Blog

  • ตลาดแรงงานสหรัฐฯ หดตัว บริษัทเอกชนปลดพนักงาน 32,000 คน

    ตลาดแรงงานสหรัฐฯ หดตัว บริษัทเอกชนปลดพนักงาน 32,000 คน

    บริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกาปลดพนักงาน 32,000 คน ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ตามรายงานจากบริษัท ADP ผู้ให้บริการระบบเงินเดือน ซึ่งขัดแย้งกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 20,000 ตำแหน่ง ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกที่ใหญ่ที่สุด

    เนลา ริชาร์ดสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADP กล่าวว่า “การจ้างงานมีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนายจ้างต้องเผชิญกับผู้บริโภคที่ระมัดระวังและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่แน่นอน” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบหนักสุด

    ข้อมูลเผยให้เห็นว่าธุรกิจขนาดเล็กสูญเสียงาน 120,000 ตำแหน่ง ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังคงเพิ่มจำนวนพนักงาน เฮเธอร์ ลอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit Union อธิบายว่า “ตลาดนี้ไม่ใช่ตลาดที่มีการจ้างงานต่ำแล้ว แต่เป็นตลาดที่เริ่มปลดคนออก” โดยมีเพียงอุตสาหกรรมการบริการและสาธารณสุขเท่านั้นที่ยังคงจ้างงานใหม่

    หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit มองว่าบริษัทขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการประกาศเรื่องภาษีนำเข้าของ Donald Trump และคาดการณ์ว่าสถานการณ์นี้จะคงอยู่จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากร

    แรงกดดันต่อการประชุมเฟด

    ข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอนี้เพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน เจ้าหน้าที่เฟดได้แสดงความกังวลมากขึ้นต่อสถานการณ์ตลาดแรงงาน

    ออเรน คลาชคิน นักเศรษฐศาสตร์จาก Nationwide Financial Markets กล่าวว่า “รายงานนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานสูญเสียแรงขับเคลื่อนมากขึ้นในช่วงปลายปี และเพิ่มความเสี่ยงต่ออัตราการว่างงานที่สูงขึ้นในต้นปีหน้า” โดยคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน

    ข้อมูลเศรษฐกิจแสดงสัญญาณขัดแย้งกัน

    ข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เผยแพร่ในวันเดียวกันแสดงสัญญาณที่ขัดแย้งกัน การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนกันยายน สอดคล้องกับคาดการณ์ ขณะที่ภาคบริการรายงานการเติบโตในพฤศจิกายน ด้วยคะแนนรวมจาก Institute of Supply Management อยู่ที่ 52.6 เพิ่มขึ้น 0.2 จุด

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีการจ้างงานในภาคบริการอยู่ที่ 48.9 ต่ำกว่าระดับ 50 ที่แบ่งแยกระหว่างการเติบโตและการหดตัว เจ้าหน้าที่หลายคนที่ได้รับการสำรวจชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในนโยบายการค้า โดยเจ้าหน้าที่อสังหาริมทรัพย์ระบุว่าความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรเพิ่มความซับซ้อนในการจัดซื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-private-sector-job-losses-november-2024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tTL2d2lKy0gNlFp57vAyl

  • กรมการจัดหางาน เสิร์ฟงานกว่า 3,500 อัตรา ในงาน “คนไทยต้องมีงานทำ @ เชียงใหม่” พร้อมโอกาสสร้างอาชีพอิสระ

    กรมการจัดหางาน เสิร์ฟงานกว่า 3,500 อัตรา ในงาน “คนไทยต้องมีงานทำ @ เชียงใหม่” พร้อมโอกาสสร้างอาชีพอิสระ

    วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการกระทรวงแรงงานพบประชาชน “มหกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ และงาน “คนไทยต้องมีงานทำ @ เชียงใหม่” ระหว่างวันที่ 3–4 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เดินหน้าขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน ภายใต้แนวคิด “คนไทยต้องมีงานทำ” จึงจัดงาน “คนไทยต้องมีงานทำ @ เชียงใหม่” ภายในมหกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนหางานทำที่ตรงกับความรู้ความสามารถ และเพื่อให้นายจ้าง สถานประกอบการ และผู้ที่ต้องการหางานทำได้พบกัน เป็นการเตรียมพร้อมพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งเปิดโลกทัศน์และจุดประกายทางความคิดให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา แรงงานอิสระ เครือข่ายแรงงานอิสระ ให้มีโอกาสประกอบอาชีพที่หลากหลายและทันสมัย ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติอาชีพอิสระที่ตนสนใจ นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน อีกด้วย

