Blog

  • เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    สัปดาห์ที่แล้วมีบทความในเว็บไซต์ Fulcrum สิงคโปร์ เรื่อง เสถียรภาพค่าเงินเวียดนาม: ส่องทางความขัดแย้งของนโยบาย (Exchange rate stability in Vietnam: Navigating the conflicting policy demands)

    เขียนโดย ตวน โฮ (Tuan Ho) ซึ่งตั้งคําถามอย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลเวียดนามจะเลือกอะไรระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูง มักมีความอ่อนไหวด้านเสถียรภาพตามมา 

    เศรษฐกิจเวียดนามขณะนี้ก็เริ่มมีแรงกดดันนี้ สะท้อนจากการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน คือเงินดอง เป็นความท้าทายทางนโยบายคล้ายกับที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    เศรษฐกิจเวียดนามช่วง 40 ปีหลังการปฏิรูปเข้าสู่ระบบตลาดปี 2529 ประสบความสำเร็จอย่างมาก การเติบโตของเศรษฐกิจมีต่อเนื่อง ซึ่งใครที่ไปเวียดนามช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคงเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบน่าตกใจ โดยเฉพาะช่วง 10 ปีล่าสุดที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.3 สูงสุดในภูมิภาค

    อัตราความยากจนลดลงตํ่ากว่าร้อยละ 4 ในปี 2566 จากร้อยละ 14 ปี 2553  ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็น 4,100 ดอลลาร์ ปี 2565 ปีที่แล้วเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวร้อยละ 7 และปีนี้คาดว่าจะชะลงตามเศรษฐกิจโลกเหลือขยายตัวร้อยละ 6.5

    ที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัย 1.การส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นฐาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า โดยมีต้นทุนแรงงานต่ำเป็นปัจจัยแข่งขัน 2.การลงทุนจากต่างประเทศที่นําเทคโนโลยี ความรู้ ระบบบริหารจัดการ เข้ามาและวางพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมส่งออก

    3.การใช้จ่ายในประเทศที่ได้ประโยชน์จากกําลังซื้อในประเทศที่ขยายตัว ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของเศรษฐกิจและชนชั้นกลาง 

    ขณะที่รัฐบาลเสริมการเติบโตด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปและเปิดเสรีเศรษฐกิจ เพื่อรองรับเงินลงทุนต่างประเทศ รวมถึงวางตําแหน่งเวียดนามในเวทีการค้าโลกโดยเข้าร่วมกลุ่มการค้าเสรีต่างๆเช่น CPTTP และ RCEP

    ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทําให้รัฐบาลเวียดนามต้องการไปต่อในแง่การพัฒนาประเทศ วางเป้าให้เวียดนามเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2588 โดยให้เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 8-10% และร้อยละ 30 ของเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนาเวียดนามให้เป็นศูนย์การผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่สําคัญของโลก

    ภายใต้โมเดลการเติบโตเศรษฐกิจแบบเดิมที่ยกระดับขึ้น คือ การส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการปฏิรูป ซึ่งปัจจัยหลังเวียดนามทําจริงจัง เห็นได้จากข่าวการลดจำนวนข้าราชการและการปราบคอร์รัปชันล่าสุด

    แต่เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมาก เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ทําให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม คือ การส่งออกและการลงทุนต่างประเทศเริ่มมีข้อจำกัด การส่งออกถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ มาตรการกีดกันทางการค้าที่มีมากขึ้น และภาษีนําเข้าสหรัฐร้อยละ 20 ขณะที่การลงทุนต่างประเทศถูกกระทบจากความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจและการเงินโลก ทำให้นักลงทุนชะลอการนําเข้าเงินลงทุน 

    รัฐบาลเวียดนามแก้สถานการณ์ โดยเร่งให้ภาครัฐใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดองเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจ แต่ผลคือ แรงกดดันให้เงินดองอ่อนค่ายิ่งมีมากขึ้น นําไปสู่ความห่วงใยเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    บทความของ ตอง โฮ สรุปการอ่อนค่าของเงินดองขณะนี้ว่ามาจาก 3 สาเหตุ 1.รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศลดลงจากการชะลอตัวของการส่งออกและการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศ

    2.ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย คือ การผ่อนคลายนโยบายการเงินในเวียดนามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้อัตราดอกเบี้ยเวียดนามตํ่ากว่าของสหรัฐ เกิดเงินทุนไหลออก เช่น จากตลาดหุ้น 3.มีความต้องการเงินดอลลาร์เพื่อไปซื้อทองคําในต่างประเทศ เพื่อทํากําไรจากส่วนต่างราคาทองคำในเวียดนามที่สูงกว่าตลาดโลก 

