Blog

  • กทพ.เร่งเครื่อง ’ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ วงเงิน 5.5 หมื่นล้าน

    กทพ.เร่งเครื่อง ’ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ วงเงิน 5.5 หมื่นล้าน

    การทางพิเศษ‘ จับมือ 3 หน่วยงาน เร่งเครื่อง ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ หนุนทางเลือกเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ สั่งอัปเกรดรันเวย์สนามบิน พร้อมเดินหน้าระบบสาธารณูปโภคครบวงจร คาดเปิดให้บริการปี71

    20 ธ.ค. 2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) การดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ทั้งนี้โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางคมนาคมที่จะช่วย ยกระดับการเดินทาง และส่งเสริม การท่องเที่ยวของเกาะสมุยเท่านั้นขณะเดียวกันยังเป็นโครงการที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยการเปิดพื้นที่ให้เป็นโครงข่ายหลักในการ ติดตั้งระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นของชาติ

    ทั้งนี้ การทางพิเศษฯได้ร่วมมือกับ3 หน่วยงาน ในการรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ระหว่าง กทพ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกและเสริมความมั่นคงด้านพื้นฐานให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุยนี้มีระยะทางรวมประมาณ 37 กิโลเมตร(กม.) วงเงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาทโดยจะเป็นเส้นทางยกระดับข้ามทะเลที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอดอนสัก ไปสิ้นสุดที่อำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช

    สำหรับความโดดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นเส้นทางคมนาคมที่ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกเกาะได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของเรือเฟอร์รี่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นสะพานแห่งความมั่นคง โดยจะมีการวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่อส่งน้ำประปา สายไฟฟ้าแรงสูง และโครงข่ายโทรคมนาคมไปพร้อมกับตัวสะพาน เพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุทางทะเลที่มักเกิดขึ้นกับระบบเคเบิลใต้น้ำในอดีต

    ทั้งนี้ ในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โครงการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งสำคัญในการกระจายรายได้ ไม่เพียงแต่บนเกาะสมุย เกาะพะงัน หรือเกาะเต่าเท่านั้น แต่จะส่งผลบวกอย่างมากต่อพื้นที่บนฝั่งอย่างอำเภอขนอมและอำเภอสิชล ซึ่งคาดว่าจะมีการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจโรงแรมและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะได้สะดวกยิ่งขึ้น

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่าได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะเชิงรุก 3 ประเด็นหลัก คือ หนึ่ง การวางแผนจัดการจราจรบนเกาะสมุยล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแออัดเหมือนกรณีของเกาะภูเก็ต สอง การกำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดในช่วงมรสุมที่อาจต้องมีการปิดการจราจรหากสภาพอากาศรุนแรง และสาม การเร่งพัฒนาสนามบินนครศรีธรรมราชและสนามบินสุราษฎร์ธานีให้มมีการขยายรันเวย์ยาวขึ้นเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่จากต่างประเทศลงจอดได้ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสมุยและสร้างโครงข่ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

    ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมถาวรเชื่อมเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ด้วยโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    มีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในมิติของความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของระบบคมนาคมและสาธารณูปโภค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยผลจากการทำประชาพิจารณ์พบว่าประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้สูงถึงกว่า 90%

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กทพ.เตรียมจัดประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลการศึกษาในช่วงเดือนม.ค. 2569 พร้อมจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ภายในปี 2569 คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2570 ก่อนเปิดประมูลในปี 2571 คาดว่าจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Net cost) เนื่องจากต้นทุนค่าก่อสร้างแพง ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปี 2572 และเปิดให้บริการปี 2576 ขณะที่การจัดเก็บค่าผ่านทางของโครงการทางด่วนเชื่อมสมุย เบื้องต้นกทพ.ประเมินว่าค่าผ่านทางขาไป 1,000 บาทและขากลับ 1,000 บาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/918761/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fjkGECE9WCOVqmBrUBTxN

  • ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ธุรกิจ

    20 ธ.ค. 2025 เวลา 10:00 น.

