Blog

  • ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569 (ตอนที่2) เหตุสำคัญที่มีเกณฑ์เกิดในเมืองปี 2569

    ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569 (ตอนที่2) เหตุสำคัญที่มีเกณฑ์เกิดในเมืองปี 2569

    ภาพดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์และดาวจรสำคัญที่ทำมุมกับดวงชะตาปี 2569

    กำเนิด-วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. ลัคนาสถิตราศีเมษ

    ทักษาเดิม-ภูมิอาทิตย์

    ทักษาจร-ตั้งแต่ต้นปี-วันที่ 21 เมษายน 2569 อายุเมืองย่าง 244 ปี ตกภูมิอาทิตย์

    -ตั้งแต่ 21 เมษายน 2569-สิ้นปี อายุเมืองย่าง 245 ปี ตกภูมิกลาง

    มฤตยูจร (0)-เดินในพฤษภตลอดปี (มีเดินผิดปกติ)

    พระเสาร์จร (7)-เดินในกุมภ์ต้นปี-14 ก.พ.69

    เดินในมีน 14 ก.พ.-สิ้นปี 69 (มีเดินผิดปกติ)

    ราหูจร (8)-เดินในราศีกุมภ์ต้นปี-22 พ.ย.69

    เดินในราศีมังกร 23 พ.ย.-สิ้นปี 69

    พฤหัสบดีจร (5)-เดินในเมถุน ต้นปี-31 พ.ค.69

    เดินในกรกฎ 31 พ.ค.-19 ต.ค.69

    เดินในสิงห์ 20 ต.ค.-สิ้นปี 69 (มีเดินผิดปกติ)

    สรุป-ตลอดปีเสียอะไรไปสู้ได้กลับมา-ภายใน 21 เมษายน เมืองยังมีโอกาสเสียคนหรือของรัก-ฟาดเคราะห์ให้เมืองด้วยการร่วมบริจาคโลหิต-บุญเก่าเมืองยังหนุนนำถึงสิ้นพฤษภาคม-หาเพื่อนพรรคพวกประเทศที่เป็นมิตรถึงปลายพฤศจิกายน-ตลอดปีกระแสชาตินิยมรอเกิดแรงเอื้อต่อการปฏิวัติกองกำลังของชาติต่อเนื่อง-ทั้งปีเศรษฐกิจเจอแรงบีบต่อให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มาพร้อมโอกาสทองของการเร่งปฏิวัติใหญ่แบบก้าวกระโดดหาทางหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง-การเมืองปีแห่งกลุ่มอำนาจเก่าที่อาภัพมาแบกทุกข์-ปลายพฤศจิกายนเป็นต้นไปใช้อำนาจรัฐอย่างระมัดระวัง หาไม่เป็นสื่อล่อความวุ่นวายในเมืองรอบใหม่-อุบัติเหตุใหญ่สี่รอบ-ฝนมาเร็วน้ำท่วมหนักแถมแผ่นดินไหว-ต่างชาติเข้ามาวุ่นวายป่วนเมืองแปลกๆ-มีเกณฑ์ประหารชีวิต-ปลายตุลา.เป็นต้นไปเมืองจะโด่งดังไปทั่วโลก-ปลายพฤศจิกายนเริ่มสิบแปดเดือนของการเปลี่ยนใหญ่ในแผ่นดิน-และปลายพฤศจิกายนเมืองถูกบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองให้สู้ข้ามปี  

    ตลอดปี 2569 ปรากฏการณ์สำคัญ ที่จะเกิดในเมืองรัตนโกสินทร์ คาดว่าจะเป็น และกรอบระยะเวลาประมาณดังนี้

    1.ปรากฏการณ์ใหญ่ที่จะเป็นกำลังใจคนไทยตลอดทั้งปีคือ ไม่ว่าเมืองจะพบปัญหา-อุปสรรค-ศัตรูระดับใด เมื่อสู้แล้วจะเอาชนะได้ หรือเสียอะไรไปสู้แล้วจะได้กลับคืนมา จึงบางกรณีเมืองอาจจะยอมเสียบางอย่างไปก่อนเพื่อแลกบางอย่างกลับมา

    ตัวอย่างปรากฏการณ์นี้ เช่น หุ้นบริษัทการบินไทยได้กลับมาซื้อขายในตลาดเมื่อปีที่แล้วหลังจากเสียหายหนัก หรือปีที่แล้วคนไทยสู้ศึกกับขแมร์ต้องแลกชีวิตทหารและพลเรือนที่บาดเจ็บล้มตายอพยพพลัดที่นาคาที่อยู่แล้วได้ 11 จุดคืนมากลับมา หรือขณะที่ชะตาเมืองตกขนาดหนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงยอมจำแขนขาดเสียมณฑลบูรพามหึมาเพื่อแลกจังหวัดตราดและอำเภอด่านซ้ายคืนจากฝรั่งเศส ฯลฯ

    2.ตั้งแต่ต้นปี-21 เมษายน 2569 ยังมีโอกาสเสียคน หรือของรักของเมือง (ต่อเนื่องมาจาก 21 เมษายน 2568) ตามโฉลก..ของรักใดประหยัด เร่งระมัดจงดี…

    3.ตลอดปี 2569 คนไทยควรจะช่วยกันบริจาคโลหิตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อช่วยฟาดเคราะห์ดวงเมือง เพราะถ้าเป็นคนมีโอกาสเสียเลือด หรือ..โลหิต ไหลจากตน คล้ายปีที่แล้วที่ช่วงปะทะกับขแมร์ คนไทยช่วยกันบริจาคโลหิตจนล้น

    บางระยะของปีเข้าข่ายตามตำรา ธรณีจะดูดกินซึ่งเลือดคน เช่นในอดีตเคยมีการเอาเลือดคนไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาล

    4.ตั้งแต่ต้นปี-31 พฤษภาคม 2569 ปรากฏการณ์ บุญเก่าของเมืองยังรอปรากฏต่อเนื่องจากที่เคยเกิดเมื่อปีที่แล้ว เพื่อจัดการ-สางประเด็นปัญหาที่เป็นกรรมเก่า หรือคนที่สร้างกรรมเก่าไว้กับเมือง ตัวอย่างที่ผ่านมา เช่น

    ด้านบุญเมืองตามล่ากรรมเก่า เช่น แพทยสภามีมติเสียงข้างมากล้นหลามยืนยันลงโทษบุคลากรทางการแพทย์กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือคนทุศีลในวงการศาสนาหรือนักบวชสำคัญถูกเช็กกรรมสะท้านเมือง ฯลฯ