    สามปัจจัยนี้ทําให้อุปสงค์เงินดอลลาร์ในเวียดนามสูงกว่าอุปทานเงินดอลลาร์ที่มี เงินดองอ่อนค่า เงินดอลลาร์หายากและเกิดตลาดมืดเงินดอลลาร์ในเวียดนาม คือผู้ซื้อผู้ขายเงินดอลลาร์พร้อมจะซื้อขายกันในอัตราที่ต่ำกว่าที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนทางการกำหนด

    รัฐบาลเวียดนามใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว คือ เงินดองเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แต่การอุบัติขึ้นของตลาดมืดเงินดอลลาร์ชี้ว่าการทํางานของระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมีปัญหา อัตราแลกเปลี่ยนทางการตามระบบลอยตัวไม่สามารถเคลียร์อุปสงค์อุปทานในตลาดเงินดอลลาร์ได้

    คือ ค่าเงินดองสูงเกินไป ควรต้องอ่อนลงเพื่อเคลียร์ตลาด ซึ่งก็จริง ค่าเงินดองทางการอ่อนลงเพียง 2.9% ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ขณะที่ส่วนต่างระหว่างค่าเงินดองทางการกับค่าเงินดองในตลาดมืดมีประมาณ 5% 

    สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ทางการเวียดนามแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เงินดองอ่อนค่า โดยขายล่วงหน้าเงินดอลลาร์จากทุนสํารองทางการไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ทําให้เงินทุนสํารองทางการของเวียดนามลดลงเหลือ 80.3 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งไอเอ็มเอฟประเมินว่าทุนสํารองจะลดลงเหลือ 79.3 พันล้านดอลลาร์ สิ้นปีนี้

    ปัญหาของเวียดนามคือ รัฐบาลไม่ยอมให้กลไกราคาทำงาน คือ เงินดองอ่อนค่าตามภาวะเศรษฐกิจ ผลคือค่าเงินถูกบิดเบือน เกิดตลาดมืด รัฐสูญเสียทุนสำรองทางการและเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเหตุที่รัฐบาลแทรกแซงก็เพราะต้องการให้เงินดองมีเสถียรภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า เพื่อเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ 

    นี่คือสิ่งที่ขัดเเย้งกัน ระหว่างเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ คือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควรมากับค่าเงินที่อ่อนลง แต่เมื่อรัฐบาลแทรกแซงไม่ให้ค่าเงินอ่อนเพื่อเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ ปัญหาจึงเกิดขึ้น

    ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามควรทําคือ ให้ค่าเงินดองเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แม้จะอ่อนค่าลง การอ่อนค่าของเงินดองจะทําให้การส่งออกได้ประโยชน์ เงินลงทุนต่างประเทศที่เคยชะงักจะไหลกลับ และตลาดมืดจะหายไป ทั้งหมดจะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการทํานโยบายของรัฐบาลจะกลับมา

    เพราะเศรษฐกิจเวียดนามยังมีความเข้มแข็งหลายด้าน โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ตรงกันข้าม ถ้าการบิดเบือนยังอยู่ การแทรกแซงมีต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นๆ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะล่อแหลม กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cyOm1-moG-nDuDVADT78V

  • SET แกว่งตัว จับตาเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/68 คาดโต 1.0-1.5% YoY

    SET แกว่งตัว จับตาเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/68 คาดโต 1.0-1.5% YoY

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งตัว อาจเห็นการรีบาวด์ได้บ้าง คาดแรงขายในหุ้นงบไตรมาส 3/2568 ด่ำคาดน่าจะเริ่มชะลอลง ขณะที่การเจรจาการค้า ไทย-สหรัฐฯ ล่าสุดไม่หยุดชะงักน่าจะช่วยคลายกังวล แต่แนะนำรอติดตามการยืนยันจากรัฐบาลอีกครั้ง วันนี้ติดตามสภาพัฒน์ รายงาน GDP ไตรมาส 3/2568 คาดโต 1.0-1.5%YoY ชะลอตัวลงจากขยายตัว 2.8%YoY ในไตรมาส 2/2568 ทางเทคนิคดัชนีร่วงลงมาทดสอบ 1265 หากยังไหลลงต่อจะมีแนวรับถัดไป 1250/1235 แต่หากไม่หลุดมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้น แนวต้านที่ 1280/1285

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวหรือแกว่งตัวลง หลังตลาดเริ่มขาดปัจจัยบวกใหม่ โดยทางเทคนิคหลังดัชนีหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญ 1285 ทำให้มี โอกาสแกร่งลงไปที่บริเวณ 1265/1240 ส่วนปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ GDP ไตรมาส 3/2568 ซึ่งคาดเติบโต 1.0-1.5%YoY ชะลอตัวลงจาก +2.8%YoY ในไตรมาส 2/2568 ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในระยะสัน แม้คาดจะมีผลกระทบจำกัดต่อผลประกอบการ บจ. ไทยโดยรวม 