    นายสมชาย กล่าวว่า กรมการจัดหางาน โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมจัดงานในครั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การรับสมัครและสัมภาษณ์งานโดยตรงกับนายจ้าง สถานประกอบการในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง จำนวนกว่า 50 บริษัทชั้นนำ มีตำแหน่งงานว่างกว่า 3,500 อัตรา อาทิ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ การตลาดดิจิทัล ล่ามภาษาเมียนมา IT Support ฯลฯ การให้คำปรึกษาและรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่สนใจสมัครไปทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ สาธิตและฝึกการประกอบอาชีพอิสระ อาทิ การทำเครื่องดื่ม ม็อกเทล (Mocktail) ทำโดนัทผักเคล อบรมสร้างอาชีพด้วย AI การเทรดทองอย่างโปร แสดงสินค้าของกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ต้องขัง อาชีพแฟรนไชส์ FOOD TRUCK และการแนะแนวโครงการ 3 ม. (มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม)

    ขอเชิญชวนคนหางาน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจหางาน ต้องการพัฒนาทักษะฝีมือ และหาไอเดียในการประกอบอาชีพเสริม มาพบกันได้ในงาน “คนไทยต้องมีงานทำ @ เชียงใหม่” ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 -16.30 น. ณ ห้องเรือนคุ้ม โรงแรมคุ้มภูคำ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติม สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ 053-112744 โดยสามารถลงทะเบียนสมัครงานได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน e-Service.doe.go.th “ไทยมีงานทำ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/978491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tgiqsf8eM-EYbCxA8UyRK

  • มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

    มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

    มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ ประจำปี 2567-2568

    สำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีน ได้เผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2567-2568) อย่างเป็นทางการ รายงานฉบับนี้จัดทำโดยสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน เพื่อนำเสนอแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยวขาเข้าของมณฑลไห่หนานอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยอาศัยการดำเนินงานศุลกากรที่เป็นอิสระของมณฑลไห่หนานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    รายงานฉบับนี้มีความยาวกว่า 150,000 ตัวอักษร แบ่งเป็น 5 ส่วน รวมทั้งหมด 20 บท โดยนำเสนอบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวขาเข้าของมณฑลไห่หนาน ท่ามกลางพลวัตโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รายงานยังเปรียบเทียบไห่หนานกับเกาะชั้นนำทั่วโลก พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สร้างสรรค์ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับมหภาค การประชาสัมพันธ์ การวางตำแหน่งแบรนด์ ไปจนถึงการสนับสนุนภาคส่วนย่อยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากกว่า 10 ภาคส่วน

    เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานฉบับก่อนหน้านี้ รายงานประจำปี 2567-2568 ได้รับการยกระดับคุณภาพใน 4 ด้านสำคัญ ประการแรก รายงานฉบับนี้มีความสอดคล้องกับกรอบเวลาการดำเนินงานศุลกากรอิสระของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานในปี 2568 พร้อมสะท้อนผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อการท่องเที่ยวขาเข้า ประการที่สอง ขอบเขตการวิจัยได้รับการขยายให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งหมดของมณฑลไห่หนาน เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านและสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน ประการที่สาม รายงานได้เสริมการวิเคราะห์ในหมวดหมู่การท่องเที่ยวเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มมิติให้กับการศึกษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประการที่สี่ วิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวอิสระได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่กับการยกระดับเนื้อหาในบท “Digital Twin” ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

    จุดที่น่าสนใจคือ รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับวิธีการวิจัยแบบ “Digital Twin” ด้วยการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง ซึ่งคณะวิจัยระบุว่า แนวทางการสำรวจข้อมูลภาคสนามจากนักเดินทางแบบอิสระ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวขาเข้ามณฑลไห่หนานได้อย่างครบถ้วนและรอบด้านยิ่งขึ้น

    งานวิจัยฉบับนี้ครอบคลุมตลาดต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายภูมิภาค ได้แก่ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป โดยคณะวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วมณฑลไห่หนาน พร้อมดำเนินการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured interview) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 50 ราย จนได้บทสัมภาษณ์ความยาวกว่า 250,000 ตัวอักษร พร้อมทั้งรวบรวมแบบสอบถามหลายร้อยฉบับจากตลาดต้นทางนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญ ซึ่งช่วยเสริมความครบถ้วนและความน่าเชื่อถือของข้อมูลเชิงวิชาการในรายงานฉบับนี้

    บรรดาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเห็นพ้องว่า รายงานฉบับนี้ไม่เพียงสำรวจรากฐานการพัฒนาและความท้าทายสำคัญของภาคการท่องเที่ยวขาเข้ามณฑลไห่หนานอย่างเป็นระบบเท่านั้น หากยังต่อยอดข้อได้เปรียบเชิงสถาบันของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารระหว่างประเทศ รายงานฉบับนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้มณฑลไห่หนานสามารถคว้าโอกาสจากการดำเนินงานศุลกากรที่เป็นอิสระ พร้อมกับยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

    นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม มณฑลไห่หนานมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าและขาออกมากกว่า 2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้ มีชาวต่างชาติราว 430,000 คนเดินทางเข้ามายังไห่หนานภายใต้นโยบายยกเว้นวีซ่า คิดเป็น 88.9% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าทั้งหมด ส่งผลให้การเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่ากลายเป็นช่องทางหลักสำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การปรับปรุงนโยบายยกเว้นวีซ่าได้ทำให้พลเมืองจาก 86 ประเทศสามารถเดินทางเข้าไห่หนานได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะเดียวกัน มณฑลไห่หนานกำลังเร่งขยายการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศไปแล้วกว่า 70 เส้นทาง ทั้งนโยบายยกเว้นวีซ่าและการเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายังเกาะไห่หนานอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/anpi/12771423&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wVI5px_3K_y3X4bmlfpBW

  • ชวนชม ทิวลิปบานสวนหลวง ร.9 ต้อนรับลมหนาว เช็กเวลาเข้าชม วิธีเดินทาง

    ชวนชม ทิวลิปบานสวนหลวง ร.9 ต้อนรับลมหนาว เช็กเวลาเข้าชม วิธีเดินทาง

    สวนหลวง ร.9 เปิดงานพรรณไม้งามอร่าม วันนี้ถึง 10 ธ.ค. นี้

    สวนหลวง ร.9 ชวนชมทิวลิปบานสะพรั่ง เนรมิต 500 ไร่เป็นดอกไม้รับลมหนาว วันนี้ถึง 10 ธ.ค. 68 ค่าเข้าชมเพียง 20 บาท จัดเต็ม 6 โซนไฮไลต์ตลอดวัน เช็กเวลาเข้าชม พร้อมวิธีเดินทางง่าย ๆ ไม่มีหลง

    เมื่ออากาศเริ่มเย็น สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ กรุงเทพฯ ก็ถึงเวลาปรับโหมดเป็นทะเลดอกไม้อีกครั้งกับงาน พรรณไม้งามอร่าม สวนหลวง ร.9 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิดเจ้าฟ้าแห่งพฤกษาพรรณ มิ่งขวัญของปวงประชา 70 พรรษา งานปีนี้ตั้งใจชวนทั้งคนกรุงฯ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ออกมาสูดอากาศดี ๆ ท่ามกลางสีสันของไม้ดอกนานาพรรณที่กำลังบานเต็มพื้นที่กว่า 500 ไร่ พร้อมนิทรรศการและกิจกรรมให้เลือกเดินชมได้ทั้งวัน

    สำหรับ พรรณไม้งามอร่าม สวนหลวง ร.9 ปีนี้ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 เวลาเปิดสวนงานดอกไม้ 05.00–19.00 น. มีค่าบัตรเข้าชมเพียง คนละ 20 บาท รายได้สมทบการพัฒนาสวนหลวง ร.9 ให้ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวของเมืองต่อไป

    ภายในงานผู้เข้าชมจะได้สัมผัสบรรยากาศฤดูหนาวผ่านทุ่งดอกไม้และสวนจัดแสดงธีมต่าง ๆ ที่ออกแบบให้เดินเพลิน ถ่ายรูปสนุก เหมาะทั้งสายชิล สายถ่ายภาพและครอบครัวที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากห้างสรรพสินค้า

    ชมนิทรรศการพิเศษ 6 โซนสวนธีมจากธรรมชาติ

    ปีนี้มีนิทรรศการและโซนจัดแสดงที่ออกแบบเป็นเรื่องเล่าจากธรรมชาติหลายมุมให้เดินชม โดยเฉพาะ 3 นิทรรศการหลักและ 6 โซนไฮไลต์ ดังนี้

    นิทรรศการดอกไม้และสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว

    • เฟิร์นและกล้วยไม้ : รวบรวมพันธุ์เฟิร์นและกล้วยไม้หลากหลายชนิด เหมาะกับคนรักไม้ในร่มและสายสะสมไม้หายาก
    • ทิวลิปบานที่สวนหลวง ร.9 : โซนจำลองสวนไม้เมืองหนาว ให้คนไทยได้สัมผัสดอกทิวลิปและบรรยากาศแบบต่างประเทศ โดยมีการจัดแต่งกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นแทรกอยู่ในพื้นที่
    • Save the bee save the world : นิทรรศการเล่าความสำคัญของผึ้งต่อระบบนิเวศ ใครมีเด็ก ๆ ไปด้วย โซนนี้ถือเป็นห้องเรียนธรรมชาติกลางสวนที่ห้ามพลาด