    ในส่วนของบุญเก่าเมืองด้านบุคคลที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การผุดอย่างน่าแปลกใจของพลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    5.ตั้งแต่ต้นปี-22 พฤศจิกายน 2569 แสวงหาเพื่อนต่อจากที่เคยทำมาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ แม้จะต่างความเชื่อ หรือต่างอุดมการณ์ เช่นในอดีตเคยเปลี่ยนสนามรบกับเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์เป็นสนามการค้า

    เหตุการณ์สำคัญและโดดเด่นขณะเมืองเข้าสู่เกณฑ์นี้ ที่รอบนี้เริ่มมาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้วคือ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏาน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเป็นครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินิ โดยมีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมเป็นรัฐมนตรีเกียรติยศ

    เกณฑ์นี้รวมทั้งเพื่อนเชียร์ เช่น ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา และเรื่องเสี่ยงโชค เช่น หวยเกษียณ ยังจะมีปรากฏต่อ หรือบันเทิงโด่งดัง

    เกณฑ์นี้จะจบลงสำหรับรอบนี้คือ 22 พฤศจิกายน 2569 หลังจากนั้นถ้าจะมีอีกก็ไม่โดดเด่นเท่ากับระยะที่เมืองได้เกณฑ์นี้

    6.กระเเสชาตินิยมยังรอเกิดตลอดทั้งปี เอื้อต่อการปฏิวัติกองกำลังของชาติต่อเนื่อง ที่เริ่มมามาตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2565 เพื่อให้ทันหรือล้ำสมัย หากไม่ปฏิวัติจะถูกบีบปฏิวัติ

         ผลของการปฏิวัตินี้คาดว่า เมื่อปรากฏการณ์นี้จบลงกลางปี 2572 หากยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร เราจะถามตัวเองว่ากองกำลังของชาติไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ถ้าทำได้ดีจะประสบความสำเร็จล้ำเลิศพาเมืองรอดปลอดภัย หากทำได้ไม่ดีกองทัพหรือกองกำลังของชาติจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    สิ่งที่คนไทยได้เห็นจากศึกไทย-ขแมร์ เมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 ส่งให้กองทัพไทยโด่งดังไปทั่ว และมีความคืบหน้าทั้งภาครัฐ-เอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น บ่งบอกว่ามาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะกองทัพอากาศกับกริพเพน แต่ปรากฏการณ์นี้ยังต้องทำต่อไป

    ปี 2569 ชี้เป้าที่กองทัพเรือ (ทางน้ำ) ว่า ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ยาวนานสองปีครึ่งที่โครงการขนาดใหญ่ทางน้ำของชาติจะเกิด จึงควรลงมือทำสิ่งที่ทันหรือล้ำสมัย หรืออะไรที่เสียไปควรไปเอากลับมา ตามโฉลก….ลาภคืนคง รณรงค์เรามีชัย…รวมทั้งเรือดำน้ำที่ไทยเคยมีสองลำ

    ส่วนตำรวจเองก็หนีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ไม่พ้น หากไม่เปลี่ยนจะถูกเปลี่ยน หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังเป็นปัญหาของชาติเหมือนที่เป็นอยู่ ขนาดต้องสาบานทั้งโรงพักว่าไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม

    7.กลางกุมภาพันธ์ 2569 เริ่มปีเคราะห์ทาง เศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโอกาสทองของการพลิกสถานะเศรษฐกิจของชาติ คือ

    7.1 เมือง ยังอยู่ในระยะเวลาเจ็ดปีของการตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกับการปฏิวัติเศรษฐกิจของเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ประมาณกลางปี 2565

    โดยเป้าหมายเศรษฐกิจของชาติโดยรวมคือ กลางกรกฎาคม 2572 เมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่เป็นมากว่าสามสิบปี ไปสู่ประเทศรายได้สูง

    แต่หากทำได้ไม่ดีก็จะติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางต่อไป

    7.2 เจาะมาที่ปี 2569 ตั้งแต่ต้นปี-10 มิถุนายน 2569 เมืองยังจะเจอทั้งเคราะห์ทาง เศรษฐกิจโดยพื้นฐานที่เป็น ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วมาตั้งแต่ 21 เมษายน 2568-21 เมษายน 2569 ครบหนึ่งปีพอดี ทั้งการใช้เงินหลวงแจกหรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองก็ไม่เป็นไปตามเป้า งัดยังไงก็ไม่ขึ้น ตลาดหุ้นเดินหน้าหนึ่งถอยหลังสอง ไปที่ไหนมีแต่คนบ่นฝืดเคือง แม้จะไม่ถึงกับข้าวยากหมากแพง

    ถึงจะมีปรากฏการณ์คนละครึ่งพลัสออกมาโดยรัฐบาลคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ก็แค่คล้ายใช้ยาแดงทาแผล แต่หนองที่เน่าในยังรอการรักษาและพัฒนาในปีนี้

    และปีใหม่นี้แทรกเข้ามาคือ เจอปัญหาหนัก ทาง เศรษฐกิจ เกี่ยวกับ สถาบันการเงิน ผสมโรงกับปัจจัยภายนอกบีบ หรือกดดัน ให้ภาครัฐต้องลงมือแก้ไขพร้อมหาตัวช่วยเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันตามลีลาคือ

    7.3 ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ทุกวิกฤตย่อมนำมาซึ่งโอกาส

    และมาแล้วช่วงสองปีครึ่งของวิกฤตที่จะเกิดท้าทายเป็นระยะๆ ที่มาพร้อมโอกาสทองของการพัฒนาและพลิกเกมคือ ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ถึง 12 เมษายน 2571 ที่เศรษฐกิจจะเจอแรงกดดันเป็นระยะๆ ด้วยกรรมเก่าที่ทำไว้ และกรรมใหม่ที่มาจากต่างประเทศให้สางหรือแก้ไข แต่มาพร้อมสร้างโอกาสของการเกิดโครงการขนาดใหญ่ หรือต่อยอดสิ่งที่มีมาแต่เดิมเพื่อจะเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจไปสู่ความรุ่งเรืองในระยะยาว

