Blog

  • “นฤมล” ถกบอร์ด ก.ค.ศ. ระงับย้ายครูผ่านระบบ TRS กลับใช้เกณฑ์เดิม ยันไม่กระทบภาพรวม ขอปรับให้สมบูรณ์ก่อนนำใช้ เป็นขวัญกำลังใจขรก.ครูทั่วประเทศ | TOPNEWS

    “นฤมล” ถกบอร์ด ก.ค.ศ. ระงับย้ายครูผ่านระบบ TRS กลับใช้เกณฑ์เดิม ยันไม่กระทบภาพรวม ขอปรับให้สมบูรณ์ก่อนนำใช้ เป็นขวัญกำลังใจขรก.ครูทั่วประเทศ | TOPNEWS

    27 พ.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2568 ว่า จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลเชิงวิจัย รวมทั้งการหารือร่วมกับคณะกรรมการในที่ประชุม ได้นำไปสู่การพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับการประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายข้าราชการครูซึ่งครูหลายท่านให้ความสนใจ และถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการให้ครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า คณะกรรมการวิเคราะห์ในหลายมิติแล้วเห็นว่าการย้ายข้าราชการครูในครั้งที่ 1 ปี 2569 ที่จะถึงนี้ ให้ระงับการย้ายข้าราชการครูผ่านระบบ TRS ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ เดิม หรือ ว 18/2566 มาใช้สำหรับการพิจารณาการย้ายข้าราชการครูไปพลางก่อน เนื่องจากสำนักงาน ก.ค.ศ. และทีมพัฒนาระบบได้ทบทวนและวางแผนดูแล้วว่าระยะเวลาที่จะใช้ในการพัฒนาระบบ TRS ณ ตอนนี้ไปจนถึงรอบการย้ายครั้งที่ 1/2569 มีระยะเวลาเพียงเดือนเศษ อาจทำให้การพัฒนาระบบ TRS เสร็จไม่สมบูรณ์และใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบสมบูรณ์ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การย้ายที่พัฒนาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องของตำแหน่งว่าง จากเดิมที่ให้ระบุได้เพียง 1 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง ปรับเป็นสามารถระบุวิชาเอกได้สูงสุด 3 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง เพื่อความยืดหยุ่นในการพิจารณาย้าย รวมถึงการขยายพื้นที่ในการเลือกยื่นคำร้องขอย้าย โดยให้สามารถเลือกในสถานศึกษาใด ๆ ก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน และถึงแม้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์เดิมชั่วคราว แต่ยังคงกำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรมในการดำเนินการทุกขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกให้กับครูที่ต้องการขอย้ายให้มากที่สุด”

    “การลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องครูในแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา ทำให้เราได้เข้าใจถึงบริบทการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และความต้องการที่แท้จริงของครู ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านทรัพยากร บริบทแวดล้อม และความท้าทายในการจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง โดยยืนยันที่จะพัฒนาระบบบริหารบุคลากรของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่น ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

    หลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการ แนวปฏิบัติ ข้อกำหนดและเงื่อนไข รายละเอียด องค์ประกอบ ตัวชี้วัด รวมทั้งปฏิทินการย้ายข้าราชการครูฯ เพื่อเป็นฐานรองรับในการพัฒนาระบบ TRS ต่อไป การนำ ว 18/2566 มาใช้ในการย้ายรอบที่ 1 ของปี 2569 นี้ ก็เพื่อให้การดำเนินการย้ายไม่ติดขัดในระหว่างกระบวนการพัฒนาระบบ TRS ระยะที่ 3 และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการครูให้สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีครูที่ยื่นคำร้องขอย้ายกรณีพิเศษ หรือ กรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ผ่านระบบ TRS ไว้ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2569 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และส่วนราชการอื่น พิจารณาย้ายกรณีดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไปจนแล้วเสร็จ

    นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ยังได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งฯ ครูผู้ช่วยที่มีศักยภาพ มีพื้นฐานความรู้ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1404906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fGtglsXtAKmx7TsUUuuEW

  • ก.ล.ต. ผนึกกำลัง ตลท.- OECD จัดงานยกระดับบรรษัทภิบาลและพัฒนาตลาดทุนไทย เริ่ม 27 พฤศจิกายนนี้

    ก.ล.ต. ผนึกกำลัง ตลท.- OECD จัดงานยกระดับบรรษัทภิบาลและพัฒนาตลาดทุนไทย เริ่ม 27 พฤศจิกายนนี้