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง ผีเสื้อกว่า 20 ชนิด จากอุทยานผีเสื้อและแมลงกรุงเทพฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำจุดคอยให้ความรู้เรื่องวงจรชีวิตผีเสื้ออย่างเข้าใจง่าย

    6 โซนสวนจัดแสดงดีไซน์พิเศษ

    • สวนญี่ปุ่นดินแดนแห่งเทพเจ้า : เดินลอดเสาโทริอิ ลัดเลาะทางเดินและสะพานที่เชื่อมต่อบรรยากาศแบบสวนญี่ปุ่น พร้อมแสงโคมไฟไม้ไผ่ที่ช่วยเพิ่มอารมณ์สงบและอบอุ่น
    • สวนศิลปะแห่งสีสันและอารมณ์ : สวนกลางแจ้งที่นำศิลปะมาผสมกับต้นไม้และดอกไม้ จุดเด่นคือประติมากรรม “ดอกม่วงเทพรัตน์” ที่จัดวางอย่างตั้งใจให้เล่นกับสีสันรอบตัว เหมาะเป็นโลเคชั่นถ่ายภาพแฟชั่นเบา ๆ
    • สวนฟาร์มมิลี่ (Family) : ฟาร์มจำลองบรรยากาศชนบท มีโรงนา กังหันลม ฟางก้อน และแปลงผักให้เด็ก ๆ ได้เดินสำรวจ เหมาะกับการมานั่งเล่น พักสายตาจากความวุ่นวายในเมือง
    • สวนอเมซอน หัวใจแห่งป่าฝน : โซนป่าฝนเขียวชอุ่ม จำลองบรรยากาศแบบอเมซอน ให้เดินดูพืชพรรณเขตร้อนและสัตว์ป่าในมุมจัดแสดง เป็นอีกจุดที่อากาศเย็นสบายเพราะรายล้อมด้วยต้นไม้สูง
    • สวนเทศกาลฤดูหนาว : สวนธีมสีแดง–เขียว–ทอง ตกแต่งด้วยต้นสน รถไฟจำลอง และกวางคู่ ให้ฟีลลิ่งฤดูหนาวส่งท้ายปี เหมาะสุดสำหรับสายถ่ายภาพลงโซเชียล
    • สวนประดับกินได้ : นำพืชผักมาจัดวางให้กลายเป็นงานศิลปะ ใช้ไม้เถาและพืชกินได้ต่าง ๆ มาจัดแต่งให้สวยแปลกตา พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องการปลูกผักไปในตัว

    นอกจากโซนจัดงานประจำปีแล้ว ยังมีโซนถาวรภายในสวนหลวง ร.9 ที่เปิดให้เข้าชมและถ่ายรูปได้เช่นกัน อาทิ อาคารแสดงพรรณไม้ในร่ม ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สนับสนุนต่อเนื่องเกือบ 40 ปี รวบรวมพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น เช่น ปาล์มเจ้าเมืองถลาง หวายทะนอย เรือนเฟิร์น และโซนกล้วยไม้

    รวมทั้ง อาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย รวมพืชทนแล้งอย่างกระบองเพชรและไม้อวบน้ำต่าง ๆ และ สวนนานาชาติ หอรัชมงคล และพื้นที่สีเขียวร่มรื่นอื่น ๆ เดินได้ทั้งวันแบบไม่รู้สึกเบื่อ เหมาะกับคนที่อยากใช้เวลาช้า ๆ ในสวน

    สวนหลวง ร.9 เปิดเทศกาลดอกไม้ 1-10 ธ.ค. 68
    ภาพจาก Facebook : สวนหลวง ร.๙ Suanluang Rama IX Royal Botanic Garden

    กิจกรรมสนุกตลอด 10 วัน

    งานนี้ไม่ได้มีแค่ดอกไม้ให้ดู แต่ยังมีกิจกรรมให้เลือกทำทั้งสายสายมู สายศิลปะ และสายช็อป เช่น ชมดอกไม้นานาพรรณบานทั่วสวน, ตรวจดวงโชคชะตา กับนักพยากรณ์ชื่อดัง, ฟังดนตรีในสวน และการแสดงกลางแจ้งชิล ๆ, ตลาดนัดต้นไม้ และอุปกรณ์ทำสวนครบวงจร และ กิจกรรมสอยกัลปพฤกษ์ ลุ้นของรางวัล พร้อมตลาดนัดสินค้าและโซนอาหารหลากหลาย ให้เลือกชิมได้ทั้งวัน

    ไม่ว่าจะมาเดท มาเที่ยวกับครอบครัว หรือมาคนเดียวแบบสายถ่ายรูป ก็มีมุมให้นั่งเล่นและถ่ายภาพเก็บความทรงจำมากมาย

    เช็กรอบเข้าชมสวนดอกไม้ 20 รอบ/วัน

    เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกคนได้มีเวลาซึมซับบรรยากาศสวนดอกไม้แบบไม่แออัด ผู้จัดงานกำหนดให้มี รอบเข้าชม 20 รอบต่อวัน เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ 09.00–19.00 น. แบ่งเป็นรอบ ทุก 30 นาที แต่ละรอบใช้เวลาเข้าชมประมาณ 30 นาที ในโซนหลัก

    รอบที่ 1 : 09.00 – 09.30 น.

