่างๆมีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนทิศเศรษฐกิจไทย หรือเป็นได้แค่ประกายเล็กๆท่ามกลางความไม่แน่นอนที่กำลังห้อมล้อมอยู่ทุกด้าน

    “ไทยเบฟ” มองหนักกว่าโควิด “คนไม่กล้าใช้เงิน”

    ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในสมรภูมิธุรกิจอาหารไทยมายาวนาน กำกับเครือข่ายร้านอาหารใกล้แตะ 900 สาขาทั่วประเทศ สะท้อนภาพปี 2568 อย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับผู้ประกอบการอาหารทุกราย

    เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ปี 2568 กับช่วงวิกฤติโควิดอย่างน่าคิด ช่วงนั้นผู้คน “มีเงินแต่ไม่มีที่ใช้” หรือใช้จ่ายได้ยาก เพราะมาตรการจำกัดการเดินทาง แต่ปีนี้กลับเป็นอีกแบบ คนจำนวนมาก “ไม่มีเงินจะใช้” หรือแม้จะมีรายได้อยู่บ้างก็ไม่กล้าใช้จ่าย เหตุผลสำคัญคือความไม่มั่นใจต่ออนาคต ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และรายได้ที่ไม่แน่นอน

    “ความยากจึงไม่ใช่แค่ยอดขายเท่านั้น แต่คือความเชื่อมั่นที่หายไปจากผู้บริโภค”

    ปัญหาที่หนักที่สุดของเศรษฐกิจไทยวันนี้คือ “หนี้ครัวเรือน” ซึ่งกระจายทั้งในระบบราว 70% และนอกระบบอีกประมาณ 30% หนี้ในระบบแบ่งเป็นหลายกลุ่มที่สะท้อนปัญหาเชิงพฤติกรรมชัดเจน ตั้งแต่หนี้บัตรเครดิตที่คนจำนวนมากสมัคร

    กันง่ายในช่วง 5-6 ปีก่อน ใช้จ่ายเกินตัว ผ่อนขั้นต่ำจน “วงเต็มทุกใบ” ไปจนถึงหนี้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ต้องมีรถ” ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีรถหลายคัน ขณะที่หนี้ส่วนบุคคลและเอสเอ็มอี ก็เร่งขยายเพราะผู้คนกู้เสริมสภาพคล่อง แต่รายได้ไม่โตตามต้นทุนดอกเบี้ย ภาระจึงสะสมเร็วกำลังซื้อที่อ่อนลงต่อเนื่อง กระทบต่อผลลัพธ์เชิงธุรกิจชัดเจน หากทำธุรกิจเท่าเดิม ผลลัพธ์จะลดลงทันที ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ “ทำมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม”

    การขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ในระดับน่ากังวล โดยส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคยุคดิจิทัลที่ทำให้ “เงินไหลออก” เป็นสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วและที่พักผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ การสมัครบริการสตรีมมิงและดิจิทัลจากบริษัทนอกประเทศ หรือการซื้อสินค้าออนไลน์ที่สินค้าจีนครองส่วนแบ่งส่วนใหญ่ ผลรวมคือเงินสะพัดภายในประเทศลดลง ขณะที่รายได้ส่วนหนึ่งไหลออกไปต่างประเทศ ทั้งจากค่านำเข้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และยอดขายผู้ประกอบการต่างชาติ

    ภาคการผลิตอาหารและโภคภัณฑ์ของไทย ยังพึ่งพาการค้าชายแดนมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา แต่ในอีกฟากหนึ่ง ภาคเกษตรไทยกลับหดตัวลงเพราะ “ทำแล้วไม่คุ้ม” การที่ทุนต่างชาติ

    เข้าถือครองกิจกรรมเกษตร เช่น สวนผลไม้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ก่อความกังวลด้านความมั่นคงอาหารและที่ดินในระยะยาว ทำให้ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานของหลายอุตสาหกรรมไทย อยู่ในภาวะ “เสี่ยงเงียบ” มากกว่าที่ตัวเลขระบุ

