Blog

  • ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก  – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    | 59 view

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายธีรกุล นิยม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายจักร บุญ-หลง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ.ต.อ. มารุต กาญจนขันธกุล รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ผู้แทนหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตากและผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมกับคณาจารย์และนักศึกษา ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในเมียนมา พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ช่องทางติดต่อและการให้ความช่วยเหลือคนไทย รวมถึงบทบาทของกระทรวงฯ ในการยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์ ผ่านการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ท (International Conference on Global Partnership against Online Scams) ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์

    ในโอกาสนี้ คณะได้เดินทางเยี่ยมชมศูนย์บูรณาการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กองอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่สอดที่ 3 ด่านพรมแดนแม่สอด 2 จังหวัดตาก และพื้นที่ท่า 23 วังแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำเมยฝั่งตรงข้ามเมืองชเวก๊กโกของเมียนมา พร้อมหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะด้านการช่วยเหลือและส่งกลับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งรับฟังพัฒนาการของสถานการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าบทบาทเชิงรุกในเสริมสร้างองค์ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน และทำงานร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาในจังหวัดหน้าด่าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/outreach-activities-maesot-technical-college-th%3Fpage%3D5d5bd3cc15e39c306002a9e9%26menu%3D5d5bd3cc15e39c306002a9ea&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31F8fwda0EZnHj54Z1qaoE

  • จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่

    สภาผู้บริโภคออกโรงจี้รัฐบาลนายกฯ ‘อนุทิน’เร่งเดินหน้านโยบาย “โซลาร์รูฟประชาชน” ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ก่อนเลือกตั้ง ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ย้ำชัด “พูดแล้วต้องทำ” ชี้ช่วยประชาชนลดภาระค่าไฟได้จริง

    กรณีที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่การกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งรัดดำเนินการโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน (RE Big Lot)  และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,500 เมกะวัตต์ ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าล้นระบบ เสี่ยงทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าแพงขึ้นในระยะยาว สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟให้ประชาชนตามที่รัฐบาลเคยหาเสียงไว้จะดีกว่า เพราะช่วยลดภาระค่าไฟ และเพิ่มรายได้ในครัวเรือนได้จริง

    โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ “ประชาชนไม่ได้ประโยชน์”

    จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่

    รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนที่ภาครัฐผลักดันจำนวน 1,500 เมกะวัตต์ แม้จะมีชื่อว่า “ชุมชน” แต่ในความเป็นจริง ประชาชนมีส่วนร่วมเพียง 10% อีก 90% เป็นเงินลงทุนจากคนนอกพื้นที่หรือกลุ่มทุนภายนอก ส่งผลให้ผลประโยชน์ไม่ตกกลับสู่ชุมชนตามเจตนารมณ์ของนโยบาย

    “ชุมชนต้องไปขออนุญาตยุ่งยาก กว่าจะเริ่มโครงการได้ก็ช้า ส่วนผลตอบแทนประชาชนได้แค่ 10% แทบไม่ได้อะไรเลย นี่ไม่ใช่การสร้างพลังงานให้ชุมชนอย่างแท้จริง” รสนากล่าว

    พร้อมเสนอแนะว่า รัฐควรหันมาหนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคาบ้านเรือนทั่วประเทศ โดยให้ประชาชน ผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ผ่านระบบ เน็ตบิลลิ่ง (Net Billing) คือเมื่อประชาชนผลิตไฟฟ้าเหลือใช้แล้ว สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินให้กับกฟภ.ได้ โดยหักลบจากค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายทุกเดือน หรือหากเป็นไปได้ควรใช้ระบบ เน็ตมิเตอร์ริ่ง (Net Metering) ที่ประชาชนสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาหักลบกับจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่นำมาใช้ได้

    “ถ้าประชาชนผลิตไฟได้ 150 หน่วย ใช้ไป 300 หน่วย ก็จ่ายแค่ส่วนต่าง นี่คือการลดรายจ่ายที่จับต้องได้เลย ในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ รายได้ไม่พอ รายจ่ายเพิ่ม การให้ประชาชนผลิตไฟเองคือการสร้างรายได้ทางอ้อม และที่สำคัญนโยบายติดตั้งโซลาร์รูฟที่บ้านประชาชน เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจหาเสียงไว้ และควรทำให้สำเร็จใน 4 เดือนนี้ ไม่งั้นจะเป็นการย้ำว่าพูดแล้วไม่ทำ และประชาชนจะไม่เชื่อถืออีกต่อไป” รสนากล่าว

    นโยบายพลังงาน ประชาชนต้องมีทางเลือก

    รสนา กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นโยบายโซลาร์รูฟภาคประชาชนคือ “คำตอบที่รัฐยังไม่ให้” ทั้งที่เป็นมาตรการที่ประชาชนได้ประโยชน์ เช่น ช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือน เพิ่มรายได้หากขายไฟส่วนเกิน ลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้า เพราะมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ คือบ้านเรือนประชาชน ลดโอกาสไฟตกไฟดับ เนื่องจากกระจายแหล่งผลิตใกล้ผู้ใช้

    “ถ้ารัฐจะเปิดให้เอกชนรายใหญ่ขายไฟให้โรงงานได้ ทำไมประชาชนถึงขายไฟให้รัฐไม่ได้? การซื้อไฟจากโซลาร์รูฟในพื้นที่จะช่วยลดการสูญเสียในระบบการส่งไฟฟ้าด้วยซ้ำ รัฐควรเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เปิดประตูให้แต่กลุ่มทุนรายใหญ่” รสนาย้ำ

    สำหรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน 2.70 บาทต่อหน่วยที่กำลังถูกผลักดัน ซึ่งมีลักษณะเอื้อให้การซื้อไฟฟ้าระหว่างกลุ่มทุนรายใหญ่ (RE Big Lot) มากกว่าประชาชนทั่วไป โดยเตือนว่า ถ้ารัฐเปิดโอกาสให้ทุนใหญ่ขายไฟฟ้าได้ตามต้องการ แต่ไม่เปิดให้ประชาชนขายไฟเลย ประชาชนจะไม่มีวันลุกขึ้นมาพึ่งตัวเองได้

    สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรี ได้แก่

    1. เปิดรับซื้อไฟฟ้าจาก โซลาร์รูฟประชาชน ในระดับพื้นที่
    2. ใช้ระบบเน็ตมิเตอร์ริ่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน
    3. ทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อทุนใหญ่
    4. จัดกลไกสนับสนุนเงินกู้–เงินสมทบสำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟ

    “ประเทศไทยต้องให้ประชาชนเป็นเจ้าของพลังงาน ไม่ใช่มีแค่กลุ่มทุนรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ การเปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟ ขายไฟ และลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง” รสนากล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/21112568_solar-roof_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34yx4U_LpPGu3AvpPHdVMs

  • สกพอ. โชว์ความสำเร็จ EEC Model พัฒนาบุคลากรทักษะสูง ป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี

    สกพอ. โชว์ความสำเร็จ EEC Model พัฒนาบุคลากรทักษะสูง ป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี

    EEC Model เป็นรูปแบบการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) รองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ S Curve โดยเป็นการจับมือกันระหว่างอีอีซีกับสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ EEC Model Type A กับ EEC Model Type B ทำงานภายใต้หลักการ demand driven ผลิตบุคลากรให้เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 


    เมื่อวันที่ 20-21 พ.ย. 2568 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. พร้อมด้วยผู้บริหารฯ ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในจังหวัดชลบุรี เพื่อเยี่ยมชมและติดตามผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาทักษะบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และโรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) พบความก้าวหน้าในการพัฒนาบุคลากรสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้ทำงานร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้รูปแบบ EEC Model ซึ่งพบว่าเกิดการผลิตบุคลากรแล้วกว่า 118,691 คน โดยในปี 2568 จะสามารถผลิตบุคลากรได้เพิ่มขึ้น 24,377 คน 

    ขณะที่ความต้องการบุคลากรรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ระหว่างปี 2568 – 2572 โดยเฉพาะใน 5 คลัสเตอร์หลัก พบว่ามีความต้องการกำลังคนสูงถึง 156,879 คน แบ่งเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล 66,600 คน อุตสาหกรรมบริการ 50,600 คน อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 20,403 คน อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ 10,857 คน และอุตสาหกรรม BCG 8,419 คน

    โชว์จุดเด่น 4 สถาบันการศึกษา

    สำหรับความก้าวหน้าในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงของ 4 สถาบันการศึกษา ช่วยเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพของแรงงาน สามารถทำงานได้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงการลงทุนไปสู่การพัฒนาพื้นที่และชุมชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

    วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

    1. วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ สถาบันการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ได้รับรองการเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย The Civil Aviation Authority of Thailand (CAAT) และได้ร่วมกับ สกพอ. พัฒนาศูนย์เครือข่ายการพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมอากาศยาน ภายใต้แนวทาง EEC Model Type A (การผลิตบุคลากรพร้อมใช้ เอกชนร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียน ร้อยละ 100 และรับนักศึกษาเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ) ที่มุ่งสร้างบุคลากรสายเทคนิคในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอากาศยาน โลจิสติกส์ และธุรกิจการบิน เป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นช่างเทคนิคและช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีทักษะสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) โดยสามารถผลิตบุคลากรด้านการบินสาขาช่างอากาศยานได้ 28 คนต่อปี สาขาธุรกิจการบิน 20 คนต่อปี และสาขาผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 20 คนต่อปี และที่ผ่านมาวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบได้ผลิตบุคลากร โดยเฉพาะในสาขาอากาศยานได้รวม 143 คน

    2. มหาวิทยาลัยบูรพา ศูนย์พัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยุคใหม่ (ENTOUR) หรือ Tourism Innovation Lab (TIL) มีเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน ผ่านการบ่มเพาะบุคลากรและสร้างนวัตกรรมการบริการ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (High-value and Medical Tourism) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี โดยภายในศูนย์ TIL-ENTOUR แบ่งออกเป็น 6 โซนหลักๆ พร้อม 19 ห้องการเรียนรู้ เช่น ห้องฝึกทดลองปฏิบัติด้านการโรงแรม ห้องปฏิบัติการสายการบิน หรือ Airline Services ห้อง Streaming Live สด ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกใช้ทักษะในสถานการณ์เสมือนจริงและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวสมัยใหม่และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

    วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์

    3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ศูนย์เครือข่ายการพัฒนาบุคลากรด้านเมคคาทรอนิกส์ หรือ ENMEC (EEC Networking of Mechatronics Excellence Center) เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาทักษะบุคลากร ซึ่งศูนย์ฯ ENMEC แห่งนี้ ได้เน้นหลักสูตรการใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติ ระบบหุ่นยนต์ และระบบการผลิตอัจฉริยะ เพื่อให้นักศึกษาหรือผู้ที่เข้ารับฝึกอบรมระยะสั้นตามอีอีซี โมเดล Type B (การผลิตบุคลากรในระยะเร่งด่วน ด้วยการฝึกอบรมระยะสั้น Short Course รัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่าย 50 : 50) สามารถมีทักษะรองรับการผลิตในโรงงานที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง และเป็นการเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับนักลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซีต่อเนื่อง
    4. โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) โรงเรียนได้ทดลองใช้หลักสูตรการเรียนการสอนด้านภาพยนตร์ ซึ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก ผ่านการลงมือทำจริง สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองพัทยาให้ก้าวสู่ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ขององค์การยูเนสโก โดย กองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สกพอ. ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดซื้ออุปกรณ์ 25 รายการ เพื่อใช้ในการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัล อาทิ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอีอีซี รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากเมืองพัทยา ร่วมสมทบงบประมาณเพื่อให้เยาวชนได้ใช้ ห้องปฏิบัติการและสตูดิโอในการเรียนรู้และผลิตผลงานดิจิทัลคอนเทนต์อย่างมืออาชีพ ทั้งการเขียนบท การกำกับ การถ่ายภาพ และการตัดต่อ โดยผลงานของนักเรียนถูกนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นที่อีอีซีต่อไป