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ร่วมกันจัดงานประชุม OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคระหว่างประเทศในเอเชียและ OECD เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายด้านบรรษัทภิบาล การระดมทุนและความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จาก 23 ประเทศ ประกอบไปด้วย ผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนขององค์กร 

    ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดตัว รายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทย (OECD Capital Market Review of Thailand 2025) บทวิเคราะห์เชิงลึกซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเสริมสร้างระบบนิเวศตลาดทุนไทยในแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ข้อเสนอแนะสำคัญโดยสังเขป ได้แก่  

    1. ยกระดับด้านบรรษัทภิบาลและความโปร่งใส ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนมีบทบาทความรับผิดชอบมากขึ้น ปรับปรุงคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและแนวปฏิบัติที่ดีในการเปิดเผยข้อมูล และเสริมสร้างความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งพัฒนาการกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวโยงกันและการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย 
    2. ส่งเสริมการเข้าถึงและสภาพคล่องในตลาดทุน เสนอให้มีการปรับขั้นตอนการอนุมัติ IPO ให้กระชับขึ้น อำนวยความสะดวกในการเสนอขายหุ้นในตลาดรองและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ mai และ LiVEx รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยตลาดทุน 
    3. สนับสนุนการระดมทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงตราสารเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติผู้ลงทุนเพื่อเพิ่มความคุ้มครองผู้ลงทุน และสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น
    4. ยกระดับการระดมทุนของภาคเอกชน ส่งเสริมการลงทุนผ่านธุรกิจจัดการร่วมลงทุน (venture capital) และกิจการเงินร่วมลงทุน (private equity: PE) ปรับปรุงโครงสร้างกองทุนและการเสนอขายหลักทรัพย์แก่กรรมการหรือพนักงานบริษัทจดทะเบียน (ESOP) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสนับสนุนธุรกิจใหม่  
    5. การขยายฐานนักลงทุนและเสริมสร้างเงินออมภาคครัวเรือน OECD เสนอแนะให้มีการออกแบบโครงการออมเงินโดยขยายความคุ้มครองของเงินบำนาญ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุน และส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงินแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการประเมินตามมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง รายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทยจึงไม่ใช่เพียงโอกาสในการประเมิน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับการกำกับดูแลที่ดี เพื่อสร้างตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ความร่วมมือเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบายของ ก.ล.ต. เสมอมา การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างกับองค์การ OECD และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้มั่นใจได้ว่ารายงานฉบับนี้สะท้อนถึงความต้องการในโลกความเป็นจริง

    และความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก.ล.ต. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมุมมองที่หลากหลายซึ่งมีส่วนช่วยหล่อหลอมผลการศึกษาครั้งนี้ให้เป็นข้อเสนอที่ปฏิบัติได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไปถึงอนาคตได้

    พรอนงค์ บุษราตระกูล

    นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ผลการศึกษาเชิงลึกนี้เป็นมากกว่าข้อเสนอแนะ แต่เป็นประเด็นนโยบายสำคัญที่ ก.ล.ต. กำลังดำเนินการอยู่แล้ว เรามุ่งมั่นที่จะสานต่อพลังขับเคลื่อนนี้

    โดยร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อทำให้ตลาดทุนของเรามีความคล่องตัว เข้าถึงได้ และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เราเชื่อว่ารายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทยของ OECD จะนำไปสู่โอกาสในการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยต่อไป”

    อัสสเดช คงสิริ

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “รายงานการทบทวนตลาดทุนไทยประจำปี 2568 โดย OECD ฉบับนี้ ชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญที่ควรได้รับการพัฒนาในตลาดทุนไทย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    โดยการประสานความร่วมมือนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนโอกาสการพัฒนา พร้อมยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

     Carmine Di Noia

    Carmine Di Noia, OECD Director for Financial Affairs กล่าวว่า “การปฏิรูปตลาดทุนไทยที่ผ่านมา และความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่แข็งแกร่งในการส่งเสริมตลาดทุนที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเปิดกว้าง

    ซึ่งสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการของ G20/OECD ความร่วมมือระหว่าง OECD กับ ก.ล.ต. มีคุณค่าอย่างยิ่ง และเราเชื่อว่ารายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทยครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและพลวัตโดยรวมของเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดี “องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development)” ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 เป็นเวทีและศูนย์กลางความรู้ด้านข้อมูล การวิเคราะห์ และแนวปฏิบัติที่ดีทางด้านนโยบายสาธารณะ OECD ทำงานร่วมกับ 100 กว่าประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และสะอาดยิ่งขึ้น โดยมีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.oecd.org