    ตัวอย่างเชิงลบที่เมืองมีปัญหาถูกบีบให้ลงมือทำแล้วประเทศเคยเสียหายป่นปี้-ปางตาย คือธนาคารแห่งประเทศไทยไปต่อสู้การโจมตีค่าเงินบาท จนสำรองเงินตราต่างประเทศเสียหายป่นปี้ ผลคือต้องลอยตัวค่าเงิน เป็นที่มาของวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ยับเยินทั้งเมือง และติดเชื้อไปยังประเทศอื่นๆ

    ส่วนตัวอย่างการลงมือทำผลที่ออกมาด้านบวก คือ ขณะที่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องวิ่งวุ่นหาพลังงานป้อนประเทศเป็นการเอาตัวรอด ต่อมาท่านให้ตั้ง ปตท.เพื่อรับมือ จนปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายบริษัทใหญ่ เป็นหนึ่งในเสาเศรษฐกิจของประเทศ

    7.4 ตั้งแต่ต้นมิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 ภายใต้แรงกดดันให้รัฐลงมือทำเพื่อหาตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจ จับตาการ เริ่ม เกิดของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยักษ์ของประเทศ หรือต่อยอดโครงการเดิม ที่รัฐต้องลงทุนและใช้จ่ายมาก

    7.5 การลงมือทางเศรษฐกิจรอบปีนี้ (ยังมีอีกหลายระลอก) คาดว่าผลน่าจะออกมาบวกมากกว่าลบเพราะดวงดาวส่งสัญญาณบวกว่า ตลาดหุ้น จะคึกคัก เริ่ม 20 ตุลาคม 2569

    แคบเข้ามาจับตาสถิติใหม่ตลาดหุ้นด้านใดด้านหนึ่ง ระหว่างกลางธันวาคม 2569-กลางมกราคม 2570

    แม้สัญญาณบวกจะออกมาขนาดไหนชาวหุ้นทั้งหลายต้องอย่าเพลิน เพราะเผลอๆ ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน-สิ้นปี 2569 ยาวไปสิบแปดเดือน ถึง 10 มิถุนายน 2571 จะมีปัจจัยลบแทรกเข้ามาเบรกตลาดให้หัวคะมำแบบเซอร์กิตเบรกเกอร์สักครั้งสองครั้งก็อย่าได้แปลกใจ เพราะเป็นธรรมดาของตลาดหุ้นอาณาจักรของความตื่นเต้น

    7.7 ราคาที่ดิน มีแนวโน้มบูมเป็นระยะๆ บางพื้นที่ราคาจะเพิ่มสูงมากไปกับโครงการพัฒนาต่างๆของรัฐที่จะลงมือ

    7.8 ทองคำ ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่สภาวะถดถอยมากกว่าเดินหน้า เป็นกรอบระยะเวลาภายในสองปีครึ่ง

    8.การเมืองปีแห่งกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่อาภัพ ตามลีลา

    8.1 ระหว่าง 14 มกราคม-22 กุมภาพันธ์ 2569 จับตาปรากฏการณ์ไสช้างท้าชนกันในทางการเมือง หรือปรากฏการณ์หมูไปท้าราชสีห์รบ คาดว่าคงสนุกมาก

    8.2 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์-31 พฤษภาคม 2569 เกิดปรากฏการณ์ ตรึงกำลังกันในทางการเมือง ระหว่างสองฝ่าย ทำให้บรรดากองเชียร์แต่ละฝ่ายผลัดกันอึดอัดเหมือนคนท้องอืด หลังจากนั้นความอึดอัดใจจะจบลง

    8.3 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป-สิ้นปี 2569 การเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมือง กลุ่มที่จะกลับมาบริหารบ้านเมืองจะเป็น กลุ่มเก่า-หน้าเดิม เห็นมาก่อนหน้านี้

    8.4 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป รัฐบาลที่บริหารบ้านเมืองจะอาภัพ-แบกทุกข์-เป็นไปไม่สะดวก และ เสถียรภาพต่ำต้องต่อสู้ดิ้นรนหนัก เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจ และ พรรคร่วมรัฐบาลรออุบัติเป็นระยะๆ ไปพร้อมกับการต้องฟันฝ่าเพื่อบริหารเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่ำรอดปลอดภัยจากแรงกดดันจากปัญหาภายในและสงครามเศรษฐกิจโลก อย่างกลางต่อยอดของเก่า อย่างสูงเริ่มนำประเทศไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การพัฒนาขนาดใหญ่เพื่อนำประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางปี 2572

    8.5 นายกรัฐมนตรีรอบนี้จะเห็นโฉมหน้าประมาณกลางเมษายน 2569

    8.6 ประมาณ 24-27 กรกฎาคม 2569 เริ่มลางบ่งบอกว่าปัญหาในคณะรัฐบาล ที่จะมีเรื่องอึดอัดคล้ายคนท้องอืด

    และตั้งแต่ 28 กรกฎาคม-30 กันยายน 2569 เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี หรือนโยบาย หรือวิธีปฏิบัติสำคัญ

    8.7 ตั้งแต่ 20 ตุลาคม-สิ้นปี จะมีปรากฏการณ์ตรึงกำลังระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกฎหมายหรือนิติบัญญัติ ก่อให้เกิดความอึดอัดไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย หรือไม่อาจมีประเด็นสำคัญ รัฐบาลอาจอยู่ในสภาพพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก

    8.8 ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน-สิ้นปี 2569 ระยะเวลา 18 เดือน คือถึง 10 มิถุนายน 2571 ฝ่ายถืออำนาจรัฐอยู่ในมือและใช้อำนาจรัฐจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากไม่จะเริ่มก่อวิกฤตการณ์ในเมืองและการเผชิญหน้ารอบใหม่หลังจากนั้น

    8.9 ตลอดทั้งปีรัฐธรรมนูญเดิมยังเข้มแข็งอยู่ เพียงแต่จะมีความพยายามทบทวนเป็นเรื่องๆ เป็นระยะๆ

    โดยระยะประลองกำลังกันดุเดือดเรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นช่วง 20 ตุลาคม-22 พฤศจิกายน 2569 อาจจะถึงกับคว่ำ แต่อย่าให้ถึงกับล้มรัฐธรรมนูญ

    9.เกณฑ์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ระดับร้ายแรงสูญเสียทั้งชีวิตทรัพย์สินเงินทองในเมือง ที่การเกิดจะเป็นไปอย่างคลุมเครือ มีกรอบระยะเวลาของการเกิดดังนี้