    รวมทั้งการประชุม ครม. คาดจะมีการพิจารณามาตรการแก้หนี้เสียรายย่อย, รถไฟฟ้าสายสีม่วง-สีแดง 40 บาท ตลอดสาย และเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ FOMC Minutes, ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญทั้งภาคแรงงาน NFPS และภาคเงินเฟ้อ PCE CPI หากหน่วยงานราชการ กลับมาเปิด

    ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ “Selective Buv” ใน 3 ธีมหลัก และ 2 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้

    1. หุ้น Defensive ซึ่งผลการดำเนินงานสามารถต้านทานความผันผวนภายนอก โดยเราคาดไตรมาส 4/2568 กำไรยังเติบโตดี YoY และแนะนำ Outperform จากแนวโน้มธุรกิจดี แนะนำ ADVANC BDMS BCPG BEM BGRIM PTT

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดียิ่งมี SET ESG Ratings A-AAA เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตระยะสั้น โดยคาดจะมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2568 หลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และเราแนะนำ Outperform ได้แก่ BAM KTB AP SIRI TOP BLA

    3. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายปีนี้อีก 1 ครั้งในเดือน ธ.ค. และปีหน้า 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลง เพราะมีภาระหนี้สิน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือกำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP MTC รวมทั้ง หินกลุ่ม REITs แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL

    4. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แนะนำกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) จากมาตรการเกี่ยวดีมีคืน, กลุ่มไฟแนนซ์ (BAM MTC) จากมาตรการพักหนี้และให้สินเชื่อรายย่อย 2) หุ้นที่คาดมีโอกาสได้ประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วมขังเฉพาะจุด แนะนำ TASCO HMPRO GLOBAL ขณะที่แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจจะได้รับผลกระทบจิตวิทยา หากสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพชาบานปลายรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่าง CBG SAV

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ CENTEL มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากกำไรไตรมาส 3/2568 ออกมาดีกว่าคาด แรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมมีผลขาดทุนลดลงและธุรกิจอาหารแข็งแกร่ง อีกทั้งเรามีมุมมองบวกต่อประกาศเข้าลงทุนในลัคกี้สุกี้และลัคกี้บาร์บีคิว ซึ่งคาดจะช่วยขยายพอร์ตธุรกิจอาหารและหมุนการเติบโตกำไรในระยะยาว เป้าหมายระยะสั้น 32.50 บาท

    SAWAD มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากกำไรที่จะดีขึ้น โดยไตรมาส 3/2568 คาดกำไรเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ส่วนปี 2568 แม้คาดกำไรหดตัว 9.4%YoY แต่จะพลิกเติบโต 12%YoY ในปี 2569 แรงหนุนจากการกลับมาขยายสินเชื่อ NIM ที่เพิ่มขึ้นและ Credit Cost ที่ลดลง Valuation น่าสนใจ PER 2569F ที่ 7.73x เป้าหมายระยะสั้น 27.25 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/733557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wkrbhgPLuUKLcs0a6szyu

  • “สภาพัฒน์” ชี้ภาวะศก.ถดถอย กระทบ GDP ไตรมาส 3 มอง “คนละครึ่งพลัส” บวกมาตรการรัฐ ช่วยพยุงไตรมาส 4 ดีขึ้น | TOPNEWS

    “สภาพัฒน์” ชี้ภาวะศก.ถดถอย กระทบ GDP ไตรมาส 3 มอง “คนละครึ่งพลัส” บวกมาตรการรัฐ ช่วยพยุงไตรมาส 4 ดีขึ้น | TOPNEWS

    ‘สภาพัฒน์’ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โตชะลอเหลือ 1.2% จากการชะลอตัวของภาคผลิต–ก่อสร้าง–ท่องเที่ยว ขณะที่ทั้งปี 68 คาดว่าโต 2% พร้อมเสนอรัฐเร่งเบิกงบ ฟื้นเกษตร หาตลาดใหม่ และเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

    นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวว่า GDP เมื่อเทียบรายไตรมาส หรือ ปรับฤดูกาลแล้ว ทำให้ไตรมาส 3 ติดลบ 0.6% เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเชื่อว่า การติดลบครั้งนี้จะยังไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจทดถอยทางเทคนิค เนื่องจากเชื่อว่า การบริโภค และภาคการท่องเที่ยวจะยังช่วยหนุนไม่ให้ GDP รายไตรมาสในไตรมาสที่ 4 ติดลบต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะขยายตัวอยู่ที่ 0.6% โดยรวมผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัสเฟสแรก และ มาตรการอื่นๆที่ออกมาแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้GDP ทั้งปี 68 เติบโตที่ 2% ชะลอลงจากปี 67 ที่ขยายตัว 2.5% แต่ยังคาดหวังมาตรการของภาครัฐที่จะออกมาเพิ่มเติมในช่วงปลายปี จะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.8% ของ GDP