    อีอีซี โมเดล (EEC model)

    ดึงดูดนักลงทุนเป้าหมายต่อเนื่อง

    ความสำเร็จของการศึกษาในรูปแบบ EEC Model ช่วยดึงดูดนักลงทุนกลุ่มเป้าหมายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา สกพอ.ได้ประสานกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ทราบถึงความต้องการแรงงานอย่างไร เพื่อพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการ และในทางกลับกันก็จะเจรจาให้นักลงทุนเข้ามาช่วยพัฒนาทางการศึกษาด้วย ยกตัวอย่าง ในพื้นที่สัตหีบจะมีโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ซึ่งไม่ได้ให้บริการเฉพาะสายการบินในประเทศไทย แต่รองรับได้ทั้งภูมิภาค และจากภูมิภาคอื่นด้วย ทำให้เกิดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน การผลิตชิ้นส่วนอากาศยานต่างๆ ตามมาอีกมาก ดังนั้นจึงต้องเตรียมคนในด้านอากาศยานให้เพียงพอ เพื่อรองรับความต้องการแรงงาน และอุตสาหกรรมปัจจุบันใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้แรงงานที่มีฝีมือทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเครื่องจักร ซึ่งนักลงทุนต้องการแรงงานที่มีทักษะพร้อมทำงานทันที เป็นกลุ่มอาชีวะ ปวช. ปวส. ปริญญา โดยเฉพาะกลุ่ม เทคโนโลยี ดิจิทัล อากาศยาน รวมไปถึงแรงงานภาคบริการ โรงแรม ศูนย์สุขภาพ 
    นอกจากนี้ ในการฝึกอบรมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในระยะสั้น สำหรับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอยู่แล้วเพื่อเพิ่มทักษะ สกพอ.จะช่วยสนับสนุนออกค่าใช้จ่ายให้ 50% ซึ่งมีงบประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี ประมาณ 5,000 คนต่อปี
    “สกพอ. ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาและการผลิตบุคลากรเพื่อทำงานในพื้นที่ ซึ่งมีสถาบันการศึกษาเป็นซัพพลาย โดยอีอีซีมีข้อมูลความต้องการแรงงานในแต่ละด้านและจำนวน เพื่อให้สถาบันการศึกษาเตรียมแผน และในอีกส่วนจะให้โรงงานหรือนักลงทุนเข้ามาร่วมกับสถาบันการศึกษาในการอบรมฝึกทักษะ หรือให้นักศึกษาไปฝึกที่โรงงานเลย ทำให้ได้บุคลากรที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง” เลขาธิการ สกพอ. กล่าว

    ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ (EEC Net)
    ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC

    “อาชีวะยุคใหม่” ตอบโจทย์นักลงทุน

    ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC กล่าวถึงความสำเร็จการศึกษารูปแบบ EEC Model ว่าการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมจริงจัง ช่วยเปลี่ยนพื้นที่การเรียนรู้เป็นพื้นที่การทำงานจริง (Learning & Working Zone) ปรับสร้างทักษะสมรรถนะให้ตรงตามระบบงานยุคใหม่แบบ demand driven รับมือความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ฝึกให้เด็ก “พร้อมทำงาน” ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทั้ง type A และ B ระบบงานยุคใหม่ทั้ง 5 คลัสเตอร์เป้าหมาย ตามระบบจัดการศึกษาอาชีวะที่เรียกรวมว่า “ทวิภาคี” ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวะต่างเร่งปรับสร้างกำลังคนในทิศทางนี้ภายใต้การจัดการของระบบอาชีวศึกษาเพื่อสร้างกำลังคนยุคใหม่ เป็นภาพของ “อาชีวะยุคใหม่” ที่ไม่ใช่แค่สถานศึกษาที่สอนทักษะ แต่คือหน่วยผลิตกำลังคนคุณภาพเพื่ออนาคตของชาติ โดยมี ดร.ณิชากร ทองเปลว ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากำลังคน (MDD) สกพอ. ดำเนินการเพื่อให้โครงการบรรลุผลตามเป้าหมาย

    Post Views: 269

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/22/eec-model-developing-highly-skilled-personnel-to-supply-the-eec/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00sSr4rC4pNNcdht_A8Q7B

  • แฉสนั่นเสียงใคร!!! ‘ลิซ่า’เปิดคลิปสั่งปั๊มยอดเว็บพนัน

    แฉสนั่นเสียงใคร!!! ‘ลิซ่า’เปิดคลิปสั่งปั๊มยอดเว็บพนัน

    แฉสนั่นเสียงใคร!!! ‘ลิซ่า’เปิดคลิปสั่งปั๊มยอดเว็บพนัน

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

    สส.พรรคส้ม‘ลิซ่า’แฉคลิปเสียงชายปริศนา สั่งลูกน้องเร่งปั๊มยอดเว็บพนัน หลังลูกค้าหายไปเยอะ  จี้“ไชยชนก”ตรวจสอบภายใน 3 วันว่าเป็นเสียงใคร หรือ เอไอ