    รอบที่ 1-ระหว่าง 2 เมษายน-12 พฤษภาคม 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    รอบที่ 2-ระหว่าง 21 มิถุนายน-4 สิงหาคม 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    รอบที่ 3-ระหว่าง 4 สิงหาคม-19 กันยายน 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    รอบที่ 4-ระหว่าง 29 กันยายน-19 ตุลาคม 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    10.โหราศาสตร์อุตุนิยมวิทยาปีแห่งเมืองอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและท่วมใหญ่ ระดับน้องๆ ปี 2485

    10.1 แผ่นดินไหวรอบปีนี้จะเริ่มมีให้ตั้งแต่ประมาณสิ้นเดือนพฤษภาคม-19 ตุลาคม 2569

    10.2 เป็นปีของน้ำท่วมใหญ่ โดยฝนจะมาเร็วตั้งแต่ประมาณต้นมิถุนายน 2569

    นอกจากร่องฝนปกติ-ลมมรสุมแล้ว จับตาพายุหมุนเขตร้อน อิทธิพลพายุหมุนเขตร้อนที่จะมีต่อเมือง เป็นไปได้ทั้ง หางพายุระดับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง หรือ ดีเปรสชัน หรือ สูงกว่า ที่จะเข้าเมืองเป็นระยะๆ

    แต่สื่อพายุแรงจะเริ่มประมาณ 22 พฤศจิกายน-สิ้นปี

    10.3 ตั้งแต่ประมาณ 30 พฤศจิกายน-สิ้นปี ด้วยแนวโน้มเมืองต้องเตรียมรับมือน้ำมาก และท่วมในวงกว้าง จะส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก อารมณ์ความรู้สึกอัดอัดเป็นระยะ บางพื้นที่เกิดอาการอัตคัดขาดแคลนปัจจัยสี่ สัตว์เลี้ยงเดือดร้อนล้มตาย แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ข้าวยากหมากแพง

    มีช่วงคับขันทางน้ำล้อมเมืองช่วงธันวาคม

    11.ตั้งแต่ 21 เมษายน-สิ้นปี 2569 จะมีเหตุการณ์ต่างชาติแปลกประหลาดมาก่อเหตุใหญ่ในเมืองแบบแปลกๆ ชวนปวดหัว

     12.ตั้งแต่ 21 เมษายน 2569-สิ้นปี-21 เมษายน 2570 เมืองมีเกณฑ์ประหารชีวิตที่จะเป็นข่าวใหญ่

    13.ตั้งแต่ 19 ตุลาคม-สิ้นปี 2569 จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เมืองโด่งดังไปทั่วโลก

    เน้นไปที่ระหว่างกลางธันวาคม 2569-กลางมกราคม 2570

    14.ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เริ่มต้น 18 เดือนของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในเมือง-แผ่นดิน จนถึงประมาณ 10 มิถุนายน 2571 เช่นในอดีตเคยรวมกรุงเทพกับธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร

    15.ประมาณ 30 พฤศจิกายน-สิ้นปี 2569-ประมาณ 16 มกราคม 2570 มีปรากฏการณ์เมืองเมืองถูกบีบให้อึดอัดจนหน้าเขียวหน้าเหลืองเป็น กรรไกรหนีบ ต้องกัดฟันสู้ มาทางน้ำหรือจากน้ำ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/905155/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mGZslgbU7PRQrNb-7uoDP

  • ตั้งแต่โควิดยันน้ำท่วม! ‘ชลน่าน’ ฟาด ‘อนุทิน’ แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    ตั้งแต่โควิดยันน้ำท่วม! ‘ชลน่าน’ ฟาด ‘อนุทิน’ แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า “สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวมเลวร้ายมาก มีคนตายนับร้อย เพราะปริมาณน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าท่วมในหลายจังหวัด ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประชาชนยังต้องจมอยู่กับน้ำในหลายพื้นที่ โดยจากรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 105 อำเภอ 723 ตำบล 5,381 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,226,627 ครัวเรือน 3,542,583 คน

    หนักที่สุดคือพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพราะ ต้องยอมรับว่าหาดใหญ่คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ดังนั้นผลที่ตามมาคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ และหลายฝ่ายประมาณการในพื้นที่หาดใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้อีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาเช่นเดิม

    นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย แม้จะออกมาขอโทษประชาชน แต่กว่าจะยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด การบริหารจัดการบกพร่องอย่างร้ายแรง มันช้าไปมากเพราะจากการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดล้มเหลว ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ประชาชนเสียชีวิตที่ล่าสุดมีมากกว่าร้อยคน ขณะเดียวกันพบว่าภาคธุรกิจพังยับ ประชาชนหลายแสนคน หลายหมื่นครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านพัง ทรัพย์สินหายไปกับน้ำ”

    รีบประกาศความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน เป็นเจตนาประกาศออกมาเพื่อกลบกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่ประสบเหตุออกมาต่อต้าน ขับไล่ ทำให้ ‘อนุทิน’ ต้องรีบพูดเพื่อหวังกลบกระแสวิจารณ์สถานการณ์ตอนนี้ จำเป็นต้องพูดถึงมาตรการการเยียวยาช่วยเหลืออย่างอื่นที่จำเป็นก่อนไหม หรือบทเรียนจากภัยโควิดไม่ได้ทำให้คุณอนุทินเรียนรู้อะไรนอกจากเสียน้ำตา การบริหารภาวะวิกฤตจึงล้มเหลวซ้ำซาก

    พร้อมชี้ว่า “สิ่งที่ต้องดำเนินการคือรัฐบาลต้องระดมกำลังเร่งอพยพประชาชน และต้องระดมแพทย์และพยาบาลให้การดูแลประชาชนที่ประสบเหตุ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบทั้งร่างกายและจิตใจประชาชนมาก ประชาชนยังหวาดระแวง ต้องคิดเสมอว่าทุกคนที่ประสบภัยเป็นคนป่วย คาดการณ์ว่ามีจำนวนนับแสนคน คณะแพทย์ต้องเร่งนำประชาชนเข้าสู่การดูแลด้านสุขภาพทั้งร่างกายจิตใจ เตรียมสถานบริการทางการแพทย์ รพ.สนาม เครือข่ายส่งต่อ ระดมทีมแพทย์ พยาบาลอาสา บุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือ ยาเวชภัณฑ์ให้พร้อมที่จะรองรับ นอกจากนี้ควรเร่งป้องกันโรคระบาด โรคที่มาจากน้ำ โรคฉี่หนูที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา”