    นอกจากนี้ สภาพัฒน์ฯ ยังปรับตัวเลขคาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 68 เพิ่มขึ้นเป็น 11.2% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโต 5.5% ส่วนปี 69 คาดว่า จะหดตัว 0.3% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

    นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคในช่วงที่เหลือของปีนี้ และปี 69 มองว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการ เบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การเร่งรัดการฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคการเกษตร โดยการฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้สามารถฟื้นตัว และมีความพร้อมสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตของเกษตรกรที่จะออกสู่ตลาดและคาดว่าผลผลิตจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจำนวนมาก การขับเคลื่อนการส่งออกโดยการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐการขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ฯลฯ

    นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวถึงแนวโน้มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 69 ว่า จะขยายตัวที่ 1.2-2.2% โดยมีค่ากลาง 1.7% จาก การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

    ส่วนการเจรจาภาษีการค้าไทย-สหรัฐฯ นางสาวอ้อนฟ้า เชื่อว่า จะยังมีการเดินหน้าเจรจาต่อได้ ซึ่งหากการเจรจาชัดเจนก็จะมีผล ต่อการตัดสินใจของภาคเอกชนและช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะไม่ส่งผลต่อการเจรจาการค้า แต่ขณะเดียวกัน ต้องเดินหน้าหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอินเดีย ปากีสถาน เอเชียใต้ แอฟริกา แต่หากการเจรจาชะลอออกไป และไม่สามารถเจรจาแล้วเสร็จภายในช่วงปลายปีนี้ อาจจะต้องมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้กระทรวงพาณิชย์ หารือกับ USTR ของสหรัฐฯ เพื่อความชัดเจน

    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ขณะนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พร้อมคณะอยู่ระหว่างการเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อขอเข้าเจรจาภาษีกับทางสหรัฐฯอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1393367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IlVSxRfZ-tTSLBpeAB7oE

  • เปิดประวัติ “อิทธิพร แก้วทิพย์” อสส.ใหม่ ผู้ชี้ชะตาคดี 112 ทักษิณ

    เปิดประวัติ “อิทธิพร แก้วทิพย์” อสส.ใหม่ ผู้ชี้ชะตาคดี 112 ทักษิณ

    เปิดประวัติและผลงาน “อิทธิพร แก้วทิพย์” อัยการสูงสุดคนที่ 20

    มือเชี่ยวชาญคดีอาญา–ประธานคณะทำงาน ม.112 ผู้มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางกระบวนการยุติธรรมไทย

    หลังมีรายงานว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด (อสส.) คนใหม่ มีความเห็นให้ ยื่นอุทธรณ์ คดีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลอาญาชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องนั้น ได้สร้างความสนใจต่อบทบาทและเส้นทางในสายงานยุติธรรมของนายอิทธิพรเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของคดีการเมืองระดับชาติ

    เส้นทางอาชีพ

    นายอิทธิพร สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายอย่างเข้มข้นจากสถาบันชั้นนำ

    นิติศาสตรบัณฑิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 35 – สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    นิติศาสตรมหาบัณฑิต – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เริ่มรับราชการเป็นอัยการผู้ช่วยปี 2530 ก่อนก้าวผ่านตำแหน่งสำคัญ ได้แก่

    ปี ตำแหน่ง
    2543 อัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
    2547–2550 อัยการจังหวัดหลายพื้นที่ (นครนายก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สีคิ้ว)
    2558 อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา
    2562 รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา
    2563 อธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ
    2564 อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา
    2565 รองอัยการสูงสุด
    2568 อัยการสูงสุดคนที่ 20

    ตำแหน่งในองค์กรและบทบาทสำคัญ

    นอกจากภารกิจหลักด้านคดีอาญา ยังมีบทบาทสำคัญในองค์กรรัฐหลายแห่ง เช่น

    • โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (2563–2565)
    • ประธานอนุกรรมการอุทธรณ์–ร้องทุกข์ กระทรวงศึกษาธิการ
    • อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสทช.)
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในหลายสถาบันการศึกษา

    ผลงานโดดเด่นด้านคดีอาญาและ มาตรา 112

    นายอิทธิพรได้รับการยอมรับว่าเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีอาญา และได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะทำงานกำหนดแนวทางการบังคับใช้กฎหมายในความผิดตามมาตรา 112 หนึ่งในคดีสำคัญที่ได้รับความสนใจคือ

    การมีมติไม่สั่งฟ้อง ดร.พอล แซมเบอร์ ผู้ต้องหาคดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพิจารณาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อกฎหมาย มีส่วนลดแรงกดดันระหว่างประเทศและผลทางการทูต

    บทบาทล่าสุดในคดี “ทักษิณ” และประเด็นอุทธรณ์

    คณะกรรมการพิจารณาคดี ม.112 ซึ่งนายอิทธิพรเป็นประธาน (สมัยยังเป็นรอง อสส.) มีมติ 8–2 ไม่ให้อุทธรณ์