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดความเชื่อมั่น แม้จะมีมาตรการพยุงระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หรือมาตรการหักลดหย่อนภาษี 30,000 บาท แต่ให้ผลเพียงชั่วคราว โดยมองว่าด้วยการบริหารในเวลาสั้นๆ ยังทำให้ภาคเศรษฐกิจ “ตั้งหลักไม่ทัน” และหากมีการเลือกตั้งใหม่ วัฏจักรความไม่แน่นอนอาจลากยาวอีก 6-8 เดือน

    โดยจากนี้ทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล เทคโนโลยี และความยืดหยุ่นของนโยบาย สรุปคือ เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าไม่น่าทรุดหนัก แต่ยังไม่ฟื้นจริง จนกว่าเสถียรภาพทางนโยบายจะกลับคืนมา

    “เดอะมอลล์” มองลูกค้ายังอยู่แต่ใช้เงินระวัง

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจรีเทลที่ประยุกต์ศูนย์การค้าแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น “แหล่งการใช้ชีวิต-ไลฟ์สไตล์” ที่ไม่หยุดอยู่แค่การขายสินค้า เชื่อว่าปี 2569 จะเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ” ของธุรกิจค้าปลีกไทย แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มแรง แต่พอมองเห็นความหวัง หากภาครัฐและเอกชนเดินไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ปล่อยมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อสำคัญ อย่างคนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน และอยากให้สานต่อช็อปดีมีคืน ซึ่งส่งผลโดยตรงกับฐานลูกค้ากลุ่ม B ถึง B+ ของเครือ

    ยกตัวอย่างจากพื้นที่จริงในศูนย์ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทำยอดขายสูงขึ้นกว่าร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม ลูกค้าต่อคิวยาวแน่นในทุกกิจกรรม นี่เป็นหลักฐานว่ามาตรการรัฐยังมีพลังมาก และเมื่อผสานกับเครื่องมือฝั่งเอกชน ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ กิจกรรม หรือโปรโมชัน ก็ยิ่งช่วยกระตุ้นความรู้สึกคุ้มค่าและดึงคนกลับเข้าศูนย์การค้าได้ทันที

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความหวังนี้ยังมีความเปราะบาง เพราะบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เอื้อให้คนกล้าใช้เงินเต็มที่ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ “ไม่มีเงิน” แต่เพียง “ยังไม่มั่นใจ” จึงเลือกชะลอการใช้จ่ายและรอดูทิศทางก่อน ส่งผลให้การสร้างบรรยากาศเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆกับตัวมาตรการเอง

    ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ วันนี้ผู้คนไม่ได้ตั้งใจมาซื้อของเป็นหลักอีกต่อไป แต่มาใช้เวลา พวกเขาตื่นขึ้นมาด้วยคำถามว่า “จะไปกินข้าวที่ไหนดี จะนัดเพื่อนที่ไหนสะดวก” ไม่ใช่ว่าจะซื้ออะไร ทำให้ศูนย์การค้ากลายเป็นจุดนัดพบของครอบครัวและเพื่อนฝูง ร้านอาหารจึงกลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญ

    ขณะที่การช็อปปิ้งกลายเป็นผลพลอยได้จากประสบการณ์นั้น เธอเสริมว่า Gourmet Market ยังเป็น “จุดแวะสำคัญ” ก่อนกลับบ้าน สะท้อนว่าศูนย์การค้าถูกใช้ในฐานะพื้นที่ของความสะดวกและไลฟ์สไตล์ มากกว่าพื้นที่ซื้อสินค้าโดยตรง “ในโลกออนไลน์ ลูกค้าตัดสินใจจากราคา แต่ในโลกออฟไลน์ ชนะกันด้วยการบริการและประสบการณ์ ซึ่งเป็นแกนกลางที่ศูนย์การค้าต้องยกระดับให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ความบันเทิงไม่ใช่แค่โรงภาพยนตร์ ทุกอย่างเป็น Entertainment ได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราทำให้มันสนุกพอหรือไม่”

    แม้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนจะทรงตัวจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่อัตราการใช้งาน M Card ยังคงเติบโต แสดงว่าลูกค้ายังมาเดินศูนย์ เพียงแต่ระมัดระวังการใช้เงิน