    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 กำลังกลายเป็นประเด็นคำถามในโลกออนไลน์ หลังจากน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปเสียง พร้อมข้อความผ่านเฟชบุ๊ก เรียกร้องให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบคลิปเสียงของชายคนหนึ่งกำลังสั่งให้พนักงานกันเร่งทำยอดจากเว็บพนัน  เนื่องจากลูกค้าตกไปเยอะ

    โดยน.ส.ภคมน  ระบุว่า ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน เรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่านไชยชนก ชิดชอบ ตรวจสอบโดยด่วน ว่าคลิปเสียงนี้เป็นของใคร หรือAI การสั่งปั๊มยอดเว็บพนันแบบนี้ผิดกฎหมายชัดเจน พิสูจน์ด้วยว่าจริง หรือAI

    ดิฉันเชื่อว่ากระทรวง DE ไทยมีศักยภาพ 

    อยู่ที่ว่าเจ้ากระทรวงจะทำมั้ย ท่านรัฐมนตรีช่วยเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ให้เหมือนการลุกขึ้นเดือดร้อนเรื่องไม่เอาคาสิโน 

    ถึงขนาดประกาศว่าตัวเองลูกใคร บอกชื่อพ่อแม่ให้คนไทยทั้งประเทศได้ยินกลางสภาเอาให้เหมือนวันนั้นหน่อยค่ะ 

    ถ้าวันนั้นท่านจริงจังกับเรื่องคาสิโนขนาดนั้น ประกาศชื่อพ่อ เรื่องนี้ไม่ต่างกันแถมวันนี้มีอำนาจคุมกระทรวงด้วย ความชัดเจนเรื่องนี้ควรกระจ่างภายใน 3 วันนะคะท่านรัฐมนตรีไชยชนก

     ดิฉันลองค้นหาชื่อเว็บตามที่ท่าน CEO สั่งงานลูกน้องก็เจอประมาณนี้ (ในคอมเม้น) ต้องเร่งทำยอดหรือเปล่าช่วงนี้น้ำท่วมจะได้แจกให้ถล่มทลายไปเลย โปรยเศษเงินเทาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน วิถีเครื่องฟอกชัดๆ 

    แต่ไม่คิดว่าจะมีใครไม่ฉลาดขนาดนั้นนะ

    แต่ก็ต้องตรวจสอบ แต่ถ้าจริงก็สุดๆจริงๆเกินไปกระแสสังคมแรงแค่ไหน ไม่สนใจพี่เคลียร์ได้ พี่เคลียร์มาตลอด พี่รอดเสมอ เงินพี่มันใหญ่พอจะซื้อสีกากีทุกหน่วยได้อย่างนั้นเหรอ

    วอนทุกหน่วยงานตรวจสอบเถอะคะ ย้ำทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเลย ถ้าตรวจแล้วเป็นAI ประเทศไทยจะได้รอดไปเรื่องนึง  ดิฉันเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ความจริง เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cI1xMVOGf7184_fJBrors

  • น่านจัดกิจกรรม “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย | TOPNEWS

    น่านจัดกิจกรรม “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย | TOPNEWS

    เช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. บริเวณหน้าคุ้มหลวงนครน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้นำพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวร่วมทำบุญ “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่เย็นสบาย โดยจังหวัดน่านร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมดังกล่าวภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด เพื่อสืบสานวิถีทำบุญของชาวเมืองน่าน และกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองเก่าที่กำลังขับเคลื่อนสู่การเป็น เมืองมรดกโลก

    กิจกรรมจัดขึ้นที่ถนนหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านเป็นประจำ ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 07.00 น. เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ทั้งชาวน่าน ชาวไทยจากต่างจังหวัด และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมทำบุญตักบาตรในสถานที่สำคัญใจกลางเมืองเก่าน่าน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

    จังหวัดน่านขอเชิญชวนประชาชนและผู้มาเยือนร่วมกิจกรรม “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ได้ทุกเช้าวันศุกร์และเสาร์ ณ บริเวณหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k-XHfR7oXkIKWisj2MqxG

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    23 พ.ย. 2025 เวลา 6:40 น.

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า 'ชะล่าใจ' ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    ชงด่วน! “โครงสร้างอุตสาหกรรมต้องพลิกเกม” ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยชะลอตัว- จี้ยกเครื่องอุตสาหกรรมเร่งด่วนก่อน “ประเทศติดหล่ม” อย่าชะล่าใจ

    • เกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท. เตือนว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่ GDP โตต่ำ แต่เป็น “โครงสร้างอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลงทั้งระบบ” และหากไม่เร่งแก้ไข ประเทศอาจติดหล่มยาว
    • ส.อ.ท. ชี้ว่าหากไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงภายใน 5 ปี โดยอันดับการเติบโตในอาเซียนอาจร่วงจากที่ 2 ไปอยู่อันดับ 5 ตามที่ IMF เคยประเมิน
    • เสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรม ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่, ลดต้นทุนพลังงาน, ยกระดับ SME สู่ S-Curve ใหม่, เร่งเบิกจ่ายงบรัฐ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
    • แม้เผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีโอกาสเติบโตจากอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ 
    • ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าตัวเลข GDP ที่ยังขยายตัวไม่ควรทำให้ไทย “ชะล่าใจ” เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% และคาดทั้งปีโตได้เพียงราว 2% ต่ำกว่าประเมินเดิมของภาคเอกชนที่ 1.5-1.7% สะท้อนแรงเฉื่อยของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน ประเทศอาจติดหล่มยาว เพราะปัญหาที่ไทยเผชิญวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP ต่ำ แต่เป็น “โครงสร้างอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลงทั้งระบบ” ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดภาคส่งออก