    อย่างไรก็ตาม นายอิทธิพร ไม่ได้ร่วมลงมติ ในครั้งนั้นตามหลักมารยาทของประธาน หลังเข้ารับตำแหน่ง อสส. ได้ใช้ อำนาจโดยตรงในคดีนอกราชอาณาจักร พิจารณาและมีความเห็น ควรยื่นอุทธรณ์ ขั้นตอนต่อไปคือส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เพื่อยื่นต่อศาลอุทธรณ์

    ความหมายต่อการเมืองและกระบวนการยุติธรรม

    บทบาทของนายอิทธิพรกำลังถูกจับตา ในฐานะผู้กำหนดทิศทางคดีสำคัญระดับชาติ ซึ่งมีผลสะเทือนทั้งด้าน

    • ความยุติธรรมและบรรทัดฐานทางกฎหมาย
    • ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง–สถาบันตุลาการ
    • ความเชื่อมั่นของระบบนิติรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/733576&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I482J9SnanxhrpZFFHf8s

  • ย้อนชมภาพ “กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” เจ้าชายรูปงามแห่งสยาม ผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร”

    ย้อนชมภาพ “กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” เจ้าชายรูปงามแห่งสยาม ผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร”

    ย้อนชมพระสิริโฉม “กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” พระราชโอรสผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร” สง่างามเหนือกาลเวลา

    ภาพถ่ายหายากของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ด้วยพระสิริโฉมที่สง่างามเหนือกาลเวลา พร้อมพระประวัติสำคัญของพระองค์ในฐานะผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร” และพระโอรสผู้มีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยในยุคปฏิรูป

    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ กำลังกลับมาเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์จากภาพถ่ายเก่าที่เผยให้เห็นพระสิริโฉมอันคมคาย สง่างาม และมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา จนชาวเน็ตจำนวนมากยกให้เป็นหนึ่งใน “วิชวลราชวงศ์จักรี” ที่ทั้งหล่อเหลาและเปี่ยมบุคลิกภาพแบบสุภาพบุรุษยุโรปในยุคนั้น

    นอกเหนือจากพระสิริโฉมแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งในฐานะ ต้นราชสกุล “กิติยากร” และในบทบาทเสนาบดีสำคัญในยุคปฏิรูปประเทศ บทความนี้ชวนผู้อ่านย้อนชมทั้งภาพลักษณ์และพระประวัติของพระองค์ผ่านมุมมองทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

    ต้นกำเนิดและเชื้อสายของพระองค์

    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง จึงนับเป็นพระราชโอรสที่มีเชื้อสายผสมผสานระหว่างราชสกุลฝ่ายพระบิดาและสายคหบดีชาวจีนฝ่ายพระมารดา

    แหล่งข้อมูลทางการจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งจัดทำประวัติของเสนาบดีสำคัญในอดีต ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงประสูติเมื่อ วันจันทร์ เดือน 7 ปีจอ รายละเอียดนี้ไม่เพียงเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับคำกล่าวเล่าขานในเวลาต่อมาที่ใช้บรรยายอัตลักษณ์ของพระองค์อย่างน่าสนใจ

    คำกล่าวเล่าขานสะท้อนอัตลักษณ์ “ลูกพระจุล หลานพระจอม”

    ในเอกสารของหน่วยงานรัฐเดียวกัน มีการอ้างถึงคำกล่าวที่ใช้บรรยายพระชาติกำเนิดของพระองค์ว่า “ลูกพระจุล หลานพระจอม ตัวเป็นเจ้า ตาเป็นเจ๊ก” โดยคำกล่าวนี้สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงเป็น พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และทรงเป็น พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ขณะเดียวกันฝ่ายพระมารดายังมีเชื้อสายจีนจากตระกูลพ่อค้า

    แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะมีสำเนียงแบบภาษาชาวบ้านในยุคนั้น แต่ก็สะท้อนมุมมองของสังคมต่อพระองค์ในฐานะตัวแทนของการผสมผสานทางเชื้อสายและวัฒนธรรม ทั้งจากสายราชสกุลและสายคหบดีชาวจีนในสยามยุคปฏิรูป จึงกลายเป็นหนึ่งในเกร็ดประวัติที่ถูกยกมาพูดถึงบ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงพระชาติกำเนิดของพระองค์

    พระองค์ผู้สถาปนาต้นราชสกุล “กิติยากร”

    พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ทรงได้รับพระราชทานพระนามบางส่วนมาใช้เป็นชื่อราชสกุลคือ “กิติยากร” สำหรับพระโอรสธิดาและผู้สืบสาย จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) การสถาปนาราชสกุลนี้สะท้อนถึงพระเกียรติคุณและบทบาทของพระองค์ในราชสำนักสยามยุคใหม่