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ‘ททท.’ เดินหน้า ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ตรงกับช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หลัง ‘อนุทิน’ ยุบสภา พร้อมเสนอมาตรการค้างท่อกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศแก่รัฐบาลใหม่

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งยุบสภาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2568 แต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงต้องเดินหน้าต่อเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศต่อ ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นเครื่องยนต์ทำรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย มีซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงรายใหญ่จำนวนมาก ทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชน และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้สามารถสร้างแรงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง 

    ส่วนโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง และโครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights แจกตั๋วบินฟรีไป-กลับในประเทศแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินเส้นทางระหว่างประเทศเข้าไทย ทาง ททท.พร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา เพราะเป็นเสียงสะท้อนความต้องการจากผู้ประกอบการ

    “ช่วงเลือกตั้งในไตรมาส 1 ปี 2569 ตรงกับไฮซีซัน คนไทยน่าจะยังเดินทางท่องเที่ยวกันตามปกติ ไม่ได้ชะลอการเดินทางแต่อย่างใด โดย ททท. เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์เคานต์ดาวน์ รวมถึงแคมเปญใหญ่อื่นๆ ในปีหน้า เช่น แคมเปญ จงไท่อี้เจียซิน (จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน) ส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนด้วยการจัดเมกะแฟมทริปครั้งใหญ่ในเดือน ม.ค. ต่อเนื่องด้วยการจัดงานเทศกาลตรุษจีนเดือน ก.พ. และจะมีการจัดโรดโชว์ครั้งใหญ่ที่นครเซี่ยงไฮ้ในเดือน มี.ค. ก่อนเข้าสู่เดือน เม.ย.ที่มีไฮไลต์สำคัญอย่างงานเทศกาลสงกรานต์

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีทั้งคนไทยเที่ยวในประเทศและชาวต่างชาติเที่ยวไทยคึกคัก สำหรับตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก ล่าสุดมีจำนวนสะสมทะลุ 10 ล้านคน ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าสิ้นปี 2568 น่าจะได้มากถึง 11 ล้านคน ตลาดหลักคือสหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐ ที่มีการเดินทางเกิน 1 ล้านคนแล้ว ขณะเดียวกันตลาดอินเดียคาดว่าจะแตะ 2.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.3 ล้านคน นอกจากนี้ตลาดเกิดใหม่อย่างโปแลนด์ มีการเติบโตสูงเกือบ 40% จนติด 10 อันดับแรกของตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด และนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อคนสูงมาก

    สำหรับสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ผลกระทบล่าสุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อเดือน ก.ค. 2568 นักท่องเที่ยวกัมพูชาเดินทางเข้าไทยลดลง 40% ต่อเนื่องเป็นลดลง 60% แม้ภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวข้ามชายแดนจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงกังวลอยู่ บริเวณแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น เกาะกูด เกาะช้าง เกาะหมาก และ อ.เมืองตราด พบยอดจองลดลงอย่างมากเกิน 50%

    “ได้รับรายงานจาก ททท.สำนักงานตราดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เขาพำนักและท่องเที่ยวใน จ.ตราด ไม่ได้รีบเช็กเอาต์ออก รอให้เหตุปะทะสงบลงก่อนแล้วถึงกลับ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใหม่ แม้ไม่ได้ยกเลิก แต่ก็ชะลอการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เช่นเดียวกับพื้นที่ใน จ.จันทบุรี และ จ.บุรีรัมย์ ที่นักท่องเที่ยวเลือกชะลอการเดินทาง แน่นอนว่าตรงตะเข็บชายแดนมียอดยกเลิกการเดินทาง ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างประเมินเพิ่มเติม เพราะต้องประเมินตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อกลางปีจนถึงสิ้นปีนี้”

    “ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ในประเทศ ททท.ได้มีการสื่อสารอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ไหนที่แนะนำให้หลีกเลี่ยง แต่นอกนั้นไม่ได้มีการกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศไทยเลย” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1213034&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zb2wc72Ui_L0SD9rKItSq

  • เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    ภูมิภาค

    เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศที่อำเภอด่านซ้ายกลับมาหนาวแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆจุดคึกคัก เป็นอย่างมากก่อนปีใหม่ ลมหนาวมาเยือน ทะเลหมอกจึงเป็นที่หมายตาของกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่จะต้องตามล่าหา เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพที่สวยและประทับใจ ฟิน ตามที่ใจต้องการ 
        
    ภูอีเลิศเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดอันซีน ของจังหวัดเลย ภูอีเลิศอยู่ที่ตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกสุดปัง ที่ใครๆมากี่ครั้ง ก็สามารถชมทะเลหมอกสองแผ่นดิน ระหว่างไทย-ลาว ได้ตลอดทั้งปี และสามารถสัมผัสแบบฟิน ได้ ในช่วงหนาวนี้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องไป สักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะต้องมาที่ภูอีเลิศ ที่มีความสูงถึง 620 เมตร จากระดับน้ำทะเล ท่ามกลางวิวภูเขาฟินๆ ในช่วงนนี้นักท่องเที่ยวนิยมไปพักแรมและสัมผัสทะเลหมอก  

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้(หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้.- อ.เมืองเลย 15.9 , อ.วังสะพุง 16.0 , อ.ด่านซ้าย 15.0, อ.เชียงคาน 17.0 , อ.ท่าลี่ 16.0 , อ.ภูกระดึง 15.9 , อ.ภูเรือ 14.0 ,อ.นาแห้ว 13.0 , อ.ปากชม 16.0 , อ.นาด้วง 16.0 , อ.ภูหลวง 17.0, อ.ผาขาว 15.0 , อ.เอราวัณ 17.0 ,อ.หนองหิน 14.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 9.5 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ 11.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 8.0 , ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 10.0 , อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 12.0 ซํ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DyHEQkPSu0ggT9KZMr2O_

  • เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    สถานการณ์ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตระหนกและคำถามมากมายให้กับสาธารณชน ภาพข่าวการปะทะและการตอบโต้ทางทหารอาจทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าสถานการณ์ดังกล่าวคือการแย่งชิงดินแดนรูปแบบเดิม 

    แต่หากพิจารณาลึกลงไปในยุทธวิธีและเป้าหมาย กลับพบว่า “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” คือการต่อสู้รูปแบบใหม่ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงปลอดภัยจากขบวนการต้มตุ๋นระดับโลก

    จากสมรภูมิชายแดน สู่ภารกิจทลายรัง

    จากสมรภูมิชายแดน สู่ภารกิจทลายรัง “แก๊งสแกมเมอร์”

    สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้ คือการเปลี่ยนเป้าหมายทางยุทธวิธีของกองทัพไทย จากการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอาคารพลเรือน เช่น กาสิโน โรงแรม และรีสอร์ตหรูในฝั่งกัมพูชา อย่างน้อย 6 แห่ง

    รายงานข่าวกรองระบุตรงกันว่า สถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นฉากหน้าของ แก๊งสแกมเมอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ภายในอาคารถูกดัดแปลงเป็นศูนย์บัญชาการรบ ห้องควบคุมโดรน และคลังอาวุธ

    กองทัพไทยจึงนิยามปฏิบัติการนี้ว่าเป็น “สงครามไฮบริด” (Hybrid War) ที่มุ่งตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายฐานปฏิบัติการของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยอ้างความชอบธรรมว่าอาคารเหล่านี้ถูกดัดแปลงใช้ในทางทหาร ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติเรื่องการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

    ท่าที “มหาอำนาจ” สหรัฐฯ-จีน ไม่ได้ห้าม…แถมยังแอบ ‘ให้ไฟเขียว’

    ตามปกติแล้ว มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนมักจะออกมาเรียกร้องให้หยุดยิงทันทีเมื่อเกิด ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ครั้งนี้กลับเกิดปรากฏการณ์ความเงียบที่ผิดไปจากปกติ 

    Bloomberg วิเคราะห์ว่า ท่าทีของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนการ “ให้ไฟเขียวโดยปริยาย” (Tacit Green Light) เนื่องจากเป้าหมายที่ถูกโจมตีมีความเชื่อมโยงกับ “ตรี เพียบ” (Try Pheap) นายทุนใหญ่ผู้ใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ในข้อหาทุจริตและพัวพันกับเครือข่ายอาชญากรรม

    ขณะเดียวกัน จีนก็แสดงจุดยืนสนับสนุนการ ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ของไทยอย่างเปิดเผย เพราะชาวจีนตกเป็นเหยื่อรายใหญ่ของขบวนการนี้ 