    “ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนวิธีใช้จ่าย  เปลี่ยนเหตุผลในการมาศูนย์และเปลี่ยนสิ่งที่มองหา”

    “วู้ดดี้” มองเปลี่ยนประเทศเริ่มจาก 3 เสา

    วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา อินฟลูเอนเซอร์และนักธุรกิจสื่อบันเทิงรุ่นใหม่ จากทอล์กโชว์ไปจนถึงความสำเร็จของเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival ที่ยกระดับสู่เวทีระดับโลก เขามองว่าการเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มจาก “3 เสาหลัก”  ได้แก่ 1.ความคิดสร้างสรรค์และความแตกต่าง  (Creativity & Differentiation) ถ้าไม่คิดนอกกรอบ ไม่กล้าแตกต่างจากเดิม จะไม่มีวันก้าวกระโดดเหมือนชาติอื่น เช่น สิงคโปร์ หรือดูไบ ที่เริ่มจากศูนย์ แต่กล้าคิดต่างทั้งประเทศ  2.การบริหารจัดการโดยคนที่เก่งที่สุด (Management by the Best) ต้องมีคนเก่งจริงๆจากหลายด้าน มารวมตัวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเก่ง แต่ไม่ไปด้วยกัน ประเทศไทยยังติดกับดักนี้อยู่มาก ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเดินไปทางไหน 3.การเข้าใจร่วมกันและการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งประเทศ (National Mindset & Education Upgrade)

    ระบบการศึกษาคือซอฟต์แวร์ของประเทศ ต้องอัปเกรด “ทั้งระบบ” คนไทยต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่จบมหาวิทยาลัยแล้วหยุดเรียนเขาเสริมด้วยว่า ประเทศยังมองข้ามศักยภาพของผู้สูงวัยจำนวนมาก คนอายุ 60 ปีขึ้นไป ยังสร้างคุณค่าได้อีกหลายสิบปี แต่กลับถูกผลักออกจากระบบ ทั้งที่พวกเขาคือทุนมนุษย์สำคัญที่ไม่ควรถูกละเลย  “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความร่วมมือ“Colla boration” ระหว่างเจเนอเรชัน ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในองค์กรยุคใหม่ หลังจากหลายทศวรรษที่คนแต่ละวัย ตั้งแต่เบบี้บูม, เจนซี และเจนอัลฟ่า เคยแยกกันคิด แยกกันทำ อนาคตจะเป็นยุคของการผสาน “ความเร็วและเทคโนโลยี” ของคนรุ่นใหม่ เข้ากับ “ความละเอียดและประสบการณ์” ของรุ่นเก่า”

    องค์กรที่สามารถจับสองพลังนี้มาทำงานร่วมกันได้จริง จะเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งที่สุด นี่คือสูตรของความมั่งคั่งในอนาคต “ไทยยังมีความหวังไม่ใช่เพราะภาครัฐ แต่เพราะผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กำลังลุกขึ้นทำเอง ข้ามพรมแดนออกไปสู่โลก เพราะวันนี้คุณสามารถขายของจากหมู่บ้านในไทยไปถึงนิวยอร์กได้ภายในไม่กี่คลิก”

    เครื่องมือที่เร่งพลังนี้ให้ชัดขึ้นคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ได้กลายเป็น “ที่ปรึกษาและเลขานุการระดับโลก” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ “วันนี้ใครอยากมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน ถาม ChatGPT ได้ทันทีว่าต้องเริ่มอย่างไร ยกตัวอย่างทุกวันนี้ วู้ดดี้ใช้แอป Sora สร้างวิดีโออัจฉริยะในการทำแคมเปญธุรกิจ ด้วยคุณภาพใกล้เคียงความจริงจนไม่อาจแยกออก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทุกคนต้องกระโดดเข้าเรียนรู้ AI เหมือนที่คอมพิวเตอร์เคยเปลี่ยนโลกเมื่อ 30 ปีก่อน”

