Blog

  • ปลัดฯ ณัฐพล ชูผลสำเร็จการพัฒนา “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    ปลัดฯ ณัฐพล ชูผลสำเร็จการพัฒนา “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

    สมุทรปราการ 28 พฤศจิกายน 2568 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ Innovation in Raw Materials Conference 2025 ในหัวข้อ “Unlocking Circular Economy Pathway ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” จัดโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่การผลิตวัตถุดิบ (ทดแทน/ขั้นสูง) ในเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กรควบคู่กับความยั่งยืน พร้อมถ่ายทอดความสำเร็จของนวัตกรรมและเทคโนโลยีวัตถุดิบทดแทนและวัตถุดิบขั้นสูง เดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยภายในงานมีการเปิดตัว “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ที่พัฒนาได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีแนวคิดหลัก คือ ลดการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุด ลดของเสีย ตลอดจนสร้างคุณค่าใหม่จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับนโยบาย MIND ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งพัฒนา “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” ผ่านความสำเร็จ 4 มิติ ทั้งความสำเร็จทางธุรกิจ ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ความลงตัวกับกติกาสากล ดูแลสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และการกระจายรายได้สู่ชุมชน เพื่อให้ผู้ประกอบการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามนโยบายหลักของรัฐบาล

    เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในปีนี้ กพร. ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยให้ กพร. เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า” เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้งานแล้วที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากหลักพันตันต่อปีเป็นหลักหมื่นตันต่อปี ภายในระยะ 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมศักยภาพแห่งอนาคต (S-Curve) ของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำของรัฐบาล โดยงานในวันนี้ได้ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งด้านเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และด้านการบริหารจัดการทั้งระบบที่เชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจโดยรวม

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำทรัพยากรแร่มาใช้ประโยชน์ จนกระทั่งการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กพร. มีเทคโนโลยีรีไซเคิลและนวัตกรรมวัตถุดิบ รวมกว่า 91 ชนิด และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจ เฉลี่ยกว่า 400 รายต่อปี ยกระดับความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกและเติบโตอย่างยั่งยืน

    “ผลงานที่สำคัญในปีนี้ กพร. ได้ต่อยอดผลงานที่ผ่านมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล’ โดยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลเพื่อนำโลหะและสารประกอบโลหะในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพของยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นสารตั้งต้น (Precursor) สำหรับผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบชนิด NMC 622 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน โดยในเบื้องต้นคาดว่าหากมีการนำเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ในการรีไซเคิลซากแบตเตอรี่ EV ชนิด NMC ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันประมาณ 120 ตันต่อปี จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 27 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กพร. มุ่งเน้นที่จะยกระดับงานวิจัยไปสู่การผลิตจริงในเชิงพาณิชย์ และพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการในด้านการจัดการของเสีย การพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ และการใช้ประโยชน์ของเสียอุตสาหกรรม ตลอดจนผลักดันการใช้วัตถุดิบทดแทนที่ได้จากของเสียอุตสาหกรรมแบบครบวงจร” นายอดิทัตฯ กล่าว

    ตัวอย่างผลงานอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จของ กพร. ในปีนี้ เช่น การผลิตวัสดุดูดซับก๊าซหรือตัวเร่งปฏิกิริยาจากหินพอตเทอรี สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการพัฒนา MOFs (Metal-Organic Frameworks) สำหรับใช้ในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน การผลิตวัสดุฉาบผิวจากแร่โดโลไมต์ สำหรับใช้เป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การพัฒนาต้นแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 4.0 ในอุตสาหกรรมพื้นฐาน เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็ก
    และเหล็กกล้า เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร เช่น การออกแบบระบบการนำหม้อแปลงไฟฟ้ากลับเข้าสู่กระบวนการผลิตให้เสมือนใหม่ (Remanufacturing) การอัพไซเคิล (Upcycle) เศษวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ เป็นต้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานทั้งหมดในปีนี้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 1,100 ล้านบาทต่อปี และลดคาร์บอนได้กว่า 14,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    สำหรับงานสัมมนาวิชาการ Innovation in Raw Materials Conference 2025 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในหัวข้อ “Unlocking Circular Economy Pathway ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิและสถานประกอบการที่มีการดำเนินงานที่ดีด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ และการบรรยายเชิงลึกเพื่อถ่ายทอดผลงานที่สำคัญของ กพร. ทั้งด้านนวัตกรรมแร่ โลหการ และรีไซเคิล โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 200 ราย ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนาหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://innovation.dpim.go.th