    การที่ไทยลุกขึ้นมาจัดการกวาดล้างจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองมหาอำนาจ

    เบื้องหลังปฏิบัติการกวาดล้าง 'ทุนสีเทา-สแกมเมอร์'

    ‘Scambodia’ ทุบเศรษฐกิจ พ่นพิษใส่ Trip.com

    ผลกระทบจากภาพลักษณ์ด้านลบที่กัมพูชาถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรม หรือ ‘Scambodia’ ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ Trip.com แพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก ที่ต้องประกาศระงับข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา หลังเซ็นสัญญาได้เพียง 16 วัน (1 ธันวาคม 2568)

    สาเหตุหลักเกิดจากกระแสต่อต้านของผู้ใช้งานชาวจีนและไทย ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล จนนำไปสู่การคว่ำบาตรแอปพลิเคชัน สะท้อนให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อ แก๊งสแกมเมอร์ มีอิทธิพลเหนือข้อตกลงทางธุรกิจ และสร้างความเสียหายได้โดยไม่ต้องรอมาตรการจากรัฐ

    ในเวทีระหว่างประเทศ ไทยได้แสดงบทบาทนำอย่างแข็งขัน โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “International Conference on The Global Partnership Against Online Scams” ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในเวทีนานาชาติ โดยมีผู้แทนจากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วม

    สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันของประชาคมโลกต่อปัญหานี้ แต่เป็นที่ “น่าเสียดาย” ที่กัมพูชาไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม

    เมื่อไร้ซึ่งวี่แววของการปรากฏตัว ส่งผลให้กัมพูชาต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตอย่างหนัก และยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ของกัมพูชาในเวทีโลกให้ติดลบลงไปอีก

    ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    จีนเหยียบเรือสองแคม สมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา

    จีนดำเนินนโยบายที่ซับซ้อนในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ในด้านหนึ่ง จีนคือผู้สนับสนุนหลักในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างแข็งขัน

    การเดินทางเยือนไทยของนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

    รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจีนที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

    แต่อีกด้านหนึ่ง จีนก็พยายามเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยทางการทูต โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ต่อสายตรงถึงรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและลดความตึงเครียด พร้อมเสนอตัวเป็น “สะพานเชื่อม” เพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศ

    บทบาทสองด้านของจีนคือการดำเนินกลยุทธ์แบบสมดุลที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี จีนต้องการปฏิบัติการทางทหารของไทยเพื่อกำจัดเครือข่ายสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อพลเมืองจีน

    แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจยอมให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาคที่จะเป็นภัยต่อการลงทุน บุคลากร และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาพรวมของตนเองได้

    ยุทธศาสตร์พลิกเกมของไทย จาก ‘ผู้รุกราน’ สู่ ‘ผู้พิทักษ์ด่านหน้าของโลก’

    ยุทธศาสตร์พลิกเกมของไทย จาก ‘ผู้รุกราน’ สู่ ‘ผู้พิทักษ์ด่านหน้าของโลก’

    ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน กองทัพไทยยกระดับการทำสงครามข้อมูลข่าวสารได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการปรับวิธีนำเสนอเรื่องราว (Narrative) ต่อสายตาชาวโลกได้อย่างมีชั้นเชิง

    แทนที่จะปล่อยให้สังคมโลกมองไทยเป็นผู้รุกรานในข้อพิพาทชายแดน กองทัพกลับเลือกสื่อสารยุทธศาสตร์ใหม่อย่างชัดเจน ผ่านแถลงการณ์โดยนิยามว่า

    “Scam Army = Global Threat, Thailand = Frontline Defender” หรือ กองทัพสแกมเมอร์ = ภัยคุกคามระดับโลก, ประเทศไทย = แนวหน้าผู้พิทักษ์

    การวางกรอบ (Framing) เช่นนี้ถือเป็นการพลิกเกมที่ชาญฉลาด เพราะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จากคู่ขัดแย้งในสงครามชายแดน ให้กลายเป็นตัวแทนประชาคมโลกที่กำลังต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

    ยุทธศาสตร์นี้ช่วยลดแรงกดดันทางการทูตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากท่าทีที่สงบทีเดียวของทั้งสหรัฐฯ และจีน