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ราชสกุลกิติยากรได้ให้กำเนิดบุคคลสำคัญจำนวนมากซึ่งทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ ทั้งในด้านราชการ การทูต การศึกษา และงานด้านสาธารณะ จึงไม่น่าแปลกใจที่ราชสกุลนี้จะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในราชสกุลสำคัญของไทย

    ความสัมพันธ์เชื่อมโยงสู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ราชสกุล “กิติยากร” ยังมีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย ผ่านสายสกุลของ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ณัฏฐกิตติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

    ภายหลังหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้อภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ก่อนจะได้รับพระราชทานพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเวลาต่อมา ทำให้ราชสกุลกิติยากรมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับราชวงศ์จักรีและประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่

    ด้วยสายสกุลที่เชื่อมโยงจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ มาถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ราชสกุลกิติยากรจึงได้รับการจดจำไม่เพียงในฐานะราชสกุลเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังในฐานะราชสกุลที่มีบทบาทสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง และพระราชประวัติขององค์พระบรมราชินีแห่งแผ่นดิน

    บทบาทด้านการศึกษาและการบริหารประเทศ

    ในด้านการศึกษา พระองค์ถือเป็นหนึ่งในพระราชโอรสยุคแรก ๆ ที่เสด็จไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในสาขาบูรพคดีศึกษา การศึกษาในต่างแดนนี้ทำให้พระองค์มีมุมมองกว้างไกลและพร้อมนำแนวคิดสมัยใหม่กลับมาประยุกต์ใช้กับสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน

    เมื่อเสด็จกลับสู่สยาม พระองค์ทรงเข้ารับราชการและดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และทรงเป็น เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์พระองค์แรก สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการวางรากฐานระบบพาณิชย์สมัยใหม่ให้แก่ประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูปประเทศ

    พระสิริโฉมและบุคลิกอันสง่างามเหนือกาลเวลา

    กระแสพูดถึงในโลกออนไลน์ทำให้ภาพถ่ายเก่าของพระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง หลายคนชื่นชมพระสิริโฉมอันคมคาย บุคลิกสง่างาม และสไตล์การแต่งพระองค์ตามแบบสุภาพบุรุษยุโรปในยุคนั้น จนมีการกล่าวถึงพระองค์ในเชิงชื่นชมว่าเป็นหนึ่งใน “วิชวลราชวงศ์จักรี” ที่โดดเด่นด้านรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ

    แม้ภาพถ่ายเหล่านี้จะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราว แต่เมื่อมองควบคู่กับพระประวัติด้านการศึกษา การบริหารราชการแผ่นดิน และบทบาทในฐานะต้นราชสกุลกิติยากร ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพของพระองค์ในฐานะ “เจ้าชายสยามยุคใหม่” ผู้ผสานทั้งพระสิริโฉม พระปรีชาสามารถ และสายสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856650/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P_3OnP7nrytIivtedN-9_

  • เปิดประวัติรู้จัก “ทิว นรรัตน์” ทายาทยาดมโบว์แดง นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง

    เปิดประวัติรู้จัก “ทิว นรรัตน์” ทายาทยาดมโบว์แดง นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง

    เปิดประวัติรู้จัก

    เปิดประวัติรู้จัก “ทิว นรรัตน์” ทายาทยาดมโบว์แดง นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง

    กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองในวงกว้างอย่างรวดเร็ว สำหรับ “ทิว นรรัตน์ เชาวน์วิวัฒน์” นักแสดง ดีเจ และโปรดิวเซอร์ ทายาทหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งอาณาจักรสมุนไพรไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การสืบทอดธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบเดิมๆ แต่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

    เปิดประวัติรู้จัก

    ทิว นรรัตน์ เป็นบุตรชายของ คุณนรเทพ เชาวน์วิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “โบว์แดง” (Bowdaeng Herbs) และบริษัทผลิตยาสมุนไพรชั้นนำ ปัจจุบัน ทิว ได้ก้าวขึ้นมารับบทบาทสำคัญในฐานะ ผู้บริหารรุ่นใหม่ของ “Samarnchan Group” โดยมีเป้าหมายหลักในการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ของสมุนไพรไทยให้ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย และจับต้องได้สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่

    • ชื่อ-นามสกุลนรรัตน์ เชาวน์วิวัฒน์ (ทิว)
    • วันเกิด7 กันยายน 2537 (ปัจจุบันอายุ 31 ปี)
    • การศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
    • ตำแหน่งสำคัญผู้บริหาร Samarnchan Group / ดูแลแบรนด์ Bowdaeng herbs
    • ผลงานเด่นนักแสดง (ซีรีส์ แอบมองแอบจองรัก), ดีเจ, โปรดิวเซอร์เพลง

