Blog

  • กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    ซิกเว่ เบรกเก้ กรุ๊ปซีอีโอทรู นำทีมลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ติดตามสถานการณ์และเร่ง ฟื้นฟู 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ด้วยการมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมร่วม Big Cleaning และผนึก มูลนิธิกระจกเงา ช่วยเหลือชุมชน ย้ำความมุ่งมั่น ซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตฟรี ให้ลูกค้าทุกบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    จ.สงขลา 4 ธันวาคม 2568 – ในช่วงเวลาที่หาดใหญ่ต้องเผชิญ “ฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี” ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วม จนส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งภูมิภาค ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ล่าสุด นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์จริง และรับฟังความต้องการจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด และตอบโจทย์คำถามสำคัญว่า “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด”

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    สานน้ำใจ ฟื้นฟู 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี-ทรู จ.สงขลา

    ในวันที่มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วภาคใต้ “ภาคการศึกษา” ยังคงเป็นภารกิจที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรู มุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีในจ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานกับ ICT Talent และคนในพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลความเสียหาย และเมื่อพบว่าโรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ และโรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้แก่โรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    สานต่อความร่วมมือมูลนิธิกระจกเงา ช่วยเหลือชุมชนพี่น้องภาคใต้

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือชุมชนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ได้เข้าพบมูลนิธิกระจกเงา โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา พร้อมด้วยนายเอกลักษณ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย ณ ศูนย์ปฏิบัติการของมูลนิธิฯ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด รับฟังภาพรวมการทำงานในพื้นที่ ความท้าทายที่ยังต้องเร่งจัดการ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การหารือครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือก่อนหน้า ที่ทรูและมูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกันเชิญชวนพนักงานบริจาคพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จเต็ม 100% เสื้อผ้า ชุดชั้นใน และของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

    กำชับเน็ตเวิร์ค ตรวจสอบสัญญาณเต็มที่เพื่อลูกค้าคนสำคัญ

    ทรู ให้ความสำคัญกับการดูแลเครือข่ายสัญญาณในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้ทุกการประสานงานขอความช่วยเหลือและการเข้าถึงบริการฉุกเฉินเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นอกจากเฝ้าระวัง และบริหารจัดการเครือข่ายให้กลับมามีประสิทธิภาพแล้ว ผู้บริหารทรู ยังได้ลงตรวจสอบสัญญาณร่วมกับทีมเน็ตเวิร์คและเยี่ยมลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงย้ำภารกิจเชิงรุกของทีมช่างทรูออนไลน์ ในการซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์โมเด็มให้ฟรีโดยไม่ต้องรอแจ้งให้กับทุกบ้านอย่างเร็วที่สุด ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้พี่น้องชาวใต้กลับมาเชื่อมต่อโลกออนไลน์และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    เยียวยา – บิ๊กคลีนนิ่ง – เติมพลังใจให้เพื่อนพนักงานทรู

    ผู้บริหารทรู ยังได้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจเพื่อนพนักงานทั้งทีมเน็ตเวิร์คและทีมภาค ที่ทุ่มเททำงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย พร้อมเยี่ยมเพื่อนพนักงานทรู ณ ทรูช้อป เซ็นทรัล หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการให้บริการลูกค้า นอกจากนี้ ยังร่วมกิจกรรมจิตอาสา Big Cleaning ทำความสะอาดบ้านเรือน คืนสภาพที่อยู่อาศัยของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รับฟังปัญหาและความต้องการของพนักงานอย่างใกล้ชิด เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการลาฉุกเฉินโดยไม่หักวันลา การสนับสนุนค่าที่พักชั่วคราว เงินช่วยซ่อมบ้านและยานพาหนะ รวมถึงสวัสดิการและประกันสุขภาพเพิ่มเติม พร้อมมอบ “ถุงกำลังใจ” ส่งความห่วงใยให้แก่เพื่อนพนักงานทุกคน