    เศรษฐกิจอ่อนแรง ต้อง “พลิกเกม” ให้ทัน

    โดยข้อมูลจาก สศช. ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตได้เพียง 1.2-2.2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังรุมเร้า ทั้งการบริโภค-การลงทุนภาครัฐที่ชะลอ การส่งออกสินค้าคงทนที่หดตัว และสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบห่วงโซ่การผลิตบางอุตสาหกรรม

    ปีนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 1.8-2.2% และส่งออกจะเพิ่มขึ้นถึง 9.5–10.5% จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เริ่มมีผล

    ดังนั้น หากไม่เร่งยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้าน “แซง” ใน 5 ปีข้างหน้า โดย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยประเมินว่าไทยเคยเติบโตอยู่ลำดับที่ 2 ในอาเซียน แต่ปัจจุบันโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ทำให้มีโอกาสตกชั้นไปอยู่อันดับ 5 ได้ หากยังไม่เริ่มปฏิรูปอย่างจริงจัง

    แม้เผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ไทยยังไม่หมดโอกาส หากสามารถผลักดันอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, ดิจิทัล, ดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ควบคู่กัน โดยมาตรการ “Quick Big Win” ของรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ

    ชง 5 ข้อเสนอใหญ่ ปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐเดินหน้ารีโครงสร้างอุตสาหกรรมด้วย 5 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่

    1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ โดยยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ Smart Industrial Estate รองรับเทคโนโลยีดิจิทัลและเศรษฐกิจหมุนเวียน

    2. ลดต้นทุนพลังงาน-ค่าครองชีพ เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    3. ยกระดับศักยภาพ SME ไทย ให้พร้อมเข้าสู่ S-Curve / New S-Curve เช่น EV แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์

    4. เร่งเบิกจ่ายงบรัฐ ซึ่งรัฐบาลควรเบิกจ่ายให้ SME ภายใน 30-45 วัน และคืนหลักประกันสัญญาภายใน 15 วัน เพื่อเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจ

    5. ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) เร่งวางไทยเป็นฐานผลิตยุคใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และนโยบายจูงใจเชิงรุก

    เพื่อนบ้านจี้ ส่งออกสะดุด จีนท่วมตลาด

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมมีเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น 1.ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ต.ค. 2568 อยู่ที่ 87.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    2. ส่งออกสินค้าคงทนลดลง โดยเฉพาะรถยนต์สันดาป-เครื่องปรับอากาศ

    3. สินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มแรงกดดัน (ม.ค.-ก.ย. 2568 เพิ่มขึ้น 33.49%)

    4. ความเสี่ยงน้ำท่วมและอุทกภัย กระทบภาคการผลิตและการค้าชายแดน

    5. ตลาดเมียนมาหดตัว 40.8% และกัมพูชาหดเกือบ 100%

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนปรับขึ้นสู่ 93.5 จาก 91.8 สะท้อนความคาดหวังต่อมาตรการรัฐ เช่น โครงการแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน AMC, วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ SME 50,000 ล้านบาทผ่าน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และแผนเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท

    “ตัวเลข GDP ที่ยังขยายตัวไม่ควรทำให้ไทย ‘ชะล่าใจ‘ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับศักยภาพแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ทุกอุปสรรคมีโอกาสซ่อนอยู่ หากรวมพลังกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจะนำเศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเปราะบางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้”

    ทิศทางในไตรมาส 4 และปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไทยสามารถ “เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้าง” ได้ทันก่อนโอกาสหลุดมือหรือไม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02RvTbQxqeIbsFtaoVwVaE

  • เศรษฐกิจ “สัตว์เลี้ยง” บูมในจีน เมืองใหญ่เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly

    เศรษฐกิจ “สัตว์เลี้ยง” บูมในจีน เมืองใหญ่เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly

    “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” กำลังบูม เมืองใหญ่จีนเร่งเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly รองรับเทรนด์ใหม่

    เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ในประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเรือนไปจนถึงพื้นที่สาธารณะในเมืองใหญ่ ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly) ได้สร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยง

    การขยับขยายของบริการ Pet-Friendly ได้เปิดเส้นทางใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมาก ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากยินดีและมีกำลังที่จะจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสะดวกสบายและสวัสดิภาพของเพื่อนซี้สี่ขา ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของธุรกิจหลายประเภท

    แนวคิด Pet-Friendly ขยายตัวสู่พื้นที่สาธารณะ

    ยกตัวอย่างเช่นที่เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง หลี่ซานซาน เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้พาสุนัขของเธอไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยที่ห้างมีบริการรถเข็นสัตว์เลี้ยงฟรี รวมถึงลิฟต์สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำให้การพาสุนัขออกมานอกบ้านเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

    บริการที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้เกินความคาดหมายและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ต้องกังวลว่าผู้คนจะไม่ต้อนรับสุนัขของพวกเขา ศูนย์การค้าต่างๆ จึงเล็งเห็นว่านโยบายที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงนี้สามารถกระตุ้นทั้งความถี่ในการมาใช้บริการและการใช้จ่ายโดยรวมของครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม

    iStock-2219731729-cf1614fa1e1bb.jpg

    ธุรกิจต่างๆ เปิดรับเทรนด์ Pet-Friendly

    คุณกัวอวิ๋นถิง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของศูนย์คอร์ ริง (Core Ring Center) กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะต้อนรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง และต้องการช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อออกมาเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง ร้านค้ากว่าร้อยละ 90 ภายในศูนย์ฯ แห่งนี้อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าในพื้นที่ร้านอาหาร โซนชอปปิง และความบันเทิงได้ทั้งหมด

    นอกจากห้างสรรพสินค้าแล้ว แนวคิด Pet-Friendly ยังขยายไปสู่ธุรกิจหลากหลายประเภทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าที่มีบริการจุดกดน้ำดื่มฟรี ไปจนถึงร้านอาหารที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าในร้านได้ แม้กระทั่งรถไฟความเร็วสูงบางสายยังเริ่มให้บริการขนส่งสัตว์เลี้ยงได้ด้วยเช่นกัน