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ปลัดณัฐพล ชูโมเดล ลด PM 2.5 ยกระดับอุตฯ อ้อยน้ำตาลไทยไร้เผา

    'น่าน'ผนึกกำลัง'ก.อุตสาหกรรม' จัดงาน NAN AGRO INDUSTRY INNOVATION FAIR 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/931269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oN5Xk2fO7xP2q3kIBm5ZB

  • โรงพยาบาลหนองคาย ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ตับและบริษัทฟูจิฟิล์ม จำกัด(ประเทศไทย) จัดโครงการให้ความรู้ …

    โรงพยาบาลหนองคาย ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ตับและบริษัทฟูจิฟิล์ม จำกัด(ประเทศไทย) จัดโครงการให้ความรู้ …

    วัฒนา สุขีไฟศาลเจริญ,คุณโซ มารุโอ๊ะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) ร่วมกันเปิดโครงการให้ความรู้และตรวจคัดกรองมะเร็งตับสัญจร โดยมีนายแพทย์จำรัส พงษ์พิศ กล่าวรายงาน การ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.talknewsonline.com/%3Fp%3D14274&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KpuQ2dYz0U7oVAXYku0_w

  • OPPO จัดเต็มส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ยกทัพสมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ IoT ด้วยโปรโมชันสุดคุ้มใน …

    OPPO จัดเต็มส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ยกทัพสมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ IoT ด้วยโปรโมชันสุดคุ้มใน …

    ฟิล์มกระจก มูลค่ารวม 14,148 บาท และ เมื่อซื้อ OPPO Reno14 5G รับฟรี E-VIP Card ประกันจอแตก 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี, ฟรี Google AI Pro 3 เดือน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/oppo-new-year-new-phone-and-iot/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HFiRP0sVX7oUuMiHlW_XU

  • ‘ออมสิน’ ผนึก ‘สถาบันป๋วย’ ศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ‘ออมสิน’ ผนึก ‘สถาบันป๋วย’ ศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ‘ออมสิน’ ผนึก ‘สถาบันวิจัยป๋วย’ เดินหน้าโครงการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก คิกออฟครัวเรือนฐานราก 2 แสนรายภายใต้โครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ตั้งเป้าใช้ข้อมูลเปิดประตูระบบการเงินขยายโอกาสคนไทยเข้าถึงแหล่งทุนในระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

    28 พ.ย. 2568 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ว่า โครงการนี้จะเป็นการศึกษาความเป็นอยู่ และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานราก ซึ่งเป็นลูกหนี้ 2 แสนคนของธนาคารออมสิน ภายใต้โครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส เพื่อนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจ และความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย

    “การร่วมมือระหว่างธนาคารออมสิน กับสถาบันวิจัยป๋วยฯ จะทำให้เห็นว่า คน 2 แสนคน ที่ออมสินได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วนั้น เราสามารถช่วยเขาได้จริงหรือไม่ และต้องทำอย่างไรต่อ ทำให้สามารถออกนโยบายในระยะต่อไปในการดึงคนเข้าสู่ระบบได้ชัดเจนขึ้น ในอนาคตจะทำโครงการในลักษณะนี้ โดยสนับสนุนให้สถาบันการเงินอื่นเข้ามาช่วยดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย โดยหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือคนที่ไม่เคยสามารถกู้เงินได้เลย หรือคนที่ต้องกู้เงินนอกระบบอย่างเดียว ให้สามารถเข้ามากู้เงินในระบบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างอิมแพคให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เป็นโครงการในระยะยาว ควบคู่กับสิ่งที่ทำมา คือ Your Data เพื่อเข้ามาช่วยสนับสนุนในการปล่อยสินเชื่อ” นายวิทัย กล่าว

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่า 30% ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ”

    โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 2 แสนราย ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยายประตูสู่ระบบการเงินให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2. โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3. การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน และ 4. การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม

    “ผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบันฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของ ธปท. ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นางโสมรัศมิ์ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/904805/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MJqfc8SR9hO1kWCEP9B2I

  • มท.4 ศศิธร ลงพื้นที่เกาะพีพี มอบถังดักไขมัน – ตรวจศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ยกระดับสิ่งแวดล้อมรองรับท่องเที่ยวยั่งยืน

    มท.4 ศศิธร ลงพื้นที่เกาะพีพี มอบถังดักไขมัน – ตรวจศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ยกระดับสิ่งแวดล้อมรองรับท่องเที่ยวยั่งยืน