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงยืนเคียงข้างพี่น้องชาวหาดใหญ่ในทุกก้าวของการฟื้นฟู พร้อมสนับสนุนในทุกมิติที่สามารถช่วยได้อย่างเต็มกำลัง ภารกิจของทรู จึงไม่ได้มีเพียงทำให้เครือข่ายพร้อมกลับมาใช้งาน แต่ยังมุ่งเน้นการช่วยเหลือชุมชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ที่เร่งส่งมอบสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้งาน ซ่อมแซมระบบอินเทอร์เน็ต และความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน ให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 18 แห่งผ่านความร่วมมือมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อให้คุณครูและนักเรียนสามารถกลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง รวมถึงความร่วมมือกับภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิกระจกเงา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร่วมกันฟื้นฟูและสร้างชุมชนให้กลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม และทรู จะยังคงทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนและชุมชน ให้ทุกคนและทุกพื้นที่สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทาย และเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/734542&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q22l5qdSh4_NuLeFFS7Xr

  • MOU ทางวิชาการและจัดตั้งสภานักวิชาการมุสลิมแห่งประเทศไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    MOU ทางวิชาการและจัดตั้งสภานักวิชาการมุสลิมแห่งประเทศไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111230&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GQ0wgyaUT3o3WbUTyi62m

  • มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ ประจำปี 2567-2568

    มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ ประจำปี 2567-2568

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีน ได้เผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2567-2568) อย่างเป็นทางการ รายงานฉบับนี้จัดทำโดยสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน เพื่อนำเสนอแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยวขาเข้าของมณฑลไห่หนานอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยอาศัยการดำเนินงานศุลกากรที่เป็นอิสระของมณฑลไห่หนานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    รายงานฉบับนี้มีความยาวกว่า 150,000 ตัวอักษร แบ่งเป็น 5 ส่วน รวมทั้งหมด 20 บท โดยนำเสนอบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวขาเข้าของมณฑลไห่หนาน ท่ามกลางพลวัตโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รายงานยังเปรียบเทียบไห่หนานกับเกาะชั้นนำทั่วโลก พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สร้างสรรค์ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับมหภาค การประชาสัมพันธ์ การวางตำแหน่งแบรนด์ ไปจนถึงการสนับสนุนภาคส่วนย่อยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากกว่า 10 ภาคส่วน

    เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานฉบับก่อนหน้านี้ รายงานประจำปี 2567-2568 ได้รับการยกระดับคุณภาพใน 4 ด้านสำคัญ ประการแรก รายงานฉบับนี้มีความสอดคล้องกับกรอบเวลาการดำเนินงานศุลกากรอิสระของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานในปี 2568 พร้อมสะท้อนผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อการท่องเที่ยวขาเข้า ประการที่สอง ขอบเขตการวิจัยได้รับการขยายให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งหมดของมณฑลไห่หนาน เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านและสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน ประการที่สาม รายงานได้เสริมการวิเคราะห์ในหมวดหมู่การท่องเที่ยวเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มมิติให้กับการศึกษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประการที่สี่ วิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวอิสระได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่กับการยกระดับเนื้อหาในบท “Digital Twin” ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

    จุดที่น่าสนใจคือ รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับวิธีการวิจัยแบบ “Digital Twin” ด้วยการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง ซึ่งคณะวิจัยระบุว่า แนวทางการสำรวจข้อมูลภาคสนามจากนักเดินทางแบบอิสระ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวขาเข้ามณฑลไห่หนานได้อย่างครบถ้วนและรอบด้านยิ่งขึ้น

    งานวิจัยฉบับนี้ครอบคลุมตลาดต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายภูมิภาค ได้แก่ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป โดยคณะวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วมณฑลไห่หนาน พร้อมดำเนินการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured interview) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 50 ราย จนได้บทสัมภาษณ์ความยาวกว่า 250,000 ตัวอักษร พร้อมทั้งรวบรวมแบบสอบถามหลายร้อยฉบับจากตลาดต้นทางนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญ ซึ่งช่วยเสริมความครบถ้วนและความน่าเชื่อถือของข้อมูลเชิงวิชาการในรายงานฉบับนี้

    บรรดาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเห็นพ้องว่า รายงานฉบับนี้ไม่เพียงสำรวจรากฐานการพัฒนาและความท้าทายสำคัญของภาคการท่องเที่ยวขาเข้ามณฑลไห่หนานอย่างเป็นระบบเท่านั้น หากยังต่อยอดข้อได้เปรียบเชิงสถาบันของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารระหว่างประเทศ รายงานฉบับนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้มณฑลไห่หนานสามารถคว้าโอกาสจากการดำเนินงานศุลกากรที่เป็นอิสระ พร้อมกับยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

    นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม มณฑลไห่หนานมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าและขาออกมากกว่า 2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้ มีชาวต่างชาติราว 430,000 คนเดินทางเข้ามายังไห่หนานภายใต้นโยบายยกเว้นวีซ่า คิดเป็น 88.9% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าทั้งหมด ส่งผลให้การเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่ากลายเป็นช่องทางหลักสำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การปรับปรุงนโยบายยกเว้นวีซ่าได้ทำให้พลเมืองจาก 86 ประเทศสามารถเดินทางเข้าไห่หนานได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะเดียวกัน มณฑลไห่หนานกำลังเร่งขยายการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศไปแล้วกว่า 70 เส้นทาง ทั้งนโยบายยกเว้นวีซ่าและการเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายังเกาะไห่หนานอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB30PRDKZCLVUK0T9PAFYLJJLJ51LMZ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GGMd6Dar3wvSkiWWLyVe5

  • ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน  ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

    ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

    สุขภาพ

    04 ธ.ค. 2025 เวลา 14:14 น.

    ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน  ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผย ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน 3 ระบบร่างกายกระทบมากสุด สัมผัสซ้ำๆเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด วอนเร่งแก้ที่ต้นเหตุ

    เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 นพ.ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี  กรมการแพทย์ กล่าวถึงผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ภาพรวมจากข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศมีผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 ของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 10,000,000 คน ยังไม่รวมผู้ที่เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิคเอกชน

    “ไม่ได้มีอาการหนักขนาด แต่ทำให้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก หากเทียบกับปี 2567 ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 12,000,000 คน ดังนั้น ปี 2568 ถือว่าลดลงนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ครบทั้งปีจึงเทียบได้ยาก ส่วนปี 2566 มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 11,000,000 คนส่วนปี 2565 มีผู้ได้รับผลกระทบ 10,000,000 คน”นพ.ศุภกรกล่าว

    นพ.ศุภกร กล่าวอีกว่า จากข้อมูลคนไข้และการศึกษาวิจัย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ แยกย่อยเป็นหลอดลมอักเสบ เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืด รองลงมากลุ่มโรคผิวหนัง ผื่นคัน และระบบตา ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ ทั้งนี้ กรณีกลุ่มโรคทางเดินหายใจถ้าเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วก็ต้องบอกว่ามีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  โดยเฉพาะคนที่เป็น หอบหืด หรือปอดอุดกั้นเรื้อรังเพียงแต่อาจจะไม่ได้มีจำนวนที่นับเฉพาะในขณะที่มีอาการรุนแรง เพราะตัวเลขที่รายงานเข้ามาเป็นสถิติของประเทศทั้งอาการเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง

    “คนที่มีเลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือดในช่วงฤดูฝุ่น PM 2.5  มีทั้งที่เกิดจาก PM 2.5 จริงๆ และเกิดจากอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับ PM 2.5 แต่ถ้าถามว่า PM 2.5  ทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้หรือไม่ก็ต้องตอบว่าเกิดได้ ซึ่งอาการเลือดกำเดาไหลอาจจะอยู่ระดับปานกลาง ส่วนความรุนแรง เช่น หอบเหนื่อยในคนที่เป็นหอบหืดอยู่แล้ว หรือเป็นปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่ แล้วถูกกระตุ้นด้วย PM 2.5 ก็มีโอกาสที่จะเป็นหนักถึงขั้นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนป่วย เพียงแต่จำนวนเคสไม่ได้มีการนับไว้อย่างชัดเจน”นพ.ศุภกรกล่าว   