    OECD-Asia Corporate Governance Programme โครงการส่งเสริมบรรษัทภิบาลระหว่าง OECD และประเทศในเอเชีย จัดขึ้นร่วมกับประเทศเจ้าภาพเป็นประจำทุกปี เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างประเทศในเอเชียและ OECD เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีระดับสากลที่สอดคล้องกัน 

    งานประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมบรรษัทภิบาลระหว่าง OECD และประเทศในเอชีย ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734082&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AC-PWpoaA9BxuV4bcE-3W

  • กรุงไทยรุกกลยุทธ์บริหารความมั่นคงระยะยาว เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    กรุงไทยรุกกลยุทธ์บริหารความมั่นคงระยะยาว เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    กรุงไทยรุกกลยุทธ์บริหารความมั่นคงระยะยาว เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    นางสาวรัฐยา ทองรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการศึกษาสำหรับเยาวชน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่ม Krungthai Wealth (Krungthai Iconic, Krungthai Precious+ และ Krungthai Private Banking) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การลงทุนแบบ Go Global ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุน การศึกษา และการเดินทาง 

    ธนาคารกรุงไทย (KTB) จึงได้ดำเนินการร่วมกับ Crimson Education สถาบันที่ปรึกษาการศึกษาระดับโลก เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกมุ่งเข้าถึงกลยุทธ์ในการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลก เช่น MIT, Stanford, Harvard, Princeton, Oxford, Cambridge และ Top-tier อื่นๆ อย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ การลงทุนเพื่อการศึกษายังคงเป็นกลยุทธ์หลักในการบริหารความมั่งคั่งระยะยาวของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเชิงลึกจาก Crimson Education ชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างต้นทุนทางการศึกษาของบุตรหลาน โดยมองว่าการเข้าถึงสถาบันระดับโลกคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและยั่งยืน

    ขณะที่บทความจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังชี้ว่า การลงทุนด้านการศึกษาของไทยอยู่ในระดับสูงถึง 6.2% ของ GDP ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร สะท้อนถึงความสำคัญที่สังคมไทยมอบให้กับการพัฒนาเยาวชนเพื่อก้าวสู่เวทีโลก

    “ของการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่คือการ Go Global ไม่จำกัดแค่การบริหารพอร์ตการลงทุน แต่คือการวางรากฐาน Human Capital ให้กับทายาท การศึกษาในมหาวิทยาลัยระดับโลกคือ สินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลกให้กับคนรุ่นต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645105&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gH0bhmD_FMFgv4RaoiAe7

  • มรภ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยนการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน – ไทยพีบีเอส

    มรภ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยนการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน – ไทยพีบีเอส

    มรภ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยนการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน

    เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นักศึกษาและอาจารย์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และสาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จำนวน 40 คน เข้าศึกษาดูงานกระบวนการผลิตและการออกอากาศรายการ ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยได้เยี่ยมชมสตูดิโอออกอากาศรายการสด “วันใหม่วาไรตี้” สตูดิโอข่าว ห้องควบคุมการออกอากาศ (MCR) และพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของไทยพีบีเอส พร้อมพบกับ “น้องนกวิภา” สติกเกอร์ไลน์ Thai PBS Nok Gang ชุดที่ 6 ที่มีถึง 16 คาแรคเตอร์ ให้น้อง ๆ ได้แชตสนุก เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีถึงวันที่ 4 ก.ย. ที่ LINE @ThaiPBS

    นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ และการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน กับพี่อ้อม-อุษา เอี่ยมสุวรรณ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส (รายการสถานีประชาชน) บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์จากการศึกษากระบวนการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพในอุตสาหกรรมสื่อ หากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ถือเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคต

    #แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/gallery/509/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0or5tmBv5yotJva4nr7Bb9

  • สสว. ปลุกเศรษฐกิจ! BDS หนุน SME 2.2 หมื่นราย เงินสะพัดกว่า 6 พันล้าน

    สสว. ปลุกเศรษฐกิจ! BDS หนุน SME 2.2 หมื่นราย เงินสะพัดกว่า 6 พันล้าน

    เศรษฐกิจ

    27 พ.ย. 2025 เวลา 15:39 น.