    บทสรุปของ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของพรมแดนอีกต่อไป แต่เป็นกรณีศึกษาของการทำสงครามยุคใหม่ที่ใช้ความชอบธรรมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายความมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/post-analysis/735249&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIsGCxCseouxpDM2jrHJa

  • “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองท่องเที่ยว

    รัฐบาลปลื้ม “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุด ประจำปี 68 คาดปี 69 เที่ยวบินรวม เพิ่มขึ้น 3% สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลปีใหม่

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม ผลสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก Euromonitor International ในหัวข้อ Top 100 City Destinations Index 2025กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย คว้าอันดับหนึ่ง ในฐานะเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 30.3 ล้านคน ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล และสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของคนไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า จากรายงานข้อมูลของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ปีงบประมาณ 2568 (กันยายน 2567 -ตุลาคม 2568)ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณเที่ยวบินรวม 904,796 เที่ยวบิน และเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี ซึ่งจากตารางบิน Winter Schedule เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 84,543 เที่ยวบิน และในเดือนมกราคม 2569 คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวม 87,835 เที่ยวบิน ในขณะเดียวกัน ได้คาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินในปีงบประมาณ 2569 (กันยายน 2568 – ตุลาคม 2569) รวม 928,165 เที่ยวบิน ประกอบด้วย เที่ยวบินระหว่างประเทศ 473,364 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 343,422 เที่ยวบิน เที่ยวบินบินผ่านน่านฟ้า 111,379 เที่ยวบิน โดยมีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 2,543 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 3%

    ทั้งนี้ ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องช่วงปีใหม่ (วันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569) คาดการณ์ว่า จะมีเที่ยวบิน รวม 27,632 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,763 เที่ยวบิน รัฐบาลกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและเตรียมมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้การจัดการจราจรทางอากาศปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดความล่าช้า

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_980947/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wD07RZbIN-qj8HYL2AKSq

  • ‘อิสริยะ’ ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    ‘อิสริยะ’ ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    Politics

    20 ธ.ค. 2025 เวลา 10:54 น.

    'อิสริยะ' ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    ‘อิสริยะ’ ประกาศลาออกจาก Blognone เว็บไซต์ไอทีดัง หลังร่วมก่อตั้งนาน 21 ปี ลงสมัคร สส.ปชน. เผยสาเหตุเล่นการเมือง เข้าไปแก้ปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลง

    • นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ หรือ ‘mk’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารเพื่อทำงานด้านการเมือง
    • เตรียมลงสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชน (ปชน.)
    • เว็บไซต์ Blognone จะยังคงดำเนินงานต่อไปโดยทีมงานชุดเดิม แต่นายอิสริยะจะยังร่วมเขียนบทความในฐานะผู้ร่วมเขียนที่ไม่รับค่าตอบแทน (unpaid contributor)

    เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2568 เว็บไซต์ Blognone เว็บไซต์ข่าวสารภาษาไทยที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเปิดดำเนินการในไทยมากว่า 21 ปี โพสต์แจ้งข่าว กรณีผู้ใช้งาน mk หรือชื่อจริงนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารไลน์แมน และวงใน ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของ Blognone

    โดย mk (อิสริยะ) ระบุว่า สวัสดีครับ ผมมาแจ้งข่าวว่าได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของกลุ่มบริษัท LINE MAN Wongnai ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Blognone แล้ว ด้วยเหตุผลว่าต้องการไปทำงานด้านการเมือง ตามที่ปรากฏในข่าวตามสื่อมวลชนช่องทางต่างๆ การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะตัวผมเพียงคนเดียว เว็บไซต์ Blognone จะยังเดินหน้าต่อไปภายใต้ทีมงานชุดเดิม ซึ่งมีคุณ lew และ arjin เป็นกำลังหลักในตอนนี้

    mk ระบุอีกว่า ผมยังจะมาร่วมเขียนเนื้อหาบน Blognone ต่อไปในฐานะ unpaid contributor ตามที่โอกาสอำนวย และกฎเกณฑ์ทางกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ ในฐานะ co-founder ก็ต้องขอบคุณสมาชิก Blognone ที่บางท่านอาจอยู่ร่วมกันมายาวนานตั้งแต่ยุคแรกๆ ซึ่งก็ถือว่านานมากคือ 21 ปีแล้ว มองย้อนกลับไปในตอนนั้น เราเปิดเว็บกันเล่นๆ just for fun ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะทำมาได้ยาวนานขนาดนี้