    รอบที่ 2 : 09.30 – 10.00 น.

    รอบที่ 3 : 10.00 – 10.30 น.

    รอบที่ 4 : 10.30 – 11.00 น.

    รอบที่ 5 : 11.00 – 11.30 น.

    รอบที่ 6 : 11.30 – 12.00 น.

    รอบที่ 7 : 12.00 – 12.30 น.

    รอบที่ 8 : 12.30 – 13.00 น.

    รอบที่ 9 : 13.00 – 13.30 น.

    รอบที่ 10 : 13.30 – 14.00 น.

    รอบที่ 11 : 14.00 – 14.30 น.

    รอบที่ 12 : 14.30 – 15.00 น.

    รอบที่ 13 : 15.00 – 15.30 น.

    รอบที่ 14 : 15.30 – 16.00 น.

    รอบที่ 15 : 16.00 – 16.30 น.

    รอบที่ 16 : 16.30 – 17.00 น.

    รอบที่ 17 : 17.00 – 17.30 น.

    รอบที่ 18 : 17.30 – 18.00 น.

    รอบที่ 19 : 18.00 – 18.30 น.

    รอบที่ 20 : 18.30 – 19.00 น.

    งานสวนหลวง ร.9 เปิดเทศกาลดอกไม้ 1-10 ธ.ค. 68
    ภาพจาก Facebook : สวนหลวง ร.๙ Suanluang Rama IX Royal Botanic Garden

    วิธีเดินทางไป งานดอกไม้สวนหลวง ร.9

    คนที่อยากเลี่ยงรถติด มีตัวเลือกให้เดินทางได้หลายแบบ

    1. รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง : ลงที่ สถานีสวนหลวง ร.๙ จากนั้นต่อรถหรือเดินสั้น ๆ เข้างาน

    2. ขับรถส่วนตัวมาเอง โดยจอดรถที่ห้างพาราไดซ์พาร์คและซีคอนสแควร์ แล้วต่อรถมินิบัสไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ให้บริการรับ–ส่งฟรีตลอดวัน สะดวกทั้งสำหรับคนมีรถและคนที่ชอบฝากรถไว้ในห้าง

    ใครที่กำลังมองหาสถานที่เดินเล่นรับลมเย็น ชมดอกไม้ เปลี่ยนบรรยากาศจากห้างหรือคาเฟ่ งานพรรณไม้งามอร่าม สวนหลวง ร.๙ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลประจำฤดูหนาวที่ควรจดลงปฏิทิน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่มูลนิธิสวนหลวง ร.9 โทร. 0 2106 2674 หรือ Facebook เพจ สวนหลวง 5.๙ Suanluang Rama IX Royal Botanic Garden

    งานพรรณไม้งามอร่าม สวนหลวง ร.9 ปี 2568
    ภาพจาก Facebook : สวนหลวง ร.๙ Suanluang Rama IX Royal Botanic Garden

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1496751/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08Wn37tx5qQxkfGYudURB-

  • ดาวโจนส์ปิดบวก 408.44 จุด คาดเฟดลดดอกเบี้ยหลังข้อมูลเศรษฐกิจซบ

    ดาวโจนส์ปิดบวก 408.44 จุด คาดเฟดลดดอกเบี้ยหลังข้อมูลเศรษฐกิจซบ

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดในวันพุธ (3 ธ.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯ 

    ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,882.90 จุด เพิ่มขึ้น 408.44 จุด หรือ +0.86%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,849.72 จุด เพิ่มขึ้น 20.35 จุด หรือ +0.30% และ
    • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,454.09 จุด เพิ่มขึ้น 40.42 จุด หรือ +0.17%

    ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ระบุว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ ลดลง 32,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 40,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 47,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. โดยธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ดาวโจนส์ปิดบวก 408.44 จุด คาดเฟดลดดอกเบี้ยหลังข้อมูลเศรษฐกิจซบ

    ด้าน S&P Global เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.1 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. และต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 55.0 จากระดับ 54.8 ในเดือนต.ค.