    สสว. ปลุกเศรษฐกิจ! BDS หนุน SME 2.2 หมื่นราย เงินสะพัดกว่า 6 พันล้าน

    “สสว.” โชว์ผลงาน “SME ปัง ตังได้คืน” ผ่านระบบ BDS หนุนผู้ประกอบการกว่า 22,000 ราย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 ดัน SME เพิ่ม 3,000 ราย

    นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า ระบบ BDS ทำให้ SME ไทยเข้าถึงบริการคุณภาพได้ง่ายขึ้น ต้นทุนลดลง และยังสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565–2568 โดยมีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนรวมกว่า 30,000 ราย และยืนยันตัวตนบนระบบ BDS แล้วกว่า 9,100 ราย แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้บริการพัฒนาธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นของ SME ไทย

    ขณะเดียวกัน สสว. ยังสนับสนุนงบประมาณรวมมากกว่า 260 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนการปรับปรุงธุรกิจในหลากหลายด้าน อาทิ มาตรฐานสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี การขยายโอกาสทางการตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย

    สสว. ปลุกเศรษฐกิจ! BDS หนุน SME 2.2 หมื่นราย เงินสะพัดกว่า 6 พันล้าน

    ทั้งนี้ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระบบ BDS ได้รับการพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานผู้ให้บริการทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านบริการที่เปิดให้ผู้ประกอบการ SME ได้เลือกสรรกว่า 1,000 บริการ จากผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) จำนวนมากกว่า 285 หน่วยงาน ครอบคลุมหน่วยงานรัฐ สถาบันเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และสถาบันการศึกษา

    ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ที่ยื่นข้อเสนอเพื่อการพัฒนาธุรกิจของตนได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 4,538 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนบทบาทสำคัญของโครงการในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของ SME ไทย

    สสว. ปลุกเศรษฐกิจ! BDS หนุน SME 2.2 หมื่นราย เงินสะพัดกว่า 6 พันล้าน

    สำหรับปีงบประมาณ 2569 สสว. ได้รับอนุมัติงบประมาณรวม 300 ล้านบาท ตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 3,000 ราย และจะเดินหน้าขยายบริการ โดยเฉพาะในกลุ่ม Health & Wellness, Creative & Lifestyle และ Green Business

    พร้อมเปิดโอกาสหน่วยให้บริการทางธุรกิจบริการภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถขึ้นทะเบียนและเปิดให้บริการได้ และเตรียมเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME ไทยอย่างตรงจุด พร้อมเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิทัล มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาธุรกิจตามแนวคิด Green & Sustainable  

    “นอกจากนี้ยังเตรียมขยายความร่วมมือด้านการตลาดผ่านงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุน SME ไทยให้มีศักยภาพและก้าวสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วและการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น” นายวิทวัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GKdUYpWltuvlIpJwvnb73

  • เร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ พาณิชย์ เติมสินค้า-เตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ พาณิชย์ เติมสินค้า-เตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    พาณิชย์ ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้อย่างใกล้ชิด เชื่อมโยงการทำงานศป.กฉ. เร่งประสานจัดส่งสินค้าจำเป็นเข้าพื้นที่ ขอผู้ผลิต ห้างจัดส่ง เติมสินค้าอย่าให้ขาด และเตรียมจัดถุงยังชีพ ส่วนเฟส 2 หลังน้ำลด จัดมหกรรมธงฟ้า เพิ่มช่องทางขายให้เกษตรกร

    วันนี้ (27 พ.ย.2568)นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวง จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยมีทุกหน่วยงานในสังกัด และมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่เข้าร่วม ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบภัยน้ำท่วม แบ่งออกเป็น 2 เฟส คือ เฟส 1 ดำเนินการอย่างเร่งด่วนและทันที และเฟส 2 เป็นการเตรียมดำเนินการหลังจากที่น้ำลด เพื่อช่วยดูแลภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และช่วยฟื้นฟูรายได้

    โดยในเฟสที่ 1 จะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ทั้งจากส่วนกลางและในแต่ละจังหวัด เข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน 3 มาตรการที่จะดำเนินการ ได้แก่

    มาตรการที่ 1 ช่วยเหลือในพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมสูง โดยเร่งจัดสิ่งของจำเป็นสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ตามความต้องการของแต่ละศูนย์พักพิง มาตรการ 2 ช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วมที่ประสบปัญหาขาดแคลนสินค้า เร่งประสานผู้ผลิต ห้าง เติมสินค้าอย่าให้มีปัญหาขาดแคลน เช่น ไข่ไก่ นม อาหารพร้อมทาน และมาตรการที่ 3 ช่วยเหลือในพื้นที่ ที่น้ำลด โดยจัดถุงยังชีพแจกจ่ายในพื้นที่ โดยประสานผู้ผลิต เตรียมสินค้าที่จำเป็นต่อพี่น้องประชาชน อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันขวด น้ำดื่ม เป็นต้น