    มูลค่าตลาด “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” ของจีน

    รายงานอุตสาหกรรมฉบับล่าสุดได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงของประเทศจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.22 ล้านล้านบาท ภายในปี 2028 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาล

    การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองให้มีความเป็นมิตร ครอบคลุม และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้เมืองต่างๆ อบอุ่นยิ่งขึ้นสำหรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/237/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oQ7qA46r9nvu6c1kGjwii

  • ทีเส็บจับมือภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตตัวแรก | TOPNEWS

    ทีเส็บจับมือภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตตัวแรก | TOPNEWS

    วันที่ 22 พ.ย. 2568 งาน สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตทางการตัวแรกของจังหวัดภูเก็ต โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมแถลงความพร้อม ณ ลากูน่า โกรฟ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 การเปิดตัวครั้งนี้มีเป้าหมายผลักดันให้มาสคอตจากไอเดียท้องถิ่นก้าวสู่การเป็นสินทรัพย์เมืองที่นำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของภูเก็ตให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

    ทีเส็บระบุว่า “จุ้ง” ไม่ใช่เพียงมาสคอต แต่มุ่งหมายให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการใช้งานในงานประชุม นิทรรศการ เทศกาล และกิจกรรมโปรโมตเมือง ขณะที่สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตชี้ว่า “จุ้ง” สะท้อน DNA ของภูเก็ต—ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมร่วมสมัย และความเป็นมิตรที่เชื่อมโลกได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังเสริมภาพลักษณ์ภูเก็ตให้โดดเด่นบนเวทีระดับนานาชาติในฐานะเมืองสร้างสรรค์และเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    นอกจากเปิดตัวมาสคอตแล้ว ยังมีการลงนามความร่วมมือเปิดระบบลิขสิทธิ์ให้ผู้ประกอบการสามารถนำ “จุ้ง” ไปใช้ต่อยอดเชิงธุรกิจได้อย่างถูกต้อง รวมถึงจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากแบรนด์ท้องถิ่นและเวทีเสวนาพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “จากมาสคอตสู่เศรษฐกิจเมือง” โดย “จุ้ง” ยังถูกออกแบบเป็นอาร์ตทอยจากพลาสติกรีไซเคิลที่เก็บจากขยะทะเล สะท้อนแนวคิดความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ภูเก็ตก้าวสู่เมืองไมซ์และเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มศักยภาพ

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PKvopIHtbhtZ5TbIv2I7N

  • รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

    รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

    เชียงราย–เชียงใหม่ชิงธง “Medical Hub เหนือ”  วิเคราะห์โอกาสตั้ง HEI ต่างชาติ–ขยายศักยภาพบริการสุขภาพ เชื่อม GMS

    เชียงราย,23 พฤศจิกายน 2568 – จากความสำเร็จที่ไทยขึ้นแท่นผู้นำ Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน รัฐบาลเดินเกมต่อด้วยการ “เปิดพื้นที่อีก 4 โซน” ให้สถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (High-Potential Foreign HEIs) เข้ามาตั้งหลักสูตร–วิจัยเชิงลึก ยุทธศาสตร์นี้จับตาพิเศษที่ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเชียงใหม่ถูกมองเป็นตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ “เชียงราย” มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการผลิตแพทย์ MFU–สธ., โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA ส่วนต่อขยาย และบทบาท “ประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)” หากออกแบบแผนพัฒนาให้ถูกจุด เมืองชายแดนแห่งนี้อาจกลายเป็น “ฐานทดสอบนวัตกรรมสุขภาพและการแพทย์แม่นยำ” ของภาคเหนือในไม่ช้า

    วิเคราะห์สถานการณ์  ทำไม “เวลานี้” จึงเป็นหน้าต่างโอกาสของภาคเหนือ

    1. แรงส่งจากตลาดจริง – ปี 2566 ไทยรองรับผู้ป่วย–นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ต่างชาติหลายล้านคน และตลาดดังกล่าวถูกประเมินว่ามีมูลค่า “หลักหมื่นล้านบาท” ต่อปี โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ–เศรษฐกิจไทยชี้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักมาจากตะวันออกกลาง เพื่อนบ้าน และสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นฐานลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพสูง (High-Acuity, High-Value) และสร้างเม็ดเงินต่อหัวสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
    2. นโยบายเชิงรุกของรัฐ – คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น” เพิ่มอีก 4 พื้นที่ เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาต่างชาติศักยภาพสูง ภายใต้แบบจำลองความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย/เอกชนไทย (Partnership Model) เป้าหมายชัด  ยกระดับคุณภาพคน–มาตรฐานหลักสูตร สร้าง Talent Pipeline เข้าสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตา คือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ที่เน้นบริการ–ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นแกน
    3. กรอบพัฒนา NEC ที่ “เอื้อสุขภาพ” มาแต่ต้น – เอกสารแผนพัฒนา NEC ระบุชัดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาคเหนือรวม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างสรรค์ และ “เทคโนโลยีการสกัด” ซึ่งเชื่อมโยงตรงกับ Bio-Wellness และ MedTech ที่ภาคเอกชนไทยกำลังก้าวรุก การวางบทบาทมหาวิทยาลัย (CMU, MFU) ให้เป็นหัวรถจักร R&D ภายใต้โมเดล Quadruple Helix ถูกกำหนดไว้แล้วในเชิงนโยบาย

    ภาพใหญ่–หลักฐานเชิงประจักษ์–โอกาสที่ “จับต้องได้”