    เปิดประวัติรู้จัก

    การเข้ามาบริหารงานของทิว นรรัตน์ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับแบรนด์โบว์แดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กลยุทธ์เจาะตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมงาน เช่น เมจิ และ ทับทิม แต่เหตุการณ์ที่ทำให้แบรนด์ “ยาดมโบว์แดง” กลายเป็นที่รู้จักในระดับสากลและเกิดกระแสไวรัลอย่างถล่มทลาย คือภาพขณะที่ “แจ็คสัน หวัง” (Jackson Wang) ศิลปินระดับโลก ได้โพสต์ภาพขณะใช้งานยาดมโบว์แดงร่วมกับทิว

    เปิดประวัติรู้จัก

    ภาพดังกล่าวได้ลบภาพจำเดิม ๆ ของผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร และสร้าง “สัมผัสโมเมนต์” ให้แบรนด์ดูร่วมสมัยและเป็นไอเทมที่วัยรุ่นสามารถพกพาได้อย่างไม่อายใคร ถือเป็นความสำเร็จในการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ด้วยกลยุทธ์ที่เฉียบคม

    เปิดประวัติรู้จัก

    นอกจากบทบาทผู้บริหารธุรกิจแล้ว ทิว นรรัตน์ ยังมีความสามารถรอบด้านในวงการบันเทิง โดยทำหน้าที่เป็นทั้ง นักแสดงโปรดิวเซอร์ และดีเจแนวเพลง EDM ที่มีผลงานตามงานเฟสติวัลต่าง ๆ ผลงานการแสดงที่โดดเด่น คือการรับบท “ตะวัน” ในซีรีส์วายชื่อดังเรื่อง “แอบมองแอบจองรัก” เมื่อปี 2021 ซึ่งนำแสดงร่วมกับ เอิร์ธ-ธีระภัทร์ และ ฟลุ๊ค-ชัชวาล การทำงานทั้งสองบทบาทไปพร้อมกัน ทำให้ทิวมีภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถผสานธุรกิจครอบครัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

    เปิดประวัติรู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/609962&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ugswi5Fopl-K7MHEHI-R0

  • ความท้าทายของคณะพูดคุยดับไฟใต้ชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาล “4 เดือน”

    ความท้าทายของคณะพูดคุยดับไฟใต้ชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาล “4 เดือน”

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-230&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07gif7FHUeshhko355-0mT

  • คณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืน และบรรษัทภิบาล – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    คณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืน และบรรษัทภิบาล – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ศ. (พิเศษ) ประสพสุข บุญเดช

    ประธานกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืนและบรรษัทภิบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/about-us/corporate-governance-committee/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q0Zo6shj51JrrhX2scLbl

  • ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง

    ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง

    ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดพัฒนาการเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยติดหล่ม เตือนยิ่งติดหล่มนาน ไทยจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น-ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย จากทรัพยากรที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ย้ำไทยต้อง ‘คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง’

    ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ ‘Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ’

    โดยระบุว่า ตัวชี้วัดพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยแทบทุกด้าน จะบ่งชี้ไปในทิศเดียวกันว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบ โดยในบางเรื่อง คะแนนดิบของตัวชี้วัดของไทยถดถอยลงเองโดยไม่ต้องเทียบกับใคร

    “ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยติดหล่ม และชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพของภาคเกษตร ประสิทธิภาพของระบบราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย ตลอดจนสถานการณ์คอรัปชั่น ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.วิรไทกล่าว

    พร้อมทั้งเตือนต่อว่า “ยิ่งถ้าเรา ติดหล่ม หรือชะงักงัน นานขึ้นเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย ทรัพยากรที่เรามีเหลือก็จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวขึ้นจากเหว”

    ดร.วิรไท ชำแหละสาเหตุปัญหาฉุดไทย ‘ติดหล่ม’

    ดร.วิรไท กล่าวอีกว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ อยู่ในสภาวะติดหล่มหรือชะงักงัน ได้แก่

    • สังคมโดยรวมขาดการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่อง และไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ
    • การเมืองที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
    • การมุ่งทำแต่นโยบาย quick win ระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
    • ธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้อำนาจเหนือตลาด ในขณะที่การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นจริง
    • การไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักคิดนำทาง (guiding principles) ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะ และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง โดยไม่ถูกบิดเบือน หรือเบี่ยงเบนระหว่างทาง
    • การขาดกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูป (transformation) ได้อย่างแท้จริง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถ ทำงานร่วมกันแบบประสานพลัง มีเป้าหมายร่วมกัน มากกว่าที่จะแยกกันคิด และแยกกันทำ
    • การขาดระบบแรงจูงใจที่เหมาะสมกับโลกใหม่ในอนาคต ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
    • การให้ผลตอบแทนเพื่ออำนวยความสะดวก หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มาเป็นสิ่งที่เรียกว่าการยึดรัฐ (State Capture) ใช้กลไกภาครัฐกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง
    • หน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจ รับแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป โดยมักจะมีวิธีการทำงานที่เน้นกระบวนการ พิธีกรรมมากกว่าเอาสารัตถะและเป้าหมายของงานที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