    สำหรับเฟสที่ 2 เป็นเรื่องของการฟื้นฟู หลังจากที่น้ำลด มี 2 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 จัดกิจกรรมธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ เน้นสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านเรือน หลังน้ำลด มาตรการที่ 2 จัดกิจกรรมเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ในรูปแบบการเปิดจุดจำหน่ายสินค้า การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า มหกรรมการค้าชายแดน รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนร่วมกับพันธมิตร เช่น Exim Bank เพื่อฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น

    รมว.พาณิชย์กล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องควบคู่กับ ศูนย์ ศป.กฉ. พร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว และทั่วถึงที่สุด

    อ่านข่าว:

    BOI ช่วยผู้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้ สนับสนุน 191 โครงการ 5.3 หมื่นล้านบาท

    น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    “พณ.”ถกด่วน คลอดมาตรการ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20Wm-imDb07J-zyJuSR6Gc

  • ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประเมินน้ำท่วมภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประเมินน้ำท่วมภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้าน

    วันนี้, 14:40น.

              ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประเมินอุทกภัยภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน และในอีกหลายจังหวัดภาคใต้ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนรวมแล้วราว 8 แสนครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 แสนไร่ เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 25,000 หมื่นล้านบาท   ประเมินผลกระทบเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอจะประมาณได้ ส่วนที่สองจากความเสียหายต่อสินทรัพย์ ซึ่งซับซ้อนกว่า เพราะความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคตโดยหลายภาคส่วน นอกเหนือไปจากครัวเรือน เช่น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่ค้า ฯลฯ

              สำหรับส่วนแรกนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเบื้องต้นอาจคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทย (Nominal GDP) บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก และความรุนแรงทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันถัดมา โดยผลกระทบหลักอยู่ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งช่วงแรกประสบภัยในแทบทุกพื้นที่

              โดยหลักๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการ (สถานที่พักแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง เป็นต้น) และการผลิตอุตสาหกรรม (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 56% และ 18% ตามลำดับในจังหวัดสงขลา รวมไปถึงการหยุดให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปา (สัดส่วนกว่า 3%)

              ขณะที่ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมักจะคึกคักขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของการท่องเที่ยว อีกทั้งอยู่ในช่วงที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานกีฬาซีเกมส์ 9-20 ธันวาคม 2568 และสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันหลายประเภทกีฬา นอกจากนี้ ความเสียหายส่วนที่เหลือของสงขลาและในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ผลกระทบจะเป็นภาคเกษตร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำหรือประมง

              เมื่ออุทกภัยทยอยคลี่คลาย ผู้ประสบภัยจะได้รับผลกระทบจากการจัดการความเสียหายของสินทรัพย์เพิ่มเติม เช่น อาคาร รถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการรับรู้ผลกระทบในส่วนที่สองนี้ ทั้งการซ่อมแซม/ฟื้นฟู/ซื้อใหม่ คงจะทยอยใช้เวลา และยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ

    ฉบับเต็ม : https://kresearch.co/4oc8rq1

     #น้ำท่วมภาคใต้

    #ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    #ประเมินเศรษฐกิจเสียหาย

     Cr: KResearch

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156904&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J3p0o_ScCFUkN-Vd7X4Hh

  • ราชบุรี///MOU พัฒนาจัดการศึกษาวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน | TOPNEWS

    ราชบุรี///MOU พัฒนาจัดการศึกษาวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน | TOPNEWS

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOUระหว่าง กรมการทหารช่างและมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
    มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมกับกรมการทหารช่างจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOU เพื่อพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน


    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ผศ.อรรถพล อุสายพันธ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และพลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์ รองเจ้ากรมการทหารช่างร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOUระหว่าง กรมการทหารช่างและมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง ณ ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

    โดยพันเอกดร.รณพงษ์ เรืองจุ้ย ผู้อำนวยการกองกำลังพล กรมการทหารช่าง พร้อมคณะ และผศ.ดร.ดาราวรรณ ญาณะนันท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน และอาจารย์ดร.บารมี ชูชัย คณบดีวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย คณะผู้บริหารของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้


    ด้วยความร่วมมือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งสองในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร การวิจัย การเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การให้บริการ วิชาการ ให้มีศักยภาพ และคุณภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคประเทศชาติ

    และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเขียน ตามขอบเขตความร่วมมือ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงจะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรของกรมการทหารช่าง โดยให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ การฝึกอบรม การประชุมสัมมนาให้แก่บุคลากรตามวัตถุประสงค์

    เงื่อนไขข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ได้แก่ การลดค่าลงทะเบียนเรียนแบบเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 20 ต่อภาคการศึกษา ให้แก่บุคลากรของกรมการทหารช่างในทุกหลักสูตร ที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดทำการเรียน การสอนในโครงการจัดการศึกษาภาคพิเศษ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงและกรมการทหารช่าง โดยกรมการทหารช่างมีสถานศึกษาอันประกอบด้วย โรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่าง โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา จะร่วมกันเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งด้านวิชาการและด้านคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

    ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการร่วมกันอย่างมั่นคง จะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรระหว่างกัน กรมการทหารช่างจะสนับสนุนให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาภูมิทัศน์อาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกแก่มหาวิทยาลัย ตามวัตถุประสงค์เงื่อนไข ตามข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ทั้งสองหน่วยงานจะให้ความร่วมมือในการวิจัย

    เพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับหน่วยงาน ท้องถิ่นประเทศชาติและประชาคมอาเชียน การสนับสนุนกิจกรรมร่วมกัน เพื่อการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ ฯลฯ การสนับสนุนและร่วมมือกันพัฒนาหน่วยงาน สู่สถาบันการเรียนรู้ และอื่น ๆ ที่แต่ละฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และมีระยะเวลาดำเนินการการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2572

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว TOP NEWS  ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1404733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uA_MulPn6Mu1LnEgGtJRB

  • เปิดประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” นายทหารสมรภูมิเขาค้อ

    เปิดประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” นายทหารสมรภูมิเขาค้อ

    เปิดประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” หรือ ท่านชายใหม่ นายทหารที่ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน จากเหตุการณ์สมรภูมิเขาค้อ

    ภายหลังจากที่เพจเฟซบุ๊ก “จุลเจิม ยุคล” โพสต์ข้อความรายงานว่า พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ได้สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ ณ บ้านพัก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 08.13 น. วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 สิริชันษา 78 ปี 

    ประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล”

    ประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” หรือ ท่านชายใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีชื่อเสียง ในราชสกุล แวดวงทหาร รวมทั้งผู้คนในสังคมออนไลน์ เพราะมักออกมาแสดงความเห็นในเรื่องราวที่เป็นกระแสสังคมผ่านทางเฟซบุ๊ก “จุลเจิม ยุคล” อยู่เสมอ

    กำเนิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 – 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

    โดยหม่อมเจ้าจุลเจิมศึกษาชั้นประถมที่วชิราวุธวิทยาลัย และชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก่อนจะได้รับการส่งไปศึกษาต่อจนจบมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียน Kemper Military School รัฐมิสซูรี สหรัฐ และศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัย Western Pacific University (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัย California Miramar University) และหลักสูตรปริญญาโทด้านการจัดการกีฬา 

    สำหรับประวัติการทรงงานที่ผ่านมา เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้เข้ารับราชการทหาร ยศร้อยตรี ศูนย์สงครามพิเศษหน่วยกองรบที่ 1 (กรพ.) ค่ายวชิราลงกรณ์ จังหวัดลพบุรี เป็นนายทหารประจำส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กองทหารมหาดเล็ก 

    รับราชการที่กรมข่าวทหารบก ช่วยราชการในกองอำนวยการรักษาความปลอดภัย (กรป.) ราชองครักษ์พิเศษรักษาพระองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมราชองครักษ์ อดีตประธานสโมสรฟุตบอลราชวิถี

    นอกจากนี้ ยังเป็น “ราชการสนาม” ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปราม ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) พื้นที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จนเมื่อปี 2518  ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน (ส.ช.2) ประเภทที่ 2 จากเหตุการณ์ที่เขาค้อ ปี 2518

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2898282&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FV7mC332MsrjBzLQURHHy

  • หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล อดีตนายทหารราชสำนัก ถึงชีพิตักษัยอย่างสงบที่เชียงใหม่

    หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล อดีตนายทหารราชสำนัก ถึงชีพิตักษัยอย่างสงบที่เชียงใหม่

    พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ถึงชีพิตักษัยอย่างสงบ ณ บ้านพัก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 08.13 น. วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สิริชันษา 78 ปี

    หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง

    ตลอดชีวิต ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/m-c-chulcherm-yukol-passed-away-78/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HlfPWRrx0iACYWDFdbzsX