    สำหรับคนที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบ เร่งรัดจัดเก็บเพื่อดำเนินการตรวจอัตลักษณ์บุคคลอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป หลังจากนี้จึงประกาศมาตรการช่วยเหลือเยียวยาทุกมิติ เร่งฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว

    นพ.ชลน่าน ย้ำว่า “ทุกหน่วยงานรัฐต้องบูรณาการการทำงาน ที่สำคัญผู้บัญชาการหน่วยงานต้องชัดเจน อย่ามั่วเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะส่งผลให้การทำงานล่าช้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหาของประชาชนรอไม่ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/chonlanan-criticizes-anutin-for-repeated-crisis-management-failures&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dodtggTpWHl6R-ZKHUd7r

  • วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส และคณะ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับมอบหมายจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมพิธีเปิด “งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14” อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

    ภายในงานมีการประกวดต้นคริสต์มาสโดยเกษตรกรในพื้นที่ การประกวดวากภาพระบายสี การแสดงพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการแสดงโดรนเทิดพระเกียรติและศิลปวัฒนธรรม จากหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอภูเรือและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นต้น

    โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว และ วว. ได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและคณะ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานของ วว. ภายใต้การดำเนินโครงการ “การเพิ่มศักยภาพในการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG”

    ซึ่งภายในบูธ วว. จัดแสดงผลงานในโครงการฯ อาทิ ต้นคริสต์มาสหลากสายพันธุ์ กระถางต้นไม้อัตลักษณ์จังหวัดเลย ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งหนังสือดอกไม้กินได้ Edible flowers ด้วย

    การเข้าร่วมงานของ วว. ครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรและจังหวัดเลย พร้อมทั้งได้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านไม้ดอกไม้ประดับ และการผลักดันการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเสริมสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมพืชสวนและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y6rqHWrH1k7HAYm1RJ1Fe

  • วท.ชม.เข้าร่วมกิจกรรม แนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ

    วท.ชม.เข้าร่วมกิจกรรม แนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ

    วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นางสาววาทินี เชิดชูสกุล หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและการจัดหางาน พร้อมด้วย นายโชตินันทร์ ปฏิการ ตัวแทนครูแนะแนวฯ คณะครูและนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาธุรกิจการบิน และแผนกช่างกลโรงงาน เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ณ ห้องประชุมสุทธาสิริ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

    การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อ เป็นการประชาสัมพันธ์การรับสมัครเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ให้แก่ นักเรียน ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 2 ให้ได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อในสายอาชีพ อย่างถูกต้องและเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นพบศักยภาพ ความสนใจของตนเอง และสามารถเลือกเส้นทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความถนัดและอาชีพในอนาคต

    ภายในกิจกรรมยังมีการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรอาชีวศึกษา จุดเด่นของแต่ละสาขาวิชา แนวโน้มตลาดแรงงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อมูลเพิ่มเติม แบบโต้ตอบผ่านระบบออนไลน์

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3833568/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NCkwowsyFYxUzrCQDpVa7

  • เบอร์แทรม สานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบโอกาสและสร้างอนาคตให้เด็กๆ มูลนิธิบ้านพระพร

    เบอร์แทรม สานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบโอกาสและสร้างอนาคตให้เด็กๆ มูลนิธิบ้านพระพร

    บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการตอบแทนสังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อสาธารณ ประโยชน์อย่างต่อเนื่องมากว่า 8 ปี โดยให้การสนับสนุนเด็กและเยาวชนในความดูแลของมูลนิธิบ้านพระพร ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และโอกาสในการต่อยอดศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เบอร์แทรมได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งต่อโอกาสและมอบความสุขให้กับเด็กๆ ในความดูแลของมูลนิธิบ้านพระพร อาทิ การมอบทุนการศึกษาประจำปีผ่านกิจกรรม “Bertram Sharing Happiness”, โครงการ “เคลียร์ตู้ ปันสุข” ที่เปิดโอกาสให้พนักงานร่วมแบ่งปันเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และของใช้สภาพดีให้แก่เด็กและเยาวชน การมอบรายได้จากกิจกรรมวิ่งการกุศล “Bertram Sunrise Run” จำนวนกว่า 1.37 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิ และการจัดกิจกรรมสันทนาการ “สร้างสีสร้างสรรค์” ที่ผู้บริหารและพนักงานร่วมเป็นครูอาสาถ่ายทอดงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมจินตนาการและพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ

    หนึ่งในโครงการที่สะท้อนความตั้งใจของเบอร์แทรมอย่างชัดเจน คือกิจกรรม “สร้างสีสร้างสรรค์” ที่บริษัทได้นำผลงานภาพวาดของน้องๆ ได้แก่ น้องจ๊าบ น้องลิเดีย และน้องไบ๋ จากมูลนิธิบ้านพระพร มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จริงภายใต้แบรนด์ เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ในรูปแบบยาดมรุ่นพิเศษ Limited Edition “ศิลปะจากหัวใจ สู่ลมหายใจแห่งความหวัง” ถ่ายทอดความฝัน ความสุข และพลังบวกของเด็กๆ ผ่านลวดลายบนหลอดยาดมได้อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 ชุด จำหน่ายในราคาชุดละ 100 บาท รายได้ทั้งหมดมอบให้แก่มูลนิธิบ้านพระพร เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ผู้สนใจสามารถหาซื้อได้ที่มูลนิธิบ้านพระพร หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 097-227-7861

    เบอร์แทรม ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำบทบาทขององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเชื่อมั่นในพลังของโอกาส การศึกษา และการแบ่งปัน ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่แข็งแรงและยั่งยืนให้แก่เด็กและเยาวชนไทย บริษัทมุ่งสานต่อภารกิจ CSR ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และร่วมผลักดันให้สังคมไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้ปณิธาน “Building A Stronger Community For All – มุ่งสู่สังคมที่ดีร่วมกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1549239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39i0w8RwvtH_Ob69wBWutX

  • “หลวงพี่น้ำฝน” นำครู-ผอ.มอบเงินช่วย’ครูชุลีพร’​วัย 87 ปี พลิกชีวิตวัยชรา

    “หลวงพี่น้ำฝน” นำครู-ผอ.มอบเงินช่วย’ครูชุลีพร’​วัย 87 ปี พลิกชีวิตวัยชรา

    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน พร้อม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 และคณะครู อสม. ลงพื้นที่มอบเงิน 21,000 บาท และข้าวสาร ให้ครูชุลีพร อดีตครูโรงเรียนดัง หลังชีวิตพลิกผัน สูญเสียครอบครัวและขาดรายได้ในวัยชรา สร้างกำลังใจให้ต่อสู้ชีวิตต่อไป