    'อิสริยะ' ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    เวลา 21 ปีถือว่ายาวนาน สังคมโลกและไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย แต่ผมคิดว่าเจตจำนงยังเหมือนเดิม Blognone เกิดขึ้นเพราะในยุคสมัยนั้นไม่มีสื่อไอทีแบบที่เราต้องการ เราอยากได้จึงต้องลงมือทำมันเอง เหตุผลในการเปลี่ยนสถานะของผมก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อมองไปทางไหนในประเทศไทยก็เจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด รอมานานก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นสักเท่าไร ทางแก้ก็คงเหลือทางเดียว อยากได้ก็ต้องทำเองครับ

    อ่านรายละเอียด คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1213046&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VrNIbDUxa8mEpvaHYyaTu

  • ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้

    ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้

    ไอที

    ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้
    ชวนอิ่มฟรีวันเดียว บาร์บีคิว พลาซ่า หรืออร่อยข้ามปีกับแบรนด์ดังห้ามพลาด! เช็กสิทธิ์ 18-22 ธ.ค. นี้

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ภายใต้แนวคิด “UP สัญญาณ UP ความสุข” เปลี่ยนช่วงเวลาส่งท้ายปีให้เป็นฤดูกาลแห่งความประทับใจ ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแด่ลูกค้า* ทรู-ดีแทค5G ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ และทรู คอนเวอร์เจนซ์ ที่อยู่เคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน สานต่อแคมเปญ “ยิ่งอยู่นาน…ยิ่งรักกัน” เปิดภาคต่อ “อัพสัญญาณความสุข อิ่มฟรีรับปีใหม่” ส่งต่อประสบการณ์ความสุขคัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของลูกค้าอย่างแท้จริง ตรวจสอบสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 18–22 ธ.ค. 68 ผ่าน แอปทรู (True App) หรือคลิก https://www.true.th/campaign/special-privilege โดยเลือกรับความสุขได้เองใน 2 รูปแบบ

    1. สุขด้วยกันวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม ที่บาร์บีคิว พลาซ่า เพราะมื้ออาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกระชับความสัมพันธ์ ทรูผนึกกำลังกับ บาร์บีคิว พลาซ่า มอบมื้อพิเศษให้ลูกค้าอิ่มฟรีพร้อมกันทั่วประเทศใน วันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม 2568 (วันเดียวเท่านั้น) เพื่อสร้างความทรงจำที่อบอุ่นร่วมกับคนสำคัญ
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 10 ปี รับฟรี ชุด Happy Always Set มูลค่า 339 บาท แทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในกันและกันเสมอมา
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 5 ปี รับฟรี ชุด Happy Together Set มูลค่า 249 บาท เติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ให้แก่กันทรู พร้อมเต็มทุกความสุข
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 1 ปี รับฟรี ชุด Happy Moment Set มูลค่า 129 บาท จุดเริ่มต้นความสุขที่สดใส
    2. สุขในแบบคุณ อร่อยข้ามปีกับ 3 แบรนด์ดัง มอบอิสระในการใช้สิทธิ์ข้ามปีกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ ตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 10 ปี ดื่มด่ำรสชาติคลาสสิก รับฟรี เมนูโบราณ จากทรูคอฟฟี่ มูลค่า 85 บาท
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 5 ปี อิ่มอร่อยได้ทุกที่ รับฟรี โค้ดส่วนลด GrabFood มูลค่า 50 บาท (ไม่มีขั้นต่ำ)
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 1 ปี เติมความสดชื่นง่ายๆ รับฟรี ไอศกรีมโคน แมคโดนัลด์ มูลค่า 12 บาท
    เงื่อนไขการรับสิทธิ์