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9-10 ธ.ค. โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ให้น้ำหนัก 87%

    หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1.83% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้น 1.27% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสาธารณูปโภค ปรับตัวลง 0.42% และ 0.32% 

    ความหวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดยังช่วยหนุนดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นกลุ่มบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำ พุ่งขึ้นเกือบ 2% หลังจากที่พุ่งขึ้น 5.5% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 1 ปี

    ในระหว่างวัน ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวลง หลังจากหุ้น Microsoft ดิ่งลง 3% จากรายงานข่าวที่ว่าบริษัทได้ปรับลดโควตาการขายซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังจากพนักงานขายจำนวนมากไม่สามารถทำยอดขายได้ถึงเป้าในปีงบการเงินที่สิ้นสุดเดือนมิ.ย. แต่จากนั้นไม่นาน Microsoft ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว ซึ่งช่วยให้หุ้นของบริษัทลดช่วงลบ โดยปิดลดลง 2.5% อีกทั้งยังช่วยหนุนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวสู่แดนบวก

    นักลงทุนติดตามความคืบหน้าในการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ โดยล่าสุดมีรายงานว่าคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกเลิกการสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบสุดท้าย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาวและเป็นที่ปรึกษาของทรัมป์ จะเข้ามาทำหน้าที่ประธานเฟดแทนเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพ.ค.ปีหน้า โดยแฮสเซตต์มีจุดยืนสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก

    นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนก.ย.ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/645679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J677RxR3eAOdNdPtXmVCS

  • ดาวโจนส์พุ่งกว่า 400 จุด ตลาดมั่นใจเฟดเตรียมหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แผ่ว

    ดาวโจนส์พุ่งกว่า 400 จุด ตลาดมั่นใจเฟดเตรียมหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แผ่ว

    วันที่ 4 ธ.ค.68 ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดในวันพุธ (3 ธ.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,882.90 จุด เพิ่มขึ้น 408.44 จุด หรือ +0.86%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,849.72 จุด เพิ่มขึ้น 20.35 จุด หรือ +0.30% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,454.09 จุด เพิ่มขึ้น 40.42 จุด หรือ +0.17%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wkPNHCcYXNskQODTM6iFz

  • มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน  น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญด้านการศึกษาของเด็กไทย มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร  เตรียมจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา ในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 421 ทุน  น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสครบรอบ 64 ปีแห่งการก่อตั้ง มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร  ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง

    ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2504 เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนช่วยเหลือกิจกรรม สาธารณกุศล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการศึกษาตามควรแก่อัตภาพของตน โดยให้ทุนระดับประถมศึกษาเพื่อเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาให้แก่เยาวชนและให้ความช่วยเหลือด้านทุนสนับสนุนการศึกษา ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากนักสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ทั้ง 68 ศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกนักเรียนของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครในพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย โดยศึกษาข้อเท็จจริงด้วยการสัมภาษณ์เยี่ยมบ้าน และสรุปประวัติเสนอคณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาช่วยเหลือ และภายหลังได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการศึกษาแล้ว นักสังคมสงเคราะห์จะได้ติดตามผลการเรียน ความประพฤติ เสนอมูลนิธิฯ เพื่อขอรับการช่วยเหลือต่อเนื่องในปีการศึกษาต่อไป

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม สำหรับในปี 2568 มูลนิธิฯ ขอน้อมถวายอาลัย “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบนมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดพิธีมอบทุนการศึกษาจำนวน 421 ทุนทุนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 421,000 บาท ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ นำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิฯอ อุไร คุณานันทกุล, ดวงใจ ตั้งสง่า, ฉัตรสุดาจันทร์ดียิ่ง, รักษา แสงภู่, เพ็ญศรี สุขเจริญผล, พัชรา มาดล และศันสนีย์ อยู่ประเสริฐ ร่วมมอบทุน

    ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง สามารถบริจาคเงินได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร บัญชีเลขที่ 029-442708-0 สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-5212690-1

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/932274&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25amlcqp7PVG4nfkkuPK1-

  • กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร. ธันวาคม 2568 GDP อยู่ที่ 2.0 เปอร์เซ็นต์ ด้านการส่งออก 10.0 เปอร์เซ็นต์ และ เงินเฟ้อ 0.0 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ปี 2569 จากการประมาณการ ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ การส่งออก -1.5 เปอร์เซ็นต์ ถึง -0.5 เปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อ 0.2 – 0.7 เปอร์เซ็นต์

    ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษีการสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000116229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gO-hpDaCM-VzwZyDN4uzy

  • อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    This LASCO C2 image, taken 8 January 2002, shows a widely spreading coronal mass ejection (CME) as it blasts more than a billion tons of matter out into space at millions of kilometers per hour. (Photo by: HUM Images/Universal Images Group via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การพ่นมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์อาจมีขนาดใหญ่กว่าโลกหลายเท่า
      • Author, กีตา ปานเดย์
      • Role, บีบีซีนิวส์ อินเดีย
      • Reporting from, รายงานจากกรุงเดลี