    นพ.ศุภกร กล่าวอีกว่า การสัมผัส PM 2.5 ซ้ำๆจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงเช่น โรคมะเร็งปอด อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามะเร็งปอดนั้นพิสูจน์ได้ยาก ว่าเป็นเพราะพีเอ็ม 2.5 หรือไม่ เพราะไม่มีแลบที่ตรวจได้เป็นการเฉพาะว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ เพียงแต่ ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าพีเอ็ม 2.5 ยิ่งมีปริมาณมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น ยิ่งมีการสัมผัสในระยะยาวก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมะเร็งปอดมากยิ่งขึ้น แต่สัมผัสนานแค่ไหนถึงจะเกิดโรคนั้นข้อมูลไม่ได้มีบอกเอาไว้ชัดเจน แต่ยิ่งสัมผัสหลายปีก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น

    นพ.ศุภกร กล่าวด้วยว่า หากจะแก้ปัญหาระยะยาว ต้องแก้ที่ต้นเหตุของการเกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับปัญหาเศรษฐกิจด้วย เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เมื่อเทียบกับช่วงโควิดที่มีการปิดเมือง ใช้รถน้อย ผลคือ PM 2.5 ลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น ก็ต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาการเผาทางการเกษตรรัฐบาลก็ต้องมีนโยบายสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนจากการเผาเป็นการทำอย่างอื่น

    ส่วนคำแนะนำประชาชน ถ้าเป็นไปได้ขอให้หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงที่ ฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น ถ้าจะออกจากบ้านก็ขอให้เช็คค่าฝุ่นก่อน ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านก็ขอให้ป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ถ้าจะให้ดีที่สุดคือชนิด N95 และขอให้สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพราะคนที่มาสัมผัสที่ตัวก็มีโอกาสทำให้เกิดผิวหนังผื่นอักเสบได้ เมื่อกลับบ้านมาก็ขอให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

    ส่วนสิ่งที่สามารถปรับแผนไม่ต้องออกนอกบ้านแล้วหันมาทำในบ้านแทนได้ก็ขอให้ทำ เช่น การออกกำลังกายจากที่เคยไปออกไปวิ่งกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเข้าฟิตเนสแทน และหากสงสัยว่าจะได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการทางเดินหายใจเป็นหลัก หรืออาการทางผิวหนัง หรือทางตาก็สามารถมาพบแพทย์ ซึ่งสามารถพบผ่านคลินิกมลพิษออนไลน์ หรือพบแพทย์ที่คลินิกมลพิษใกล้บ้านได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1210622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JRxLCX41EGdFXfbp2IiqD

  • เยียวยาซัมซุงจอขึ้นเส้นล่าช้า ผู้ร้อง 60% ยังไม่ได้สิทธิ กระตุ้นบริษัทชี้แจง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เยียวยาซัมซุงจอขึ้นเส้นล่าช้า ผู้ร้อง 60% ยังไม่ได้สิทธิ กระตุ้นบริษัทชี้แจง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สถิติติดตามผลการเยียวยาผู้บริโภคประสบปัญหาซัมซุงจอขึ้นเส้นกว่า 6,000 ราย สะท้อนปัญหาการเยียวยาที่ยังล่าช้า ผู้ร้องยังไม่ได้รับสิทธิกว่า 60% สภาผู้บริโภค เร่งให้บริษัทชี้แจงข้อมูลตามกำหนด เพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นเร็วที่สุด

    สภาผู้บริโภค ได้ติดตามผลการเยียวยาผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์มือถือซัมซุงและประสบปัญหาจอขึ้นเส้นแนวตั้ง 11 รุ่น ประกอบด้วย Note 20 / Note 20 5G / Note 20 Ultra / Note 20 Ultra 5G / S20 Plus / S20 Ultra / S21 FE / S21 Ultra / S22 / S22 Plus / S22 Ultra จาก บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด โดยสภาผู้บริโภค ได้มีการส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อติดตามสถานะล่าสุดของผู้ร้องรวมทั้งสิ้น 6,078 ราย พบว่ามีผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งบริษัทซัมซุงควรดำเนินการชี้แจงเพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างครบถ้วน

    โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ดำเนินการส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อติดตามสถานะของผู้บริโภคที่เข้ามาร้องเรียนปัญหาการใช้โทรศัพท์มือถือซัมซุง 11 รุ่นและจอขึ้นเส้นแนวตั้ง จำนวนกว่า 6,078 ราย โดยสถิติการติดตามผลการเยียวยาผู้บริโภค พบว่า ยังมีผู้บริโภคจำนวนมาก คิดเป็น 60% ของผู้ตอบกลับยังไม่ได้รับการเยียวยา สะท้อนความจำเป็นที่ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ต้องเร่งชี้แจงข้อมูลและทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อเร่งการเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยรวมให้เร็วที่สุด

    สำหรับการส่งข้อความเพื่อติดตามผลการเยียวยานั้น ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยแบ่งผู้บริโภคออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก ผู้ขอรับเงินค่าซ่อมคืน (TCC1) ซึ่งมีผู้บริโภคตอบกลับว่าได้รับค่าซ่อมคืนแล้วคิดเป็นประมาณ 45% และยังไม่ได้รับค่าซ่อมคืนประมาณ 55% ส่วนกลุ่มที่สอง คือผู้ขอรับการเยียวยา 3 ทางเลือก (TCC2) ซึ่งมีผู้บริโภคตอบกลับว่าได้รับการเยียวยาประมาณ 34% และยังไม่ได้รับการเยียวยาประมาณ 66%

    ทั้งนี้เมื่อรวมผลการตอบกลับทั้งสองกลุ่มเฉพาะเฉพาะผู้ที่ตอบกลับ พบว่ามีผู้ได้รับการเยียวยาประมาณ 40% ขณะที่ผู้ยังไม่ได้รับการเยียวยาสูงถึงประมาณ 60%

    โสภณ กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงข้อน่ากังวลที่อาจมีผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่ได้รับสิทธิการเยียวยาตามที่ควรได้รับจากปัญหาจอขึ้นเส้นแนวตั้ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทซัมซุงต้องเร่งส่งข้อมูลตามที่สภาผู้บริโภคได้เสนอไป เพื่อให้กระบวนการติดตามผลเป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดผลดีต่อผู้บริโภคทุกคน

    “ตัวเลขนี้สะท้อนความเสี่ยงว่าผู้บริโภคจำนวนมากอาจยังไม่ได้รับการเยียวยา จึงจำเป็นต้องให้บริษัทซัมซุงเร่งส่งข้อมูลให้อย่างครบถ้วน เพื่อให้สภาผู้บริโภคสามารถร่วมแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ร้องเรียนได้อย่างครบถ้วน รวมถึงเพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด” นายโสภณกล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อให้การเยียวยาผู้บริโภคเป็นไปอย่างรวดเร็ว สภาผู้บริโภคได้หารือร่วมกับบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อรายงานปัญหาของผู้บริโภคจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา และเร่งรัดให้ซัมซุงดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว พร้อมทั้งร้องขอข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับการเยียวยาภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และนัดประชุมติดตามความคืบหน้าในวันที่ 18 ธันวาคม 2568

    ในวันประชุม 24 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภคได้แจ้งให้ผู้แทนบริษัทแสดงหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันสิทธิในการเข้าร่วมเจรจาตามขั้นตอน แต่ผู้แทนบริษัทชี้แจงว่าในอดีตเคยเข้าร่วมประชุมหลายครั้งในฐานะทนายความและไม่เคยถูกขอเอกสารดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าบริษัทไม่มีเจตนาปฏิเสธการเยียวยาผู้ร้อง และบางประเด็นจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีหรือเสนอฝ่ายบริหารในเชิงนโยบาย

    ภายหลังจากนั้น ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 บริษัทแจ้งว่ายังไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมที่สภาผู้บริโภคกำหนดไว้เดิมในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ได้ สภาผู้บริโภคจึงย้ำว่าการเลื่อนดังกล่าวส่งผลต่อกรอบเวลาเยียวยาที่ทั้งสองฝ่ายรับทราบร่วมกัน และยังคงขอให้บริษัทส่งข้อมูลที่ร้องขอภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตามเดิม รวมถึงให้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พร้อมแจ้งรายชื่อผู้แทนและแนบเอกสารแต่งตั้งหรือมอบอำนาจล่วงหน้าเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเป็นทางการและตรวจสอบได้