    สิทธิพิเศษนี้มอบแก่ลูกค้า ทรู-ดีแทค5G ทรูออนไลน์ ทรูวิชั่นส์ และทรู คอนเวอร์เจนซ์ ที่อยู่นานกว่า 1 ปี และมียอดค่าใช้บริการ 300 บาท/ เดือนขึ้นไป

    • กดรับสิทธิ์ เปิดให้กดจองสิทธิ์ล่วงหน้าพร้อมกันในวันที่ 24 ธ.ค. 68 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ทางแอปทรู (True App) (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) โดยเลือกอิ่มฟรีวันเดียว หรืออร่อยยาวข้ามปี ตามระยะเวลาการใช้บริการ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

    • ใช้สิทธิ์ เริ่มใช้สิทธิ์ อิ่มฟรีวันเดียว ที่บาร์บีคิว พลาซ่าพร้อมกันในวันที่ 24 ธ.ค. 68 หรือ อร่อยยาวข้ามปี ที่ทรูคอฟฟี่ GrabFood หรือ McDonald’s ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 68 – 31 ม.ค. 69

    ทรู พร้อมเติมเต็มทุกความสุข พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ เพื่อให้ช่วงเวลานี้เป็นมากกว่าการส่งท้ายปี แต่เป็นการเริ่มต้นศักราชแห่งความสุขที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

    *ลูกค้าที่อยู่นานกว่า 1 ปี และมียอดค่าใช้บริการ 300 บาท/ เดือนขึ้นไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/459423&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lfmnRwRg0E0_U7FAoiSM_

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    จุดเปลี่ยนประเทศไทย จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้หรือไม่ กำลังถูกจับตามองจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์” กรรมการและอุปนายกด้านต่างประเทศ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท สยามมิตซุย จำกัด บริษัทเครื่องปรับอากาศของคนไทย และ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายมู บริษัท อัลติเมท เดสตินี่ จำกัด กับความหวังรัฐบาลใหม่ ที่เขาคาดหวังว่าจะมีนโยบายที่ ไม่ “สร้างภาพ”  ไร้ “คอร์รัปชั่น ” ที่สำคัญคือต้อง “ไม่เอื้อนายทุน” กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง 

    นโยบายต้องเน้นผลประโยชน์ส่วนร่วม ไม่เอื้อนายทุน-ไม่คอร์รัปชั่น

    “เชาวนนท์” กล่าวว่า อยากเห็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ไม่สร้างภาพ หรือเป็นนโยบายการลงทุนเพื่อเอื้อพวกพ้อง หรือ ผลประโยชน์ของนายทุน การขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเวลานี้ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด การส่งต่อนวัตกรรมสู่สากล โดยเฉพาะการสนับสนุนผ่านสตาร์ทอัพ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถกระตุ้นตัวเลข GDP ของประเทศให้เติบโตได้

    รัฐบาลชุดหน้าควรสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตตั้งแต่วัยเรียน เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่หากนักศึกษามีไอเดียและสามารถพิสูจน์แนวคิดได้ ก็ควรมีนักลงทุนพร้อมสนับสนุนเงินทุนทันทีโดยไม่ต้องรอให้มียอดขายมหาศาล

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    นอกจากนี้ยังมองว่านโยบายที่ดีต้องเน้น ผลประโยชน์ส่วนรวมและสร้างผลกระทบในวงกว้าง มากกว่าเรื่องพวกพ้อง หรือการคอร์รัปชั่น และต้องเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การทำภาพลักษณ์ให้ดูสวยงามเท่านั้น

    ชูบทบาท “Global Day One”

    สำหรับบทบาทของสมาคมฯในฐานะที่ “เชาวนนท์” เพิ่งรับตำแหน่งอุปนายกสมาคมฯด้านต่างประเทศ คือ การนำสตาร์ทอัพบุกตลาดโลก และ การเดินหน้า ปรับ Mindset ของสตาร์ทอัพ ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มธุรกิจ ที่ต้องคิดเพื่อขายตลาดโลก ไม่ใช่ คิดเพื่อขายแค่ในประเทศไทย

    “Global Day One” คือ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ โดยเขาอธิบายว่า ปัญหาสำคัญของสตาร์ทอัพไทยที่ผ่านมาคือการมี Local Mindset หรือการเน้นทำตลาดเฉพาะในประเทศตั้งแต่วันแรก ทำให้เมื่อเติบโตถึงจุดหนึ่งจะพบทางตัน และไม่สามารถสเกลต่อได้ แม้แต่ยูนิคอร์นบางรายก็ยังติดปัญหานี้