    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 และผู้อำนวยการฯ ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่อสม.ตำบลสนามจันทร์ ลงพื้นที่นำเงินจำนวน 2.1 หมื่นบาท พร้อมด้วยข้าวสาร ในกิจกรรมช่วยเหลือเพื่อนครู มอบให้กับ ครูชุลีพร วัย 87 ปี อดีตอาจารย์โรงเรียนดัง ในตัวเมืองนครปฐม หลังพบวิกฤติในการดำเนินชีวิต เมื่อสามีอดีต ผอ. เสียชีวิต ลูกๆทยอยเสียชีวิตและนอนป่วยติดเตียง ไร้ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ บ้านค้างหนี้ธนาคารนับล้าน

    ในการช่วยเหลือดังกล่าวพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยน.ส.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 และคณะผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา เขต 1 เจ้าหน้าที่ อสม.ตำบลสนามจันทร์ รวมกว่า 20 คน ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านเลขที่ 56/241 หมู่ 5 ตำบล สนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อให้กำลังใจกับนางชุลีพร เรืองวงษ์ อายุ 87 ปี อดีตครูชำนาญการ โรงเรียนชื่อดังกลางเมืองนครปฐม และเข้าเยี่ยม นายบัญชา เรืองวงค์ อายุ 61 ปี บุตรชายคนสุดท้อง ซึ่งนอนป่วยติดเตียงจากอาการสโตรก ซึ่งนอกเหนือจากการให้กำลังไปแล้ว ยังได้นำเงินที่ได้รับรวบจากคณะครูอาจารย์ ที่มีจิตกุศล จำนวน 21,000 บาท จากกิจกรรมช่วยเหลือเพื่อนครู และข้าวสารจากมูลนิธิกสิกรไทย มามอบให้เพื่อบรรเทาทุกข์ โดยเป็นการนำกิจกรรมร่วมกับโครงการธนาคารแห่งกำลังใจ วัดไผ่ล้อมฯ ซึ่งหลวงพี่น้ำฝน ได้จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิต

    น.ส.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 กล่าวว่า การนำเงินและข้าวสารและเข้าเยี่ยมเยียนครอบครัวของ ครูชุลีพร หลังจากทราบข้อมูลจากหลวงพี่น้ำฝน ซึ่งท่านได้ลงพื้นที่มาให้การช่วยเหลือในการนำเตียงสำหรับผู้ป่วยมามอบให้กับครอบครัวนี้ ก่อนหน้าและยังได้รับข้อมูล เรื่องราวที่น่าเห็นใจสำหรับอดีตครู ซึ่งต้องมาประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตในช่วงที่สูงวัยแล้ว ในวันนี้จึงได้มีการนำเงินมามอบให้จากโครงการช่วยเหลือเพื่อนครู ซึ่งเป็นการรวบรวมเงินจากครูอาจารย์ที่ยังอยู่ในการรับราชการ ซึ่งมีสมาชิกอยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ได้มีการนำข้าวสารจาก มูลนิธิกสิกรไทย มามอบให้สำหรับในการยังชีพ การที่ได้เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวนี้นอกจากที่ทราบจากหลวงพี่น้ำฝนว่า ครอบครัวนี้มีความลำบากหลายด้าน ซึ่งลำพังหลวงพี่เองก็อาจจะช่วยได้อย่างเต็มที่เนื่องจากมีประชาชนประสานขอความช่วยเหลือเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านให้แนวทางว่าครูเองก็ต้องช่วยครูด้วยกันด้วย จุดนี้จึงเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนในการที่นำจัดโครงการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่มีความเดือดร้อนในจังหวัดนครปฐมอยู่แล้วมาร่วมกันกับทางวัดไผ่ล้อมและหน่วยงานอื่นๆต่อไปด้วย

    ขณะที่ครูชุลีพร ได้มีสีหน้าและรอยยิ้มขึ้นมาหลังจากทนทุกข์ทรมานมานานนับปี ซึ่งได้กล่าวขอบคุณหลวงพี่น้ำฝน และคณะครูอาจารย์ สมาชิก อสม. ตำบลสนามจันทร์ ที่ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือและนำเงินรวมถึงสิ่งของมามอบให้ในวันนี้ซึ่งอยากจะบอกว่าตอนนี้มีกำลังใจมากขึ้น ความหวังในการดำเนินชีวิตในยามบั้นปลายมากขึ้น ทุกคนที่เข้ามาหาถึงแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ก็มีน้ำใจที่จะช่วยเหลืออดีตครูที่ได้รับความเดือดร้อนต้องขอบคุณกำลังใจจากวิชาชีพครู อาจารย์ที่ไม่ทอดทิ้งกัน เป็นความทรงจำที่ดีตลอดไปด้วย

    หลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่าสำหรับโครงการนี้เป็นโครงการธนาคารแห่งกำลังใจ ซึ่งครั้งแรกได้รับการร้องขอในการประสานความร่วมมือเพื่อให้นำเตียงสำหรับผู้ป่วยมาให้บุตรชายของครูชุลีพร ซึ่งหลังจากทราบเรื่องข้อมูลที่เกิดปัญหาทั้งสามีเสียชีวิตลูกทยอยเสียชีวิตและมีลูกชายคนสุดท้องที่เป็นกำลังหลักต้องมานอนติดเตียงเป็นผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ ทำให้ขาดรายได้หลัก เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนวัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง ได้ขับเคลื่อนในการติดตามข้อมูลและให้การประสานงานต่างๆและได้ส่งข้อมูลไปยังคณะผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ ให้ทราบถึงปัญหาของ ครอบครัวนี้ซึ่งท่านผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 ได้ขับเคลื่อนนำคณะครูและการช่วยเหลือเข้ามาร่วมด้วยกับโครงการของวัดไผ่ล้อมซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งมันไผ่ล้อมก็พร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการประสานงานให้เกิดสิ่งที่ดีเหล่านี้สืบต่อไป และตอนนี้ได้จัดประสานหางานให้หลานชายของครูชุลีพร เพื่อให้มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวบรรเทาความเดือดร้อนให้อีกส่วนหนึ่งแล้วด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/260948&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14U0ljj6HaFhwgZBRqJXYC