    สำหรับภารกิจของยานอวกาศอาทิตยา-แอล 1 (Aditya-L1) ที่ถูกส่งขึ้นไปสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ในอวกาศเป็นครั้งแรกของอินเดีย คาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ไม่เหมือนใคร

    นี่เป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์บนยานอวกาศลำนี้ซึ่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีที่แล้ว จะสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เมื่อถึงรอบกิจกรรมสูงสุด

    ตามข้อมูลขององค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะสลับตำแหน่งกันทุก ๆ ประมาณ 11 ปี หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นี่เหมือนการที่สนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้สลับตำแหน่งกัน

    มันเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลครั้งใหญ่ ดวงอาทิตย์แปรเปลี่ยนจากความสงบเป็นพายุ สังเกตได้จากจำนวนพายุสุริยะและการพ่นมวลโคโรนา หรือซีเอ็มอี (Coronal Mass Ejections – CME) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นี่เป็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งออกมาจากชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโคโรนา

    CME เกิดจากอนุภาคที่มีประจุ การพ่น CME ออกมาแต่ละครั้งอาจมีน้ำหนักได้ถึง 1 ล้านล้านกิโลกรัม และในการปะทุแต่ละครั้ง มันอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 3,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง รวมถึงพุ่งตรงมายังโลกด้วย หากใช้ความเร็วสูงสุด CME จะใช้เวลา 15 ชั่วโมงในการเดินทางไกล 150 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ถึงโลก

    “ในช่วงปกติหรือช่วงที่มีกิจกรรมน้อย ดวงอาทิตย์จะปะทุ CME ออกมาวันละ 2-3 ครั้ง” ศาสตราจารย์อาร์ ราเมช จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์อินเดีย หรือไอไอเอ (Indian Institute of Astrophysics – IIA) กล่าว และคาดว่าในปีหน้าดวงอาทิตย์จะปล่อย CME วันละ 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น

    ศาสตราจารย์ราเมชเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการกล้องถ่ายภาพโคโรนาในแนวเส้นการปลดปล่อยที่มองเห็นได้ (Visible Emission Line Coronagraph – VELC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดจากที่ติดตั้งไว้กับตัวยานอาทิตยา-แอล 1 ทั้งหมด 7 ชิ้น และเขายังคอยติดตามและถอดรหัสข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การศึกษา CME เป็นหนึ่งในเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ครั้งแรกของอินเดีย เหตุผลประการแรกคือ การพ่นอนุภาคของดวงอาทิตย์ได้มอบโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์ที่ถือเป็นใจกลางระบบสุริยะของเรา และประการที่สอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานบนโลกและในอวกาศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Catrin Nye reacts with shock as she is told her level PFA chemicals in her blood on the BBC's Panorama programme.

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    The aurora borealis glows above rural Monroe County as a strong geomagnetic storm from recent solar activity pushes the Northern Lights unusually far south on November 12, 2025, in Bloomington, Indiana. Displays were reported across the United States as far south as Texas, Alabama, Georgia, and north Florida.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แสงเหนือส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย.

    CME ไม่ค่อยก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตบนโลกโดยก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในห้วงอวกาศใกล้โลก ซึ่งมีดาวเทียมโคจรอยู่เกือบ 11,000 ดวง ในจำนวนนี้เป็นของอินเดีย 136 ดวง

    “การแสดงออกที่งดงามที่สุดของ CME คือแสงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์กำลังเดินทางมายังโลก” ศาสตราจารย์ราเมช อธิบาย

    “แต่พวกมันยังสามารถทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดบนดาวเทียมทำงานผิดปกติ ทำลายระบบไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและดาวเทียมสื่อสาร”

    พายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คือ เหตุการณ์คาร์ริงตัน (Carrington Event) ในปี 1859 ซึ่งส่งผลให้สายโทรเลขทั่วโลกล่มลง

    เหตุการณ์ล่าสุดคือในปี 1989 เมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าของแคว้นควิเบก ประเทศแคนาดา ดับลงบางส่วน ทำให้ประชาชนกว่า 6 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิด ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลา 9 ชั่วโมง

    ในเดือน พ.ย. 2015 กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ได้รบกวนการควบคุมการจราจรทางอากาศของสวีเดน ส่งผลให้การเดินทางด้วยเครื่องบินของสวีเดนและสนามบินอื่น ๆ ในยุโรปเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายหลายชั่วโมง

    ในเดือน ก.พ. 2022 นาซารายงานว่า CME ส่งผลให้ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ 38 ดวงสูญหาย

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า หากเราสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโคโรนาของดวงอาทิตย์ และตรวจพบพายุสุริยะหรือการปลดปล่อยมวลโคโรนาได้แบบเรียลไทม์ บันทึกอุณหภูมิที่จุดกำเนิด และสังเกตวิถีโคจรของมัน สิ่งเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเพื่อปิดระบบไฟฟ้าและดาวเทียม และเคลื่อนย้ายพวกมันออกจากพื้นที่อันตรายได้