    ท้ายที่สุด เมื่อถูกถามว่าไทยต้องการอะไรเพื่อก้าวไปข้างหน้า วู้ดดี้สรุป สั้นๆว่า ต้องการคนเก่งจริง คนที่ไม่ใช่แค่คิดได้ แต่ต้องลงมือทำ คนที่สร้างคุณค่าใหม่ให้สังคม ไม่นั่งรอรัฐ ไม่รอโอกาส แต่สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง และนั่นคือหัวใจของประเทศไทยที่ยังพอมีความหวัง.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2895869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qwxzEGOGy8iy5m6-jWw44

  • “เพื่อไทย” ซัดคำพูด “อนุทิน” ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    “เพื่อไทย” ซัดคำพูด “อนุทิน” ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    “เพื่อไทย” ซัดคำพูด “อนุทิน” ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี จี้เร่งถก “สหรัฐฯ-จีน-มาเลย์” ใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา ถาม “ประชาชน-ฝ่ายค้าน” การบริหารผิดพลาดยีงไว้วางใจรัฐบาลบริหารประเทศต่อหรือไม่

    นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งขอระงับการเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว หลังรอคำยืนยันว่าฝ่ายไทยจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration (MOU ร่วม) ไทย-กัมพูชาอีกครั้ง ว่า การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหายจนประเมินไม่ได้ เราทุกคนมีความรักชาติเหมือนกัน แต่วิธีการบริหารที่ต่างกัน จะสร้างความเสียหายแบบที่ประเมินไม่ได้

    โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำว่า ไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนเมื่อถูกรุกล้ำ และเราก็ได้ดำเนินการบนรากฐานความคิดนั้นมาตลอด โดยที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ได้ตอบโต้ผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยได้แสดงแสนยานุภาพในการตอบโต้จนเป็นที่ประจักษ์ ข่าวลือข่าวปลอมต่างๆ ที่ว่าเราสั่งให้หยุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

    นายศึกษิษฏ์ ระบุว่า ในช่วงเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าการทูตเชิงรุกผ่านทั้งกลไกทวิภาคี และพหุภาคีเพื่อรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกหันมาฟังและพร้อมที่จะสนับสนุนเรา เอาโลกมาล้อมคู่กรณี แต่การบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่คำพูดที่สับสน ไม่มีวุฒิภาวะ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือบางคำอาจจะนำไปสู่การเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่เดินการทูตเชิงรุกจนเราเสียพันธมิตรทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐอเมริกาได้ก่อนเรา ส่วนฝ่ายเรานั่งรอให้เค้าติดต่อมา

    พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับอเมริกาและจีน ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ผลักดันและสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ และให้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เริ่มก่อนแต่กัมพูชาเป็นคนฉีกกติกา และใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา เหมือนที่เราเคยทำ

    นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์จากการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากัมพูชาแล้ว ยังเจอกับแรงกดดันจากอเมริกาอีกด้วย ทั้งที่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่านี้โดยไม่ขยายประเด็นเปิดช่องให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถึงแม้ว่าเราจะไม่พอใจกับท่าทีของสหรัฐอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการค้าขายกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้คือพี่น้องประชาชนจำนวนหลายสิบล้านคนที่จะได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งในด้านอธิปไตยและด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบถึงความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องก็ต้องติดค้างอยู่ด้วย

    นายศึกษิษฏ์ ยังตั้งคำถามต่อพรรคฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/W5N51Z34_DQ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/451634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NY5lp_UAnrtDfVdIc6_Zi

  • ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง

    ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง

    ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง’ทาคาอิจิ’พูดปมไต้หวัน

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

    จีนประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่นโดยอ้างว่า มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย ในช่วงที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศทวีความตึงเครียดจากคำกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นเรื่องไต้หวัน

    16 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้โดยระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้นำญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นยั่วยุเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ส่งผลให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างมาก และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชาวจีนในญี่ปุ่นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงอนาคตอันใกล้ ส่วนผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้วขอให้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและเพิ่มการดูแลตนเอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากสถานทูตและสถานกงสุลจีน

    ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การโจมตีทางทหารต่อไต้หวันอาจสร้างสถานการณ์เสี่ยงที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ ส่งผลให้ทางการจีนไม่พอใจ เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ เพื่อประท้วงคำกล่าวดังกล่าวและเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นถอนคำพูด พร้อมทั้งเตือนให้ญี่ปุ่นหยุดเล่นกับไฟ และเสริมว่าหากญี่ปุ่นกล้าแทรกแซงสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน จะถือเป็นการรุกรานและต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่น เรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเพื่อประท้วงเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้นำหญิงของญี่ปุ่นยืนยันว่าจะไม่ถอนคำพูด พร้อมทั้งชี้ว่าสอดคล้องกับนโยบายเดิมของญี่ปุ่น แต่จะเพิ่มความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะหลังจากนี้

    ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 7.5 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 31.65 ล้านคนที่ไปญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว สายการบินใหญ่ 6 แห่งของจีนประกอบด้วยแอร์ไชนา, ไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์, ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์, ไห่หนานแอร์ไลน์, เสฉวนแอร์ไลน์ และเซี่ยเหมินแอร์ ออกประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนหรือเปลี่ยนตั๋วโดยสารที่เดินทางไปญี่ปุ่นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/928246&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SdPykaXEI0i1XLJhtLVgr

  • “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา

    “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา

    “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development)

    เวลา 11.06 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development) ณ ที่นั้น นายหวาย จิ้นเผิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวหลี่ ผิง อธิบดีศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงรับฟังการบรรยายภาพรวมการพัฒนาระบบการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และทอดพระเนตรอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาอัจฉริยะ ประกอบด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องทดลองเสมือนจริง 

    หลักสูตรการเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ เครื่องตรวจข้อสอบ เครื่องสอนการเขียนพู่กันจีน และเครื่องเลเซอร์แกะสลักสื่อการสอน เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องทำงานของแผนกข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทอดพระเนตรข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสาธิตการเรียนแบบอัจฉริยะ ผ่านระบบทางไกล ระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาในกรุงปักกิ่ง กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในมณฑลไห่หนาน สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมที่ประทับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/royal/2895956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pVpEC5o6NGe6nZnqCCDxS

  • นิด้าโพล เผย “ภาคกลาง” หนุน “ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน” นั่งนายกฯ ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์” : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผย “ภาคกลาง” หนุน “ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน” นั่งนายกฯ ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์” : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง”

    1. วันนี้ท่านสนับสนุนให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี

    อันดับ บุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ร้อยละ
    1 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 35.65
    2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) 19.60
    3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) 12.75
    4 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) 9.15
    5 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) 4.55
    6 พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) 3.85
    7 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.50
    8 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 3.40
    9 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 2.20
    10 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) 1.65
    11 นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) 1.55

    2. วันนี้ท่านสนับสนุนพรรคการเมืองใด

    อันดับ พรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ ร้อยละ
    1 ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ 28.95
    2 พรรคประชาชน 28.85
    3 พรรคภูมิใจไทย 9.70
    4 พรรคประชาธิปัตย์ 9.60
    5 พรรคเพื่อไทย 8.45
    6 พรรครวมไทยสร้างชาติ 5.45
    7 พรรคเศรษฐกิจ 2.60
    8 พรรคไทยสร้างไทย 2.05
    9 พรรคชาติไทยพัฒนา 1.55
    10 พรรคพลังประชารัฐ 1.00

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน ภาคกลาง (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และ สมุทรสาคร) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง และเก็บข้อมูล ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546212&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28OqXPtIyXkANeBp1shZRs

  • กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ

    กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ

    กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ


    16/11/2568 | 37 |

    คณะผู้แทนจากมณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนจังหวัดเชียงใหม่ กระความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ
             นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายหยาง จื้อเหวิน รองผู้ว่าการมณฑลชิงไห่ และคณะผู้แทนจากมณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือระหว่างทั้งสองพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การมาเยือนของคณะผู้แทนมณฑลชิงไห่ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
             พร้อมกันนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ กับมณฑลชิงไห่ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินงานมาถึงขั้นตอนการหารือด้านเนื้อหาและการเตรียมความพร้อมก่อนการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent : LOI) เพื่อเป็นกรอบสำคัญของความร่วมมือในอนาคต

    พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 16 พ.ย. 68
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/443131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x8sQ0FKhx8LbT2a2nlaaT