    นายโสภณ กล่าวปิดท้ายว่า สถานการณ์ข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้สะท้อนชัดเจนว่าการเยียวยายังไม่แล้วเสร็จและยังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่รอการแก้ไขปัญหาสภาผู้บริโภคจะเดินหน้าเร่งรัดทุกขั้นตอนประสานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นจริงครบถ้วนและไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคถูกละเลยจากปัญหาดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/samsung-screen-line-defect-over-60-still-uncompensated-remedies-delayed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bYHdp28mMzJq5gdb_6FuE

  • อาสาสมัครกาชาดร่วมคัดแยกสิ่งของบริจาค เตรียมส่งต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา

    อาสาสมัครกาชาดร่วมคัดแยกสิ่งของบริจาค เตรียมส่งต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา

    อาสาสมัครกาชาดร่วมคัดแยกสิ่งของบริจาค เตรียมส่งต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา


    4/12/2568 | 85 |

    วันที่ 4 ธันวาคม 2568 อาสาสมัครสภากาชาดไทยร่วมแรงร่วมใจคัดแยกสิ่งของอุปโภคบริโภคที่ได้รับบริจาคจากประชาชน เพื่อเตรียมจัดส่งให้ผู้พิการทางสายตาในโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากล จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

    ภารกิจดังกล่าวจัดขึ้น ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยมีอาสาสมัครหลายภาคส่วนร่วมปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความเสียสละและความร่วมมือของคนไทยในการช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ

    สภากาชาดไทยยังคงเดินหน้ารับบริจาคและส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/451101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EtznM4br6A8EBCLcjh-xK

  • “นายกฯ อนุทิน” ถามกลับ “ใครบอก” จัดซีเกมส์แย่กว่าเขมร หลังเจอดราม่าถล่มยับ

    “นายกฯ อนุทิน” ถามกลับ “ใครบอก” จัดซีเกมส์แย่กว่าเขมร หลังเจอดราม่าถล่มยับ

    “นายกฯ อนุทิน” ถามกลับ “ใครบอก” จัดซีเกมส์แย่กว่าเขมร หลังเจอดราม่าถล่มยับ

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดราม่าความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ว่าให้ไปถามนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

    เมื่อถามว่ามีการมองว่ากระทบภาพลักษณ์ประเทศ นายกฯ กล่าวว่า วันที่ 9 ธ.ค.นี้ ก็จะมีพิธีเปิดการแข่งขัน และตนจะไปเข้าร่วม เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เมื่อถามอีกว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าจัดแย่กว่ากัมพูชา นายกฯ ย้อนถามว่า “ใครบอก มันยังไม่เกิด”

    เมื่อถามย้ำว่า มีการด้อยค่าการทำโปสเตอร์ซีเกมส์ด้วยเอไอ มีความเห็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ การแข่งขันซีเกมส์ตอนตนเข้ามาการแข่งขันยิ่งกว่านี้ 

    เมื่อถามต่อว่ามีการตั้งคำถามถึงงบประมาณ นายกฯ กล่าวว่า มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เข้ามาก็ต้องเร่งตรงนี้อย่างเต็มที่ ก็รู้ปัญหาถึงได้เร่ง ร.อ.ธรรมนัส ก็ไปทำงานหัวปั่นไปหมด ไปแก้ไขสถานการณ์หลายๆ เรื่อง สำหรับตนในส่วนที่เกี่ยวข้องก็คือที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จัดไม่ได้ ก็ต้องเร่งให้มีการจัดสถานที่ให้มีการแข่งขัน ให้มีที่พักนักกีฬา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ดำเนินการเรื่องนี้อยู่  เมื่อถามอีกว่าต้องวัด KPI รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทันวัดเดี๋ยวก็ยุบสภาแล้ว

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142547&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DCeg25qRFAQvNVb1WUloH

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ม.หอการค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. 68 ดีขึ้นระดับ 53.2 ติดตามผลกระทบ “สัญญาณยุบสภา”