  • ทภ.2-พสบ.ทภ.2 จัดโครงการ “เต็มพลังใจให้น้องนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” ปลุกสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ | TOPNEWS

    ทภ.2-พสบ.ทภ.2 จัดโครงการ “เต็มพลังใจให้น้องนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” ปลุกสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 29/11/2025 12:10

    นครราชสีมา กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับ พสบ.ทภ.2 เติมพลังใจให้กับน้องๆนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส โรงเรียนบ้านโนนแดง อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านโนนแดง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พันเอกพันเอกจิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน กองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยนายฉัตรชัย ทองมาลัย ประธานชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 และคณะ ได้จัดโครงการ“เต็มพลังใจให้กับน้องๆนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” โดยนายวรพงษ์ นิธิการุณย์เลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนแดง คณะครูและนักเรียนให้การต้อนรับ

    พันเอกพันเอกจิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมให้กำลังใจนักเรียน เสริมสร้างความรักชาติ เป็นนโยบายที่ พลโทวีรยุทธ์ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นอกจากการป้องกันประเทศ การสร้างขวัญให้กำลังใจกำลังพล การปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาชนในเรื่องการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็เป็นภารกิจที่สำคัญของกองทัพ และวันนี้ก็ร่วมกับชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 มามอบสิ่งของและร่วมรับประทานอาหารกับน้องๆนักเรียน เป็นการสร้างภาพจำที่ดีให้กับน้องๆนักเรียนกับทหาร

    ทางด้านนายฉัตรชัย ทองมาลัย ประธานชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) กล่าวว่า ทางชมรมฯทำงานควบคู่ไปกับทางกองทัพภาคที่ 2 นอกจากนโยบายที่ร่วมสนับสนุนในการป้องกันประเทศ การสนับสนุนเครื่องอุปโภค บริโภคทหารตามแนวชายแดน การสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล เช่น โครงการซ่อม สร้างบ้าน การมอบทุนการศึกษา ทางชมรมฯยังร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ในการร่วมทำกิจกรรมทสร้างภาพลักษณ์และให้กำลังใจให้นักเรียนที่ห่างไกลโอกาส โดยวันนี้ได้มามอบชุดพละ รองเท้า ทุนการศึกษาแล้ว ยังได้ร่วมรับประทานไก่ KFC กับน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนบ้านโนนแดง ซึ่งกิจกรรมดีๆแบบนี้ทางชมรมเราจะร่วมกับทางกองทัพภาคที่ 2 ทำในอีก 20 จังหวัดทางภาคอีสานต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    5

    dfgbdfbd

    มูลนิธิสว่างฯโคราช เปิดงานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” ยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน พร้อมพิธีขึ้นเสาโคม–งิ้วสมโภช และระดมทุนช่วยเด็กยากไร้

    ผู้ตรวจฯ ยผ. ตรวจโครงการระบายน้ำ 257 ล้านบาท ช่วยลดน้ำท่วมเมืองนราธิวาส “น้ำท่วมลดลงชัดเจน”

    ผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมอินโดฯพุ่งทะลุ 200 ราย

    แอร์บัสเรียกคืน A320 ด่วนกระทบสายการบินทั่วโลก

    “เยาวชนคิดดี” ร่วมจิตอาสา ช่วยงานมูลนิธิยังมีเรา-วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ทำอาหาร แจกเครื่องบริการประชาชน สักการะพระบรมศพ พระพันปีหลวง

    ฮ่องกงประกาศไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้ 3 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1407347&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k1OlL-5xz9i_FG5ZIoqrQ

  • วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส และคณะ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับมอบหมายจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมพิธีเปิด “งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14” อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

    ภายในงานมีการประกวดต้นคริสต์มาสโดยเกษตรกรในพื้นที่ การประกวดวากภาพระบายสี การแสดงพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการแสดงโดรนเทิดพระเกียรติและศิลปวัฒนธรรม จากหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอภูเรือและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นต้น

    โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว และ วว. ได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและคณะ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานของ วว. ภายใต้การดำเนินโครงการ “การเพิ่มศักยภาพในการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG”

    ซึ่งภายในบูธ วว. จัดแสดงผลงานในโครงการฯ อาทิ ต้นคริสต์มาสหลากสายพันธุ์ กระถางต้นไม้อัตลักษณ์จังหวัดเลย ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งหนังสือดอกไม้กินได้ Edible flowers ด้วย

    การเข้าร่วมงานของ วว. ครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรและจังหวัดเลย พร้อมทั้งได้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านไม้ดอกไม้ประดับ และการผลักดันการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเสริมสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมพืชสวนและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976793&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y6rqHWrH1k7HAYm1RJ1Fe

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67677/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XLW1ma9U6scYK49VdanPp

  • ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    เศรษฐกิจ

    28 พ.ย. 2025 เวลา 16:13 น.

    ‘ธนาคารออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหา SME เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ‘วิทัย’ ย้ำ แบงก์ชาติต้องเอื้อมมือติดดิน เข้าถึงประชาชน

    ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ลงนาม MOU โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2568

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานลงนาม MOU ว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยผลักดันการแก้ปัญหาอีกด้านหนึ่ง คือปัญหาที่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อนำมาต่อยอดการลงทุนได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน

    สำหรับบทบาทของ ธปท.ระยะที่ผ่านมา มักเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และนโยบายการเงินในภาพรวม แต่ในปัจจุบัน ธปท. หันมาส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและมาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น เพราะเราต้องการที่จะสร้างสร้างแรงกระตุ้นที่ได้ผลจริงในระยะยาว

    รวมทั้งเมื่อไม่นานมานี้ ธปท.ริเริ่มโครงการแก้หนี้ครัวเรือนสำหรับผู้มีหนี้ต่ำกว่าแสนบาท โดยการโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทย์ จำกัด (SAM) และผลักดันมาตรการโซเชียลเอเอ็มซีเพื่อลดหนี้ ทั้งให้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง และทำการแฮร์คัตเงินต้นให้ลึก เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย

    ในอีกด้านหนึ่ง ธปท. มีความตั้งใจเข้าไปแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ เอสเอ็มอี ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อหรือบริการทางการเงิน ผ่านการตั้งเป้าหมายในการลดอุปสรรค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและกระทรวงการคลัง

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ธปท.พบว่า แม้จะมีนโยบายสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ แต่เมื่อนำไปใช้จริงก็มักจะปล่อยให้แต่เฉพาะกับคนกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ เช่น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แน่นอน

    ส่วนคนที่ไม่มีประวัติเครดิตก็จะไม่สามารถขอสินเชื่อได้ไปตลอด ในคราวนี้ ธปท. จึงมีความตั้งใจว่า โครงการที่ออกไปจะต้องสามารถดึงคนที่ไม่เคยได้รับสินเชื่อมาก่อนเพราะไม่มีประวัติเครดิตให้เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้นอย่างแท้จริง

    “โครงการสินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน มีแนวทางชัดเจนว่า ควรจะปรับปรุงโครงการจากครั้งก่อนหรือทำการขยายผลอย่างไร โดยอาจเริ่มต้นจากการปล่อยสินเชื่อจำนวนน้อย ๆ ประมาณหนึ่งหมื่นบาทก่อน และหากผู้กู้ผ่อนได้ในระยะเวลา 12 เดือน ธนาคารออมสินก็อาจพิจารณาขยายเป็นสองหมื่นหรือสี่หมื่นบาทได้

    ทั้งนี้ ธปท.จะช่วยสนับสนุนข้อมูลจากฐานข้อมูล Your Data ของ ธปท. ให้ธนาคารสามารถทำการประเมินและกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) ให้ครอบคลุมคนกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจขนาดย่อยแล้ว ก็จะเป็นการแก้หนี้นอกระบบไปพร้อมกันด้วย

    สำหรับประเด็นความกังวลที่ว่า อาจเกิดปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่รุนแรงขึ้น นายวิทัยมองว่าคงไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถนำกำไรจากการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจเชิงพาณิชย์มาทดแทนได้

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    “ใครที่เดือดร้อน เราก็จะพยายามเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือ ธปท. จะต้องติดดินแก้ปัญหาประชาชนมากขึ้น การที่จะออกมาโครงการเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดนั้นคงไม่มี จะต้องทำไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าในการศึกษาครั้งนี้ จะได้ผลลัพธ์อะไรที่ตอบโจทย์ สร้างความแตกต่างในนโยบาย และจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ช่วยคนได้จริง ๆ”

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้ว่าการธนาคารออมสิน กล่าวถึงรายละเอียดของการศึกษาในครั้งนี้ว่า มีครัวเรือนกว่า 30% ที่ยังเป็นกลุ่มอันเดอร์เซิร์ฟ หรือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงการให้บริการทางการเงินได้ จากปัญหาการขาดรายได้ที่แน่นอน และขาดประวัติเครดิตทางการเงิน ทำให้ต้องหันไปใช้เงินกู้ดอกเบี้ยสูงนอกระบบ ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเพิ่มต่อเนื่อง

    ธนาคารออมสิน มีเป้าหมายที่จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้ ผ่านโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส” ซึ่งเป็นประตูแห่งโอกาสบานใหม่ ที่จะช่วยให้ประชาชนเริ่มสร้างคะแนนเครดิตได้อย่างทั่วถึง โดยตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินโครงการมา มีคนไทยสร้างข้อมูลเครดิตให้กับตนเองแล้วกว่าสองแสนราย

    นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังได้จัดตั้ง “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก” เพื่อทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ธนาคารสามารถออกแบบเครื่องมือได้ตรงจุด และเป็นประโยชน์กับประชาชน และเป็นธนาคารที่ทำงานเพื่อสังคมได้อย่างแท้จริง

    “ธนาคารออมสินในฐานะธนาคารเพื่อสังคม หรือ โซเชียลแบงก์ มุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก้ปัญหาหนี้สิน และยกระดับทักษะอาชีพ” นางลภาวรรณ กล่าว

    ในความร่วมมือครั้งนี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาวิถีชีวิต ความต้องการ และความสามารถในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของประชาชน

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์ทางวิชาการอย่างมหาศาลในการศึกษาและออกแบบนโยบายทางการเงิน ทั้งยังช่วยให้ข้อมูลกับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงได้ดีมากยิ่งขึ้น

    ดร.โสมรัศมิ์ พบว่า จากผลการศึกษา กว่า 67% ของประชาชนในเขตชนบท และ 37% ของประชาชนในเขตเมืองยังพึ่งพิงแหล่งเงินนอกระบบ โดยที่ผ่านมาโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส” ได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วให้ผู้ขอสินเชื่อกว่า 2-3 แสนราย เราว 2-4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการดึงคนที่เคยอยู่นอกระบบกลับเข้าระบบอีกครั้ง โดยระยะ 3 ปี ข้างหน้าอาจช่วยเพิ่มเติมได้มากถึง 1 ล้านราย

    สำหรับการศึกษาวิจัยในโครงการนี้จะทำให้เราสามารถเห็นคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบมาก่อน เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดี ในการศึกษาว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรมทางการเงิน หรือการได้มาซึ่งรายได้อย่างไร โดยการดำเนินการจะมีทั้งหมดสี่ด้านด้วยกัน ได้แก่

    1.สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาใหม่จากนอกระบบ และสังเกตดูพฤติกรรมทางการเงินอย่างใกล้ชิด

    2.ช่วยเหลือธนาคารในการออกแบบสินเชื่อและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมทั้งแสวงหากลไกที่จะช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระเงินคืนได้ โดยมีความยืดหยุ่น 

    3.เก็บข้อมูลก่อนและหลังเข้า และชี้ว่าชุดข้อมูลใดจะสามารถเป็นข้อมูลทางเลือกที่ไม่ใช่ข้อมูลเครดิตที่จะสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่มาขอสินเชื่อสามารถชำระหนี้ได้จริง 

    4.ศึกษาว่าหลังจากได้สินเชื่อแล้วมีผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มตัวอย่างอย่างไร

    ทั้งนี้ ดร. โสมรัศมิ์ เสริมว่า ไม่ใช่ว่าประชาชนไม่มีรายได้จึงชำระเงินไม่ได้ เพียงแต่รายได้ของเขาอาจไม่สม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ การเรียกชำระคืนหนี้ให้มีความยืดหยุ่นสูง เช่น การทำบัญชีเงินฝากสำหรับชำระหนี้ (Saving Account) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำเงินมาใส่ไว้ในบัญชีรอไว้ก่อนได้ อาจช่วยให้ผู้ที่มีรายได้ไม่ประจำ สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209754&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yL-rjbv8SjTds8TfLMq81