    มท.4 ศศิธร ลงพื้นที่เกาะพีพี มอบถังดักไขมัน – ตรวจศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ยกระดับสิ่งแวดล้อมรองรับท่องเที่ยวยั่งยืน

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568  นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เกาะพีพี อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เพื่อพบปะประชาชนและร่วมกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ภายใต้กิจกรรม “การสาธิตและมอบถังดักไขมันให้กับชุมชนและผู้ประกอบการ” จัดโดย องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ร่วมกับศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ อบต.อ่าวนาง (เกาะพีพี) ซึ่งมีประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานท้องถิ่นให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    รมช.ศศิธร กล่าวว่า “ถังดักไขมัน” เป็นมาตรการสำคัญในการลดปัญหาน้ำเสียจากครัวเรือนและร้านอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปนเปื้อนในระบบระบายน้ำและในทะเล การส่งเสริมให้ชุมชนและผู้ประกอบการใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เกาะพีพีสามารถรักษาคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ และสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

    จากนั้น รมช.ศศิธร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ อบต.อ่าวนาง (เกาะพีพี) โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ อจน. (องค์การจัดการน้ำเสีย) ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่

    1. ระบบบำบัดน้ำเสีย
    เจ้าหน้าที่ได้อธิบายขั้นตอนการบำบัดตั้งแต่รับน้ำเข้าระบบ การกรอง เติมอากาศ และการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาคุณภาพน้ำบนเกาะพีพี
    2. ผลตรวจวัดคุณภาพน้ำ
    มีการนำเสนอข้อมูลการตรวจวัดน้ำในจุดสำคัญรอบเกาะ ทั้งก่อนและหลังการบำบัด ผลพบว่า คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบและความร่วมมือของประชาชน
    3. การนำน้ำบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์
    ศูนย์ฯ ได้นำเสนอตัวอย่างการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ เช่น
    – ใช้อุปโภค
    – ใช้ในกิจกรรมเลี้ยงปลา
    – รดน้ำต้นไม้และพื้นที่สีเขียว
    – ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ
    – ใช้ในกิจกรรมของชุมชน

    แนวทางดังกล่าวช่วยลดการใช้น้ำจืดบนเกาะ และสร้างระบบนิเวศการใช้น้ำแบบหมุนเวียนที่ยั่งยืน

    รมช.ศศิธรได้ชื่นชมการทำงานของ อจน. และ อบต.อ่าวนาง ที่ร่วมกันพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียบนเกาะพีพีอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล และการสร้างจิตสำนึกให้ทุกภาคส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวคุณภาพในอนาคต 


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62143&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OiyQ_7v8_Z6-61HZO0FB_

  • “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 29 พ.ย. 2568 เลขมงคล การงาน ความรัก มีโชคลาภดวงดี

    “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 29 พ.ย. 2568 เลขมงคล การงาน ความรัก มีโชคลาภดวงดี

    “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 29 พ.ย. 2568 เลขมงคล การงาน ความรัก มีโชคลาภดวงดี

    ดวงประจำวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2568

    • ฤกษ์ดีประจำวันเสาร์เวลา 11.09 – 13.09 น.
    • สีมงคล  สีขาว สิดำ  สีม่วง
    • เลขไพ่ที่ได้ทั้งหมด  21609
    • เลขมงคล  2  1  6
    • เลขเด่น   2

    22   11   66

    21 12 26 62 16 61

    • เลขแปลง

    00 09 90 20 02 19 91

    96 69 92 29

    คนเกิดวันอาทิตย์   

    • การงาน      เกี่ยวข้องกับคนอายุน้อยและการงานที่เราถนัด  หรือการค้าขายจะเป็นสิ่งที่ดีมีลูกค้าเข้ามาตลอด     อาหารของกินเครื่องดื่มรวมถึงการท่องเที่ยว   จะได้ดี  มีลูกค้าปากต่อปาก   แวะเข้ามาในโลกโซเชียล  แชร์กระหน่ำ  มีชื่อเสียงโด่งดัง  
    • การเงิน      รู้จักค่าของการเงินพยายามสะสมออมทรัพย์เพื่อให้มีมากขึ้นในวันข้างหน้า  เคลียร์หนี้เคลียร์สินให้หมด  มีโชคลาภกับอายุลูกหลานให้โชค
    • ความรัก     ซ่อมแซมปรับปรุงในส่วนเสียของตนเองและคนรักให้ดีขึ้น    คนโสดจะพบรักกับคนที่เคยรู้จักและสนิทสนมกันมาแล้วในอดีตจะกลับเข้ามาอีกครั้ง
    • สุขภาพ     เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อแขนขารวมถึงการปวดเมื่อยหรือการออกกำลังกายมากเกิน