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ม.หอการค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. 68 ดีขึ้นระดับ 53.2 ติดตามผลกระทบ “สัญญาณยุบสภา”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U_g8Q58FFfPUNv7LaXpJA

  • ดาวโจนส์ร่วง กังวลเศรษฐกิจสหรัฐซบ หลังจ้างงานวูบ

    ดาวโจนส์ร่วง กังวลเศรษฐกิจสหรัฐซบ หลังจ้างงานวูบ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ธ.ค. 68)

    ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงในวันนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขการปลดพนักงานจำนวนมากในภาคเอกชนสหรัฐ ซึ่งแม้นักลงทุนบางส่วนมองว่าจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า แต่ก็สะท้อนถึงตลาดแรงงานและเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ

    ณ เวลา 21.53 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลบ 88.35 จุด หรือ 0.18% สู่ระดับ 47,794.55 จุด

    ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 9-10 ธ.ค. ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของเฟดในปีนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในการประชุมรอบนี้

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89.2% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 10 ธ.ค. และให้น้ำหนัก 10.8% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00%

    ทั้งนี้ ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนสหรัฐลดการจ้างงาน 32,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน โดยธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ภาวะการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 40,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 47,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม

    นอกจากนี้ Challenger, Gray & Christmas ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงาน เปิดเผยว่า การประกาศเลิกจ้างพนักงานของภาคเอกชนในสหรัฐพุ่งทะลุ 1 ล้านตำแหน่งนับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างของบริษัทเอกชน, การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ

    Challenger เปิดเผยว่า ภาคเอกชนประกาศเลิกจ้างพนักงาน 71,321 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน แม้ลดลงจากจำนวน 153,074 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดของเดือนตุลาคมในรอบ 22 ปี แต่ส่งผลให้ยอดรวมตั้งแต่ต้นปี 2568 พุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.17 ล้านตำแหน่ง โดยสูงกว่าช่วง 11 เดือนแรกของปีที่แล้วถึง 54% และเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

    ทั้งนี้ Verizon ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสื่อสารของสหรัฐ ประกาศปลดพนักงานมากกว่า 13,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับการผลักดันจากนวัตกรรม AI ประกาศลดพนักงาน 12,377 ตำแหน่งในเดือนดังกล่าว ส่งผลให้ยอดรวมการปลดพนักงานตั้งแต่ต้นปี 2568 ของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่การปลดพนักงานโดยอ้างสาเหตุจาก AI มีจำนวนมากถึง 54,694 ตำแหน่งในปีนี้

    นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของการปลดพนักงานกว่า 2,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน และเกือบ 8,000 ตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี ส่วนสาเหตุที่ถูกอ้างมากที่สุดสำหรับเดือนพฤศจิกายนคือการปรับโครงสร้างบริษัท ตามด้วยการปิดกิจการ และสภาวะตลาด หรือเศรษฐกิจ

    ‘แผนการเลิกจ้างพนักงานมีจำนวนลดลงในเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณในเชิงบวก อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเลิกจ้างมากกว่า 70,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนเคยเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ปี 2551 คือในปี 2551 และปี 2565’ แอนดี ชาลเลนเจอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานที่ทำงานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ Challenger, Gray & Christmas กล่าว

    นอกจากนี้ แนวโน้มการจ้างงานในปีนี้ก็ซบเซาเช่นกัน โดยรายงานของ Challenger ระบุว่า นายจ้างประกาศการจ้างงาน 497,151 ตำแหน่ง ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปี 2567

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตามาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ หลังจากนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสามารถเดินหน้าจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลฎีกาจะออกมาอย่างไรก็ตาม

    ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีที่ว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ในการบังคับใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

    นายเบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลสามารถใช้อำนาจในหลายมาตราตามกฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางในการจัดการประเด็นภาษีนำเข้า

    ‘เราสามารถสร้างโครงสร้างภาษีศุลกากรแบบเดิมด้วยมาตรา 301, 232 และ 122’ นายเบสเซนต์กล่าวบนเวทีในงาน New York Times DealBook Summit เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.)