    The Moon passes in front of the Sun during a solar eclipse on April 08, 2024 in Martin Ohio. Millions of people have flocked to areas across North America that are in the

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, โคโรนาของดวงอาทิตย์จะมองเห็นได้เฉพาะช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจากโลกเท่านั้น

    มียานอวกาศลำอื่น ๆ ที่ทำภารกิจเพื่อเฝ้าสังเกตดวงอาทิตย์เช่นกัน ซึ่งรวมถึงหอสังเกตการณ์สุริยะและเฮลิโอสเฟียร์ที่นาซาและสำนักงานอวกาศยุโรป (European Space Agency – Esa) ส่งมาร่วมกันเฝ้าสังเกตโคโรนา ทว่าอาทิตยา-แอล 1 มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า

    “โคโรนากราฟ (coronagraph) ของอาทิตยา-แอล 1 มีขนาดที่พอดีจนเกือบจะเลียนแบบดวงจันทร์ได้ ครอบคลุมโฟโตสเฟียร์ (photosphere – ลูกไฟสีส้มขนาดใหญ่) ของดวงอาทิตย์ได้ทั้งหมด และทำให้สามารถมองเห็นโคโรนาได้เกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง” ศาสตราจารย์ราเมช ระบุ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง โคโรนากราฟทำหน้าที่เสมือนดวงจันทร์เทียม โดยบดบังพื้นผิวที่สว่างของดวงอาทิตย์เพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตโคโรนาชั้นนอกที่จางของดวงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดวงจันทร์จริงจะทำหน้าที่นี้ได้เฉพาะในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเท่านั้น

    ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นภารกิจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถศึกษาการปะทุในแสงที่มองเห็น ช่วยให้สามารถวัดอุณหภูมิและพลังงานความร้อนของ CME ได้ โดยนี่ถือเป็นเบาะแสสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า CME จะรุนแรงขนาดไหนหากมุ่งหน้ามายังโลก

    เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงที่มีกิจกรรมสุริยะสูงสุดในปีหน้า ไอไอเอได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อศึกษาข้อมูลที่รวบรวมมาจาก CME ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ยานอาทิตยา-แอล 1 เคยบันทึกไว้จนถึงขณะนี้

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า มันเกิดขึ้นเมื่อ 13 ก.ย. 2024 เวลา 00:30 น. GMT โดยมวลของมันคือ 270 ล้านตัน ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งที่ทำให้เรือไททานิกจมนั้นหนัก 1.5 ล้านตัน

    เมื่อเกิดการปะทุครั้งนั้น อุณหภูมิอยู่ที่ 1.8 ล้านองศาเซลเซียส และมีพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 2.2 ล้านเมกะตัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ มีพลังงาน 15 กิโลตัน และ 21 กิโลตัน ตามลำดับ

    ถึงแม้ตัวเลขจะฟังดูใหญ่โตมาก แต่ศาสตราจารย์ราเมชอธิบายว่านี่เป็นขนาด “กลาง”

    ดาวเคราะห์น้อยที่กวาดล้างไดโนเสาร์บนโลกมีพลังงาน 100 ล้านเมกะตัน และในระหว่างรอบกิจกรรมสูงสุดของดวงอาทิตย์ เขาชี้ว่าเราอาจเห็น CME ที่มีปริมาณพลังงานเท่ากับหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

    “ผมถือว่า CME ที่เราประเมินนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่มีกิจกรรมปกติ ซึ่งตอนนี้เป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เราจะใช้ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงช่วงที่มีกิจกรรมสูงสุด” เขากล่าว

    “บทเรียนจากเรื่องนี้จะช่วยให้เรากำหนดมาตรการรับมือเพื่อปกป้องดาวเทียมในอวกาศใกล้โลกได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจอวกาศใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ราเมช กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c33mz552npzo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Pik0bf4L9ISDbbPqCmIw

  • สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศรีอยุธยา) นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เข้ารับการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 (รายใหม่) ปีการศึกษา 2567 (กลุ่มที่ 2) และปีการศึกษา 2568 (กลุ่มที่ 1)

    โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สตูล และ สงขลา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังไม่มีที่เรียน หรือไม่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยสนับสนุนที่นั่งการศึกษาพร้อมให้ทุนค่าเล่าเรียน ในสาขาวิชาขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เพื่อสร้างอาชีพ และการมีงานทำในพื้นที่ตามศักยภาพของตนเองต่อไป

    ปภาภรณ์/ข่าว

    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118084/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07M3ziUbBWsCgRNml6y29t