    คนเกิดวันจันทร์ 

    • การงาน      ทำทุกๆหน้าที่เพื่อให้ออกมาดี  จะดีมากสำหรับคนที่ชอบการสอนหรือการเรียนรู้  จะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน  บางคนเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยก็ได้ดี  
    • การเงิน      ใช้จ่ายซื้อความสุขให้กับคนในบ้านและคนในครอบครัวโดยเฉพาะการท่องเที่ยว   จองตั๋วล่วงหน้ามีโชคลาภดวงดีกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โชค
    • ความรัก      จะมีความสุขกับครอบครัวที่คอยดูแลดูแลกันอยู่เสมอ    คนโสดจะมีโอกาสพบรักกับคนในที่ทำงานโดยมีพ่อสื่อแม่สื่อเป็นผู้ใหญ่หรือหัวหน้า
    • สุขภาพ      การดูแลเอาใจใส่ตัวเองเป็นที่สุด  คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้น

    คนเกิดวันอังคาร       

    • การงาน     ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องของอารมณ์อ่อนไหวการคิดเล็กคิดน้อยโดยเฉพาะการขี้บ่น   ต้องแก้ไขเพราะบางทีจะทำให้คนนำปัญหาตรงจุดนี้มาโจมตีโดยเฉพาะคู่แข่ง  ต้องยิ้มตลอดห้ามคิดเล็กคิดน้อย
    • การเงิน       ใช้เงินเก่งมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความอยากจะได้  จะซื้อตุนทุกสิ่งทุกอย่างที่ชอบ    จะมีโชคลาภจากการพนันหรือการเสี่ยงโชคโดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับใบบิลใบเสร็จจากเซเว่นให้โชค
    • ความรัก      ระวังการนอกใจ และถูกจับได้  มีปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างคนรัก    คนโสดมีโอกาสพบรักคนมีเจ้าของเหนื่อยใจและว้าวุ่น
    • สุขภาพ      ไม่พึงพอใจในร่างกายมีโอกาสทำศัลยกรรมความงามหรือเสริมเติมแต่งบางสิ่งบางอย่างพบแพทย์พบหมอเฉพาะทาง

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    • การงาน    พยายามแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างและมองหาที่เหมาะสมในเรื่องของการ  การค้าขายหรือการพยายามเดินทางไปต่างประเทศเพื่อค้นหาในสิ่งที่อยากจะทำ  การลองผิดลองถูกแต่ต้องอาศัยผู้ใหญ่และบริวารคอยช่วยเหลือ
    • การเงิน     ใช้จ่ายทุกอย่างเปรียบเสมือนการ ลงทุน  แต่ต้องใจเย็นอย่ารีบร้อน   เพราะเรื่องเงินเป็นสิ่งสำคัญเดินผิดนิดเดียวถึงกับเสียหายได้   จะมีโชคลาภดวงดีกับเลขทะเบียนรถให้โชค
    • ความรัก      มีปากเสียงกันบ้างทำทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังไม่ถูกใจ  คงจะต้องพากันไปทำบุญบ้างแล้ว    คนโสดมีโอกาสพบรักกับชาวต่างชาติพยายามเลือกให้ดีที่สุด  ไม่อยากมีความผิดพลาดภายหลัง
    • สุขภาพ      เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว  การเดินทางไปตรวจสุขภาพ  หรือการไปงานศพ  ให้ทำบุญกับมูลนิธิต่างๆที่ใกล้บ้านจะดีมาก