    ต่อคำถามที่ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างถาวรหรือไม่ นายเบสเซนต์ตอบว่า ‘ถาวร’

    แม้มาตรา 122 ให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีได้เพียง 150 วัน แต่มาตรา 301 และ 232 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด

    นอกจากนี้ นายเบสเซนต์ยังอ้างถึงกฎหมาย IEEPA ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีอย่างกว้างขวางแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ แม้ว่าการใช้กฎหมายนี้จะเป็นประเด็นที่ศาลฎีกากำลังตรวจสอบอยู่ก็ตาม

    นายเบสเซนต์ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐในการใช้มาตรการภาษีศุลกากร

    ‘เพราะการบังคับใช้ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล ทำให้จีนเริ่มใช้ความพยายามอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการลักลอบนำเข้ายาเสพติดชนิดนี้เข้าสู่สหรัฐ’

    นายเบสเซนต์กล่าวว่า เขายังคงเชื่อว่าสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะชนะคดีในชั้นศาลฎีกา

    ส่วนในประเด็นอื่นนั้น นายเบสเซนต์หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับผู้ที่ปธน.ทรัมป์จะเลือกมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไป และกล่าวถึงอำนาจจำกัดของประธานเฟดในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย

    ‘สิ่งสำคัญคือ เฟดเป็นคณะกรรมการ และยังมีผู้ลงคะแนนเสียงจากธนาคารกลางในภูมิภาคอื่น ๆ ประธานเฟดมีอำนาจในการเริ่มประเด็นและชี้นำการอภิปราย แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาหรือเธอมีคะแนนเสียงเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้น’

    ก่อนหน้านี้ นายเบสเซนต์กล่าวว่า เขาคิดว่าปธน.ทรัมป์อาจตัดสินใจเลือกประธานเฟดคนใหม่ก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่ล่าสุด ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาอาจตัดสินใจประเด็นดังกล่าวในช่วงต้นปี 2569

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB30IQ2AXKYN726ZTY3HW35F0DVV3PY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d8yG7lW413lzpwdQkSgxg

  • ไต้หวันแนะจีนเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจตัวเองแทนการมุ่งเป้าขยายดินแดน : อินโฟเควสท์

    ไต้หวันแนะจีนเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจตัวเองแทนการมุ่งเป้าขยายดินแดน : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวันให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์ส โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ควรหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มากกว่าการผลักดันแนวคิดการขยายดินแดน ขณะเดียวกันเขายังกล่าวว่าไต้หวันมีความพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อช่วยจัดการความท้าทายทางเศรษฐกิจของจีน แม้ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    ก่อนหน้านี้ จีนได้เพิ่มแรงกดดันทั้งทางการทหารและการเมืองต่อไต้หวัน โดยรัฐบาลปักกิ่งยังคงยืนยันว่าเกาะไต้หวันเป็นดินแดนของตน ส่วนรัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยไล่ระบุในการสนทนาบนเวที DealBook Summit ของนิวยอร์กไทม์สว่า ไต้หวันมีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตถึง 7.37% ในปี 2568 ขณะที่บรรดาสถาบันการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตเพียงเล็กน้อยเหนือระดับ 4%

    สำนักงานสถิติของไต้หวันระบุว่า เศรษฐกิจไต้หวันที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหลักกำลังจะเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 15 ปี จากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น

    ด้านสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำไต้หวันในครั้งนี้ ขณะที่ข้อมูลของสถาบันต่าง ๆ อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), ธนาคารโลก, โกลด์แมน แซคส์ และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนในปี 2568 จะเติบโตอยู่ระหว่าง 4.5% ถึง 5% โดยภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในทิศทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ราว 5% จากแรงสนับสนุนของภาครัฐและการส่งออกที่ฟื้นตัว แม้ความกังวลเรื่องภาษีสหรัฐฯ อาจกดดันเพิ่มขึ้นก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม จีนยังต้องรับมือกับปัญหาความไม่สมดุลภายในประเทศ เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวรวดเร็วกว่าความต้องการบริโภค ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าภาวะเงินฝืดอาจยังคงดำเนินต่อไปในปีหน้า แม้รัฐบาลจะพยายามลดกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาแล้วก็ตาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551274&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-CGm5s6V-qZtauK6nlYAo