    ดร.วิรไท ชี้ทางออกจากภาวะติดหล่ม

    เพื่อออกจากภาวะติดหล่ม ดร.วิรไท ย้ำว่า ‘ไทยต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา’ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่ จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง และที่สำคัญ เราต้องการบทบาทของภาครัฐใหม่ ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

    “ด้วยปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายหลากหลายด้านที่กำลังรอเราอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องคิดเรื่องใหญ่ ให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาต้อง ได้รับการออกแบบใหม่ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย” ดร.วิรไทกล่าว

    พร้อมทิ้งท้ายว่า ถ้าเราร่วมกัน ‘คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง’ เราจะสามารถฉุดเศรษฐกิจไทยให้หลุดออกจาก สภาวะติดหล่ม และชะงักงัน และลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวในอนาคตได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-falls-deeper/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Y9s4lTbKFtHluAKOcxaE

  • เงินบาทสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐทยอยประกาศ-ลุ้นส่งออกไทย ต.ค.

    เงินบาทสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐทยอยประกาศ-ลุ้นส่งออกไทย ต.ค.

    กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.80 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา  เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.38 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายกรอบแคบระหว่าง 32.26-32.53 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ยกเว้นเยนและปอนด์

    ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายงบประมาณชั่วคราวยุติ Government Shutdown ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

    Tradingview
    ทิศทางเงินบาทสัปดาห์นี้ เฟดส่งสัญญาณเข้มงวด ตลาดรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงในประเทศรอตัวเลขการส่งออก ต.ค.68

    โดยกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2569 

    ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)ระบุว่ามีเป้าหมายที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อในระดับปานกลางควบคู่ไปกับการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่ รมต.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่าเงินเฟ้อยังไม่สามารถยืนระยะที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน สะท้อนมุมมองของรัฐบาลที่เห็นว่ายังเร็วเกินไปสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งของบีโอเจ

    ส่วนอังกฤษเปิดเผยตัวเลขจีดีพีที่น่าผิดหวังขณะที่ทิศทางด้านการคลังมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 6,589 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 2,613 ล้านบาท
     
    สำหรับในสัปดาห์นี้ ผู้ร่วมตลาดจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่จะทยอยประกาศออกมาซึ่งรวมถึงรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตรและค่าจ้างที่แท้จริงเดือนกันยายน โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)เห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น

    กรุงศรีอยุธยา ตั้งข้อสังเกตว่าในระยะนี้ดูเหมือนเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายจงใจแสดงท่าทีที่เป็นอิสระต่อกันทั้งในแง่การประเมินภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อทั้งๆที่ระหว่าง Shutdown ไม่มีประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดไม่มั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมหรือไม่

    นอกจากนี้ การเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดรอบล่าสุด อาจช่วยให้ตลาดเข้าใจมากขึ้นว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกเพียงใดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในระยะข้างหน้า ส่วนปัจจัยในประเทศตลาดจะให้ความสนใจกับตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ซึ่งมีแนวโน้มชะลอลง
     
    สำหรับค่าเงินเยน นักลงทุนมองว่าโอกาสการเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางการญี่ปุ่นในเวลานี้มีน้อยยกเว้น USD/JPY จะพุ่งทดสอบระดับ 160

    ทั้งนี้ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ระมัดระวังของบีโอเจและนโยบายการคลังของนายกฯทาคาอิจิ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝั่งสหรัฐฯอาจต้องลดลงอย่างมากเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ค่าเงินเยนฟื้นตัว

    ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้แกว่งในกรอบ 32.10–32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวด

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 32.10–32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

    ในด้านสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามบังคับใช้ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อยุติการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

    ขณะเดียวกัน การสื่อสารของสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีลักษณะโน้มเอียงไปในเชิงเข้มงวด (hawkish) มากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคมลงต่ำกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการประชุม FOMC เดือนพฤศจิกายน ซึ่งตลาดเคยคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบสุดท้ายของปีอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ สถาบัน ADP ได้เปิดเผยข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีการลดการจ้างงานเฉลี่ยประมาณ 11,250 ตำแหน่งในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนตุลาคมที่เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่งนั้น เป็นข้อมูลที่ครอบคลุมเฉพาะช่วงก่อนกลางเดือนตุลาคมเท่านั้น

    ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 และการส่งออกเดือนต.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ประกอบด้วย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนพ.ย.

    ยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 28-29 ต.ค. และอาจจะมีเครื่องชี้เศรษฐกิจอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ที่กลับมาประกาศหลังภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ สิ้นสุดลง ซึ่งการที่ขาดข้อมูลสำคัญโดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน ทำให้เฟดไม่สามารถประเมินภาวะเศรษฐกิจเพื่อตัดสินใจลดดอกเบี้ยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/261659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g-q2EcCbTvV3GGI34IdNH