    คนเกิดวันพุธกลางคืน

    • การงาน       การปรับตัวเข้าหากับทุกๆคนทั้งที่ที่ผ่านมารู้สึกรักอิสระ  แต่ถึงเวลาที่จะต้องรู้จักเอาใจคน  เพื่อทำธุรกิจที่ดีและต่อยอดในวันข้างหน้าได้   ใครที่คาดหวังตำแหน่งการงานจะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน
    • การเงิน     รู้จักค่าของการเงินแต่มีเหตุให้ต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้  เพราะมันเริ่มพังและชำรุด  การซื้อรถใหม่ตัดสินใจอยู่เพราะกลัวเป็นหนี้แต่ถ้าไม่เป็นหนี้สินก็จะไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง    มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขโทรศัพท์ให้โชค
    • ความรัก      คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนที่ติดต่อกันมานานจะได้พบเจอกัน  เพราะส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์และโลกโซเชียล    คนมีครอบครัวแล้วมีโอกาสมีลูกเพิ่ม  หรือได้รับข่าวดีกับสมาชิกใหม่ลูกหลานแต่งงาน
    • สุขภาพ     ระวังฟกช้ำดำเขียวโดยเฉพาะการประมาทลื่นล้มต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ  จะได้เดินทางไปสถานที่ปฎิบัติธรรมเพราะมีคนชวน 

    คนเกิดวันพฤหัสบดี 

    • การงาน     ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องของอารมณ์อ่อนไหวการคิดเล็กคิดน้อยโดยเฉพาะการขี้บ่น   ต้องแก้ไขเพราะบางทีจะทำให้คนนำปัญหาตรงจุดนี้มาโจมตีโดยเฉพาะคู่แข่ง  ต้องยิ้มตลอดห้ามคิดเล็กคิดน้อย
    • การเงิน       ใช้เงินเก่งมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความอยากจะได้  จะซื้อตุนทุกสิ่งทุกอย่างที่ชอบ    จะมีโชคลาภจากการพนันหรือการเสี่ยงโชคโดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับใบบิลใบเสร็จจากเซเว่นให้โชค
    • ความรัก      ระวังการนอกใจ และถูกจับได้  มีปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างคนรัก    คนโสดมีโอกาสพบรักคนมีเจ้าของเหนื่อยใจและว้าวุ่น
    • สุขภาพ      ไม่พึงพอใจในร่างกายมีโอกาสทำศัลยกรรมความงามหรือเสริมเติมแต่งบางสิ่งบางอย่างพบแพทย์พบหมอเฉพาะทาง

    คนเกิดวันศุกร์ 

    • การงาน     มีความขยันลองผิดลองถูกหรือการเรียนรู้ทำควบคู่กับงานประจำ   ใช้เวลาสักนิดจะเก่งและชำนาญได้  แต่ต้องรู้จักพักพักผ่อนด้วยเพราะเวลาเครียดเกิดจากการจริงจังมากเกินไป   หากใครเป็นอยู่หาทริปทัวร์เพื่อยืดหยุ่นอารมณ์ให้มีความสุข
    • การเงิน     ต้องมีสาเหตุให้ใช้เงินอยู่ตลอดโดยเฉพาะช่วงปลายเดือน  การคาดหวังเงินในอนาคตจะดีขึ้นกว่าเดิม  และก็เป็นจริงเพราะความขยัน   มีโชคลาภดวงดีกับคนพิการ
    • ความรัก      ต้องระวังคำพูดและการเอาแต่ใจตัวเอง  จะทำให้ความรักมีปัญหา   คนโสดยังช่างเลือกถูกใจใครยาก  บางครั้งรักแต่ใจไม่กล้าปล่อยผ่านมานั่งเสียดายภายหลัง
    • สุขภาพ      เอาใจใส่เป็นพิเศษกับเรื่องของผื่นคันแพ้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นฝุ่นละออง   การทานยาแก้แพ้

    คนเกิดวันเสาร์ 

    • การงาน     จะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่าง  การเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น   จะได้ดีเป็นพิเศษ  หลังจากปรับปรุงและแก้ไขเพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาดในเรื่องของการงาน   การเกี่ยวข้องกับออนไลน์   
    • การเงิน     มีทั้งรายจ่ายและรายรับและความโชคดีจากการติดต่อสื่อสาร   มีโชคลาภดวงดีกับหมายเลขโทรศัพท์ให้โชค
    • ความรัก     การได้คนรักคอยช่วยเหลือและสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงลูกหลานพึ่งพาอาศัยได้    คนโสดจะมีคนเข้ามารู้จักโดยบังเอิญ  และเกิดเป็นความผูกพันช่วยเหลือกัน
    • สุขภาพ     การดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้นหลังจากประสบปัญหามาสักระยะหนึ่ง    เกี่ยวข้องกับการรักษาตัว  การพักฟื้น

    #อาจารย์มงคลรอดเที่ยงธรรม รับงานอีเว้นท์ทั่วประเทศ นักพยากรณ์ไพ่ยิปซี  ลายมือ ศาสตร์แห่งตัวเลข ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ในสไตล์ธรรมชาติของชีวิตจริง สอนสักลายมือเศรษฐีมงคลพร้อมรับสักลายมือเศรษฐีมงคล   การเปิดดูดวงแล้วแต่ศรัทธา     

    โทรศัพท์ 0878285222 โทรศัพท์ 0871084664

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/610476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EAdg8zk2O4E9L6MIhF_S7

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    28 พฤศจิกายน 2568, 08:30น.

              สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

              อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -5.3% และ -13.7% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยขยายตัว 67.8% 21.5% และ 16.3% ตามลำดับ

              นอกจากนี้ การส่งออกไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 168.9% 24.3% และ 15.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบปรับตัวลดลง

              เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 32.9% 29.% 9.4% และ 9.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน -4% และทวีปออสเตรเลีย ลดลง -15.6% และ -0.2% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% แต่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 8.3%

              ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผลลดลงจากเดือนก่อน

              สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 64.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด โดยดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.8 จุด จากระดับ 50.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวเล็กน้อยของการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

              ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 34 ติดต่อกัน ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกและการส่งออกยังคงขยายตัวดี สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์พบว่า ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นจากท่าทีของจีนและไต้หวันที่มีความแข็งกร้าวมากกว่าเดิม

              ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ ซื้อสุทธิรวม 21,416.10 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องหลังจากที่ในเดือนตุลาคม ซื้อสุทธิ 13,417.37 ล้านิบาท และส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 154,580.98 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนรายย่อย แม้จะมีแรงขายบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ มีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 มูลค่า -1,134.79 ล้านบาท แต่ภาพรวมยอดสะสมทั้งเดือน (ถึงวันที่ 24 พ.ย. 2568) กลับเป็นยอดขายสุทธิ รวมทั้งสิ้น -12,503.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ในเดือนตุลาคม ขายสุทธิ -4,388.30 ล้านบาท โดยเป็นการปรับพอร์ตบางส่วนภายใต้ภาวะการคาดการณ์เสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดเงินที่ดีขึ้น สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่า ยอดซื้อสุทธิสะสมทั้งเดือน 15,150.60 ล้านบาท ชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มียอดซื้อสุทธิ 37,159 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะ ซื้อสุทธิรวม 78,905.75 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    ….

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156931&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gS4aBmN68Um0k6FaMbzJ0

  • กทท. “พลังแห่งการให้” ผนึกกำลัง ส่งใจช่วยพี่น้องชาวใต้

    กทท. “พลังแห่งการให้” ผนึกกำลัง ส่งใจช่วยพี่น้องชาวใต้

    กทท. “พลังแห่งการให้” ผนึกกำลัง ส่งใจช่วยพี่น้องชาวใต้

    การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งขับเคลื่อนภารกิจแห่งน้ำใจ เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้

    • การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ระดมผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสากว่า 1,000 คน ร่วมบรรจุถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด
    • ภายในถุงยังชีพบรรจุสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง และยารักษาโรค
    • กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจอย่างเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัยในภาคใต้

    การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งขับเคลื่อนภารกิจแห่งน้ำใจ เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้

    ปฏิบัติการเร่งด่วน! กทท. ผนึกกำลังจิตอาสา ผู้บริหาร และ พนักงานกว่า 1,000 ชีวิต ร่วมแรงร่วมใจบรรจุ 1,000 ถุงยังชีพ อย่างพิถีพิถัน ภายในบรรจุสิ่งของจำเป็นเพื่อการดำรงชีพอย่างครบถ้วน ทั้งน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยารักษาโรค และเครื่องใช้จำเป็น เพื่อส่งตรงเป็นกำลังใจและความช่วยเหลือถึงมือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนที่สุด

    กทท.

    กทท. ขอเป็นส่วนหนึ่งในพลังแห่งการให้ เราขอส่งความห่วงใยและกำลังใจที่เปี่ยมล้นไปยังพี่น้องชาวใต้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและมีพลังใจที่เข้มแข็ง เราจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งใหญ่นี้ไปด้วยกัน

    กทท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/860898&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26FfdfKqJumAkXDVYKP5Fh

  • คาด น้ำท่วม ใต้กระทบเศรษฐกิจ 1-2.5 หมื่นล้าน ส่งผลต่อค้าปลีกและโรงแรมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์อาจชะลอตัวจนถึงสิ้นปี

    คาด น้ำท่วม ใต้กระทบเศรษฐกิจ 1-2.5 หมื่นล้าน ส่งผลต่อค้าปลีกและโรงแรมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์อาจชะลอตัวจนถึงสิ้นปี

    จากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ นอกเหนือจากผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่แล้ว ในมิติเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรี ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.18-2.5 หมื่นล้านบา ซึ่งผลกระทบดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคค้าปลีกและการท่องเที่ยว

    ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางเข้ามาหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก

    แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายจากระดับน้ำที่ลดลง แต่ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร้านค้า คาดว่าจะใช้เวลาในการปรับสภาพและเปิดดำเนินการอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งจะครอบคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของเดือนธันวาคม หรืออาจจะยาวนานถึงสิ้นปี เนื่องจากต้องดำเนินการทำความสะอาดและสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว นอกจากการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหลายคนสูญเสียทรัพย์สินและคนในครอบครัว”

    สำหรับ CRC นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ในแง่ธุรกิจจะเร่งซ่อมแซมและเปิดดำเนินการร้านค้า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามาซื้อสินค้าที่จำเป็นได้ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของพนักงานในหาดใหญ่ประมาณ 800 คนด้วย

    ด้านธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยว่า สำหรับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารานั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 1 แห่ง คือ โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงแรมแบบ 4 ดาวที่มีห้องพัก ห้องสวีท และอะพาร์ตเมนต์แบบบริการตนเองจำนวน 248 ห้อง

    “โรงแรมในหาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของพอร์ตโรงแรมทั้งหมดของกลุ่ม โดยปกติแล้วหาดใหญ่มีอัตราการเติบโตที่ดีทุกปี โดยมีแขกชาวมาเลเซียเป็นกลุ่มหลัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานชั่วคราวประมาณหนึ่งเดือน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของกลุ่มทั้งหมด คาดว่าผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับจำกัด”

    ขณะที่ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของภาคใต้อย่างภูเก็ต, กระบี่ และสมุยไม่ได้รับผลกระทบ

    “โดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มักเดินทางบินตรงจากกรุงเทพฯ หรือเที่ยวบินตรงสู่ภูเก็ต ก่อนเดินทางต่อไปยังสมุยหรือเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคใต้จึงยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ และยังไม่พบสัญญาณว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง”

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือชาวมาเลเซีย ซึ่งมักเดินทางเข้ามายังพื้นที่อย่างหาดใหญ่ ,ยะลา และเบตง ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปและจีนมักไม่ได้มีหาดใหญ่เป็นจุดหมายหลัก โดยในภาคใต้มักเลือกเดินทางไปยังภูเก็ต, กระบี่, สมุย หรือหลีเป๊ะแทน

    ล่าสุดในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ออกมาให้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการร่วมกับมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ภายใต้โครงการกลุ่มเซ็นทรัลร่วมใจต้านภัยธรรมชาติมอบเงินบริจาค 2 ล้านบาท พร้อมเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และไทวัสดุ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้

    ในระยะต่อไป กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด โดยเตรียมมาตรการดูแลทั้งด้านสาธารณสุข การซ่อมแซมอุปกรณ์สำคัญของประชาชน และการฟื้นฟูบ้านเรือน อาทิ การประสานความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่และหน่วยราชการให้บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าและรถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและประเมินภาวะสุขภาพของพนักงานและประชาชนร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

    พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “การมอบเงินบริจาค 2 ล้านบาท รวมถึงการเปิดศูนย์อำนวยการภัยพิบัติน้ำท่วมที่เซ็นทรัลหาดใหญ่ โรงครัวกลาง และศูนย์รับบริจาคทั่วประเทศ เป็นความตั้งใจของเราที่จะเร่งส่งต่อความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด พร้อมมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดร่วมกับภาคีและหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การดูแลด้านสาธารณสุข และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น”

    ภาพ : REUTERS/Roylee Suriyaworakul

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/southern-floods-impact-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HhxNgE8qlgVxPYg012hAE

  • สทท. คาด ‘น้ำท่วมภาคใต้’ กระทบหนักหมื่นล้าน ชง 5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยว

    สทท. คาด ‘น้ำท่วมภาคใต้’ กระทบหนักหมื่นล้าน ชง 5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยว

    ธุรกิจ

    28 พ.ย. 2025 เวลา 6:06 น.