    1) กำลังคนแพทย์  ดีล “MFU–สธ.–CPCE รพ.น่าน” เพิ่มกำลังผลิตแพทย์เขตสุขภาพที่ 1

    • กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อผลิตแพทย์เพิ่มเข้าระบบ โดยจัดการเรียนชั้นปี 1–3 ที่ MFU และชั้นปี 4–6 ที่ “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลน่าน” (นับเป็นศูนย์ที่ 7 ในเขตสุขภาพที่ 1 ต่อจาก รพ.นครพิงค์, เชียงรายประชานุเคราะห์, ลำปาง, แพร่, พะเยา, ลำพูน) นโยบายภาพรวมของ สธ. มุ่งให้อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรไปถึง 1:650 ตามยุทธศาสตร์ 10 ปี
    • ความร่วมมือดังกล่าว เริ่มรับนักศึกษาแพทย์ปีการศึกษา 2570 จำนวน 20 คน และ MFU เดินหน้าพัฒนา “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ให้เป็นสถานฝึกทางคลินิกหลัก สะท้อน “โครงคน” ด้านสุขภาพของเชียงรายที่กำลังขยายฐานอย่างมีทิศทาง

    มุมผลกระทบเชิงพื้นที่ การมีฐานฝึกคลินิกกระจายรอบเชียงราย–น่าน ทำให้ clinical rotation เชื่อมโยงชุมชนภูเขา–ชายแดน เกิดกรณีศึกษาโรคเฉพาะถิ่น–เวชศาสตร์ชุมชนจำนวนมาก ซึ่งเป็น “ทุนความรู้” ที่มหาวิทยาลัยต่างชาติสายจีโนมิกส์/เวชศาสตร์เขตร้อนสนใจ หาก HEI ต่างชาติถูกเชิญมาตั้ง “โปรแกรมร่วม” ในเชียงราย งานวิจัยเชิงพื้นที่จะเกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ และสุขภาพประชาชน

    2) ขยายโครงสร้างบริการ  “โรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA – ก้าวสู่ขนาดใหญ่และบริการซับซ้อน

    • เอกสารจากหน่วยงานกำกับชี้ว่า “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)” ของ โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย ได้รับ “มติให้ความเห็นชอบรายงาน” แล้ว (เลขอ้างอิงตามหนังสือแจ้งมติ) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนเข้าสู่เฟสก่อสร้างเต็มรูปแบบ.

    หนังสือแจ้งมติ (ฉบับเจ้าของโครง…

    • แผนพัฒนาโครงการระบุการเพิ่มจำนวนเตียงจากโรงพยาบาลขนาดกลาง ไปสู่ขนาดใหญ่ พร้อมอาคารบริการ 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน และอาคารสนับสนุน (ที่พักแพทย์, ห้องผ้า, ระบบจัดการมูลฝอย) เพื่อรองรับเคสความซับซ้อนสูงมากขึ้น สอดคล้องทิศทางตลาดที่เน้น “หัตถการรายได้สูง” และแพทย์เฉพาะทางในภาคเหนือ.

    มุมยุทธศาสตร์เชียงราย

    เมื่อโครงสร้างเตียง–ศูนย์เฉพาะทางเอกชนขยาย และ “โครงคน” จาก MFU เติบโต เมืองจะมี “ฐานรองรับ” สำหรับ HEI ต่างชาติ ที่ต้องการตั้ง teaching center/clinical research node นอกเมืองหลวง ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้และ “โจทย์โรค” ที่หลากหลายต่างจากศูนย์กลางอย่างเชียงใหม่

    3) เชียงรายในฐานะ “ประตู GMS”  เชื่อมผู้ป่วยข้ามแดน–ทดสอบนวัตกรรมสาธารณสุขพื้นที่สูง

    • เชียงรายเป็นเมืองชายแดนที่เชื่อม เมียนมา–ลาว–จีนตอนใต้ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยข้ามแดนเพื่อเข้าถึงการรักษาคุณภาพสูงในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างบริการภาคเอกชนที่กำลังขยาย กับเครือข่าย รพ.รัฐ (รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์) ทำให้เชียงรายเป็น “ฐาน hub-and-spoke” ของบริการเฉพาะทางระดับตติยภูมิที่เหมาะกับ HEI ต่างชาติสาย Global/Border Health อย่างยิ่ง
    • ในเชิงนโยบาย NEC เอง ก็วาง “เทคโนโลยีการสกัด–ดิจิทัลสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวสุขภาพ” เป็นแกนขับเคลื่อน หากดึง HEI ต่างชาติด้าน Digital Health & MedTech มาตั้งในเชียงราย จะเกิด sandbox งานบริการ–วิจัยกับชุมชนและประชากรข้ามแดนได้เร็ว เพราะโครงสร้างราชการ–มหาวิทยาลัย–เอกชนพร้อมต่อชิ้นส่วน

    เปรียบเทียบกับเชียงใหม่  จุดแข็งและ “ความร่วมมือเชิงภูมิภาค”

    เป็นจริงที่ เชียงใหม่ มี “น้ำหนักโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ” เหนือกว่า สนามบินนานาชาติ, ฐานผู้พำนักต่างชาติ, เครือโรงพยาบาลเอกชน, และสถานะ Wellness City ที่ถูกผลักดันในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง จึงมักถูกประเมินว่าเป็น “ตัวเต็ง” ของภาคเหนือสำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    อย่างไรก็ดี จุดแข็งของเชียงใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปทับซ้อน กับบทบาท “เชียงราย” หากออกแบบเป็น เครือข่ายเหนือบน–เหนือล่าง ดังนี้