    จากนี้ สมาคมฯ มุ่งเน้นการปรับมายเซ็ทให้กับกลุ่มสตาร์ทอัพให้เป็น Global Day One คือการออกแบบผลิตภัณฑ์และวางแผนบุกตลาดโลกตั้งแต่วันที่เริ่มก่อตั้ง เพราะหากวางโครงสร้างไว้เพื่อตลาดในประเทศตั้งแต่แรก การจะเปลี่ยน ไปสู่ตลาดสากลในภายหลังจะทำได้ยากมาก

    นำร่องพาสตาร์ทอัพแมทชิ่งระดับโลก

    “เชาวนนท์” กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมฯได้พาสตาร์ทอัพไทยไปแมทชิ่งและออกบูธในตลาดพรีเมียมอย่างยุโรป พบว่าได้รับผลตอบรับดีเยี่ยมใน 2 งานหลัก ได้แก่

    • งาน Slush งานประจำปีที่สำคัญของเมืองเฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศฟินแลนด์ เป็นงานระดับนานาชาติ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่โลกสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี ทั้งยังดึงดูดผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลกมารวมกันในงานนี้ โดยสมาคมฯร่วมกับสถานทูตและหน่วยงานภาครัฐพาสตาร์ทอัพ 10 ราย ไปนำเสนอผลงาน

    • งาน AsiaBerlin Summit 2025: Connecting Startup Ecosystems for Diversity and Innovation เยอรมัน โดยมีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ประมาณ 5-6 ราย ได้เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ของบริษัท บนเวที พิชชิ่ง

    เขากล่าวว่า ในเวทีตลาดยุโรปนั้น ผลตอบรับถือว่าดีเกินคาด มีผู้สนใจเข้าฟังการ พิชชิ่ง จนห้องเต็มและมีการพูดคุยเจรจาธุรกิจต่อเนื่อง นักลงทุนในต่างประเทศให้ความสนใจตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนอย่างมาก ขณะเดียวกันสตาร์ทอัพไทยก็ได้เห็นสเกลการลงทุนที่แตกต่าง โดยในยุโรปอาจมีการพูดถึงตัวเลขการลงทุนสูงถึง 10-100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าสเกลปกติที่เคยพบเห็น

    สำหรับสตาร์ทอัพของประเทศไทยที่โดดเด่นและสามารถก้าวสู่ยูนิคอร์นได้ คือ สตาร์ทอัพเกี่ยวกับ AI เช่น “BOTNOI” AI Avatar ที่โต้ตอบแบบ Real-time และมีระบบแปลภาษา,สตาร์ทอัพเกี่ยวกับดาวเทียม เช่น RIFFAI ในการใช้ดาวเทียมสำรวจพลังงาน โดยทำงานคู่กับ AI ปัจจุบันขยายธุรกิจไปทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และกำลังมุ่งสู่สหรัฐฯ โดยมีผู้ก่อตั้งอายุเพียง 22 ปี

    VEKIN (เวคิน) สตาร์ทอัพไทยสาย Deep Tech ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ AI และบล็อกเชน เพื่อช่วยให้การลดคาร์บอนและตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทำได้ง่ายขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์อย่างแอปพลิเคชัน CERO ที่ช่วยสะสมแต้มจากการทำกิจกรรมลดคาร์บอนในชีวิตประจำวัน และนำไปแลกสิทธิพิเศษ สร้างความยั่งยืนให้องค์กรและบุคคลทั่วไป ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ความต้องการในตลาดยุโรป

    สุดท้ายคือสตาร์ทอัพเกี่ยวกับ HealthTech เนื่องจากเป็นจุดแข็งสำคัญของไทยจากความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้ (เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งในไทยราคา 5 แสนบาท ขณะที่ในสหรัฐฯ อาจสูงถึง 5 ล้านบาท) ดังนั้นประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางหรือฮับด้านสุขภาพด้วยบริการ ความสามารถในการรักษา ในราคาไม่สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mz10uP83kN3xvXgGpI0p_