    “สทท.” ชง 5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมภาคใต้ กลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน ทันเทศกาลตรุษจีนต้นปี 69 เสนอมาตรการด้านการเงิน อุ้มผู้ประกอบการ พักชำระหนี้ และอัดซอฟต์โลนปรับปรุงสถานประกอบการ เสริมสภาพคล่อง

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้หลายจังหวัดส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางหลักหมื่นล้านบาท ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ในชุมชนลดลง และเกิดภาวะขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการอย่างรุนแรง

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ในปีหน้า โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดต่างประเทศที่มีเชื้อสายจีน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศจีน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานโดยด่วน

    “สทท.จึงขอเสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน ให้ทันเทศกาลตรุษจีนต้นปีหน้า”

    สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 1 มาตรการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งท่องเที่ยว จุดที่ต้องการให้ฟื้นฟูเร่งด่วนภายใน 45 วัน คือการซ่อมแซมถนนหลัก–รองที่ได้รับความเสียหาย ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต ปรับปรุงสภาพแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้พร้อมรับบริการ และทำความสะอาดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบบิ๊กคลีนนิ่ง (Big Cleaning) นอกจากนี้ต้องการให้เร่งฟื้นฟูท่าเรือ และระบบขนส่ง ซ่อมแซมท่าเรือโดยสาร และท่าเรือท่องเที่ยว ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และปรับปรุงระบบความปลอดภัยบริเวณท่าเรือ ขณะที่มาตรการด้านความปลอดภัย ต้องการให้ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม จัดตั้งจุดกู้ชีพ และหน่วยตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และจัดอบรมความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการ

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 มาตรการด้านการเงิน และธนาคาร เสนอให้พักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน โดยพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือนทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด และไม่ถือเป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และธนาคารสามารถนับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL ขณะเดียวกันต้องการให้จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการปรับปรุง และสภาพคล่อง ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ปลอดชำระเงินต้นปีแรก สำหรับวงเงินสูงสุดต่อราย โรงแรม 20–50 ล้านบาท บริษัททัวร์ ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท และธุรกิจเอสเอ็มอี ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้สำหรับการซ่อมแซมอาคาร ลงทุนในอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่องหมุนเวียน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือรัฐร่วมค้ำประกัน 100%

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูตลาด และการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น สำหรับตลาดในประเทศ เสนอให้จัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้ช่วยไทย” รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม และค่าเดินทาง โดยใช้หลักการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาปฏิบัติตลอดระยะเวลา 6 เดือน รัฐบาลสนับสนุนมาตรการทางด้านภาษีให้บริษัทที่เดินทางประชุม และสัมมนาไปในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน และส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวทุกเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ส่วนตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน เสนอให้จัดแคมเปญ “THAILAND is Ready” ร่วมมือสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงตรุษจีน โฆษณาเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลจีน และจัดเมกะแฟมทริป เชิญสื่อ–KOL จากประเทศกลุ่มเป้าหมายลงพื้นที่ ควบคู่กับแผนฟื้นความเชื่อมั่น จัดทำแดชบอร์ด (Dashboard) รายงานการฟื้นฟูแบบ Real-time และรายงานความพร้อมให้ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาศักยภาพแรงงาน ฝึกอบรมทักษะบริการ ภาษาจีน–อังกฤษ ฝึกอบรมความปลอดภัย และการปฐมพยาบาล และออกมาตรการเยียวยารายได้แรงงานระหว่างฟื้นฟู โดยรัฐบาลประกาศยกเว้นเงินประกันสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง 6 เดือน 

    และยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารแผนแบบบูรณาการ จัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสมาคมผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมีระบบติดตาม และประเมินผล เป็นตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น การเปิดบริการโรงแรม จำนวนผู้ได้รับ Soft Loan ความคืบหน้าซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกสัปดาห์

    “ข้อเสนอของ สทท. ต่อ ครม. ขอให้พิจารณาเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ หลักๆ แล้วจะครอบคลุมแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายใน 90 วัน อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว อนุมัติโครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 5 ปี อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และแคมเปญตลาด และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการฟื้นฟู”

    ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับด้านเศรษฐกิจคือ ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาเปิดไม่น้อยกว่า 80–100% ภายใน 60 วัน รายได้ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ลดความเสี่ยงล้มละลาย ขณะที่ด้านสังคมและแรงงาน มีแรงงานกลับเข้าสู่การทำงานมากกว่า 90% ชุมชนท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และด้านภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความมั่นใจแก่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยหลังเกิดภัยพิบัติ และสร้างภาพลักษณ์ “Thailand is Ready” พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tuXRn2TtqCVcFFrhtKXuv