    • เชียงใหม่ เป็น “ฐานวิจัยกลาง–หลักสูตรนานาชาติ–การเรียนรู้ขั้นสูง” (เช่น หลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้าน Digital Health/Integrated Wellness Management ร่วมกับเอกชนและโรงแรมสุขภาพระดับนานาชาติ)
    • เชียงราย เป็น “ฐานคลินิก–ภาคสนาม–นวัตกรรมรับใช้พื้นที่สูงและชายแดน” ของหลักสูตรร่วม (clinical electives, community medicine, cross-border health, field trials ด้าน AI/tele-health)

    โมเดลนี้จะเปลี่ยนภาคเหนือจาก “แข่งขันอย่างโดดเดี่ยว” เป็น “ร่วมมือ–เสริมบทบาท” เชื่อมพรมแดน GMS และยกระดับประเทศไทยสู่ Regional Education & Health Hub ตามที่ ครม. ตั้งเป้า

    สถิติ–เทรนด์ตลาด  โอกาสเชิงพาณิชย์ที่หนุนการศึกษา–วิจัย

    • ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการแพทย์เอกชนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถูกประเมินว่าขยายตัวต่อเนื่อง โดยวงเสวนาเศรษฐกิจรายใหญ่ของไทยชี้ยอดมูลค่าตลาด ราว 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2566 และแนวโน้มเติบโตต่อจากดีมานด์ผู้สูงอายุ–ต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลางและสหรัฐฯ ที่เน้นคุณภาพบริการระดับสากล
    • วงวิชาการไทยยังประเมินจำนวน “ผู้ป่วยต่างชาติ” ในระบบบริการสุขภาพไทยระดับ “หลายล้านคน/ปี” ต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำว่า supply ด้านบุคลากร–ศูนย์เฉพาะทาง–นวัตกรรม จะเป็นคอขวด หากไม่เร่งเพิ่มกำลังผลิตและยกระดับสมรรถนะในภูมิภาค

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย “เพื่อเชียงราย” (และเหนือทั้งภูมิภาค)

    1. ดึง HEI ต่างชาติที่ตรง pain point ของพื้นที่Digital Health, AI in Healthcare, Tele-medicine, MedTech, เวชศาสตร์ชุมชน–ชายแดน, Bio-Wellness/Extraction Technology (สอดรับ NEC) เพื่อสร้างคน–งานวิจัย–ธุรกิจใหม่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน
    2. ออกแบบ “Campus คู่แฝด” เชียงใหม่–เชียงราย – หลักสูตรเดียวกันแต่สองบทบาท  เชียงใหม่เป็น Global Classroom & Innovation Core, เชียงรายเป็น Clinical-Community Lab ที่ทำวิจัยภาคสนามกับเครือข่าย รพ.รัฐ–เอกชน–หมู่บ้านบนพื้นที่สูง/ชายแดน
    3. เชื่อมเอกชนเข้ามาตั้ง “ศูนย์เฉพาะทาง–Sandbox” – อาศัยการขยายตัวของกรุงเทพ-เชียงราย (หลังผ่าน EIA) สร้างคลัสเตอร์ Spine/Neuro-Intervention–Imaging–Pain Clinic และแพทย์แม่นยำ ร่วมกับศูนย์/สถาบันของ HEI ต่างชาติ เพื่อลดช่องว่างเคสส่งต่อไปกรุงเทพฯ และเพิ่ม case-mix index ในภูมิภาค.
    4. ทุนวิจัยข้ามแดน & ข้อมูลสุขภาพชายแดน – ตั้งกองทุนวิจัยร่วม “TH-GMS Border Health” รองรับโครงการเชิงพื้นที่ (วัณโรค, ไข้มาลาเรีย, non-communicable diseases ในแรงงานเคลื่อนย้าย) และดาต้าพลatformเพื่อการเรียนรู้ของ AI ด้านระบาดวิทยาแบบเรียลไทม์
    5. โครงสร้างจูงใจ HEI – จัดสรรพื้นที่/สิทธิประโยชน์ในโซนเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ พร้อมมาตรการภาษีอุปกรณ์วิจัย–วีซ่าระยะยาวนักวิจัย–อาจารย์ เพื่อเร่งดึง “พันธมิตรระดับโลก” เข้าเครือข่ายเหนือไทยทั้งแพ็กเกจเดียว (Chiang Mai–Chiang Rai package)

    บทสรุปเชิงนโยบาย

    “เชียงใหม่” อาจเป็น ตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ สำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติในภาคเหนือ แต่ “เชียงราย” คือ ตัวจริงด้านสนามปฏิบัติการเชิงพื้นที่ ที่พร้อมโอบรับงานวิจัย–บริการสุขภาพดิจิทัล–สุขภาพชายแดน–แพทย์แม่นยำ ด้วยแรงส่ง 3 แกน: (1) ความร่วมมือผลิตแพทย์ MFU–สธ. ที่ขยายกำลังคนตรงพื้นที่ (2) โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA และจะยกระดับความสามารถรับเคสซับซ้อน (3) บทบาทเมืองชายแดนเชื่อม GMS ซึ่งเอื้อต่อการเป็น “Clinical-Community Lab” ระดับภูมิภาค

    หากรัฐบาล “ล็อกแพ็กคู่เชียงใหม่–เชียงราย” ให้เป็น เครือข่าย HEI ต่างชาติ ที่บทบาทแตกต่างแต่เสริมกัน ไทยจะไม่เพียงรักษาตำแหน่ง Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน แต่ยังยกระดับเป็น Regional Education & Health Innovation Hub ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนตอนใต้ได้อย่างมีกลยุทธ์ และผลลัพธ์จะตกกับประชาชนเหนือบนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-medical-hub-foreign-hei-gms/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MC-wmdLB1XFlh7CBk_UbG

  • แผนการคลังระยะปานกลาง ความพยายามทำงบสมดุลยังอีกไกล

    แผนการคลังระยะปานกลาง ความพยายามทำงบสมดุลยังอีกไกล

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-53&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pjGmnB3j3LNGq2gp8F_kx